ori-noveltomei_tan
[fic]Beyond the sky#03
  • ที่ใดมีมนุษย์ ที่นั่นจะมีเทพพระเจ้าสถิตย์อยู่
    เพื่อคุ้มครองสรรพสิ่ง
    หรือเพราะมนุษย์อ่อนแอ จึงมโนภาพถึงสิ่งปกป้องตัว


    ดวงตาสีมรกตของผู้ช่วยเชฟสาว อลิเซีย วอลเลนซ์ เหม่อมองภาพเทพีแพคน่า หนึ่งในเทพผู้ปกปักษ์ซิลเวเชีย ซึ่งแขวนอยู่ตรงผนังห้องครัวหลักของพระราชวังริมทะเลมอนสต็อค พระพักตร์งามในภาพถูกคลุมด้วยลูกไม้ขาวถึงปลายจมูก พระหัตถ์ขวาถือตราชั่งสูง ฟากหนึ่งเป็นงู อีกฟากเป็นมวลเลือด ครึ่งร่างแช่อยู่ในมหาสมุทร

    "ติดใจอะไรอยู่จ้ะ!"

    หญิงสาวร่างผอมสูงดูทะมัดทะแมง ยื่นใบหน้าที่มีจุดกระประปรายเข้ามาทักทายอย่างฉับพลัน คนเหม่อลอยอยู่จึงสะดุ้งตัวเผลอร่อนจานพอร์ซเลนขอบทองคำขึ้นฟ้าาาาาา 

    ท่ามกลางเสียงร้องตกใจที่สอดประสานราวโอเปร่า เพื่อนแสนว่องไวก็คว้ารับหมับมากอดไว้ทัน ไม่อย่างนั้นชะตากรรมเงินเดือนของทั้งสองคงหายวับพร้อมเสียงเพล้ง

    "เล่นอะไรของเธอน่ะโจลีน"

    คนที่กำลังล้างจานเพลินๆถึงกับเข่าอ่อน ทรุดตัวกุมอกครวญอย่างโล่งใจที่ไม่มีสิ่งใดเสียหาย คนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันหัวเราะให้กับเรื่องน่าตกใจที่เพิ่งผ่านพ้น

    "ก็เธอมันชวนแกล้งนี่นา"

    "ไม่นะ... ฉันไม่อยากถูกแกล้งแล้ว ฉันอยากอยู่อย่างสงบๆ..."

    "โอ๋ ขอโทษๆน้า"  

    โจลีน คอนเวนท์ ลูบมือลงบนไหล่อีกฝ่ายปลอบใจให้หายสั่น ก่อนจะหันไปดูเหล่าจานชามที่เรียงรายรอการล้าง ลวดลายอันวิจิตรบอกได้ว่าเจ้าของภาชนะเป็นใคร เธอถอนหายใจพร้อมรอยยิ้มอ่อน   

    "องค์ชายคราเรต์ไม่เสวยอีกแล้ว ไม่แปลกที่ซูบพระองค์เอา จะทิ้งก็เสียดาย เอลี่ห่อเจ้าเสต็กวัวนี่กลับบ้านไปฝากน้องๆไหม"

    "ไม่ดีกว่าจ้ะ เดี๋ยวจะมีคนเข้าใจผิดว่าฉันเอาของออกจากวัง"

    หญิงสาวร่างเล็กท่าทางเรียบร้อยรีบโบกมือปฏิเสธ ดวงตาที่ดูปรือตกเหนือจมูกเล็กๆพาให้ดูคล้ายกับแมวเปอร์เซียหงอยๆ เธอไม่ได้บอกอะไรเพื่อนแม้จะมีเหตุผลทางใจมากกว่านั้น คนฟังออกเสียงยาวในลำคออย่างครุ่นคิด ก่อนดีดนิ้วเหมือนนึกอะไรดีๆขึ้นมาได้

    "ถ้างั้นเอาไปให้น้ามาตินสิ รับรองเธอแฮปปี้แน่"

    พูดไม่พูดเปล่า จัดแจงนำอาหารที่ไร้การแตะใดๆไปอุ่นให้อย่างเร่งรีบ อลิเซียได้แต่สงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงเลือกเป้าหมายเป็นระดับหัวหน้าแผนกตัดเย็บฉลองพระองค์ แต่ไม่ทันได้ถามอะไร ก็ถูกดันออกจากครัวพร้อมกล่องอาหารแล้ว

