noveltomei_tan
[fic]Beyond the sky#04
  • การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ถูกตัดเย็บอย่างสวยงาม เพียงเพื่อย่างก้าวบนทางเดินแสนยาวเหยียดในเวลาไม่กี่อึดใจ พวกเขาเรียกมันว่าเป็นการโชว์ศิลปะ และเชื่อว่าแฟชั่นจะเสริมสร้างแรงบรรดาลใจให้กับชีวิตที่ราบเรียบและเงียบเหงาของผู้คน 

    ดั่งฝูงวิหกหลากสีที่ค่อยๆโผบินลงมายังป่าที่เงียบสงัด และสิ่งซึ่งบ่งถึงความเป็นผู้นำอันแสนงดงามนั้น จะคลุมกายด้วยเครื่องแต่งกายที่เรืองรองจากแสงแฟลชของนักข่าวซึ่งส่องกระทบไม่หยุด และเพียงชั่วสิ้นเสียงบรรเลง ความงามทั้งหลายจะคืนกลับสู่หลังเวที 

    ยามที่ศิลปะเหล่านั้นถูกปลดออก ทาเมอร์เลนค่อยรู้สึกว่าได้ตัวเองกลับคืนมา เขาชอบช่วงเวลาที่ทำงานเสร็จแล้วกลับห้องไปพักผ่อน นอนเหยียดแขนขาไปกับพื้นห้องโดยไม่ต้องสำรวมอากัปกิริยา 

    "นายจะรีบไปไหนนะเจ้าชาย คืนนี้เรามีปาร์ตี้กัน นายจะมาจอยด้วยไหม"

    ฟาราดีน ไฮดีส เพื่อนร่วมอาชีพนายแบบเข้ามาพาดแขนจับบ่าเจ้าของชื่ออย่างสนิทสนม ทั้งที่เพิ่งเคยเจอกันในงานก่อนหน้าแค่หนเดียว แต่ทาเมอร์เลนเป็นพวกยินดีและพร้อมที่จะได้คบหาทุกคน จึงเลือกที่จะตอบตกลงด้วยรอยยิ้ม

    "ถ้าอย่างนั้น ผมขอไปบอกผู้จัดการก่อนนะครับ"

    "เหย ไม่เอาน่า ผู้จัดการนายไม่ใช่แม่นายสักหน่อยที่จะต้องรายงานให้ฟังทุกเรื่อง แล้วถ้าเขาห้ามนายนายก็จะอดใช่ไหม ? เสียดายแย่ อาหาร สาวๆ เหล้า เบียร์ บุหรี่ ของดี"

    คนฟังสะดุดหูกับคำว่าของดีในขณะที่ขากำลังก้าวไปพร้อมกับอีกฝ่าย กระทั่งมือข้างหนึ่งเข้ามาฉุดรั้งเอาไว้ ฝ่ายนั้นคือเอียน ซาโดช์ ผู้ชายร่างผอมเก้งก้าง ปลายคางเรียวเล็ก ผมเงินฟูดูนุ่มๆ บรรยากาศน่ารักเหมือนลูกหมาพุดเดิ้ลสีขาวขายาว เขาสองคนทำงานสังกัดเดียวกันก็จริง แต่ไม่ค่อยได้พบเจอจากเกรดของกลุ่มที่ต่างกัน เพิ่งมาช่วงหลังนี่แหละที่ได้ร่วมทำงานด้วยบ่อยขึ้น

    "นายมีนัดกับฉันไปหาคุณเจสเปอร์ไม่ใช่เหรอเทมเลน ?"

    นั่นเป็นเรื่องโกหก เขาไม่ได้นัดเอียน แต่เพราะดวงตาสีเขียวมรกตมองมาด้วยอารมณ์อ้อนวอนทำให้คำปฏิเสธไม่ถูกกล่าวออกมา ชื่อของคุณเจสเปอร์ศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าฟาราดีนจะกล้าหือ ฝ่ายนั้นตัดใจจากไปอย่างหัวเสีย ปล่อยพวกเขาสองคนอยู่กับบางสิ่งที่อีกฝ่ายทำตกไว้ มันเป็นกล่องเล็กๆที่มีรหัสหมุนเปิด ลายเส้นเป็นทางเรียงกันลงมาบนกล่อง มองเผินๆคล้ายปีก 

    "อะไรน่ะ ?"

    คนทั้งคู่ได้แต่พลิกมันดูไปมาอย่างสงสัย แต่ก็ไม่ได้ตามไปคืนให้ในทันที เพราะเพิ่งผ่านสถานการณ์ขอ
    ปลีกตัวมาหมาดๆ เอียนตัดสินใจเก็บมันไว้เพื่อจะคืนให้พรุ่งนี้ ดูเพื่อนร่วมสังกัดจะไม่อยากให้เขาเจอฝ่ายนั้นอีก ทว่าเช้าวันต่อมาก็มีข่าวการเสียชีวิตของฟาราดีนเสียก่อน

    ไม่รู้ทำไมทาเมอร์เลนจึงนึกถึงนิทานที่แม่เคยเล่าให้ฟังตอนเด็ก เพอร์ซิโฟนีผู้กินทับทิมจากยมโลก ดวงวิญญาณจึงต้องถูกผูกติดในดินแดนผู้วายชนม์

    ...........................................


