ori-noveltomei_tan
[fic]Beyond the sky#06
  • ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีเทาสามชิ้น ก้าวลงบันไดหินอ่อนตึกรัฐสภา เพื่อไปยังรถยนต์ประจำตำแหน่ง ภายนอกของนายกรัฐมนตรีนิโคไล เลนน์สทราน เป็นชายที่สุขุมและเรียบหรู ดวงตาสีเทาแลลึกลับกับผิวสีน้ำผึ้งจางช่างขับบุคลิกให้โดดเด่น รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าสร้างความเป็นกันเอง ในขณะเดียวกันประกายความเข้มงวดกลับชวนเข้าถึงยาก

    ท่ามกลางความสมบูรณ์แบบราวฟิล์มภาพยนต์ ข้างกายเขานอกจากบอดี้การ์ดของกรมตำรวจซิลเวเชีย สิ่งที่ชวนขัดตาคือเลขาหนุ่มแว่นหนา เอลฮัดจ์ เจนนิงสัน ผู้ชายหงอที่มักเดินก้มหน้าก้มตาและค่อมหลังลงเสมอ

    "ท่านนายกคะ ขอสอบถามความคืบหน้าเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าด้วยค่ะ!"

    "ท่านนายกครับ งบประมาณที่จัดสรรใหม่ทางครม.ว่าอย่างไรบ้างครับ!"

    นักข่าวต่างกรูเข้ามารุมเบียดถามหาข้อมูลทางการเมืองอย่างเซ็งแซ่ แต่นิโคไลไม่ได้สะทกสะท้านอะไรกับการกระทำคุกคามเหล่านี้ กระนั้นเขาก็หันไปส่งสายตาดุนักข่าว เมื่อไมค์หนึ่งลอยเข้าไปโดนหัวเลขาของเขาอย่างไม่ตั้งใจ ผู้ที่ถูกมองอย่างตำหนิรวมถึงคนอื่นๆชะงักถอย เช่นนั้นแววตาจึงกลับมาเป็นมิตรเช่นเคย นิโคไลตอบด้วยเสียงทุ้มที่ชวนฟัง

    "ในการตั้งโรงไฟฟ้าที่ประชาชนกำลังเป็นกังวล ผมส่งนักวิชาการเข้าไปวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมแล้วครับ การก่อสร้างจะอยู่ในจุดที่พบผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนเรื่องงบประมาณประเทศที่กำลังพิจารณาจัดสรรใหม่ ผมเห็นว่าสส.ทุกท่าน รวมถึงองค์ชายคราเรต์น่าจะทรงเห็นชอบด้วย ที่จะลดงบประมาณส่วนพระมหากษัตริย์ลง แล้วเพิ่มงบไปยังด้านสาธารณสุขแทนที่ เพราะประเทศเรายังคงขาดแคลนโรงพยาบาลและแพทย์เฉพาะทางอีกมาก"

    "เรื่องขององค์รัชทายาทล่ะคะท่าน?!"

    คนถูกถามชะงักเท้าครู่หนึ่งก่อนยิ้มรับ

    "ขณะนี้ทางการสหรัฐฯกำลังช่วยทางเราอย่างเต็มที่ และผมเองกำลังรอการอนุมัติการส่งคนไปช่วยเหลืออยู่ ในเบื้องต้นผมยังไม่สามารถตอบอะไรได้ในตอนนี้ ด้วยเกรงว่าจะกระทบกระเทือนถึงการสืบสวน แต่ประชาชนทุกคนจะได้พบท่านในเร็ววัน หากมีข้อมูลเพิ่มเติมใดผมจะรีบแจ้งให้ทราบทันทีครับ"

    นายกหนุ่มตอบอย่างสุภาพ ก่อนแทรกผ่านบรรดานักข่าวสายการเมืองเข้าไปในตัวรถที่เปิดรอ เมื่อรถยนต์เคลื่อนที่ไปเขาก็ถอนหายใจยาวแล้วหันหาเลขาข้างกาย

    "คุณเจ็บมากหรือเปล่า ?"

    นิโคไลไม่ถามเปล่าพลางเอื้อมมือไปแตะหน้าผากอีกคน เอลฮัดจ์กระตุกยิ้มบาง

    "ก็แค่ไมค์"

    เลขาหนุ่มตอบอย่างไม่ใส่ใจ แต่เมื่อมือที่แสดงความห่วงใยลดลงจากหน้าผาก เขาก็ขยับไปกอบกุมไว้เสมอเบาะ ด้วยคาดว่าถ้ามองจากภายนอกรถคงไม่มีใครเห็น "องค์ชายคราเรต์ส่งคนของเขาไปแล้ว แต่เรากลับติดปัญหาอยู่ ฉันว่ามันจะสายเกินไป บางทีนายควรหาตัวเลือกอื่นมาช่วย"

    "ผมอยากทำอะไรตามกฎระเบียบน่ะ เพราะถ้าเดินอย่างไม่ระวังสิ่งที่ตั้งใจทำมาคงจบ ผมค่อนข้างห่วงสวัสดิภาพขององค์ชายทาเมอร์เลน แต่การเคลื่อนไหวนอกอาณาจักรซิลเวเชียนี่ช่างยากจริงๆ"

    "นายจะแพ้หากยังมีนิสัยชอบทำอะไรตามกติกาอยู่"

    คนถูกตำหนิหลุดหัวเราะออกมาจนใบหน้าขึ้นเป็นริ้ว คู่สนทนาจึงเลื่อนสายตามาหรี่มองปลายตา

    "ขอโทษที แต่ผมไม่ฝช่คนเคร่งอะไรขนาดนั้นหรอกนะ" นิโคไลพยายามสะกดอารมณ์ขบขันของตัวให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ "แค่พยายามเท่าที่ทำได้เฉยๆในฐานะนายกหุ่นเชิดของพรรคเสรีนิยม"

    "หึ ตัวขนาดนี้ใครจะเชิดไหว" เอลฮัดจ์กล่าวแล้วหยุดไป "... ร่างครม.ฉบับใหม่นี้จะผ่านหรือไม่ ดูองค์ชายคราเรต์จะมีแต่เสียกับเสีย ถ้านายกดดันเขามากเกินไปจะเจอดีเข้า"

    "ผมทำเพื่อประเทศของเขาเชียวนา" ชายผมบรอนด์หัวเราะ "ว่าแต่ ผมนึกว่าคุณจะไม่เห็นด้วยเสียอีกกับเรื่องที่ผมจะสนับสนุนให้องค์ชายทาเมอร์เลนขึ้นดำรงตำแหน่งรัชทายาท"

    มืออุ่นของเอลฮัดจ์ยังคงขยับนวดเรียวนิ้วอีกฝ่ายเล่น ปลายนิ้วเป็นจุดไวสัมผัสแบบหนึ่ง การเคลื่อนไหวสร้างความผ่อนคลายและปลุกเร้าอารมณ์อย่างเงียบๆ เลขาหนุ่มที่แสนเงียบขรึมตอบเสียงทุ้มหลังจากถอนหายใจหนัก

    "ฉันเคยขัดใจอะไรนายด้วยเหรอ"

    "บ่อยไป"

    "...."

