noveltomei_tan
[fic]Beyond the sky#07
  • อากาศเย็นสบายคืนนั้นยังฝังในความทรงจำ ผมได้สะดุ้งตื่นเพราะเสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาดังขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางเหล่าเสียงกรนเบาที่แน่นขนัดห้องนอน 

    เพราะยามเช้าอากาศดี จึงย้ายกระถางคาเนชั่นจากหน้าต่างมาทิ้งไว้ตรงชานเรือน หวังให้มันรับแดดอุ่นเสียบ้าง จากนั้นก็เผลอทิ้งมันไว้ พอชะโงกออกไปดู ก็เห็นกลีบดอกสีแดงปลิดปลิวร่วงอยู่บนพื้นที่เฉอะแฉะ บางกลีบยังคงห้อยติดอยู่กับขั้ว หากมีลมพัดอีกวูบมันคงร่วงหล่นลงมาเช่นกัน เหมือนเสียงหัวใจหยุดเคลื่อนไหวเมื่อเห็นภาพตรงหน้า หากผมไม่เปลี่ยนแปลงมันก็คงไม่เป็นเช่นนี้

    พลันเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พี่คนโตรีบตื่นขึ้นมารับก่อนน้องๆจะถูกปลุก น้ำเสียงงัวเงียยามพูดคุยเปลี่ยนไป สุขุมขึ้นและเงียบลงเพื่อรับฟังข่าวสาร ไม่นานเธอเริ่มใช้กำแพงพยุงกายไม่ให้ล้ม จวบจนกระทั่งวางหูโทรศัพท์ด้วยมือสั่นเทา ดวงตาแดงเรื่อไปด้วยหยาดน้ำจึงสังเกตเห็นผม

    "ใครโทรมาน่ะ ?”

    เธอไม่ตอบแต่พยายามเดินเข้ามาหาแทนด้วยท่าทางเหมือนเด็กเพิ่งหัดเดิน ดูไม่มั่นคงและพร้อมจะล้มลง เธอเข้ามากอดผมแน่น ไม่มีคำใดนอกจากเสียงร้องไห้กระทั่งหลับไป ผมทำได้แค่ตกใจ

    เช้าวันรุ่งขึ้นถึงรู้ว่าพ่อกับแม่เสียชีวิตแล้ว...พร้อมกับคนอีกจำนวนมากที่อยู่ในงานเลี้ยงฉลองครบ 18 พรรษาขององค์ชายคราเรต์ มันกระทันหัน ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนเล่าเหตุการณ์แท้จริงให้เด็กอย่างพวกเราฟัง แม้จะถามเท่าไรก็ตาม

    "ผมจะไปอยู่กับเพื่อนน้ามาตินที่เซจิล ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย อาจจะไม่ได้กลับมาบ่อยๆ แต่ว่าจะพยายามส่งเงินมาช่วย"

    เพราะพ่อกับแม่ต่างเป็นเด็กกำพร้า เมื่อสิ้นพวกท่าน บ้านเราจึงไม่มีญาติที่ไหนอีก อลิเซียลาออกจากโรงเรียน ล้มเลิกความฝันในการเป็นนักกฎหมายเพราะจะต้องประหยัดค่าใช้จ่าย เงินมรดกคงอยู่ได้ไม่นานนัก และเมื่อฝ่ายนั้นตัดสินใจเสียสละตัวเองแล้ว ผมเองก็ไม่ควรอยู่เฉย

    "เธอจะไปจริงเหรอบาสเตียน ?"

    "อืม จากนี่ก็นั่งรถไฟขึ้นเหนือแค่วันนึง ...ถ้าพี่คิดถึงผมจะนั่งมาหา"

    พี่สาวดูตกใจกับการตัดสินใจนี้ แต่ต้องยอมรับว่ามันเป็นทางเลือกที่ดี การที่ผมยังได้เรียนเป็นสิ่งที่เธอหวังไว้ เธอพยายามยิ้มและอวยพรให้ ตาบวมๆคู่นั้นไม่มีน้ำตาจะไหลออกมาแล้ว ผมรู้ว่าเธอกำลังโศกเศร้าแต่ผมไม่ควรกอดเธอ เพราะมันจะทำให้ความรู้สึกผิดบาปที่ซ่อนไว้ชัดเจนขึ้น ถึงอย่างนั้นผมก็เลือกทำมัน

    "รักษาตัวด้วยพี่"

    ผมบรรจงคล้องแขนโอบหญิงตรงหน้า มันอาจเป็นความผูกพัน... หลายคราที่พยายามใช้คำนี้หลอกตัวเองเพื่อสั่งใจที่ว้าวุ่นให้หยุดนิ่ง แต่ยิ่งทียิ่งเหมือนยืนค้างอยู่บนกองถ่านร้อนระอุ และผมที่ก้าวไปไหนไม่ได้ก็กำลังมอดไหม้อย่างช้าๆ 

    เธอไม่มีวันรู้ว่าภายในห้องแคบๆ ผมไม่สามารถนอนข้างเธอได้โดยไม่เจ็บช้ำ สายตา น้ำเสียงและอ้อมกอดของผมไม่ใช่สิ่งที่คนเป็นพี่ควรได้รับ ผมสัมผัสความสกปรกนี้ทุกคืนวันและบังคับไม่ให้ไปแปดเปื้อนคนตรงหน้า 