    "แกทำอะไรฉันไม่เคยขัดนะ แต่เรื่องนี้คิดใหม่ได้มะ แค่นี้ก็ยุ่งจนไม่มีเวลาเยี่ยวอยู่แล้ว ยังจะเอาภาระมาเพิ่มอีกไม่พอ เสือกจะย้อนกลับทางเดิมเนี่ยนะ !"

    "หมอเถื่อนนั่นคิดค่ารักษาแพงชะมัด ฉันไม่เคยนึกอยากยุ่งกับหมอแม็คคลินเลยถ้าไม่ติดว่าระแวกนี้มีแต่เขา แล้วหมอนี่นายจะเอาไปปล่อยตอนไหน นายต้องปล่อย เราเลี้ยงเขาไม่ได้นายรู้ใช่ไหมคุณท่าน"

    "เฮ้ เรื่องมันถึงขั้นนี้ ถ้าท้อง มือกูก็ถือกรรไกรเตรียมตัดสายสะดือแล้ว พวกมึงจงสงบใจแล้วเชื่อมั่นในตัว
    กู เดี๋ยวทุกอย่างดีเอง ฮาเลจูยา"

    "ฮาเลลูยา! ฮาเลจูยาพ่องมึง! กูไม่เชื่อและขอด่ามึงล่วงหน้าแทนพระเจ้า ห่านนนนน!!!"

    เสียงเอะอะเอ็ดตะโรสามเสียงทำเอาผู้ที่ขดตัวอยู่กับเครื่องนอนแสนนุ่มครางเบาในลำคอ ทาเมอร์เลนมักเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ เพื่อจะได้ข้ามผ่านเวลาค่ำคืนที่แสนเงียบได้ ตอนนี้ใจนึงอยากลุกขึ้นมาปิด แต่อากาศก็เย็นสบายเสียจนไม่อยากลืมตา 

    เขาได้แต่คิดสงสัยว่าทำไมหมู่นี้ทางสถานีชอบเอาละครติดเรทด้านการใช้ภาษามาฉายบ่อยจัง บางกลุ่มอาจจะตลก แต่เขาอยากตื่นขึ้นมาพร้อมเสียงเพลงชวนออกกำลังกายแสนสดใสของเด็กๆมากกว่า

    “!?”

    เมื่อเฟืองความคิดเริ่มหมุน ร่างบนเตียงก็เด้งตัวขึ้นมานั่งตัวตรงหันหัวขวับไปทางต้นเสียง จังหวะเดียวกับที่กลุ่มคนซึ่งกำลังยืนคุยอยู่ก็หันมาตั้งท่ามองกลับ ทาเมอร์เลนผงะตกใจอ้าปากค้าง ไม่นึกว่ายังต้องเจอกับผู้ก่อการร้ายพวกนี้อีก

    กลุ่มคนที่เพิ่งเถียงกันเมื่อครู่หยุดเจรจาแล้วแยกย้ายกันไปคนละทาง ชายสองคนที่คาดว่าเป็นลูกน้องลากเก้าอี้นั่งอยู่ใกล้ที่เดิม แล้วเริ่มอ่านหนังสือท่องเที่ยวที่วางกองไว้เป็นภูเขา ส่วนตัวหัวหน้ากลับเดินทอดน่องเข้ามาใกล้คนเพิ่งตื่น ซึ่งกำลังก้มๆมองๆสายน้ำเกลือที่เชื่อมต่อไปยังหลังมือพลางส่งเสียงแสดงความสงสัยในลำคอเหมือนหมาเด็กตัวใหญ่ 

    นายแบบหนุ่มเริ่มมองรอบๆ พลางคิดว่าโรงพยาบาลที่นอนอยู่ช่างตกแต่งได้แปลกตา โทนชมพูน่ารักดี เตียงกลมใหญ่โต หัวเตียงเป็นรูปหัวใจอีกต่างหาก

    "ตื่นนานแล้วทำไมไม่ลุกขึ้นมาล่ะ? ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?"

    ชายผิวแทนลงนั่งบนเตียงข้างกายอีกฝ่าย พร้อมส่งยิ้มบางถามด้วยน้ำเสียงเจือห่วง คนป่วยที่ไหนได้รับการพูดแบบนี้เข้า หัวใจก็อบอุ่นแข็งแรงขึ้นทั้งนั้น ทาเมอร์เลนคลายความกังวลลงแล้วตอบกลับอย่างเป็นมิตร

    "เปล่า ผมสบายดี แล้วก็เพิ่งตื่นตะกี้เอง ว่าแต่นี่...ผมเป็นอะไรไปเหรอ?"