    "บ่อยๆ คุณค่อนข้างเอาแต่ใจ"

    คนฟังเลิกคิ้วมองผู้พูด ก่อนยกมุมปากยิ้ม

    "ถ้าอย่างนั้นฉันขอลาพักร้อนอย่างเอาแต่ใจหน่อย"


    ...................................................


    ท่ามกลางราตรีมืดมิด มอนดิโอสีดำวาวระยับทั้งคันราวเพิ่งออกมาจากโชว์รูม ชะลอความเร็วแล้วหยุดตรงด่านตรวจ กระจกรถตำแหน่งข้างคนขับเลื่อนลงช้าๆ เผยให้เห็นชายผิวขาวหน้าตาเรียบร้อยในชุดสูทสีเข้ม เขาส่งยิ้มสุภาพแล้วยื่นบัตรประจำตัวให้ด้วยกิริยานุ่มนวล

    ค่ำคืนนี้เป็นอีกครั้งที่คามิลอธิบายกับตำรวจ ว่าพวกเขาเป็นแขกของสถานทูตสเปนที่เพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยง กำลังมุ่งหน้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นิวเจอร์ซี่ ตอนนี้พวกเขามีทั้งบัตรเชิญร่วมงาน บัตรประชาชนและพาสปอร์ตสเปนอย่างพร้อมสรรพ

    ทาเมอร์เลนได้แต่นั่งตัวเกร็งอยู่ตรงเบาะหลังข้างกายชายผิวแทน ภาวนาอยู่ในใจไม่ให้ตกเป็นเป้าสังเกต ก่อนหน้านี้เขาครุ่นคิดเรื่องขอความช่วยเหลือจากตำรวจ แต่ถ้าทำอย่างนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่เพิ่งช่วยตัวเองให้พ้นจากความตายมาหมาดๆ

    ...ลำบากใจจัง...

    "เฮ้อ...."

    เสียงถอนหายใจของนายแบบหนุ่ม เรียกความสนใจนายตำรวจให้มองเสียอย่างนั้น คุณท่านจึงพูดสเปนอธิบายบางอย่างรัวเร็วพลางขยับกายบังสุภาพสตรีร่างยักษ์ และทำทีชะงักเหมือนเพิ่งนึกได้ ก่อนค่อยๆพยายามพูดกึ่งอ้อนวอนเป็นภาษาอังกฤษที่ยังได้กลิ่นอายลาตินเต็มขั้น

    "ผมขอตัวไปเถิดครับท่าน พอดีภรรยาสุขภาพไม่ดีนักของผมกำลังตั้งครรภ์อยู่ ไม่เหมาะกับภาวะกดดันนัก และผมกังวลใจเหลือเกินหากจะส่งผลกระทบเกี่ยวกับทารก"

    โปรแกรมกูเกิ้ลทรานสเลทปลอมๆจากปากคนข้างกายผสมแอคติ้งทำทาเมอร์เลนตื่นตะลึง และไม่น่าเชื่อ...เรื่องเด็กในครรภ์เป็นข้ออ้างที่ได้ผลดีทีเดียว คุณตำรวจยอมปล่อยรถพวกเขาไปในที่สุด

    "ผมบอกแล้วว่ามันไม่เหมาะ..."

    ชายในชุดหญิงซึ่งนั่งเงียบมาตลอดทางเริ่มครวญหลังรถแล่นห่างด่านตรวจเป็นกิโล เหมือนกลัวตำรวจที่ด่านจะได้ยินบทสนทนา มือซึ่งมีข้อนิ้วชัดยกจัดวิกม้วนหยิกสีดำที่ปิดทับเส้นผมสีน้ำตาลให้เข้าที่

    คุณท่านปรายตามองสภาพอีกฝ่ายวูบหนึ่งแล้วรีบดึงลูกตากลับก่อนภาพจะติด ทั้งที่ตามปกติทาเมอร์เลนจัดเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี แต่ทำไมแต่งหญิงแล้วออกมาได้น่าเวทนาแบบนี้ ปัญหาอยู่ที่ไหนรึก็คิดไม่ตก จะสันจมูกกับแนวสันกรามที่เด่นชัด หรือลาดไหล่กว้างงามประหนึ่งไม้แขวนเสื้อสูท

    "เฮ้ เตรียมตัว"

    จบคำของซามูเอล รถยนต์สีเทาเงินซึ่งจอดอยู่ในที่ไม่สะดุดตา ก็กระพริบไฟหน้าสูงเร่งตามติดเข้ามาอย่างจงใจ เสียงเครื่องยนต์คำรามทำให้นายแบบร่างผอมเหลียวมองอย่างตื่นตระหนก เมื่อมอนดิโอคันงามที่นั่งอยู่จอดสนิท เหล่าผู้ร้ายทั้งสามจึงต่างเปิดประตูหิ้วข้าวของของตัวลงทันที ส่วนทาเมอร์เลนยังคงเงอะๆเงิ่นๆกับเหตุการณ์ แต่ก็ไม่รอช้าย้ายขึ้นรถคันใหม่ตามไป

    "เจ้านี้ก็บริการโอนะเสียอย่างเดียว...แพงชิบ"

    ชายผมยาวเปลี่ยนมือกับคามิลมาบิดขี้เกียจตรงที่นั่งข้างคนขับ จัดแจงถอดหมวกและชุดพนักงานขับรถออกก่อนมัดผมใหม่ เพราะรู้ดีว่าเมื่อครู่เป็นด่านตรวจสุดท้ายก่อนออกจากนิวยอร์ก ทันใดก็สะดุ้งหลังขึ้นเมื่อโดนหัวหน้าเตะเบาะใส่ คุณท่านโน้มกายเข้ามาหาและยกยิ้มแบบที่ดวงตาไม่ยิ้มตามด้วย