    "อา"

    สาวน้อยยืนเด๋ออยู่กลางสายลมหนาวครู่หนึ่ง ก่อนใช้เรียวนิ้วหยาบกร้านประสาคนครัวดึงผ้าคลุมผมออกจากศีรษะ ผมฟูสีน้ำตาลอย่างกับช็อคโกแลตขูดฝอยสะท้อนแสงแดดอ่อนจากต้นฤดูหนาว ที่กำลังส่องผ่านเมฆลงมาเคลือบบนทางเท้าที่ปูด้วยอิฐบล็อกสีสวยที่ไล่เรียงอย่างวิจิตร 

    สองข้างทางขนาบด้วยไม้ประดับที่ตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ แค่เดินแค่นี้ ก็สามารถสร้างโมเมนต์เล็กๆในใจว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงที่ก้าวอยู่บนพรมเจิดจรัสและแสบตา ส่วนเจ้าชายน่ะเหรอ... เธอเงยมองตึกพระราชวังทรงยุโรปที่ตั้งอยู่ใกล้กับชายทะเล แค่เห็นบานพระแกลเปิดอยู่ รอยยิ้มน้อยๆเปี่ยมสุขก็ปรากฏ

    ...คนที่ชอบน่ะ มองจากไกลๆก็ได้... 

    "นั่นลูกฆาตกรนี่ ลอยหน้าลอยตาจริง เพราะอะไรองค์ชายถึงยังให้นางอยู่"

    "ที่ว่าคนพ่อวางยาฆ่าคนในงานเลี้ยงน่ะเหรอ ทั้งพระราชินี ทั้ง..."

    "ชู่ว"

    เสียงนินทาของกลุ่มคนที่เดินสวนไป ทำให้ผู้ถูกกล่าวถึงห่อตัวให้เล็กลงอีก การมีตัวตนของเธอช่างทำให้เกียรติเจ้าของวังมัวหมอง แม้รู้สึกผิดแต่จะให้ลาออกไปทั้งที่ถูกตราหน้าอย่างนี้ก็ไม่อยาก ค่าใช้จ่ายในบ้านของน้องวัยเรียนอีกหกคนอีก ส่วนเรื่องจะให้ไปต่อล้อต่อเถียงหรือสู้รบกับใครก็ไม่เอา ขอเลือกโดนนินทาแล้วอยู่อย่างสงบๆดีกว่า 

    "น้ามาตินคะ"

    ผู้ช่วยเชฟผลักประตูหลังของห้องตัดเย็บ พร้อมกับส่งเสียงใสเรียกชายวัยกลางคนซึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ฝ่ายนั้นหมุนเก้าอี้พาร่างท้วมลุกขึ้นอย่างกระฉับกระเฉง ต้อนรับแขกด้วยน้ำเสียงและรอยยิ้มที่เป็นมิตร

    "ว่ายังไงอลิเซีย มีเรื่องอะไรอย่างนั้นเหรอ ?"

    "คือ โจลีนให้หนูรีบเอาสเต็กวัวมาฝากน่ะค่ะ คิดว่าน้าน่าจะชอบ"

    สาวร่างเล็กยกกล่องด้วยสองมือให้ดูเป็นเชิงว่ายังอุ่นอยู่เลย มาติน มิลเลอร์ เลิกคิ้วขึ้นสูงก่อนจะหัวเราะแล้วยื่นมือไปรับของ

    "โจลีนนี่ช่างรู้นัก สงสัยว่าคงไปรู้เรื่องนี้เข้าด้วยมั้ง"

    "เรื่องอะไรเหรอคะ ?"

    "อืม อะไรน้า"

    เขากล่าวทวนอย่างนึกสนุกพลางมองไปทางนาฬิกาฝาผนัง หญิงสาวยืนฉงนจนกระทั่งเสียงกระพรวนที่แขวนอยู่ตรงประตูหน้าแกว่งเบา ร่างผอมเพรียวงามสง่าของเจ้าของวังปรากฏพร้อมกับราชองครักษ์ ดวงตาสีมรกตของอลิเซียเบิกกว้างไปพร้อมกับปากที่อ้าค้าง