    "หมอบอกเป็นลมเพราะน้ำตาลต่ำ โรคโคตรโง่"

    เสียงนุ่มนวลถูกดีลีททิ้งเมื่อเห็นว่าคนเพิ่งฟื้นไม่น่าล่วงรู้บทสนทนาระหว่างตัวเองกับเพื่อน คุณท่านเอื้อมไปหยิบถุงมินิมาร์ทจากหัวเตียงให้ลวกๆ ข้างในเป็นกล่องข้าวสองกล่อง

    "กินเสีย เอาให้มีแรง จะได้ออกเดินทางกัน"

    "อะ...ครับ"

    คู่สนทนาถึงกับใจแป้ว กังวลว่าเมื่อครู่ไปทำกิริยาอะไรผิดหูขัดใจไปหรือเปล่า ถึงถูกเปลี่ยนท่าทีใส่ในทันที คิ้วที่เป็นเส้นตรงเข้มๆจึงลู่ตกเห็นชัด แต่ถึงผู้ร้ายตรงหน้าจะดูเย็นชา แต่ข้าวปลาเนี่ยของจริง ทาเมอร์เลนเปิดกล่องอาหารออก ข้างในเป็นสปาเกตตี้ไก่บ้านๆที่อุ่นและหอมฉุยยั่วน้ำลาย กระเพาะที่หยุดพักมานานสามารถสตาร์ทเครื่องพร้อมทำงานทันที

    "ที่ว่าออกเดินทาง คือไปส่งผมใช่ม้า ?"

    คนป่วยถามพลางกินแก้มตุ่ยอารมณ์ดี ที่ผนังห้องพักไม่ยักมีนาฬิกาฝาผนังแขวนไว้จึงเหลือบไปดูนาฬิกาข้อมือคนข้างกายเอา เลขหนึ่งกับอีกสิบนาที...ดูคนอื่นๆยังไม่ง่วงกัน ก็น่าจะเป็นช่วงบ่ายโมงมากกว่าตีหนึ่ง ผู้ชายลาตินตอบเรียบๆโดยไม่หันมอง

    "เปล่า ลงใต้น่ะ"

    "ทะเลทางใต้สวยดีนะครับช่วงนี้ ถึงจะเข้าหน้าหนาวเล่นทะเลไม่ได้ แต่ถ้าไปเที่ยวเล่นธรรมดาก็น่าสนุก แล้วถ้าได้กินอาหารทะเลด้วยก็เยี่ยมเลย ผมนะเวลาไปทำงานใกล้ทะเลแล้วรู้สึกเสียดายทุกที ปิดกล้องปุ๊บก็ต้องรีบกลับ เพราะมีคิวทำงานที่อื่น ขาปูสักข้างยังไม่ได้กินเลย"

    ทาเมอร์เลนเผยยิ้มสดใสอย่างกับโฆษณายาสีฟันให้ ภาพเช่นนี้ทำให้คนมองขมวดคิ้วไม่เข้าใจ ว่าเพราะอะไรคนๆหนึ่งถึงยังสามารถยิ้มและหัวเราะให้กับคนร้ายลักพาตัวได้ มันน่าแปลกจนต้องพยายามจ้องเข้าไปในดวงตาสีอ่อน เพื่อค้นหาสิ่งหลอกลวงที่ซ่อนอยู่

    มันง่ายจะตายกับการหรี่ตาให้มากๆ ยกมุมปากขึ้นมาพร้อมกับร้องยี้ในใจให้รูปปากเปลี่ยน แต่ผู้ที่ยังไม่รู้ชะตากรรมก็ยังคงมองกลับมาด้วยแววตากระจ่างใส คุณท่านยกคิ้วข้างหนึ่งก่อนเหยียดยิ้ม ที่ยังอารมณ์ดีได้เพราะไม่รู้ว่าต้องเจอกับอะไรสินะ

    "ไปเที่ยว? จริงสิ...คิดอย่างนั้นคงดีกับใจนายมากกว่า งั้นพวกเราจะลงใต้เพื่อไปเที่ยว กินทะเลเผาและนั่งดูดขาปู"

    "เห? พวกเรานี่ไม่ได้รวมผมไปด้วยใช่ไหมครับ?"

    "รวมสิ จ่ายตังค์ค่าทัวร์มาให้แล้วนี่"

    คุณเจ้าชายไม่เข้าพระทัยคำตอบขึ้นมากะทันหัน ทำได้แต่เอียงคอทำหน้าหมางง คาดว่าความหิวอาจส่งผลต่อเส้นประสาทหูทำให้ระบบการฟังเพี้ยนไป ดังนั้นจึงเริ่มก้มหน้าก้มตากินข้าว กิน...กิน...กินจนหมดทั้งสองกล่อง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาถามอีกรอบอย่างสุภาพชน

    "ไม่ได้รวมผมเข้าไปด้วยใช่ไหมครับ?"