    "มันแพงชิบเพราะออร์เดอร์ของผมกลายเป็นมอนดิโอไงครับไอ้คุณซามูเอล เห็นตังค์งอกทีนี่รีบเปย์เลยนะครับ"

    "เห็นจอดโชว์ในร้าน โคตรเซ็กซี่...คืนนี้ถ้าไม่ได้ขึ้นขับกูคงค้างนอนไม่หลับ แล้วดูสิ ผ่านด่านง่ายขึ้นเยอะ ไม่มีใครคิดหรอกว่าจะมีผู้ก่อการร้ายที่ไหนรสนิยมดีขนาดนี้"

    คนเป็นลูกน้องอ้อนด้วยการเอื้อมมือไปลูบไล้คางเนียนของผู้ที่กำลังทำหน้าเซ็งราวกำลังเล่นอยู่กับแมว

    "แล้วคันนี้ มิตซูรุ่นชาวบ้านของผมทำไมกลายเป็นซีตรองครับ มันจะแปลงร่างหนีตำรวจได้อย่างในทรานฟอร์เมอร์ที่นั่งดูเมื่อวันก่อนไหม"

    “แค่อยากขับเฉยๆน่าไม่ได้จะลองบิน ปะ มึงจงทดลองมิติใหม่แห่งการนอนบนC4ได้แล้ว”

    ว่าจบก็ผลักให้หนุ่มลาตินเอนตัวไปพิงพนัก คุณท่านส่ายหัวอย่างเอือมเจือยิ้มไม่พูดอะไรต่อ จัดแจงถอดเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างไม่สนใจใครก่อนหลับตามคำเชิญทันที สักพักทาเมอร์เลนก็ได้ยินเสียงกรนเบาๆของซามูเอลตามมา

    นายแบบหนุ่มหันมองสลับไปมาระหว่างคนทั้งสองอย่างประหลาดใจ ทำไมช่างหลับกันง่ายดายไม่ต่างอะไรกับโนบิตะอย่างนี้นะ ทั้งๆที่สถานการณ์รอบตัวไม่น่าไว้วางใจจะตาย หลับกันลงได้ยังไง!


    ........................................................



    "ตื่น....นับถึงสามไม่ตื่น พ่อจับกลิ้งลงทางหลวงชนบทเนี่ยแหละ"

    เสียงข่มขู่เสียดพื้นขนาดเด็กได้ยินยังร้องไห้จ้า กลับไม่สามารถทำอะไรคนที่กำลังพริ้มหลับน้ำลายชายไหลย้อยรดตักผู้พูดได้ นัยน์ตาคมกล้าจ้องอีกฝ่ายตาแทบหลุด เผื่อว่ารังสีอำมหิตจะเข้าไปสะกิดต่อมสัญชาตญาณระวังภัยบ้าง..แต่ก็ไม่ ไม่รู้ว่าไม่มีหรือไม่สน ที่แน่ๆช่างเป็นพฤติกรรมที่อาจหาญเกินใครเสียเหลือเกิน

    คุณท่านเกลี่ยผมสีอ่อนที่ปรกใบหน้างามยามหลับ แล้วริมฝีปากรูปกระจับของทาเมอร์เลนก็แย้มยิ้มขึ้นอย่างตรึงใจ ฝ่ายนั้นคงกำลังฝันถึงอะไรบางอย่างที่แสนดีมีความสุข เจ้าของตักอุ่นพินิจมองแล้วก้มลงไล้นิ้วเรียวไปตามแผ่นแก้มเนียนใส ก่อนจะตัดสินใจ...

    หยิบขนจมูกอีกฝ่ายกระชากแม่ม

    "!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"

    ได้ผลชะงัด เจ้าคนที่นอนอยู่สะดุ้งตื่นกุมจมูกร้องไม่เป็นภาษา ลื่นไถลลงจากเบาะไปนั่งพื้น หันมองรอบข้างอย่างมึนงงท่ามกลางเสียงหัวเราะและตบเข่าของผู้ที่ตื่นอยู่

    องค์ชายจัดแจงบึ้งพระพักตร์ใส่ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ให้เห็นว่าเมื่อครู่เป็นเรื่องไม่ดี แต่ก็ทนแสร้งได้ไม่นาน หน้ามู่ๆก็สลายเพราะเส้นตื้นจัด เสียงหัวเราะดันกระตุ้นให้ขำตามไปด้วยเสียอย่างนั้น หัวหน้าคนร้ายส่ายหัว

    "เอ้าๆ แบมือมา"

    คนเพิ่งตื่นทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย ฝ่ายนั้นคืนขนจมูกให้ก่อนจะปัดมือกับกางเกงยีนราคาแพงที่มีคราบน้ำลายเปียกเป็นแอ่ง ให้หนุ่มนิวยอร์กก้มหน้าแดงวาบ ถูมือตัวเองแล้วหันมองไปนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์รอบข้างไม่เหมือนเมืองที่เคยอาศัยอยู่

    "ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนกันเหรอครับ?"

    "ไม่ค่อยแน่ใจ ว่าแต่หิวไหม ?"

    เป็นอีกครั้งที่โดนเลี่ยงคำตอบแต่ไม่รู้จะท้วงเช่นใด เหมือนชายตรงหน้าไม่ต้องการให้รู้เรื่องราวอะไรทั้งนั้นกระทั่งชื่อเรียก ทาเมอร์เลนรู้เพียงว่าตัวเองเป็นเจ้าชายที่กำลังโดนตามฆ่า และกำลังหนีไปกับคนกลุ่มหนึ่งซึ่งตอนนี้กลายเป็นผู้ก่อการร้ายลักพาตัวเขา เพื่อต่อรองแลกสิ่งของบางอย่างในการก่อวินาศกรรม

    แต่มันไม่ใช่ ... และพวกเขากำลังไปที่ไหนสักแห่งด้วยกัน โดยที่ไม่รู้ว่าคนพวกนี้จะไว้ใจได้แค่ไหน

    “ทำไมชอบถามว่าผมหิวไหมประจำเลย?”