    องค์ชายมักเสด็จไปไหนมาไหนภายในวัง การบังเอิญพบจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่จู่ๆให้มาเจอระยะประชิดแบบนี้มันก็เกินไป๊ อลิเซียอยากมุดท่อแล้วโผล่ไปกรีดร้องใส่เพื่อนผู้ได้ชื่อว่าเป็นเจ้ากรมข่าวลือเรื่องในวังเสียวินาทีนี้ แต่ทำได้เพียงรีบค้อมตัวเคารพผู้สูงศักดิ์ลงต่ำ ขนาดที่อีกฝ่ายคงไม่สามารถเห็นใบหน้าเรื่อแดงของเธอได้

    เจ้าของใบหน้าซูบเซียวมุ่นคิ้ว เมื่อเห็นภาพกลุ่มผมฟูๆซึ่งเกิดจากการก้มอย่างผิดธรรมชาตินั้นค่อยๆถอยห่าง มือผอมเอื้อมไปด้านหน้าเพื่อจะคว้ากำกลุ่มก้อนผมนั้น แต่แคสเปอร์กลับเข้าไปกุมมือห้ามไว้ ไม่มีคำพูดใดเกิดขึ้นระหว่างเจ้านายและองครักษ์คนสนิท ทำให้หญิงสาวอดีตเพื่อนร่วมชั้นเรียนของคนทั้งคู่ถอยกลับออกไปจากประตู โดยที่อลิเซียไม่ทันได้รับรู้สิ่งใด

    "............."

    ราชกุมารคราเรต์ชักมือคืนจากราชองครักษ์อย่างหงุดหงิดพระทัย หันกายไปนั่งลงบนโซฟาแล้วกล่าวถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์นัก

    "ไปถึงไหนแล้ว"

    ดวงตาสีฟ้าซีดเย่อหยิ่งจ้องอีกฝ่ายอยู่หลังแว่นกันแดด ก่อนเลื่อนไปยังนอกประตูกระจก เขาเห็นเงาของอลิเซียวูบเข้ามาในลานสายตา ร่างนั้นมองๆหลบๆอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ราวกับกระต่ายน้อยไม่ปาน คงกำลังรอเขากลับเพื่อจะได้เข้ามาคุยกับมาตินต่อ ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างนอบน้อม

    "คนของเราถึงเป้าหมายแล้วครับ แต่มีคนชิงตัวไปก่อน กำลังสืบว่าเป็นคนของทางไหนครับ"

    "ไม่ใช่นิโคไล ?"

    "ไม่ใช่ครับ ทางเลนนส์ทรานยังต้องรอความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐบาลอเมริกา ผมจึงฝากท่านทูตกุเรื่องผู้ก่อการร้ายไปก่อนเพื่อทางเราจะได้ทำงานสะดวกขึ้น และลดความเป็นผู้ต้องสงสัยในสายตาประชาชนครับ"

    ผู้เป็นนายออกเสียงหึในลำคอพลางยกมุมปากขึ้น เป็นการแก้เกมโดยเร็วที่ดีถึงจะไม่มากก็ตาม ป่านนี้นิโคไลอาจลนลานอยู่บ้างไม่มากก็น้อยให้สะใจชั่วครู่ชั่วยาม แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลอเมริกาอาจจะเคลื่อนที่เร็วขึ้น มาตินกล่าวอีกรอบ

    "ท่านคราเรต์ อาจเป็นการก้าวก่าย แต่ผมว่าองค์รัชทายาททาเมอร์เลนอาจไม่สนใจเรื่องการเมืองการปกครอง หากเชิญมาเจรจา..."

    "นายเป็นเด็กรึมาติน... ใครกันที่ไม่สนใจเงินหรืออำนาจ และหากเขาไม่สนจริง คนที่อยู่รอบข้างก็สนใจ และจะใช้เขาเป็นเครื่องมืออย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้"

    เสียงเย็นชาตัดประโยคโน้มน้าวที่เตรียมไว้เสียจนต่อไม่ติด ร่างซูบผอมลุกขึ้นยืนเป็นเชิงว่าไม่อยากสนทนาต่อ แต่พอเปลี่ยนท่าฉับพลันก็เริ่มเซก้าวไปด้านหลัง ราชองครักษ์ซึ่งยืนอยู่ข้างกายคว้าประคองนายเหนือหัวทันท่ามกลางเสียงตกใจของชายผู้อยู่ร่วมห้อง

    "...ขอบใจแคสเปอร์"

    "ยินดีครับ"

