noveltomei_tan
[fic]Beyond the sky#02
  • [ “ครับ เรามีองค์ชายอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่ง...”]

    เพล้ง!

    ภาพข่าวการให้สัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีหนุ่มของประเทศซิลเวเชียดับหาย เมื่อรีโมทลอยไปกระทบกลางจอทีวีที่แขวนอยู่บนผนังห้องบรรทมจนแตกร้าว การระบายอารมณ์แค่นี้ยังไม่สาแก่ใจผู้ที่กำลังเดือดดาล คนตรงหน้าสมควรหายไปตลอดกาลมากกว่า

    ภายในห้องสไตล์โมเดิร์นโทนสีน้ำตาลครีมสอดแทรกด้วยสีฟ้าประดับ ชายร่างผอมในชุดคลุมอาบน้ำยืนระงับโทสะพลุ่งพล่านอยู่หน้าโทรทัศน์ที่เพิ่งดับลง ผมสีทองสุกปรกลงปิดบังดวงตาสีฟ้าเย็นราวผิวน้ำแข็ง ครู่หนึ่งดวงหน้าซูบผอมทว่างดงามก็ยกเชิดขึ้นเช่นเดิมราวไม่มีสิ่งผิดปกติใดเกิดขึ้น

    ราชกุมารคราเรต์นั่งลงบนโซฟาซึ่งตั้งอยู่ตรงปลายเตียง นิ้วเรียวเลื่อนมาแตะริมฝีปากซีดบางที่เม้มสนิทยามครุ่นคิด แล้วมุมปากข้างหนึ่งก็ยกขึ้นเยาะเย้ยให้กับความอ่อนแอจนน่าสมเพชของตน ได้แต่สงสัยว่าทุกวันนี้จะยังเหลืออำนาจใดเป็นของตัวบ้าง ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างกำลังหมุนเปลี่ยน ไหลเวียนเข้าสู่มือของคนในวงศ์ตระกูลขุนนางเก่าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสายเลือดของอดีตอัศวินคู่บัลลังก์อย่างนิโคไล เลนน์สทราน นายกซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

    แล้วสิ่งที่ชายผู้นั้นพยายามทำหลังระบบประชาธิปไตยสมบูรณ์แล้วน่ะเหรอ คือการบอกคนทั้งโลกว่า ผู้ที่กำลังประทับอยู่ในพระราชวังริมน้ำนี้ ไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับการสืบทอดบัลลังค์กษัตริย์ได้อีก

    "แคสเปอร์..."

    เสียงแหบแห้งเรียกราชองครักษ์ในชุดสูทสีเข้ม ซึ่งยืนมองเหตุการณ์อยู่ตรงฟากหนึ่งของห้อง ผู้ชายร่างใหญ่ท่าทีภูมิฐานและมีสีหน้าเรียบเฉยเดินเข้ามานั่งคุกลงเข่าข้างหนึ่ง ศีรษะน้อมลงจนใกล้ปลายเท้าอันเปลือยเปล่าที่ไขว่ห้างอยู่ ดวงตาของผู้เรียกผินมองไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกนอกหน้าต่าง ริมฝีปากบางขยับพูดช้าๆอีกครั้ง


    .................................................


    "Country roads, take me home
    To the place I belong,
    West Virginia,
    Mountain mamma, take me home
    To the country roads

    I hear her voice in the morning hour she calls me
    Radio reminds me of my home far away
    Driving down the road I get a feeling
    That I should have been home yesterday, yesterday"



    “เจบบบบบ....”

    ร่างที่ขดตัวหลับอยู่ส่งเสียงครางฮือลูบหลังตัวเองป้อยๆ ความเจ็บที่แผ่ซ่านมาจากทั่วทั้งแผ่นหลังและก้นกบ ทำให้แพขนตายาวของนายแบบหนุ่มเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นดวงตาใสราวกับเพทายสีบรั่นดีที่ถูกเก็บซ่อนไว้

    ภาพที่ผ่านแก้วตา เป็นวิวซึ่งนอนมองผ่านหน้าต่างรถยนต์ที่กำลังเคลื่อนอยู่บนถนนว่างโล่ง ท้องฟ้าในเมืองค่อยๆเปลี่ยนเฉดสีม่วง ชมพู และสว่างขึ้นทีละน้อย ช่างเป็นยามเช้าที่สวยงามเพลินตา พอร่วมกับเสียงเพลงจังหวะสบายๆแนวคันทรี่เช่นนี้ ก็ชวนให้หลับต่อเสียเหลือเกิน

    “เมื่อคืนบอมบ์กันแทบตายห่าไม่ยักตื่น บทจะตื่นก็เพราะนอนไม่สบายหลังเนี่ยนะ จำเริญพรเถอะพ่อคุณ”