    “ก็พี่ขี้เกียจเห็นน้องเป็นลม”

    คุณท่านส่งกล่องข้าวให้ เป็นเชิงสั่งให้กินเดี๋ยวนี้ ชายผมสีอ่อนเปิดกล่อง มุ่นคิ้วมองของในนั้นแล้วพูดงุบงิบเบา

    "ไก่ทอดอ่ะ ... ผมกินไม่ได้หรอก แป้งมันน้ำมันเยอะ ลงพุงหมด"

    "ลอกแป้งออกไป”

    หัวหน้าคนร้ายแสนโหดคนนั้นตอบเสียงขุ่นกลับมาโดยไม่หันมองสักครั้ง เอาแต่กางหนังสือพิมพ์อ่าน... เมื่อเหลือบไปดูวันที่ก็พบว่าเป็นฉบับของวันนี้ ว่าไปอาหารในมือก็ยังอุ่นอยู่เลย

    "จอดรถซื้อของกันทั้งทีไม่เรียกกันบ้าง ใจร้ายชะมัด"

    ทาเมอร์เลนบ่นอุบพร้อมจัดท่าทางใหม่ โดยการวางกล่องไก่ไว้บนตักแล้วพยายามใช้ส้อมกับมีดพลาสติกขูดๆเอาแป้งออก

    ชายผิวแทนลดหนังสือพิมพ์ลง เอื้อมไปหยิบถุงพลาสติกที่วางไว้บริเวณหลังเบาะ โยนเค้กผลไม้ให้คล้ายตัดรำคาญ ก่อนยกหนังสือพิมพ์ขึ้นอ่านต่อ นายแบบหนุ่มมองของที่เพิ่งได้มา หางคิ้วลู่ตก

    “ผมว่านี่อ้วนกว่าไก่อีก”

    คนนั่งข้างได้ยินก็ส่ายหัวก่อนจะยกก้นขึ้น ดึงเอาขนมป็อปทาร์ตรสสตรอเบอรี่ที่ยัดอยู่ในกระเป๋าหลังกางเกงยีนออกมา ยอมสละข้าวเช้าของตัวให้เจ้าคนเรื่องมาก ฝ่ายนั้นทำปากยื่นมองขนมปังแบนๆแล้วพลิกไปอ่านตารางพลังงานตรงด้านหลังห่อ

    “มีแต่ของแคลอรี่สูงๆไม่ดีต่อสุขภาพทั้งนั้นเลย ไม่มีอย่างอื่นแล้วจริงๆเหรอครับ ?”

    คุณท่านชะงักไปหลังจากได้ยินเสียงอะไรบางอย่างในตัวขาดผึง มือแกร่งวางหนังสือพิมพ์ลงอีกครั้งก่อนจะหันไปมองกระเทยกรรมาชีพผู้มีดวงตาใสซื่อตรงๆ จากนั้นนัยน์ตาหงส์ก็ยิ้มหยีปิด

    “มีนมพร่องมันเนย จะเอาไหม ?”

    จบคำหลังหัวคู่สนทนาก็ถูกคว้าหมับดึงเข้ามาแนบชิดกับแผงอกเปลือยด้านหลังเสื้อที่ถูกยกขึ้น ปลายจมูกโด่งของทาเมอร์เลนถูกกดให้สัมผัสกลิ่นไคลเหงื่อ เสียงนุ่มนวลเปลี่ยนเป็นเสียงเข้มชวนสยอง

    “จากกล้ามอกไร้ไขมันเนี่ยแหละ แต่ไม่รับประกันว่านมมันจะออกหรือเปล่า พยายามดูดเองแล้วกัน!”

    อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    อ๊ากกกกกกกกกกก

    อ๊ากกก

    ...

    .
    ....................................................



    หลังจากก่อเหตุการณ์เขย่าขวัญสั่นประสาทแก่ชายอกสามศอกทั้งคันรถ คุณท่านก็ถูกคามิลซึ่งถ่างตาขับรถมาตลอดคืนตื่นมาว้ากใส่ไล่ให้ไปนั่งที่นั่งด้านหน้าข้างคนขับ ก่อนจะงีบหลับต่ออย่างสงบสุข

    หัวหน้าคนร้ายส่งเสียงจิ๊จ๊ะมุมปากอย่างหงุดหงิด พอเริ่มคลายอารมณ์ลงก็มองเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายผ่านกระจกหลัง ฝ่ายนั้นยังคงขวัญหนีดีฝ่อสะอื้นลมไปพลาง ดึงแป้งหุ้มไก่ออกก่อนกินไปพลาง ชายผิวแทนหายใจเข้าปอดลึก

    “แซม แวะปั๊ม”

    "หืม? เพิ่งแวะไปเอง”

    “จะไปส้วม”

    คนขับออกเสียงรับรู้ในลำคอ ผู้ที่นั่งอยู่เบาะหลังหูผึ่ง รีบเงยหน้าขึ้นมาจากอาหารทันที

    "ผมอยากแวะซื้อของด้วย ...ได้ไหมครับ?"

    ทาเมอร์เลนถามเสียงอ่อยลง พอเห็นหลังหัวด้านหน้าขยับพยักหน้าก็ยิ้มร่ารีบปิดกล่องข้าว หนุ่มลาตินเอียงข้างกลับมาจนเห็นรอยเส้นขาวบนไถข้างชัด แล้วใช้ดวงตาสีดำลากมองตั้งแต่หัวจรดเท้าให้เป้าสายตารู้ตัวว่ากำลังอยู่ในเครื่องทรงใด และกล้าพอจะลงไปไฟนอลวอล์คทั้งแบบนี้ไหม

    "ช...ชุดของผม"

    "อยู่ในถุงด้านหลัง จะเปลี่ยนก็รีบเข้า ใกล้ถึงตัวเมืองแล้ว"

    ชายผมสีน้ำตาลอ่อนหยิบถุงที่ว่ามาดู ถึงจะพูดว่าเสื้อผ้าเปลี่ยน แต่เอาเข้าจริงมันผ่านการใช้มาแล้วทั้งนั้นนี่ !!!

    "คุณ ชุดพวกนี้มัน"

    "แซม... เหยียดให้มิด"

    สิ้นเสียงสั่งรถก็ทะยานไปข้างหน้า องค์ชายรัชทายาทรีบตั้งหน้าตั้งตาค้นหาฉลองพระองค์ชนิดเน่าน้อยใส่อย่างรีบเร่ง อยากจะกระอักพระโลหิตใส่ เขารู้ว่าอีกฝ่ายใช้วิธีเร่งความเร็วรถเพื่อจะได้ไม่ต้องฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์อะไรเกี่ยวกับภาวะโรคผิวหนังให้รำคาญหู

    คนอะไรเผด็จการ!