    อยากมีความคิดที่ปกติเหมือนคนอื่นๆเหลือเกิน หรือไม่...ก็ภาวนาขอให้ชีวิตที่บิดเบี้ยวแบบนี้จบลงสักวันหนึ่ง ริมฝีปากงดงามกระซิบบอกให้ผมรีบกลับมา ทั้งๆที่ผมหวังการจากไปอย่างไม่ย้อนกลับ

    "รักษาตัวด้วย พี่รักเธอนะ"

    ผมวางคำบอกรักที่แสนบริสุทธิ์นั้นไว้ข้างหัวใจ เพราะถ้าผมย้ายมันเข้ามา สภาพของผมคงไม่ต่างจากคาเนชั่นในคืนฝนตก

    วอนให้สายลมพัดมา ให้กลีบสุดท้ายปลิดปลิว


    ............................................


    “ตื่นแล้วเหรอ ?”

    ชายวัยเกษียญในชุดสุภาพมีเสื้อกาวด์สีขาวคลุมทับ ถามผู้ที่เพิ่งตื่นด้วยเสียงแจ่มใสขณะใช้เข็มฉีดยาฉีดลงบนกล้ามเนื้อหัวไหล่ให้ บาสเตียนสะบัดแขนเถิบกายหนีพร้อมย้อนถามเสียงขุ่น แววตาเขม่นมองอย่างหวาดระแวงคล้ายสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ

    "ฉีดอะไร ?"

    เรียวคิ้วบางของหมอแม็คคลินลู่ตก ยามมองยาที่เหลือครึ่งหลอดบนพื้นอย่างเสียดาย   

    "ยาแก้ปวดน่ะ เห็นเธอร้องไห้อยู่เลยนึกว่าเจ็บแผล ...หรือจะฝันร้ายอยู่นะ ?"

    คนสูงวัยกว่ายิ้มตอบด้วยทีท่าสบายๆเหมือนโลกนี้ไร้อันตราย คนฟังตกใจกับคำบอกรีบเช็ดหยาดน้ำให้หายก่อนหันสำรวจสถานที่อย่างเร็ว ทว่าม่านสีฟ้าซึ่งกางรอบเตียงปิดกั้นวิวภายนอก เขาแว่วเสียงผู้คนและสัตว์ไม่ไกล นี่อาจเป็นสถานพยาบาลเถื่อนที่ไหนสักแห่ง 

    "แล้วนี่อะไร ?"

    บาสเตียนกำขวดยางกลมใสภายในมีเลือดค้างอยู่ ซึ่งต่อสายออกมาจากหน้าท้อง สีหน้าเขาดูหงุดหงิด

    “อุปกรณ์เอาเลือดคั่งออก ฉันใส่มันเพราะเพิ่งเย็บซ่อมลำไส้ให้เธอไป มันมีวิธีเอาออกเฉพาะ ถ้าฝืนดึงอวัยวะภายในอาจฉีกขาดซ้ำ ดังนั้นรอให้หายดีก่อนแล้วฉันจะเอาออกให้”

    "คุณช่วยผมไป ผมก็ไม่มีตังค์ให้"

    "ฮะฮะ ไม่ต้องกังวล มีคนจ่ายให้แล้ว"

    คนฟังนึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ก่อนบาดเจ็บทั้งหมด เพียงแต่สงสัยว่าอีกฝ่ายจะรู้จักคนที่อยู่กับองค์รัชทายาทไหม

    "ผมไม่ชอบรับของใครฟรีๆ หมอช่วยบอกทีผู้มีพระคุณของผมเป็นคนของกลุ่มไหน ผมจะใช้คืนให้"

    ยาฉีดอีกชนิดถูกฉีดลงสายน้ำเกลือ ของเหลวไหลวนเข้าไปยังหลังมือของผู้บาดเจ็บที่เริ่มสงบลงบ้างแล้ว หมอแม็คคลินรู้ตัวว่าเผลอเปิดประเด็นไป และถ้าตอบไม่ดีอาจถูกใช้กำลังรีดไถข้อมูล หรือถ้าเผลอบอกไปอาจโดนฝ่ายคุณท่านซ่อมได้ กำไรเป็นความซวยทุกทิศทาง

    "คนมาที่นี่ไม่ค่อยบอกสถานะตัวเอง เธอเองก็คงไม่บอกฉันเหมือนกัน และแน่นอนฉันก็ไม่คิดถาม เพราะบางเรื่องมันเสี่ยงหากจะรู้"

    เนื่องจากเป็นคำตอบกลางๆที่เติมเหตุผลให้ตัวเองหยุดการลงมือกับคนชราได้ ผู้เป็นนักฆ่าจึงไม่เค้นถามอะไรต่อ

    “แล้วนี่ผมหลับไปกี่วัน?”

    "เธอหลับๆตื่นๆ แต่ถ้านับจากวันผ่าตัด ก็ห้าวัน”

    ฟังแล้ววิงเวียน วันเดียวที่ไม่ได้ติดตามเหยื่อก็หนีไปทวีปอื่นได้แล้ว แถมป่านนี้เหล่าอาวุธที่วางไว้ในห้องเช่ารายวัน คงถูกเจ้าของตึกแจ้งความจนตำรวจเก็บเป็นของกลางเสียหมดสิ้น

    ...บ้าเอ้ย... 