    "ก็บอกว่ารวมไง!"  

    ชายมีหนวดเคราหน้าตาเหมือนโจรในหนังกระแทกตอบเสียงเข้มปนรำคาญ ทำเอาคู่สนทนาสะดุ้งและนิ่งเงียบไปเพราะไม่รู้จะท้วงเช่นไร แต่สุดท้ายก็พูดออกมาเสียงสั่น

    "ทำไมอ่ะ ... เงินก็เอาไปแล้ว ... ตัวก็เอาไปแล้ว ... จะเอาอะไรจากผมอีก ..."

    เห็นทีโบราณว่าสัจจะโจรเชื่อไม่ได้ท่าจะเป็นเรื่องจริง เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้ง ปั่นหัวคนอื่นเล่นตามอำเภอใจ ใช้ได้ที่ไหน ทาเมอร์เลนลุกขึ้นยืน มือคว้าขวดน้ำเกลือที่แขวนอยู่บนเสาเหล็กมากอดแล้วหันมาปั้นหน้ามุ่ยใส่ ก่อนพูดด้วยท่าทางและน้ำเสียงจริงจัง 

    "จะกลับบ้าน"

    "หืม ?"

    "ผมจะกลับแล้ว ผมมีงานอีกเยอะมากที่ต้องทำ แล้วก็ยังมีหมาอีกสองตัวที่ต้องกลับไปให้อาหาร ถ้าคุณอยากได้เงินนักเดี๋ยวผมจะกลับไปโอนให้ทีหลัง ผมจะไถ่ตัวเอง ไม่ว่างมาโดนคุณลักพาตัวหรอก!"

    ว่าจบก็เดินก้าวยาวๆอย่างองอาจจะออกจากห้อง มันจะมาดแมนแอนด์แฮนซั่มมากหากไม่ถูกคามิลยื่นเท้ามาสะกัดดาวรุ่งก่อน ทำเอาคนที่กำลังเดินฉับๆไม่สนใจใครสะดุดล้มหน้าฟาดพื้นแรงดังป้าบจนน่าตกใจ

    ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีเสียงพูด ไม่ใช้สแตนด์อิน ทุกอย่างอยู่ในความสงบราวหยุดยืนตรงยามลดธงครึ่งเสา จนความเงียบถูกทำลายลงด้วยเสียงไอเจือกระแอมของหัวหน้าคนร้าย ที่เลี่ยงมาจากการหัวเราะ

    "กลับมานั่งกับเฮียนี่มาฮิวด์ กู๊กก~ก กุ่กๆๆๆ"

    คุณท่านส่งเสียงเหมือนเรียกไก่ไปพลางตบเตียงนุ่มไปพลาง แต่ร่างที่ล้มแปะจับกบอยู่ยังคงไม่ขยับเขยื้อนและไม่สนใจ เห็นดังนั้นจึงเบ้ปากยักไหล่ก่อนจะเดินไปนั่งยองๆใกล้

    "นายกลับไปไม่ได้หรอก ผิดผีกับเฮียแล้วจะทิ้งเฮียไปได้ไง จริงไหม?"

    เมื่อไม่มีสัญญาณตอบรับจากมุกที่ท่านยิง หัวหน้าโจรก็ไม่รู้จะทำยังไงกับความแป้กนี้ ได้แต่เกาหลังคอให้ปอยผมรากไทรสีชาเด่นแถวหลังหูขวากระจายห่าง เขาลองคิดคำพูดดีๆอีกรอบ 

    "...กลับบ้านตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว รวมวันนี้ก็จับนายมาสามวันพอดี ไม่ต้องกลับไปให้อาหารหมาแล้วล่ะ ... เพราะป่านนี้แม่งคงกินกันเองจนเหลือแต่พวงหางเรียบร้อยแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า"

    ว่าจบก็หัวเราะอย่างเมามันพลางหันไปทางลูกน้อง หวังจะได้ลูกคู่ร่วมหัวเราะด้วย แต่ต่างคนต่างปัดมือพร้อมส่ายหน้าอย่างเอือมระอา เป็นเชิงบอกว่ามันเป็นมุกสุดจะไม่สร้างสรรค์สำหรับชุมชนคนรักสุนัข ถ้าเป็นโซเชี่ยลเนตเวิร์คคงถูกกระหน่ำรีพอร์ตจนแอคเคาท์ปลิวเป็นแน่

    ร่างที่นอนอยู่ตวัดตาขวางขึ้นมองด้วยใบหน้าบึ้งตึง มีไม่กี่ครั้งหรอกที่สัตว์กินพืชอย่างทาเมอร์เลนจะนึกโมโหจริงๆจังๆ เขากระโจนใส่ร่างเพรียวที่สูงใกล้เคียงกันจนอีกฝ่ายล้มลงหลังกระแทกพื้น ก่อนคร่อมกายแล้วกดน้ำหนักของฝ่ามือไปที่คอระหง