    ทันทีที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ รถก็มาจอดเอี๊ยดในปั๊มพอดี โชคยังดีอยู่มากที่เข้าฤดูหนาวแล้ว ทั้งเสื้อผ้าและเนื้อตัวจึงไม่เหนียวและเหม็นเขียวเท่าไหร่

    เมื่อก้าวออกมานอกรถ ลมเย็นๆก็กระทบผิวกายให้ชื่นใจ ทาเมอร์เลนสะบัดหัวและแขนขาไล่ความเหนื่อยล้าก่อนสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดเต็มแรง ลมที่พัดผ่านสดชื่นต่อการหายใจแต่ก็หนาวจนขนลุกเกรียว พลันผ้าพันคอสีเทาลายดำผืนหนึ่งก็ถูกโยนมาคล้องคอเปลือย นายแบบหนุ่มกระพริบตาเบากับการเข้าจัดแจงเครื่องแต่งกายจากผู้ชายตรงหน้า เขาจึงส่งยิ้มจนตาหยีให้

    "ขอบคุณครั..."

    "อย่าถอดมันออก ใครเห็นหน้านายเข้าเราจะซวยกันหมด"

    ฝ่ายนั้นสั่งเสียงเข้มด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนจะเลยไปห้องน้ำตามป้ายบอกทาง คำขอบคุณเป็นหมันในสายลมหนาวทันใด ชายผมน้ำตาลอ่อนเลื่อนตามองบนให้กับความแข็งกระด้าง ลากเท้าเดินเข้าคอนวิเนียนกับซามูเอลที่กำลังหาวหวอดๆ

    ตอนนี้เขาสองคนดูไม่เหมือนโจรลักพาตัวกับเหยื่อที่ถูกจับมาเลย ผู้ชายร่างเล็กชาวจีนข้างกายไม่สนใจว่าเขาจะซื้ออะไรหรือเดินไปทางไหน ทำเพียงโยนของกินใส่ตะกร้านิดหน่อยก่อนไปยืนรอใกล้เคาท์เตอร์ให้เขาเลือกซื้อของเสร็จ ไม่ก็รอให้คุณท่านกลับมาเรียก

    "ซื้อเท่าไหร่ดีนะ..."

    ทาเมอร์เลนจัดแจงวางขนมปังธัญญาพืชลงในตะกร้าตามด้วยทูน่ากระป๋องและผักสลัด พลางคิดคำนวนว่าต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนเหล่านี้จนถึงวันไหน เรื่องทั้งหมดมันจะจบในสามอาทิตย์ไหม หวังว่าพวกดีไซเนอร์จะไม่โกรธที่จู่ๆเขาก็ลางานกระทันหัน ระหว่างนี้เขาทำได้แค่บังคับหุ่นให้คงที่เผื่อว่ากลับไปทันจะได้ไม่ต้องเสียเวลาแก้ไซส์เสื้อผ้า

    เวลานี้มีเพียงซามูเอลแค่คนเดียว ถ้าพิจารณาจากรูปร่างแล้ว เขาคิดว่าน่าจะพอสู้เพื่อหลบหนีได้สบายๆ ว่าไปมันเป็นโอกาสดี แต่ระหว่างนั้นถ้ามีคนตามมาฆ่าเขาจะทำอย่างไรต่อ

    เพลงคริสต์มาสเตรียมรับเทศกาลดังขึ้นภายในคอนวิเนียน สร้างความผ่อนคลายและอบอุ่นใจ ใต้ผ้าพันคอผืนหนามีรอยยิ้มน้อยๆซ่อนอยู่ ทาเมอร์เลนชอบบรรยากาศเช่นนี้ มันดูอบอุ่นอ่อนหวาน ปกติช่วงนี้ในทุกปี เขาคงกำลังเลือกซื้อพวกชุดกันหนาวใหม่สำหรับเดซี่กับลาเวนเดอร์อยู่....

    ว่าแต่...เอียนคงรู้ใช่ไหม ว่าต่อให้หมามีขน มันก็หนาวเป็น

    นายแบบหนุ่มชะงักมือที่กำลังเลือกซื้อครีมบำรุงผิวและน้ำหอมระงับกลิ่นกายเมื่อคำถามผุดขึ้นมา เขาพยายามปลอบใจตัวเองว่าเพื่อนต้องรู้บ้างล่ะว่าพวกมันหนาว หมามันก็สั่นให้ดูได้ อีกอย่างหนึ่งตอนที่พวกมันอยู่ในห้องของเขา แต่ละตัวก็ใส่เสื้อเรียบร้อย

    แล้วเอียนรู้ใช่ไหมว่าหมาถึงหนาวก็ต้องอาบน้ำ

    และแชมพูหมากับแชมพูคนมันใช้แทนกันไม่ได้

    กินข้าวเสร็จต้องแปรงฟันให้มันด้วย

    "....."

    คุณพ่อลูกหมาสองเริ่มกังวลจนเหงื่อแตกซิก อยากโทรศัพท์หาแต่ไม่มีเงิน คุณท่านไม่ให้เขาเก็บเงินไว้ใช้สักแดงเดียว แถมยังขู่อีกว่าถ้าแอบโทรหาใครอีก จับได้จะตัดลิ้นแล้วบังคับให้กลืนลงไปอีกต่างหาก

    “เฮ้ย เสร็จยังวะ ?”