    "หมอเอาสายพวกนี้ออกให้ที ผมต้องไปแล้ว”

    คนถูกเรียกยิ้มน้อยๆพลางส่ายหัวอย่างอ่อนใจ พวกที่เข้ามารักษาต่างมีนิสัยเช่นนี้ทั้งนั้น พอได้เรี่ยวแรงคืนเข้านิดหน่อยก็จะรีบตะกายลงจากเตียงไปทำหน้าที่ให้เสร็จ

    "ฉันต้องให้ยาปฏิชีวนะเธออีกสองวัน แผลเองก็ยังไม่เข้าที่ดีนอนพักสักหน่อยดีกว่า อีกอย่าง...”

    “ไม่อีกอย่างล่ะ”

    บาสเตียนยันกายจะลุกขึ้น แต่ร่างหนากลับทิ้งตัวลงบนเตียงแรงแทน เจ้าตัวตกใจตาค้างกับร่างที่หนักขึ้น หนังตาหย่อนปิดลงอีกครั้ง แว่วเสียงหัวเราะในคอเบาๆของคนในชุดขาว

    "...อีกอย่าง ฉันถูกจ้างให้ทำให้เธออยู่เฉยๆจนกว่าจะหายดี ดังนั้นถ้าอยากไปทำงานก็พยายามหายเร็วๆเข้านะ"


    ................................................



    "There's a light. A certain kind of light
    That never shone on me
    I want my life to be...to lived with you, lived with you
    (มีแสงสว่าง เป็นแสงบางอย่าง)
    (ที่ไม่เคยส่องมายังผม)
    (ผมอยากมีชีวิต...ที่อยู่เคียงข้างคุณ ,อยู่เคียงข้างคุณ)

    There's a way everybody says
    to do each and every little thing
    But what does it bring
    If I ain't got you, I ain't got you
    (แล้วสิ่งที่ทุกคนบอก)
    (คือทำเจ้าสิ่งเล็กน้อยไปเถอะ)
    (แต่มันจะเพื่ออะไรล่ะ)
    (หากผมยังคงไม่ได้คุณมา, ไม่ได้คุณมา)"


    หลังจากเหตุการณ์ใกล้ทางด่วนเพนซิวาเนีย ในนามของผู้ก่อการร้ายมือใหม่ได้เปลี่ยนรถเป็นโคโรล่าอัลติสสีเงินเหมาะแก่การหลบหนี การแปลงร่างของC4ที่ไม่ใช่ในแนวทางเดียวกับหนังทรานฟอร์มเมอร์ ซามูเอลจึงห่อเหี่ยวจนเจี๊ยวหด ให้หัวหน้าทริปต้องยื่นหน้าไปสอบถามอย่างเป็นห่วง

    "เชี่ย ปกติมึงก็เครซี่ญี่ปุ่นดี ทำไมไม่รวมรถญี่ปุ่นกูไปด้วยวะ"

    "เวลามึงชอบอะไรมึงจะถนอมเป็นพิเศษ แล้วนี่คือสภาพอันน่าสังเวชของกูที่ไม่กล้าเหยียบเกิน120"

    "ไหงฟังเหมือนพวกแต่งงานไม่กล้าหนีเมียไปเที่ยวเลยว่ะ แล้วตกลงนี่ชอบหรือไม่ชอบ"

    "Baby, you don't know - what it's like... เบเบ ,you don't know - what it's like~~~to love somebody ...to love somebody~~ the way I love you"

    คนผิวเข้มเอื้อมไปกดเพิ่มความดังเครื่องเสียง ให้กลบเสียงแหบพร่าของเพื่อนที่กำลังร้องคลอไปกับเพลงพร้อมหันมายิ้มหล่อใส่

    "ถ้าถนอมจริงก็มองทางข้างหน้าด้วย สัส"

    เขาขำ ว่าไปเรื่องความชอบอะไรสักอย่างนี่มันช่างให้ความรู้สึกเหมือนดาวพลูโต คือรู้ว่ามีอยู่จริงแต่ไม่เคยสัมผัสหรือเห็นมัน ชีวิตนี้ไม่มีอะไรชื่นชอบเป็นพิเศษ ทุกอย่างเลือกๆหยิบๆตามสัญชาตญาณทั้งนั้น มันไม่เคยพลาดอะไร จะด่างพร้อยชีวิตสุดคงเป็นการเลือกเจ้าผู้ชายสำอางที่นั่งอยู่ข้างๆ

    ทาเมอร์เลน ฮิวเดแบร ...มักเกิ้ลที่เลี้ยงดูยาก กินก็ยาก อยู่ก็ยาก พูดด้วยยิ่งโคตรยาก ราวกับกำลังสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวไม่ปาน

    ตอนหมอนั่นเริ่มยุกยิกบิดไปมาอย่างกับมดแดงหลุดเข้าไปสิงกางเกงในนั้น ก็นึกว่าก้นคงระบมเพราะนั่งบนรถต่อเนื่องนานเกิน จะรู้ว่าเดาผิดก็ตอนเห็นอีกฝ่ายเทน้ำดื่มมาเช็ดตามร่างกายอย่างสุดกลั้น เป็นพฤติกรรมเข้าใจยากว่าไหม คนกำลังหนีจะมาอนามัยอะไรมากมาย อากาศหนาวแบบนี้น่าดองจะตาย