    "ส่งคีย์การ์ดมา ไม่อย่างนั้น...จะบีบคอจริงๆด้วย"

    เพราะเมื่อครู่ยามเดินตรงไปยังประตู นายแบบหนุ่มเห็นเครื่องใส่คีย์การ์ดจากด้านใน ... ซึ่งห้องปกติมันควรจะอยู่ด้านนอกแต่ทำไมมันถึงมีอยู่ด้านในด้วยล่ะ ที่ๆมีของแบบนี้มันควรจะเป็นที่แบบไหน แล้วเขาจะออกจากที่นี่ได้ยังไงกัน

    ไม่มีใครเขยื้อนกายจากจุดเดิม มันก็น่าแปลก ที่แม้จะใช้เวลาอยู่ด้วยกันไม่นาน แต่เหมือนทุกคนจะรู้โดยสัญชาตญาณว่าผู้พูดไม่กล้าทำเช่นที่กล่าว คุณท่านนอนแผ่กางแขนกางขาปล่อยให้นั่งทับ มือข้างหนึ่งกำสายน้ำเกลือเตรียมตวัดรัดคอตอบโต้อีกฝ่าย อีกมือว่างๆก็เอานิ้วเคาะพื้นพรมเล่นรอว่าเมื่อไหร่จะถูกลงมือ ดวงตาสีดำที่นิ่งสงบจับจ้องคนขู่ ที่มีสีหน้าตื่นกลัวระคนเจ็บปวดกับการตัดสินใจ ราวกับเป็นฝ่ายถูกทำร้ายเสียเอง 

    เพราะไม่อยากทำแต่ถูกสถานการณ์บีบบังคับน่ะเหรอ สำหรับอีกฝ่ายมันคงเลวร้ายมากสินะ ถึงต้องเลือกหักคอใครสักคนให้ตาย ไม่ก็ต้องทนอยู่กับพวกเขาต่อไป

    ชายผิวแทนถอนหายใจ พร้อมจับมือสั่นเทาที่โอบรอบคอตัวเองหลวมๆโยนออก ก่อนดันกายที่คร่อมตัวเองอยู่ให้ห่างด้วยท่าทีรำคาญ จากนั้นจึงกำมือ ปัดหลังหมัดใส่แก้มอีกฝ่ายให้หน้าหัน 

    "ตัดใจซะ ตอนนี้ทุกอย่างของนายเป็นของฉันแล้ว"

    ความรุนแรงและเด็ดขาดเป็นวิธีการกำราบของคนเป็นหัวหน้าคุ้นชิน คุณท่านลุกขึ้นยืนมองชายซึ่งมาจากโลกที่ต่างจากตนโดยสิ้นเชิงกำลังนั่งนิ่งค้าง เจ็บปวดและสับสนกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แก้มใสของคนที่คงไม่เคยชกต่อยกับใครค่อยๆมีสีช้ำแดงขึ้นมา และเดี๋ยวสักพักมันก็จะปวดจนเกินบรรยาย

    "น่าเบื่อฉิบหาย!"

    ซามูเอลผลักที่นั่งแล้วลุกขึ้นมาอย่างฉุนเฉียวทำลายความเงียบ ขาเก้าอี้ครูดกับพื้นส่งเสียงดัง เมื่อลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก็เห็นได้ชัดว่าผู้ชายร่างเล็กคนที่ดูเปี่ยมไปด้วยพลังงานนั้น มีรูปลักษณ์ สีผม สีตาและสำเนียงการพูดคล้ายคนเชื้อสายจีน แต่ก็ดูไม่เข้าเค้าเท่าไหร่ตรงดวงตากลมโตดุดันที่มีปลายตาเฉียงชี้ขึ้นเหมือนสัตว์ตระกูลแมว

    ฝ่ายนั้นร่อนหนังสือนำเที่ยวซึ่งเขียนถึงซิลเวเชียใส่อกหัวหน้าที่ยืนอยู่อย่างหงุดหงิด แล้วจับหัวองค์ชายที่ขวางทางเดินเหวี่ยงไปข้างๆให้หลีกห่าง ซามูเอลก้าวข้ามร่างที่เซล้มลงไปนอนพื้นอย่างไม่ใยดี ทาเมอร์เลนปรือตามองประตูที่ถูกล็อคด้วยคีย์การ์ดปิดลงโดยไม่คิดเขยื้อนกาย 

    อิสระที่เคยมีจู่ๆก็ถูกลิดรอน ทั้งที่ห่างไปไม่กี่ก้าวชีวิตเขาก็จะเป็นแบบเดิม ห้องสีชมพูเงียบลงอีกคราจนเหลือเพียงเสียงนาฬิกาติดฝาผนังและเสียงเปิดหนังสือ ทุกอย่างดูเป็นจังหวะ วนเวียนซ้ำอย่างไม่สามารถหลีกหนี