    ฝ่ายนั้นกล่าวนิ่งๆรอให้คนที่ถูกประคองอยู่พร้อมยืนด้วยตัวเอง คราเรต์เอามือข้างหนึ่งประคองปิดตาเพื่อลดการวิงเวียน และเมื่อลดมือลง ความแข็งกร้าวในแววตาก็เผยอย่างเด่นชัด เขาฟันขบแน่นด้วยอารมณ์ที่พร้อมจะโรมรันทุกสิ่งอย่าง

    "รีบจัดการซะ ฉันไม่อยากเล่นเกมงี่เง่านี้นาน"

    ว่าจบผู้ที่เย็นชาพอกับน้ำแข็งก็เดินออกจากห้อง ทิ้งให้คนที่อยู่ต่อต้องถอนหายใจหนัก มาตินผ่อนร่างลงพิงเก้าอี้ตามเดิม เขาสังเกตเห็นว่าอลิเซียที่ซ่อนอยู่หลังต้นไม้กลับไปแล้ว บางทีการเจอกับคนที่แอบปลื้มครั้งนี้ คงทำให้หัวใจเหนื่อยล้าของเด็กกำพร้าคนหนึ่งดีขึ้นมาบ้าง อีกแง่หนึ่งคือทำให้เขารู้สึกผิดน้อยลงนิดหนึ่งในเรื่องครอบครัวของเธอ

    "มาตามงานเองแบบนี้ คงร้อนใจน่าดู"

    หัวหน้าห้องตัดเย็บกล่าวพลางยกโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรหาคนที่ฝากไปทำงานสำคัญ คล้ายรูปปั้นเทพีแพคน่าองค์เล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ กำลังส่งกระแสให้เกิดความรู้สึกผิด งานหลายงานที่เคยทำไม่ได้สร้างความหนักใจเท่าครั้งนี้ แต่จะให้ทำอย่างไร ถ้าจะให้เลือกระหว่างองค์ชายแสนร้ายกาจที่เห็นมาตั้งแต่แบเบาะ กับองค์รัชทายาทที่ไม่เคยรู้จักเลย เขาก็ต้องเลือกอย่างแรก

    ["ฮัลโหล"]

    คนปลายสายตอบเนิบนาบหลังเสียงสัญญาณเรียกเข้าแค่ครั้งเดียว เสียงนั้นดูกระด้างเหมือนไม่สนว่าสภาพอากาศภายนอกเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่าเช่นเคย ผู้ที่ส่งอีกฝ่ายไปทำงานยกมือขึ้นนวดขมับ

    "ทำอะไรอยู่พี?"

    บุคคลที่ชื่อพีออกเสียงอืมยาว ระหว่างพยายามขยับกระจกตั้งโต๊ะอยู่ในห้องพักมืดสลัวแห่งหนึ่ง มันกำลังสะท้อนแววตาไร้ความรู้สึกจากใบหน้าคมคายกร้านแดดของชายอายุยี่สิบกลางๆ บาสเตียนวางโทรศัพท์มือถือไว้ตรงซอกคอที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อลาดไหล่ที่สวยงาม เพื่อให้มือว่างหยิบอุปกรณ์ทำแผลบนหน้าตัก

    "ตอนนี้กำลังทำแผลอยู่ ส่วนงานก็ตามอยู่ครับ"

    ["แผล ? ฉันไม่ได้ให้นายไปปะทะ มันไปเกิดแผลขึ้นได้ยังไง?"]  

    เสียงของมาตินที่จู่ๆดังขึ้น ชวนให้คนฟังอยากปล่อยโทรศัพท์ที่หนีบอยู่ เขาผ่อนลมหายใจเบา

    "ไม่อะไรมากครับ ถากแก้ม ผมยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ตอนนี้ได้ เมื่อวันก่อนผมตามเจอห้องเช่าพวกที่ลักพาตัวพี่ชายไป ตั้งใจว่าจะเก็บทีละคน แต่พวกนั้นเคลื่อนไหวค่อนข้างรัดกุม ตอนดึกผมเลยลอบเข้าไป แต่พอดีมีอีกสองกลุ่มตัดหน้าเข้าไปก่อน เกิดเหตุปะทะ มีการยิงและใช้ระเบิดด้วย"