    ท่วงท่าแบบนี้หรือมันคือการอ่อยเหยื่อ ไม่สิมันต้องเป็นเหยื่ออ่อย เหรอ ? แต่จากสายตาที่ทอดมองมาอย่างลำบากใจขณะล้วงเสื้อเช็ดผิวกายนั้น มันแปลได้ว่าอยากพูดอะไรบางอย่างที่ไม่ควรพูด ว่ากันผู้ชายไม่ได้อาบน้ำ มันก็กลิ่นเดียวกับถุงเท้าอับที่เอาไปถูหมาเปียกนั่นแหละ นี่คงใช้ทฤษฎีเดียวกับแอบบอกว่าเพื่อนปากเหม็นโดยให้ลูกอมสินะ แหม่...ความคิดน่าเอ็นดู

    "เอ่อ ผมเช็ดตัวให้ ...เอาไหมครับ"

    "..................."

    จะทำอย่างไรเมื่อคุณถูกมนุษย์ต่างดาวที่เผลอจับมา ยื่นหน้าขาวๆตาโตๆเข้ามาอ้อนถามใส่ด้วยประโยคข้างต้น แถมยังเป็นเป้าหมายแรกในยานยูเอสเอสเอนเทอร์ไพร์ซอีกต่างหาก เขาได้ยินเสียงหลุดหัวเราะพรืดมาจากที่นั่งข้างคนขับ

    คำว่าช่วยไม่ได้ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ถึงอย่างนั้นก็เผลอถอดถุงเท้ายื่นปลาหมึกไปให้เช็ดด้วยความหมั่นไส้เสียแล้ว ในช่วงเวลาที่กลิ่นอายของความตายคืบคลานทั่วทั้งตัวรถ ทุกคนต่างมีมติเป็นเอกฉันท์ในการพักโรงแรมตามรายทางเท่าที่ทำได้

    "ผมอยากพักอยู่ห้องเดียวกับคุณคามิลครับ "

    ที่พักชั่วคราวมักเป็นห้องเตียงเดี่ยวไม่ก็เตียงคู่ ตอนมีกันสามคนก็เปิดห้องใหญ่นอนเสริมได้ แต่ถ้าสี่คนคงไม่ไหว มักเกิ้ลนิวยอร์กแสดงเจตจำนงอย่างกระตือรือล้นแบบที่สามารถคาดเดาได้ ถ้าเทียบลำดับตามความใจดีและความหอมแล้ว จะเลือกเจ้าเพื่อนตาตี่ก็ไม่แปลก

    "อยากพักห้องเดียวกับคุณซามูเอลครับ"

    แต่คืนต่อมาในโรงแรมแห่งใหม่ เจ้าตัวดันอยากเปลี่ยนรูมเมทเสียอย่างนั้น แถมผู้ชายคนนั้นไม่เคยตามใจอะไรทาเมอร์เลนสักนิด กลิ่นหรือก็ระดับเดียวกับคนที่กำลังยืนพูดด้วยนั่นแหละ หัวหน้าคนร้ายถึงกับกอดอกถาม พยายามไม่แสดงออกทางสีหน้าแม้จะหงุดเงี้ยวเปรี้ยวใจสงสัยนักก็ตาม

    "เหตุผลล่ะ ?"

    "เอ่อ....."   E.T.ตรงหน้าเลิ่กลั่กเมื่อโดนถามอย่างจริงจัง   "กลางคืน ...คุณคามิลพลิกตัวบ่อยน่ะครับ"

    ความที่อยู่กันมานานจนรู้นิสัยการนอน เป็นไปไม่ได้ที่เพื่อนจะเป็นอย่างที่กล่าว การนอนของคามิลคือรูปแบบจำลองการเป็นศพอย่างแท้ทรู คือก่อนนอนพ่ออยู่ท่าไหน ตื่นมาก็จะพบว่าพ่ออยู่ท่าเดิม ถ้าเป็นหมูก็ไหม้ติดกระทะล่ะ และที่สำคัญ ไม่มีทางที่องค์ชายขี้เซาจะบรรทมไม่สนิท

    ด้วยท่าทีหลุกหลิกและน้ำเสียงที่ปิดบังอะไรไม่มิดทำให้ยกเผลอมุมปากยิ้ม พอรู้ตัวว่ากำลังแสดงความเป็นตัวร้ายออกไป ก็รีบปั้นหน้าซีเรียสรับฟังแล้วพยักหน้าหนักอนุญาต

    และเป็นไปตามคาด ในที่พักแห่งใหม่พ่อนายแบบก็ได้มงคลฤกษ์ มาเคาะประตูยืนก้มหน้าก้มตากอดกระเป๋าเป้ต่อหน้าบ้างเสียที ควันบุหรี่ลอยมาจากริมฝีปากเจ้าของห้องพาให้ผู้มาเยือนปิดปากไอ

    “ขอนอนด้วยคนได้ไหมครับ คือ....”