    คนที่กำลังใจลอยสะดุ้งจากภวังค์ รีบชักขาดึงกายหยาบขึ้นนั่งแล้วหันไปมองต้นเสียงอย่างตื่นตระหนก เจ้าของเสียงทุ้มลดหนังสือพิมพ์ที่กำลังอ่านอยู่ลง เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มที่มอมแมมเปื้อนฝุ่น แสงยามเช้าทำให้เห็นรูปลักษณ์อีกฝ่ายได้ชัดเจนขึ้น 

    แต่คนที่ถูกลักพาตัวมาทำมิดี มิดี และมิมีดีสักอย่างเดียวตั้งแต่เมื่อวาน ไม่ทันได้ฉุกใจถึงเรื่องราวที่เพิ่งได้ยิน หลังจากนิ่งไว้อาลัยไปกับสิ่งที่เหลือติดตัวเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงชั้นในยี่ห้อดัง ทาเมอร์เลนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ชี้ตัวเองแล้วถามปากสั่น

    “เมื่อคืน...เกิดอะไรขึ้นกับผมบ้างเหรอครับ...”

    หัวหน้าคนร้ายเลิกคิ้วสูงให้กับผู้ที่มีกะใจฟังคำตอบด้านสวัสดิภาพและอธิปไตย จากนั้นจึงหรี่ดวงตาสีดำลงแล้วยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก

    “ถามนี่อยากให้รื้อฟื้นคืนวันหรรษาอีกหรือไงจ้ะที่รัก?”

    คนกวนประสาทกระดกลิ้นรัวร.เรือทะลวงโสต มือก็เอื้อมไปไล้ต้นขาขาวและเนื้อสะโพกให้คู่สนทนาขนลุกซู่เป็นเม่น กระเด้งตัวขึ้นไปก้มหน้ากอดเข่างุด ทำตัวลีบเล็กเบียดกับประตูรถอีกด้านทันที

    คุณท่านหัวเราะไร้เสียงตัวโยน ไม่คิดบอกว่าทำแค่ลอกคราบดึงสูทราคาแพงออกมาเพื่อไปขายต่อเท่านั้น ไม่มีอะไรเพิ่มเติมกระทั่งเอากางเกงตัวอื่นมาใส่ทดแทน ก็มันเรื่องอะไรที่จะต้องทำเช่นนั้น ในเมื่อขนาดถอดมันยังเป่ายิ้งฉุบสู้กันจนข้อมือจะซ้น

    มนุษย์ที่วันๆตื่นขึ้นมาทำงาน เย็นกลับบ้านนอนนั้น ตอนนี้ไม่มีสติและประสบการณ์เพียงพอให้แยกแยะได้ว่าอะไรจริงหรือหลอก หากเทียบกับชีวิตประจำวันที่แสนจะธรรมดา แบบนี้เรียกฝันร้ายชัดๆ

    “...อยากกลับบ้าน...”

    “ก็จะพาไปส่งอยู่นี่ไง เอ้า! ใส่ซะ” 

    คนร้ายหน้าหนวดโยนกางเกงยีนส์สีมอตัวใหญ่ ที่น่าจะผ่านการใช้ซ้ำๆมาแล้วอย่างโชกโชนให้ กลิ่นหมักบัคเตรีลอยคลุ้งแตะจมูกวูบๆกระตุ้นเมารถเป็นอย่างมาก แต่ถ้าจะให้ใส่แค่กางเกงในตัวเดียวแล้ว งานนี้คงต้องยอม...

    อะเฮ้อออ...

    ชายผิวแทนเหลือบมองเจ้าของใบหน้าใสเม้มปากแน่นขอบตาแดง นั่งสูดน้ำมูกฟึ่ดๆพยายามกลั้นน้ำตาหรือภูมิแพ้อากาศก็ไม่รู้อย่างเต็มที่แล้วอดยิ้มขำให้ไม่ได้ จึงเอื้อมมือหมับไปโอบไหล่อีกฝ่ายดึงเข้ามาใกล้แล้วพูดปลอบด้วยท่าทีสบายๆ

    “ของมันเสียแล้วก็ให้มันเสียไป คิดมากไปมันก็ไม่หวนกลับคืนมาหรอก”

    “...แต่ผมกลัวติดเอดส์...”