    ชายหนุ่มหยุดเล็กน้อยเพื่อจะแปะผ้าก๊อซลงบนแก้มได้ถนัดขึ้น มาตินส่งเสียงอื้อในลำคอเพื่อรับรู้ว่าได้ยินและรอให้อีกฝ่ายเล่าต่อ 

    "...เป็นระเบิดดัดแปลงกินพื้นที่ไม่มากนัก ดูๆแล้วก็กึ่งๆมืออาชีพ แล้วซันนี่สีเงินที่มีพี่ชายอยู่ก็แล่นหนีไป ผมขับมอเตอร์ไซด์ตามไปห่างๆจนเช้า ระหว่างนั้นผมฟังวิทยุได้ยินข่าวสัมภาษณ์การลักพาตัวจากท่านทูต เลยคิดว่าถ้าจะเซฟสุด พวกเขาต้องเอาพี่ชายไปปล่อยสำนักงานตำรวจฯที่อยู่ในแอเรีย จึงเสี่ยงดวงขึ้นไปดักรอบนตึกดู แล้วก็มากันจริงๆ"

    ["แล้วก็พลาด?"]

    "ครับ" 

    แม้ไม่อยากจะยอมรับ ทันทีที่บาสเตียนเหนี่ยวไกไปยังศีรษะของทาเมอร์เลน วินาทีนั้นร่างของเหยื่อล้มลง เขานึกว่ามันโดน ...มันควรจะโดนแต่เหลวสีแดงที่ออกมามันก็ไม่มากเท่าปกติ เขาสับสนจนต้องตัดสินใจยิงซ้ำอีกครั้ง ทั้งที่การทำเช่นนั้นจะทำให้การหลบหนีช้าลง  

    "ผมโดนยิงสวนมาจากระยะห่างราว 700 เมตร พอดีว่าผมต้องรีบถอยเลยทำอะไรมากไม่ได้ แต่ทางนั้นยังเอาพี่ชายไปด้วย ไม่เข้าใจเท่าไหร่แต่คิดว่าพวกเขาคงไม่กล้าพึ่งพาตำรวจอีก แล้วตอนนี้ผมสืบได้ที่อยู่ และ..."

    ชายซึ่งนั่งหันข้างมองหน้าต่างที่ติดเหล็กดัดเฝ้าใครบางคนอยู่ตลอดสามวันก็ลุกพรวดขึ้น ลมแห่งชะตาพัดยอดไม้ออกให้เห็นเป้าหมายที่ได้รับคำสั่งให้ตามล่า กำลังเดินหันหน้าหันหลังไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ตามลำพังนอกอาคาร บาสเตียนรีบคว้าปืนไรเฟิลออกมาจากตัวฐาน โทรศัพท์มือถือร่วงหล่นจากไหล่


    เขาพยามเล็งปากกระบอกผ่านศูนย์กล้องด้านบน แต่ความที่เป็นย่านชุมชนเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้าง ไม่ทันไรทาเมอร์เลนก็ย้ายเข้าไปอยู่ใต้เงาของอีกอาคารหนึ่งจนไม่สามารถยิงได้ เขาจึงเปลี่ยนใจรีบฉวยมีดพกที่วางไว้ตรงโต๊ะปรี่ลงไปข้างล่างทันที

    .....................................

    TBC


    Author note :

    ,, ' - ' ) การปรับภาษาเบียวของตัวเองเมื่อ 7 ปีก่อน มันยากได้โล่ห์จริงๆค่ะ ขอโทษนะคะที่ลงช้า ไม่นึกว่าจะช้าได้ขนาดนี้เลย จริงๆนะ 5555555

    fiction เรื่องนี้ตัวละครจะเยอะมากๆเลยนะคะ เพราะช่วงเวลาตอนนั้นรู้สึกสนุกกับการมีคาแรคเตอร์ใหม่ๆ พอมีเขาแล้วก็คิดเบื้องหลังให้ แบบว่ารักทุกคน (ฮา) แต่จะพยายามกรองๆตัดๆโปะๆเอาเฉพาะที่ไม่ลงทะเลไปเยอะ //มุ่งหน้าสู่แกรนด์ไลน์

    เนื่องจากไม่ใช่ฟิค yaoi world จึงมีตัวละครผู้หญิงด้วย หวังว่าคงไม่ทำให้ผู้อ่านขัดใจนะคะ 

    ขอบคุณสำหรับการติดตามค่า ,,U w U ) 

    โทเม 


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in