    "เห็นพวกหนังสือพิมพ์เรียกนายว่าปริ้นท์เทมเลน ขอฉันเรียกนายอย่างนั้นบ้างแล้วกัน"

    ชายผิวขาวท่าทางเรียบร้อยขยับริมฝีปากอิ่มแดงรับกับผมสีไวน์ที่ถูกย้อมกล่าวทักอย่างนุ่มนวล หวังสร้างความผ่อนคลาย แต่เมื่อไร้ปฏิกริยาตอบรับจากเจ้าของชื่อ มือบางจึงค่อยๆปิดหนังสือแล้วเดินมานั่งใกล้ร่างที่นอนคว่ำอยู่บนพื้น เพื่อให้อีกฝ่ายได้พินิจตนอย่างเต็มตา

    "นายคงรู้สึกไม่ดี แต่เชื่อเหอะว่านายโชคดีที่สุดในบรรดาเหยื่อลักพาตัวที่ฉันรู้จัก ไม่ต้องถูกเชือนนิ้ว ไม่ต้องถูกเจี๋ยนหู ได้กินข้าวอิ่ม ได้นอนเตียง ทั้งๆที่หัวหน้าโจรที่ทั้งบ้าและป่าเถื่อน เหมือนเพิ่งผ่านการวิวัฒนาการนั่นได้นอนแค่โซฟา ถึงนายจะป่วย และเขาก็แบกนายเข้าโรงพยาบาลอย่างสง่าผ่าเผยไม่ได้ แต่ยังอุตส่าห์ไปตามหมอเถื่อนชั้นดีราคาโหดมาให้ อย่างนี้จะโกรธลงอีกเหรอ ?"

    สิ้นประโยค นายแบบหนุ่มก็ยกหัวขึ้น เพื่อมองเจ้าของเสียงที่มีใบหน้าเหมือนใส่หน้ากากหญิงสาวในละครโนว์ ที่ดูสวยงาม ใจดี และชวนให้นึกว่าไม่ใช่ของจริง สีหน้าของผู้ถูกทำร้ายยังคงมุ่ยบอกบุญไม่รับ แก้มข้างหนึ่งเริ่มบวมแดง คนร้ายตรงหน้าพูดต่อ

    "ที่เพิ่งออกไปเมื่อกี้คือแซม ส่วนฉันคามิล...เป็นชื่อที่ใครๆก็เรียกอย่างนั้น มันเป็นแค่ชื่อในวงคล้ายนายนั่นแหละ แน่นอนรวมถึงคุณท่านที่นอนอยู่ตรงนั้นด้วย แต่จากนี้ไปเราคงต้องอยู่ด้วยกันอีกสักระยะ คงต้องแนะนำตัว และบอกว่ายินดีที่ได้รู้จักน่ะนะ"

    ชายผมสีน้ำตาลอ่อนมองมือที่ยื่นมาหา รวมถึงสีหน้าซึ่งแสดงความเป็นมิตร ดวงตาของอีกฝ่ายยามยิ้มหยีเล็กราวเสี้ยวจันทร์ ทาเมอร์เลนเม้มปากก่อนยื่นมือไปเช็คแฮนด์ตอบรับตามธรรมเนียม เสียงออกจะอู้อี้ขึ้นเล็กน้อย 

    "...ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ..."

    คามิลยิ้มยามสัมผัสมือที่นุ่มนิ่ม เหมือนจะเริ่มเข้าถึงความน่าเอ็นดูชวนเอาไปเลี้ยงที่บ้านของคนตรงหน้า เขาเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะตามเดิม

    "ความจริงหมอนั่นก็ทำเกินไปหน่อย ต่อยหน้านายแบบได้ แต่นั่นเบาสุดเท่าที่ฉันเคยเห็นแล้วล่ะ ครั้งต่อไปก็ไม่แน่เหมือนกัน ดังนั้นอย่าไปแหย่เขามากนักนะ"

    "คุณบอกว่าสักระยะ...แล้วมันจะนานแค่ไหน ?"

    "เรื่องนั้นนายต้องถามเขา แต่ถ้าฉันเป็นนาย ฉันจะไม่ถาม"

    บทสนทนาหยุดลงจนเกิดช่องว่างแห่งเวลาให้ทาเมอร์เลนเรียบเรียงความคิดและตรึกตรองว่าตนเองจะต้องทำสิ่งใด มันยากเกินไปที่จะวางความว้าวุ่นใจซึ่งลอยวนไปมา หลายสิ่งหลายอย่างกำลังรอเขาอยู่โดยไม่สามารถละทิ้งได้

    ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกับการปล่อยตัวเองทิ้งไว้กับความคิด มันจะค่อยๆบิดเบี้ยวตามไปอารมณ์ที่ดิ่งลึกลง แล้วมุมมืดของความเลวร้ายที่สุดเท่าที่สามารถจินตนาการได้จะเกิดขึ้น เขาจึงพยายามหานู่นนี่มาทำเสมอ เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงความฟุ้งซ่านในจิตใจ