    “เอาสิ”  

    คุณท่านอนุญาตง่ายๆพร้อมเปิดประตูออกกว้าง ต้อนเจ้าคนที่กำลังดี๊ด๊ากับการไม่ต้องหาข้ออ้างเรื่องซามูเอลให้เข้ามาในห้อง จากนั้นจึงกระแทกประตูปิดแล้วกดล็อคกุญแจเสียงดังข่มขวัญ เชิญเข้าสู่เวทีเดธแมทช์ที่ไม่มีกรรมการที่ไหนเข้ามาห้ามทั้งสิ้น ใบหน้าหวานนั่นหันควับมาหาอย่างตื่นตระหนก 

    "เตียงเดี่ยว?”

    "อือ จะให้เจ้านายกับลูกน้องนอนเสมอกันได้ยังไง”

    ชายคนร้ายพูดพลางเดินไปกดบุหรี่ลงในที่เขี่ยบุหรี่ตรงโต๊ะเล็กข้างเตียงอย่างอ้อยอิ่ง

    "งั้นผม...”

    "อยากนอนตรงไหนก็เลือกเอา โซฟา พื้น พรมเช็ดเท้า ได้หมด"

    "......."   นายแบบหนุ่มยืนคิดหนักมาก รู้ตัวว่าถ้าไม่ได้นอนเตียงหลังบอบบางคงยอกแน่ แต่ถ้านอนใกล้อีกคนก็ไม่รู้จะโดนทำอะไรบ้าง โซฟาสำหรับนั่งได้คนเดียวที่ตั้งอยู่สองตัวใกล้กับผนังนั้น ให้ลากมาชิดกันท่าไหนก็คงไม่ถึงครึ่งความสูงของตัวเอง   "คุณสนใจนอนพื้นไหมครับ เดี๋ยวผมปูผ้าให้"

    "พูดงี้ไม่ไล่ฉันไปนอนในส้วมเลยล่ะฮิวด์"

    จากรอยยิ้มหล่อเหลา ทาเมอร์เลนสังหรณ์ว่าถ้าเปิดปากอีกคำ ตัวเขาเองเนี่ยแหละจะโดนเอาไปขังไว้ในคอห่านแทน เขาเข้าใจ... เขาก็แค่คนที่ถูกจับมา จะมีอำนาจอะไรเข้าต่อรอง ต้องถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและตกอยู่ใต้อำนาจเผด็จการตลอดทริป

    ผู้ชายร่างผอมจัดแจงเอาผ้าขนหนูมาปูหลังจากอาบน้ำเสร็จ นี่เขาอุตส่าห์ใช้ผ้าผืนเล็กที่ใช้สำหรับเช็ดผมมาเช็ดตลอดตัวเพื่อเหลือเจ้าผืนใหญ่นี่เอาไว้ แต่เมื่อลองปูนอนดูก็พบว่าจะปูหรือไม่ปูดูจะไม่ต่างเท่าไร พลิกคว่ำพลิกหงายท่าไหนก็เจ็บหลังพอกัน เขามองผ้าที่อุตส่าห์ปูให้ตึงเรียบตาละห้อย จู่ๆคำพูดคามิลก็ลอยขึ้นมาในห้วงความคิด

    'นายคงรู้สึกไม่ดี แต่เชื่อเหอะว่านายโชคดีที่สุดในบรรดาเหยื่อลักพาตัวที่ฉันรู้จัก ไม่ต้องถูกเชือนนิ้ว ไม่ต้องถูกเจี๋ยนหู ได้กินข้าวอิ่ม ได้นอนเตียง ทั้งๆที่หัวหน้าโจรที่ทั้งบ้าและป่าเถื่อน เหมือนเพิ่งผ่านการวิวัฒนาการนั่นได้นอนแค่โซฟา ถึงนายจะป่วย และเขาก็แบกนายเข้าโรงพยาบาลอย่างสง่าผ่าเผยไม่ได้ แต่ยังอุตส่าห์ไปตามหมอเถื่อนชั้นดีราคาโหดมาให้ อย่างนี้จะโกรธลงอีกเหรอ ?'

    ...แต่วันนี้ไม่มีเตียง...

    คุณผู้จัดการเคยบอกว่าข้อดีของเขาคือค่อนข้างมีสติและไม่ค่อยเก็บอะไรมาเป็นอารมณ์ พอเจอสถานการณ์ไม่คาดฝันเข้าก็ยังใจเย็นอยู่ เขาว่ามันอาจเกิดจากการทำงานตั้งแต่เด็ก เจออะไรมามากแล้วก็ได้ ขนาดที่ว่าถูกขโมยเงินที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิต โดนกระทำชำเราแล้วเอาคลิปไปปล่อย วันนี้เขากลับไม่ขุ่นเคืองอะไร

    "...."

    ...แต่อยากตรวจเอชไอวีจัง...

    ปั่บปั่บ!

    ผู้ชายบนเตียงตบเตียงเรียกให้หันมา แล้วบรรจงส่งยิ้มกวนให้

    "เปลี่ยนใจมาร่วมเรียงเคียงหมอนกันมั้ย”

    "ไม่!”

    "หยุดคิดหน่อยก็ได้น่า..."