    ซามูเอลกระชากเสียงถามเมื่อเห็นเพื่อนกำลังเดินทอดน่องออกมาจากห้องน้ำ คนถูกเรียกออกจากภวังค์ เงอะงะคว้าตะกร้าเดินกึ่งวิ่งไปให้อีกฝ่ายจ่ายเงิน ทันใดนั้นนัยน์ตาใสก็เป็นประกายวาวขึ้น เมื่อพบว่านิตยสารที่สะสมอยู่ทุกเดือนวางอยู่บนแผงแล้ว ร่างผอมหัวโตเลี้ยวแว้บไปกวาดนิตยสารหน้าปกผู้หญิงหุ่นสะบึมในชุดว่ายน้ำลงตะกร้าทันที

    "เฮ้ๆ"

    ชายคนร้ายส่งเสียงแหบห้าวปรามให้รู้ตัว เพราะได้รับคำสั่งห้ามให้คนตรงหน้ารู้ข่าวสารใดๆ แต่กลับถูกหันขวับมาส่งตาขวางใส่ ทาเมอร์เลนหยิบตะกร้าขึ้นมากอดวิ่งตรงดิ่งไปทัชดาวน์ที่แคชเชียร์ คุณท่านซึ่งเดินอยู่ด้านนอกเห็นเพื่อนกำลังหิ้วหลังคอเจ้าชายตัวปัญหาอยู่คล้ายจะวางมวย จึงรีบวิ่งเข้าไปในคอนวิเนียน

    “เกิดอะไรขึ้น ?”

    “เอ่อ....”

    ลูกน้องได้แต่เกาหัวแล้วเพยิดหน้าไปหาผู้ที่กำลังกอดตะกร้าแน่นครางหงิงเป็นลูกหมา ในนั้นนอกจากของกินของใช้แล้วยังมีนิตยสารรวมภาพผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยกว่าสิบเล่ม ซามูเอลยักไหล่

    “...อย่างที่เห็น”

    ชายผิวแทนหรี่ตามอง ช่างเป็นเหตุการณ์เหนือความคาดหมาย แต่สังหรณ์ใจหนักมากว่าถ้าไม่ยอมซื้อให้ล่ะก็ คงเกิดเรื่องร้ายแรงแบบไม่ธรรมดาแน่ จึงได้แต่พยักหน้าอนุญาตไป ยังไงซะมันเป็นเพียงหนังสือภาพ จะมีข่าวก็คงแค่ซุบซิบดารานิดๆหน่อยๆ

    หลังจบเรื่องไม่เป็นเรื่อง หัวหน้ากลุ่มคนร้ายก็ขยับแว่นกันแดดของโอคลีย์ที่แขวนบนสันจมูกโด่ง ก้มหน้ารีบเดินออกจากร้านโดยไม่รอ ไม่อยากอยู่ให้กล้องวงจรปิดจับภาพตนนานเกินจำเป็น เมื่อเห็นคุณเจ้าชายเดินยิ้มร่าลอยตามขึ้นรถมาอย่างมีความสุข ก็เบาใจว่าเจ้าตัวคงจะเลิกก่อเรื่องวุ่นวายไปได้พักหนึ่ง

    เฮ้อ...ก็ดี

    ร่าเริงแล้วก็ดี
    .
    .
    .

    “มันสนุกตรงไหนกันของแบบนี้?”

    คุณท่านตัดสินใจหันไปถามคนที่นั่งอยู่เบาะหลัง หลังจากนั่งเท้าคางมองคนที่เอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับนิตยสารแนวเซ็กซี่ผ่านกระจกได้ครู่หนึ่ง ไม่ถามเปล่า มือก็คว้าจะหยิบหนังสือที่ว่าสักเล่มขึ้นมาแกะดูให้หายข้องใจ แต่ก็ถูกเจ้าของจอมหวงคว้าไปซ่อนด้านหลังเสียก่อน

    “ไม่ได้นะผมเป็นคนซื้อมา ดังนั้นต้องเป็นคนเปิดและได้ดูก่อนเป็นคนแรก”

    หัวหน้าโจรลักพาตัวชะงัก เบิกตาโตขมวดคิ้วเบ้หน้าพร้อมส่งเสียง'หา?’สูงหลังจากได้ยินกฎประหลาดของผู้ซื้อหนังสือ ก่อนหันไปมองชายที่กำลังขับรถอยู่ เป็นเชิงถามว่าบนโลกมีกฎบ้าอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ ซามูเอลพยักหน้าเป็นนัยว่ามันมีอยู่จริง โจทก์จึงยอมยกผลประโยชน์ให้จำเลยได้นั่งฮิฮะโรคจิตต่อไป

    “เนี่ย คนนี้น่ะคุณบรู้คลิน น่ารักมาก เสปคผมเลยล่ะ”

    "อ้อ..."

    คุณท่านเอียงหน้าหันกลับมามองดูภาพหญิงสาวที่เจ้าตัวภูมิอกภูมิใจเสนอ หน้าอกหน้าใจชวนตะลึงนี่เกิดจากการตัดต่อภาพหรือตัดต่อพันธุกรรมก็ไม่ทราบ ช่างใหญ่โตโอฬารดีแท้ สักพักทาเมอร์เลนก็พลิกให้ดูหน้าใหม่พร้อมกับเล่าชีวประวัติให้ฟัง ชายผิวแทนทำเพียงพยักหน้ารับรู้ ในใจ และสรุปว่า...เจ้าคนตรงหน้านี่เป็นพวกบ้านมสินะ

    ระหว่างที่เจ้าคนบ้านมกำลังเล่าประวัติของดาราคนต่อไปพร้อมภาพประกอบชะเวิบชะวาบ นัยน์ตาสีนิลของคุณท่านก็สบเข้ากับบางอย่างที่กำลังตามมา

    “งานเข้าว่ะห้าหนึ่ง หกหนึ่ง เจ็ดหนึ่ง ”

    ซามูเอลขยับกระจกส่องหลัง กวาดตามองดูไปที่ตำแหน่งห้า หก และเจ็ดนาฬิกาตามลำดับ

    "ห่า ขยันแต่เช้า แม่งปั่นเอาโบนัสปลายปีเรอะ ... ถ้าลองมารูปนี้ กูว่ามันต้องมีรถประกบลากขึ้นไปแดกบนทางด่วนแน่ แล้วมึงจะให้เอาไง ?”

    “คิดว่านั่นใคร ?”

    คนถูกถามเงียบครุ่นคิด

    “ไอ้ตัวล่อใกล้ตีนเนี่ยเหี้ยคิว ส่วนสองตัวที่ตามมาด้านหลังนี่ไม่แน่ใจ ไกลไป”

    “งั้นรีบสอยแม่งให้จุกเลย ขี้เกียจเปลี่ยนยาง”

    คุณท่านหยิบปืนโปรแรปเตอร์คู่ใจจากอกเสื้อมาหมุนใส่กระบอกเก็บเสียง แล้วยัดใส่ถุงพลาสติกจากคอนวิเนียนส่งให้เพื่อน อีกฝ่ายหันขวับ

    “เชี่ยนี่ทำไมไม่ทำเองวะ? มึงนึกว่ากูเอาส้นสูงเกี่ยวพวงมาลัยไว้แล้วหันไปยิง 6 นาฬิกา ได้เหมือนแองเจลิน่า โจลี่ใน The wanted เหรอ ช่วยแหกตาดูหน่อย!”