    ภาพอนาคตอันเลวร้ายในสมองกำลังสร้างความทรมานทางกาย เขาเริ่มคลื่นไส้จากความเครียดที่มันยังไม่เคยเกิด ...คงต้องรีบทำอะไรสักอย่างเพื่อตัดวงจรความคิดไร้สาระเดี๋ยวนี้

    ตุบ แปะ ตุบ แปะ ตุบ แปะ ตุบ แปะ

    เสียงการเคลื่อนไหวที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ทำให้โจรทั้งคู่หันมองและเบ้หน้าอย่างไม่เข้าใจ เมื่อครู่ฟุบเป็นหมาถูกมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวอยู่แท้ๆ จู่ๆลุกขึ้นมากระโดดตบออกกำลังกายด้วยสีหน้าจริงจังเสียอย่างนั้น 
    คามิลมองอย่างอึ้งๆก่อนค่อยๆก้มตัวลงกอดโต๊ะไว้เพื่อช่วยในการกลั้นขำ นายแบบหนุ่มเห็นอย่างนั้นก็ทำหน้าตูมใส่ กระโดดตบไปพลางหมุนตัวหันหน้าหนีไปพลาง โดยใช้หลักการที่ว่าคนเราเลือกที่จะมองได้

    ดวงตาสีบรั่นดีหยุดอยู่ที่ประตูซึ่งถูกเคาะเป็นรหัส ชายผมยาวเคลียบ่ากลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับเสบียงอีกถุงหนึ่ง ซามูเอลผงะไปนิดหนึ่งกับภาพเคลื่อนไหวตรงหน้าแต่พยายามเก็บอาการ ร่างเล็กเดินผ่านเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายไปทางหัวหน้าตนอย่างไม่สนใจ ไม่สบตา ไม่พาที

    "ไอ้คุณท่าน เหมือนพวกเราจะโดนกา DOA แล้วว่ะ"
    ซามูเอลโยนหนังสือพิมพ์ใส่ตัวเพื่อนซึ่งกำลังนอนคลุมกายด้วยผ้าห่มผืนใหญ่เหมือนดักแด้ ฝ่ายนั้นขยับมือหยิบมันไปดูต่อใต้ผ้า แล้วส่งเสียงอือในลำคอเหมือนคาดเดาได้ว่าต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นในไม่ช้า ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นนั่งเปิดหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นอ่านอย่างรวดเร็ว ฉบับแล้วฉบับเล่าก่อนถอนหายใจหนัก

    "เอาเถอะ เราจะรีบทำธุระของเราให้เสร็จก่อนไอ้เวรตะไลนั่นกลับมา"

    หัวหน้าโจรพลิกตัวไปคว้ากระดาษโน้ตบนหัวเตียง จดอะไรบางอย่างส่งให้คนที่ยืนรอสองแผ่น พร้อมกับหยิบบัตรเดบิตจากกระเป๋าตังค์รูปอันปังแมนให้  

    "อันนี้ของนาย อันนี้ของคามิล ทำให้เรียบร้อย เราจะได้ไปจากที่นี่กัน"

    คนรับคำสั่งมองกระดาษแผ่นเล็ก ก่อนเดินไปดีดส่งกระดาษโน้ตอีกแผ่นให้เพื่อนซึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ แล้วออกไปข้างนอกอีกครั้ง

    ระหว่างที่คุณท่านเปิดถุงพลาสติกเลือกอาหารกล่อง ให้เสียงเศษเหรียญที่คนซื้อโยนใส่ลวกๆดังผสมกับเสียงถุง เจ้าของกระเป๋าเงินใบเก่าก็เดินเข้ามาคว้าสมบัติของตนกลับด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก...ในนั้นไม่มีอะไรนอกจากเศษฝุ่น

    ชายคนร้ายหันไปมองนายแบบหนุ่มที่เริ่มออกกำลังกายต่อ คราวนี้คงไม่ได้สำหรับลดฟุ้งซ่าน แต่เพื่อแก้เครียดโดยเฉพาะ

    "กินอีกกล่องไหม?"

    "ไม่"

    เจ้าชายหมาดๆตอบห้วนโดยไม่ยอมมองหน้า แม้ไม่ต้องหันพระพักตร์มาให้สามัญชนแถวนี้ดู ก็รู้ว่าทรงอยู่ในโหมดพิโรธวาทัง

    "พอคุณเอาบัตรไปใช้ ตำรวจก็จะตามแกะรอยเจอและมาช่วยผม..."