    คุณท่านลากเสียงเจือขำ ลุกขึ้นมาหยิบรีโมทเปิดช่องรายการเพลงอย่างอารมณ์ดี เสียงปฏิเสธหนักแน่นทันควันพร้อมกับใบหน้าหวาดผวาของทาเมอร์เลนช่างกระตุ้นต่อมฮาโดยแท้ 

    "นี่...ดำ...”

    "อยากให้เอาที่รีโมทฟาดเหรอ บอกกี่ทีแล้วอย่าเรียกแบบนี้”

    "ก็ผมไม่รู้ชื่อนี่นา...แล้วจะให้เรียกแบบนั้นก็ไม่เอาหรอก ผมไม่ใช่ลูกน้องคุณสักหน่อย อีกอย่างผมก็ไม่ได้ใช้ในทำนองเหยียดผิวด้วย แต่คุณไม่ยอมฟังเหตุผลเองต่างหาก"

    อะหืมมมม ช่างเป็นมักเกิ้ลขวัญกล้าที่จุดยืนแน่นเปรี๊ยะเสียจนชายผิวแทนต้องใช้นิ้วกดนวดหัวตาเบา เขาไม่เคยสนประเด็นเหยียดสีผิว แต่ที่มันคันหูนักเพราะมีไอ้บ้าคนนึงชอบเรียกตัวเขาอย่างนี้ด้วยต่างหาก

    "ว่า?"

    เจ้าของห้องเปิดโอกาสด้วยน้ำเสียงห้วนสั้น แต่ทาเมอร์เลนกลับนิ่งไปเพราะไม่คาดคิดว่าผู้นำฝ่ายเผด็จการจะยอมฟังตน แต่พอถึงคราวได้อธิบายจริงกลับเขินม้วนต้วนแทนเสียอย่างนั้น

    "ไม่บอกได้ไหมอ่ะครับ"

    บิดกายรำขวยเขินบูชาเทพนานขนาดต้องยกนาฬิกาขึ้นมาดูกลับกล้าตัดจบเสียดื้อๆ คนรอยิ้มอ่อนวางรีโมทลงอย่างเบามือแล้วหยิบที่เขี่ยบุหรี่ขึ้นมาถือแทน กรีนพีซก็กรีนพีซเหอะ สิ่งมีชีวิตชนิดนี้มันต้องสูญพันธุ์ในวันนี้ รังสีความมุ่งมั่นที่แผ่ซ่านของคุณท่าน ทำเอาคู่สนทนาที่เล่นตัวเมื่อครู่รีบยกมือขึ้นป้องหัว

    "ก็คุณเหมือนสีดำในซูพรีเรนเจอร์นี่นา หุ่นก็เท่คล้ายกันเลย!"

    จู่ๆก็พูดถึงตัวละครฝ่ายพระเอกในหนังภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่เพิ่งได้รางวัลไป คุณฟังถึงกับดึงคอเสื้อตัวเองก้มดูร่างที่สุดสะอาดผ่านการขัดสีมาอย่างดี จากนั้นจึงเม้มมุมปากคิดก่อนนอนคว่ำเท้าศอกลงบนเตียงหลังคืบเข้าหา แล้วถามใกล้โดยเฉตาไปทางอื่น 

    "ในหนัง... ชอบสีนั้นเหรอ"

    "เปล่าครับ ผมชอบสีชมพู"

    เมื่อถูกตอบอย่างเร็ว คนฟังจึงร้องออเบาด้วยสีหน้าเรียบเฉยแลเหนื่อยใจ ว่าแท้จริงไม่ควรถามอะไรแบบนี้กับมนุษย์สายนมแต่แรกรึเปล่า   "แล้วคุณชอบสีไหน"   เสียงนุ่มนั้นถามอีกครั้ง

    "ชอบ... ไม่มี เฉยๆทั้งเรื่อง ดูจบแล้วก็จบ"

    "แล้วอย่างนั้นเรื่องที่ชอบเป็นพิเศษล่ะครับ"

    "ไม่มี ใครชวนไปดูเรื่องไหนก็ไปดู บางทีก็ดูตามเครื่องบินบ้าง"

    "อ้อ แล้วปกติคุณทำงานอะไรเหรอ"

    "รับจ้างทั่วไป ได้เงินก็เอาหมด"

    "แล้วบอกว่าจะลงใต้นี่ เราจะไปที่ไหนกันเหรอครับ"

    "ไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก"

    เจ้าชายหมาดๆพยายามชวนคุยเพื่อเพิ่มแต้มความสนิทสนมและถามจุดประสงค์ ถ้าเทียบกับคามิลที่เอาแต่ยิ้มและตอบว่า'แล้วแต่คุณท่าน' กับซามูเอลที่หันหลังหลับใส่ คนตรงหน้าถือว่าคุยด้วยง่ายกว่ามาก แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นจนแล้วจนรอดก็ทำได้แค่คุย หัวหน้าโจรจอมเลี่ยงความไม่ยอมเปิดเผยอะไรให้รู้บ้างเลย สุดท้ายจึงถอยทัพกลับไปนั่งหูลู่หางตกส่งเสียงอุบอิบอยู่บนผ้าผืนบางที่ปูไว้