    "กูรู้ว่ามึงอยากลอง... โคตรเท่"

    หัวหน้าคนร้ายพูดเสียงเจือฝันไม่ใส่ใจกับการตะโกน ปล่อยให้ซามูเอลขมวดคิ้วกำพวงมาลัยรถเข้าโหมดตัดสินใจหนัก สุดท้ายฝ่ายนั้นก็หันหน้ามาอย่างสุดกลั้น

    "สัส ... มึง ... ทำกูอยาก"

    "งั้นทำ กูพร้อมรับผิดชอบเอง"

    "รับผิดชอบเหี้ยไรล่ะ กูหลุดไปนี่ดับสยองทั้งคัน!"

    คุณท่านหัวเราะก๊ากแบบไร้เสียง มือหนึ่งช่วยประคองพวงมาลัยรอให้คู่สนทนาล้วงมือไปจับอาวุธในถุง จากนั้นก็ใช้หลังนิ้วเคาะนิตยสารเรียกองค์ชายด้านหลัง "นี่ คาดเข็มขัดให้เรียบร้อย"

    ทาเมอร์เลนลดหนังสือลงเช็คเข็มขัดนิรภัยตัวเอง ก่อนเอื้อมกายไปเช็คให้คามิลที่นอนหลับสนิทอยู่ในม้วนผ้าห่มด้วย จากนั้นจึงหันไปเกาะพนักเบาะหลังดูด้วยความสงสัยว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น

    ไม่มีอะไร จะเห็นเพียงรถมอเตอร์ไซค์หนึ่งคันไม่มีป้ายทะเบียนแต่กลับสวมหมวกกันน๊อคเรียบร้อย กำลังตามมาด้วยระยะห่างคงที่ มองไกลๆมีมอเตอร์ไซค์ตามมาอีกสองคัน ส่วนข้างทางมีป้ายเขียนว่าอีกหนึ่งกิโลเมตรจะถึงทางด่วน

    คิวซึ่งไล่ตามมาหยิบปืนพกขึ้นเมื่อถึงจุดที่นัดแนะ อาจเป็นกระจกกันกระสุนฝั่งไหนสักแห่งที่ยอมเปิดออกสู้ แต่จู่ๆซีตรองคันงามก็พุ่งถอยหลังสวนเข้ามาหาอย่างฉับพลัน เหล่ารถที่ตามมาต่างชะงัก พลันประตูฝั่งคนขับก็เปิดกว้างอย่างไม่ควรเป็น เผยให้เห็นชายผมยาวใช้เท้าข้างหนึ่งยันประตูรถ โผล่ไปเพียงครึ่งร่างที่เอนกายนอนราบกับเบาะ พลาสติกที่คลุมอยู่ทำให้ประเมินไม่ได้ว่าใช้ปืนชนิดใด

    คุณท่านดึงพวงมาลัยให้หักไปทางขวาอย่างเร็ว เสียงปืนนัดที่สามสิ้นสุด ร่างเล็กก็ถูกแรงเหวี่ยงให้กลับมานั่งประจำที่อีกครั้งพร้อมกับประตูรถที่ปิดกระแทกใส่ พอดีกับรถมอเตอร์ไซค์เหล่านั้นถลาล้มลง คันหนึ่งไถลเข้าชนขอบถนนจนไฟลุกท่วม ซามูเอลทนมึนลุกขึ้นมาเข้าเกียร์แล้วแล่นรถสวนเลนหลบหนี เขากล่าวเจือขำทั้งที่ขาซึ่งยันประตูไว้เมื่อครู่ชาหนักจนถึงขาหนีบ

    "เชี่ย ลืมถ่ายคลิป"

    ทาเมอร์เลนพยายามยกตัวขึ้น แต่คามิลที่สะดุ้งตื่นกลับกดหัวทุยนั้นให้ลงไปชิดเบาะ รถตู้ที่แล่นสวนเปิดฉากกราดยิงและหยุดชะงัดเมื่อแว่วเสียงไซเรนจากรถตำรวจตรงดิ่งเข้ามา แต่ละคันต่างแยกย้ายกันหลบหนี เว้นแต่รถตู้คันหนึ่งที่ยังพุ่งตรงเข้าไปรับเพื่อน

    "คิว ลุก! พ่อมึงมาแล้ว!"

    ผู้ชายอายุยี่สิบต้นๆวิ่งเข้าไปประคองคนที่ลุกขึ้นเดินเซ และไม่สามารถหนีได้เพราะมอเตอร์ไซค์คันเก่งเพิ่งพังไป ผู้ชายร่างผอมสูงทนเจ็บวิ่งตามผู้มารับเข้าไปยังเบาะนั่งข้างคนขับก่อนแล่นหนี คิวถอดหมวกกันน็อคออก เผยให้เห็นใบหน้าเรียวเล็กและทรงผมที่เน้นความหนารุงรังปรกหน้าผากประสาวัยรุ่น

    ดวงตาเรียวชั้นเดียวอย่างคนเกาหลีมองรอยกระสุนบนหมวก ที่เจาะลงตรงตำแหน่งกลางหน้าผากอย่างแม่นยำ โชคดีที่มันกันกระสุนได้ จากนั้นจึงพูดอย่างทอดถอนใจ

    "... อยากได้คลิปคุณแซมเมื่อกี้จัง นายถ่ายไว้ไหมอารอน"

    "เอ็งจะบ้าเร้อ~~!!!! ยังจะมีกะใจอีกนะ !!!"

    "ที่เบาะหลังฉันเห็นใครสักคนแว่บๆด้วย เหมือนปริ๊นซ์เทมเลนที่รักยิ่ง ออร่าที่สว่างกระจายเต็มถนนนั่น ฉันว่าใช่แน่ ..."

    คนเจ็บพูดเพ้อต่ออย่างมีความสุข เหมือนหลุดจากโลกใบนี้ไปแล้ว

    "ไอ้คิ๊วววว ตั้งสติ มึงแค่กินกระสุนเข้าไปเม็ดเดียวเท่านั้น! ไอ้ออร่าสว่างนั่นก็รถมึงที่เพิ่งระเบิดไปไง๊!!"