    "ฟังดูเป็นห่วงนะ แต่ฉันไม่ได้เอาไปใช้หรอก เอาไปขายคนในธนาคารต่างหาก ไม่งั้นก็ต้องเห็นบัตรกลับมาสิ"

    คราวนี้ร่างผอมที่กระโดดดุ้บๆอยู่จำต้องหยุดชะงัก หันมามองอีกฝ่ายเต็มตาด้วยความไม่พอใจอีกครั้ง มันเรื่องอะไรเงินสะสมมาชั่วชีวิตต้องมาถูกคนเลวพรรค์นี้เอาไปผลาญหมดด้วย เป้าสายตาวางกล่องอาหารลงแล้วมองกลับเยาะๆ

    "จุ๊ๆไม่เอาน่า เงินในครอบครัวก็ต้องให้หัวหน้าครอบครัวเป็นคนคุมใช่ไหม มานี่มา มานั่งข้างเฮียนี่"  

    เนื่องจากมีความเข้มงวดแฝงอยู่ในเสียง ทำให้ประโยคเชิญชวนกลายเป็นประโยคคำสั่งโดยปริยาย จึงต้องมานั่งบนเตียงเดียวกันอย่างเสียไม่ได้ คุณท่านหยิบเบียร์กระป๋องสีเขียวที่ยาวเกือบฟุตมาเปิดดื่มไปอึกหนึ่งก่อนยื่นให้ด้วยไมตรี แล้วหันไปหยิบบุหรี่มาจุดสูบต่อ

    "ของพรรค์นั้นน่ะไม่ตายก็หาใหม่ได้ เอนจอยกับชีวิตหน่อยหนุ่มน้อย"

    ว่าจบก็ตบไหล่คนข้างกาย ที่เริ่มก้มตัวปิดปากปิดจมูกไอค่อกแค่กแพ้ควัน แต่หนุ่มลาตินก็เริ่มกินข้าวเคล้าบุหรี่ต่ออย่างไม่สนใจสุขภาพบุคคลรอบข้าง

    ทาเมอร์เลนได้แต่เสียใจในความโง่เขลาของตัวเอง ที่คิดมาตลอดว่าโลกใบนี้ปลอดภัย กับแค่เดินเข้าไปทักคนไม่รู้จักเพื่อหยิบยื่นงานให้ กลับกลายต้องมาเปลี่ยนสถานภาพเสียอย่างนั้น

    "ไม่น่าตามคุณมาเลยจริงๆ"

    สิ้นคำก็กระดกกระป๋องเบียร์ขึ้นสูง ดื่มอย่างเต็มที่ให้กับชีวิต ชายผิวเข้มมองตามและตบเข่าส่งเสียงเชียร์ขำๆให้ดื่มหมดตามนิสัย ก่อนจะทันฉุกคิดรีบกระชากมันออกจากปากอีกฝ่าย ทำให้คนถูกขัดคอหันมามองตาขวาง ใบหน้าและลำคอขาวตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำอย่างกับถูกเผา

    "...คอยดูเหอะ..."

    "ดูอะไร?"

    "...คอยดู...ให้ดีๆ เหรอะ..."

    คนเมาชี้ไปที่หน้าตัวเอง ช่างเป็นท่วงท่าห้าวหาญคล้ายกับผู้ว่าเมืองไหนสักเมืองทำ ก่อนเม้มปาก สะอื้นในคอแล้วเอนหัวล้มลงใส่ผู้ที่กำลังมองอยู่ คุณท่านรีบกางแขนเอาบุหรี่และข้าวกล่องหนี ทำให้หัวทุยฟุบลงบนตักพอดีอย่างเต็มน้ำหนัก เสียงทุ้มรอดตามไรฟันอย่างหงุดหงิด

    "... ดูการซ้อมตายนับครั้งไม่ถ้วนน่ะเหรอ สัส"

    หากการถอนหายใจต้องเสียค่าธรรมเนียมในการถอนแต่ละครั้งแล้วล่ะก็ วันนี้เจ้าของตักคงจะหมดเงินไปมหาศาล ดวงตาหงส์ก้มมองเสี้ยวหน้าของสิ่งมีชีวิตที่หลับไม่รู้เรื่องรู้ราว ก่อนเอาข้าวกล่องวางบนใบหน้าบวมนั้นอย่างหมั่นไส้ ความร้อนกับแก้มช้ำๆทำให้เจ้าชายตัวดีครางฮือๆอย่างทรมาน

    ...เฮ้อ...

    ชายผิวแทนขมวดคิ้วยกกล่องข้าวขึ้นมากินดีๆ แล้วเอากระป๋องเบียร์เย็นๆอันใหม่ไปวางแนบแก้มช้ำแทนที่ ทุกอย่างดูสงบเมื่ออยู่ท่ามกลางนาฬิกาและลมหายใจของคนหลับที่ต่างส่งเสียงเป็นจังหวะ 

    ............................................

    tbc

    Author note :: ตอนนี้จะเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับตอน 3 ค่ะ ตัดฉากย้อนเวลาไปนิดนุง ,, U w U ) แต่เดี๋ยวตอนหน้าจะเชื่อมกันพอดีค่ะ ส่วน DOA คือ death or alive นะคะ




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in