    คุณท่านส่ายหัว นึกไม่ถึงว่าจะทรงหมดมุกเร็วเกินคาด แต่ดูยังไม่ยอมแพ้ เพราะมือกางตำราอกตู้ม ตากลับลอยไปไกลเหมือนกำลังวางแผนการอะไรอยู่ จึงจัดแจงตัดวงจรความคิดไร้สาระ เดินไปปิดสวิตช์เหลือเพียงไฟหัวเตียงตัวเองเอาไว้ และหันมาพูดอย่างอ่อนโยนเมื่อรูมเมทเริ่มครวญต่อต้าน

    “นอนซะ ถ้าพรุ่งนี้ปลุกไม่ตื่นอีก โดนเฮียจับแก้ผ้าพาเทคออฟจากหน้าต่างแน่”

    จบคำขู่ ทาเมอร์เลนรีบปิดประเด็น ตบหมอนกลิ้งตัวนอนทันใด

    "ขอผมถามอีกทีสิ"   เจ้าของดวงตากลมมองตรงไปยังคู่สนทนาที่ปรายตามองกลับมา   "ผมไม่มีเงินแล้วนะ มีคนตามฆ่าด้วย คุณเอาผมไปด้วยจะดีเหรอ"

    "นายไม่ตายหรอกถ้าอยู่กับฉัน ...... "   เสียงทุ้มเลื่อนลอยคล้ายผ่านความคิดคำนึงหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงผ้านวมผืนใหญ่ที่นุ่มและหนักโยนคลุมให้คู่สนทนาแล้วยกยิ้ม   "นิทานนกกระสาแทนคุณไง"

    "ดำ"   เสียงเรียกอู้อี้ผ่านผ้าผืนหนา ชื่อเรียกสร้างความระคายเคืองน้อยลง

    "นอนน่า พรุ่งนี้ค่อยคุยต่อ"

    "ขอบคุณที่ช่วยนะ"

    คำพูดจริงใจเจือหัวเราะเขินของทาเมอร์เลนซ่อนอยู่ใต้นั้น ทำให้คนฟังนั่งนิ่งอย่างไม่คาดคิดมาก่อน จากนั้นจึงออกเสียงอือในคออย่างเรียบง่ายท่ามกลางอารมณ์ที่ปนเป 

    ดวงตาสีนิลเลื่อนกลับไปจ้องมองโทรทัศน์ท่ามกลางแสงสลัวของไฟหัวเตียง เรียวนิ้วหยิบบุหรี่ขึ้นมาวางบนริมฝีปากโดยไม่ได้จุดมัน

    ฉากหลังของนักร้องซึ่งกำลังร้องเพลงและเต้นอย่างสนุกสนานคือราตรีในไมอามี่ แสงทุกแสงที่สาดส่องลงไปบนเม็ดทราย จะถูกคลื่นทะเลลากกลืนหายไปในห้วงน้ำที่เงียบงัน คนเหล่านั้นไม่มีทางรู้ว่าสิ่งที่ส่องประกายล้อแสงอยู่บนหาด คือเปลือกหอยหรือบรรดาเล็บมือของผู้สูญหาย

    มือซ้ายที่ดูสากกร้านถูกยกขึ้นมาอย่างพินิจ ก่อนหน้านี้เคยมีบางสิ่งประดับอยู่บนเรียวนิ้ว แต่ว่ามันหายไปอย่างไม่สามารถหาเจอ

    'คนโกหก...ทำไมถึงยังกล้ามีชีวิตอยู่...'

    ท่ามกลางเสียงครางเบาของฮีตเตอร์ กลับแว่วเสียงคนในอดีตแทรกเข้ามากระซิบตรงข้างใบหู คำพูดเสียดแทงพวกนั้นหากเกิดในโลกความเป็นจริง คงทำทีเมินเฉยหรือยกมือขึ้นปิดกั้น

    'ไหนบอกว่าจะช่วยฉันยังไง...'

    ชายหนุ่มทำได้เพียงแค่นหัวเราะให้กับความหดหู่ที่ประดังเข้ามาจนคลื่นไส้ คำว่าช่วยเหลือช่างตรงกันข้ามกับตัวตนนัก มีแต่คนโง่เท่านั้นที่เห็นเป็นอย่างนั้น...อยากจะขำ แต่อากาศรอบกายกลับค่อยๆเบาบางลงจนกระทั่งหายใจยังยากลำบาก ภาพเบื้องหน้าค่อยๆบิดเบือนจนมึนหัว ความคิดเร้นหายคล้ายถูกดึงให้จมลงไปยังคลื่นน้ำที่ถาโถมแรง

    "งึม...."

    เสียงละเมอของคนหลับที่เหมือนดังแว่วมาจากไกลแสนไกล ทำให้อีกคนหลุดจากภวังค์ความคิดที่ดิ่งลึก อากาศที่ขาดหายย้อนกลับเข้าหาโดยเร็ว จนเสียงหอบหายใจแรงแข่งกับสิ่งที่เต้นอยู่ในอก ร่างบนเตียงปาดหยาดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นตามผิวหน้า เรือนผมเข้มเปียกชื้น ดวงตาจ้องมีดเล่มสีดำสนิทที่กำลังกำอยู่ และค่อยๆลดปลายมันออกจากคางตัวเอง

    ปลายเท้าเปลือยก้าวลงมายืนข้างร่างที่นอนอยู่อย่างไร้เสียง ตวัดมือกรีดผ้านวมผืนนั้นขาดวิ่น ให้เห็นผู้ที่กำลังพริ้มหลับอย่างไม่รู้เรื่องราว ผิวหน้าขาวสะอาดกระทบแสงไฟนวล ริมฝีปากได้รูปกำลังแย้มยิ้ม

    ...ใคร...