    หนุ่มเกาหลีมองหมวกอีกรอบแล้วบรรจงจูบเบาๆที่รอยกระสุน ก่อนเอามากอดฟัดเหวี่ยงอย่างพึงใจ พลันเสียงโทรศัพท์ของอารอนก็ดังขึ้น ชื่อที่โชว์หราสร้างความหวาดกลัวได้มากกว่าเสียงไซเรนตำรวจร้อยเท่า เจ้าของเครื่องกลืนน้ำลายอึกใหญ่

    "บอสโทรมานี่อารอน"

    "มึงรับ กูไม่ว่าง กูขับรถอยู่"

    คนขับบอกอย่างตื่นตระหนก จงใจโยนกลองให้อีกฝ่ายช่วยรับหน้าให้ คิวจึงกดรับแล้วเอาโทรศัพท์ไปจ่อที่หูเพื่อนให้อย่างหวังดี เจ้าของมือถือร้องลั่น

    "ไอ้เหี้ยยยยยยยยยยย~!"

    ["หา?"]

    เสียงทุ้มปลายสายสงสัยเสียงต่ำ อารอนรีบแก้ตัวพัลวัน

    "ป..เปล่าครับบอส พอดีผมกำลังด่าคิวติดพัน มีอะไรเหรอครับ"

    ["ฉันโทรหาไอ้ดำไม่ติดมาหลายวันแล้ว ไปตามมันมารับสายหน่อย"]

    เป็นคำสั่งที่ทำให้ทั้งคู่นิ่งไปเพราะไม่รู้จะตอบแบบไหน คิวที่เอาหูแนบหลังโทรศัพท์ร่วมฟังอยู่ด้วยนั้น รีบแย่งโทรศัพท์ในมือเพื่อนออกมาช่วยพูด

    "เหมือนคุณท่านลาพักร้อนอยู่ครับ ตอนนี้อาจจะอยู่ในที่อับสัญญาณก็ได้ แต่ผมว่าคงจะกลับมาทันการส่งสินค้ารอบหน้าแน่ครับ"

    ["... เสียงแกดูแปลกๆ"]

    คิวสูดลมหายใจเข้าปอดลึก รวบรวมความกล้าเอื้อมมือไปกดเปิดวิทยุรถหาเลขสถานีวิทยุตัวเลขสุดท้ายแล้วจ่อโทรศัพท์มือถือไปที่ลำโพง

    ซ่า.........................

    “ขอ...ษนะครับ คงผ่...นแถวสั...ญาณ....ม่ค่อ...ดี”

    ชายหนุ่มทำเสียงขาดหายด้วยตัวเองก่อนจะจ่อโทรศัพท์ไปที่ลำโพงอีกรอบ ปลายสายหงุดหงิดกดวางสายไปเอง หรืออาจจะเขวี้ยงลงพื้นอย่างเคยก็ไม่ทราบได้

    "รอด...?"
    "เหี้ยคิ๊วววววว บอสเซนส์ดีนะมึงงง จับได้ว่าโกหกมึงตายแน่!!"

    "ฉันไม่รู้ รู้แค่แผนจับคุณท่านของนายใช้ไม่ได้ผล และฉันปวดซี่โครงจากแรงกระแทกพื้นเมื่อกี้มาก"

    ว่าพลางเลิกเสื้อให้เห็นรอยช้ำปื้นใหญ่ ถ้าเป็นคนธรรมดาคงสลบไปแล้ว "ไม่รู้หมอจะเก็บฉันไว้ในโรงบาลกี่วัน นายต้องหาคนฉลาดๆมาช่วยเพิ่ม ก่อนที่กลุ่มอื่นจะรู้กันหมดว่าหัวหน้าเราหนี"


    ...............................................
    tbc


    Author note : ฟิคนี้เกิดขึ้นเพราะคนเขียนชอบฉากแอคชั่นน่ะค่ะ (ฮา) อันที่จริงจำได้ว่าตอนนั้นเรื่องแฟชั่นก็อยากเขียน มาเฟีย การเมือง อะไรที่เฉือนคมก็อยากเขียน ถ้าจะให้เขียนทีละอย่างก็คิดว่ามันคงจะเป็นเพียงแนวกุ้กกิ้กอย่างละตอนเดียวจบแน่ๆเลย ดังนั้นแล้ว เอามายำรวมแล้วลากยาวดีกว่า 

     

    เริ่อง C4 ... คนอ่านอาจจะร้องว่าเก่ามาก 555555 (ก็ฟิคมักเก่าอ่าาา) ที่จริงอยากเปลี่ยนรุ่นรถมากเลย~ แต่ส่วนตัวชอบซีตรองรุ่นนี้ #ชวิ๊ง ดังนั้นเรานั่งรถคันนี้กันเนอะคะ นุ่มสบาย จู้ฮุกกรู้วว <3


    ฟอร์ด มอนดิโอ mk4 .. ทำไมถึงเลือกคันนี้นะ จำไม่ได้เหมือนกัน น่าจะเพราะอยากได้รถสีดำที่อยู่กึ่งกลางระหว่างหรูและดูธรรมดาน่ะค่ะ (ฮา) แต่เป็นรถที่ถ้าแต่งแล้วสวยนะคะ คันในฟิคจะเคลือบเงาค่า คันนี้แบบสีด้าน

    ส่วนโปรแรปเตอร์เป็นชื่อปืนของ Kimber 1911 ค่ะ .45 คาริเบอร์ ชื่อแบบเดียวกับไดโนเสาร์นักล่า ลักษณะเด่นคือเกล็ดข้างปืน เป็นปืนของคุณท่าน เลือกเพราะชื่อปืนแท้ๆ 555555


    อันนี้หนึ่งในปืนของแซมค่ะ Walther PPQ 45 ที่ใช้ไปเมื่อตอน 2 เจ้าตัวไม่ได้เลือกเพราะลายบนด้ามปืนหรอกค่ะ เลือกเพราะใช้ดี (ฮา)



    หลังจากนี้จะพยายามลงเรฟภาพที่ใช้ในฉากนะคะ อาจจะดูหยุมหยิมหน่อย แต่มันน่าจะสะดวกดี
    ,, U w U ) ขอบคุณที่ติดตามฮร่ะ 

    โทเมตั้น


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in