    เขานั่งลงใกล้ ยื่นมือเรียวเข้าลูบเส้นผมสีอ่อนอย่างแผ่วเบา...สัมผัสที่นุ่มลื่นชวนให้ไม่อยากหยุดมือ กลิ่นแชมพูยี่ห้อดีที่พวกเขาไม่เคยคิดใช้หอมแตะจมูก ชายผิวแทนขยับตัวโน้มหน้าเข้าไปหา แล้วใช้ปลายมีดเย็นเฉียบเกลี่ยผมอีกฝ่ายออกให้เห็นใบหน้าชัดขึ้น

    นี่....
    ...ใคร ?

    ระยะประชิด...ให้หลับตาก็สามารถกำจัดได้ น้ำสีแดงเข้มจะไหลออกมาเจิ่งพื้น แผ่กระจายอาณาเขต สักพักก็จะจับตัวกันเป็นก้อน ใบหน้างามจะเริ่มบูดเบี้ยวผิดรูปเพราะไม่สามารถควบคุมมัดกล้ามเนื้อได้จนหย่อนมาตามแรงโน้มถ่วง ซีด แล้วก็เริ่มเกิดสีแดงช้ำขึ้น ทั่วร่างจะแข็ง กลายเป็นก้อนอะไรสักอย่างที่สงบนิ่ง ไร้ค่า รอแผลงฤทธิ์อีกสามวันให้หลังด้วยกลิ่นสุดบรรยาย

    ...ไม่เคยแตกต่าง...

    "คิก คิก”

    เสียงหัวเราะไร้เดียงสาทำให้ผู้ปองร้ายชะงัก ใบหน้าหวานนั้นยิ้มกว้างอย่างไม่รู้เรื่องราวว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตน เมื่อร่างผอมพลิกตัว ผ้าห่มบนร่างจึงหลุดลุ่ยหล่นกองกับพื้น พอรู้สึกหนาวก็หน้ามุ่ยรีบคว้าเอาผ้าปูขึ้นมาม้วนห่มตัวทั้งที่ยังไม่ได้สติ แล้วรอยยิ้มก็กลับมาอีกครั้ง

    คุณท่านนิ่ง เอียงหัวมองพฤติกรรมของสิ่งที่ดูสงบสุขเกินจะอยู่บนโลกของตน ก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปมองอาวุธในมือด้วยแววตาที่ว่างเปล่า สงบค้างราววิญญาณถูกดึงดูดเข้าไปสถิตย์อยู่ในเหล็กที่เย็นเฉียบ แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาหยดหนึ่งอย่างไม่รู้ความหมาย รู้เพียงว่าในอกกำลังบอบช้ำ คลุ้มคลั่ง พลาดพลั้ง...และไม่อาจลุกขึ้นมา...

    ...เมื่อไม่สามารถทนมองความมืดมิดตรงหน้า จึงได้แต่หลับตาลง...



    ..........................................................

    tbc





    Author's note : 

    เพลงประจำตอนนี้ค่ะ แปะไว้เผื่ออยากฟังไปด้วยอ่านไปด้วย (แต่มาแปะท้ายฟิค 55555เอาน่ายังทัน )








    ตอนนี้ถอยรถใหม่ออกมาค่ะ  (ได้ข่าวว่าชวนนั่งC4เมื่อตอนก่อน) toyota corolla altis เปลี่ยนอย่างไม่มีผลต่อเนื้อเรื่อง เปลี่ยนอย่างใจสั่งมา เอาให้รู้ว่าปรับเป็นปัจจุบันแล้วนะ (ฮา)  


    ความหุ่นดีของคุณท่านกับแบล็คของซูพรีเรนเจอร์ อันนี้เป็นกลุ่มเรนเจอร์ที่ไม่มีจริงค่า ตั้งใหม่น่ะค่ะ พอดีว่าหุ่นดีของแต่ละคนไม่เท่ากันเลยไม่อยากกวนจินตนาการคนอ่านนัก เพื่อความสงบสุขทางใจ *สั่นกระดิ่งลม กริ๊ง* 




    ดอกคาเนชั่นสีแดง...เป็นดอกไม้ที่ไม่คิดว่าจะได้ใช้ในฟิคเลยค่ะ อาจเป็นเพราะได้ยินนมข้นหวานคาเนชั่นบ่อยตั้งแต่เด็ก เลยเผลอจินตนาการออกมาเป็นกระป๋องเหล็กทุกที เลยเอารูปมาฝาก 55555 หืม? คนเขียนเป็นคนเดียว #บ้าจริม อ๊ะ สามารถอ่านความหมายของ ดีปเรดคาเนชั่นได้จากที่นี้นะคะ Link

    เจอกันตอนหน้านะคะ ,, U w U ) อาจจะช้าหน่อยตามเวลาที่พอมี สู้วค่ะ #ฮา












Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in