    คำตอบซื่อๆแต่ทรงพลังจนทำให้มารสังคมสะดุ้งทั้งคันรถ ต่างเพิ่งได้ดวงตารู้แจ้งเห็นธรรมว่าที่นั่งหัวดำหัวแดงอยู่ด้วยกันเนี่ย มีแต่พวกกลุ่มเสี่ยงสูงทั้งนั้น กล้ามเนื้อแก้มของหัวหน้าคนร้ายกระตุกด้วยบรรยายอารมณ์ตัวเองไม่ถูก ระหว่างหมั่นไส้ หมั่นเขี้ยวหรือขำขัน จึงหันไปหามองใบหน้าหวานให้ถนัด ส่งยิ้มให้นิดๆและกล่าวอย่างสุภาพ

    “ดี งวดนี้กลับไป ลองตรวจเผื่อให้พี่ๆด้วยแล้วกันว่าเอดส์ไม่เอดส์ ตรวจหนึ่งได้ถึงสี่ โคตรคุ้ม”

    ลมหายใจของคุณนายแบบสะดุดกึก กับประโยคสิ้นเยื่อขาดใยดับความหวัง เขาอ้าปากค้างแล้วเม้มปากแน่นอีกรอบ ให้กับหนุ่มลาตินที่ส่งยิ้มกรุ้มกริ่มกลับอย่างไม่ลดละและพยายามกลั้นหัวเราะเต็มที่

    รถยนต์ค่อยๆจอดลงข้างทางเปลี่ยวที่ไม่รู้จัก มีแต่กำแพงบ้านใครสักคน มินิมาร์ทและตู้เอทีเอ็ม ดวงตาใสเหมือนหมาหงอยถูกแกล้งสำรวจวิวภายนอกอย่างงงๆ แล้วหมวกแก๊ปก็ลงมาคลุมผมสีน้ำตาลอ่อน

    “เอ้า ลงไปกดตังค์มาให้เฮียเร็ว จะได้กลับบ้านกัน”

    คุณท่านยื่นบัตรเดบิตจากกระเป๋าเงินรูปอันปังแมน โดยการคีบอยู่ตรงปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางให้ ทาเมอร์เลนคว้าบัตรแล้วเดินหน้าตึงไปกดเงินมาให้อย่างว่าง่าย พักหนึ่งก็กลับมานั่งตึงต่อในรถ หลังจากดึงกระเป๋าสตางค์ของตัวกลับคืนมาแลกกับเงินสดที่เพิ่งกดไปเต็มวงเงินบัตร คนข้างกายส่ายศีรษะ เลียนิ้วโป้งแล้วนับเงินเพื่อแจกจ่ายให้เพื่อนอีกสองคน

    “ทำไมไม่หนีเข้าไปในร้าน?”

     คนถูกถามหันกลับมามอง นึก แล้วสั่นหัว ก่อนกล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อน 

    “ไม่ได้หรอกพวกคุณมีปืน ถ้าหนีไปแล้วยิงขึ้นมา คนอื่นๆจะโดนด้วย อีกอย่างก็กลับแล้ว แค่นี้ผมไม่เป็นไร” 

    นายแบบหนุ่มเริ่มยิ้มอารมณ์ดีไปตามประสาเมื่อคิดว่าอีกเดี๋ยวจะได้กลับบ้านไปพักผ่อนแล้ว ลักยิ้มน่ารักบุ๋มลงตรงข้างแก้มชวนให้เอ็นดูอย่างแปลกประหลาด 

    “น้องชายชื่ออะไรนะ ?”

    “...ทาเมอร์เลน เอ่อ.. ฮิวเดแบร”

    จู่ๆก็ถูกถามชื่อจริงที่ไม่ค่อยได้ใช้ ทำเอาตะกุกตะกักซะเกือบกัดลิ้น คุณท่านพับหนังสือพิมพ์วางบนหน้าขาที่ไขว่ห้างอยู่ ก่อนหยิบซองบุหรี่ออกมาพร้อมใช้ริมฝีปากดึงมวนบุหรี่ขึ้นมากัดไว้

    “เหรอ ชื่อดีนี่ แล้วที่เขาว่านายเป็นเจ้าชายน่ะจริงหรือเปล่า?”

    คนถูกถามชะงักอย่างเพิ่งนึกได้ ว่าดีกรีการเป็นนายแบบชั้นแนวหน้านั้น ทำให้ใครต่อใครคงพอเดาได้ว่ารายรับคงมากโข ถ้าบอกความจริงไปจะโดนลักพาตัวอีกหรือเปล่า แล้วถ้าไม่บอกไปตามจริงจะโดนทำอันตรายอะไรไหม แต่เมื่อเริ่มถาม นั่นแสดงว่าคงรู้เรื่องราวบ้างแล้ว

    “เขาเรียกกันไปเองครับ ผมแค่ทำงานในวงการมานานกว่าคนอื่นๆเท่านั้น”

    ทาเมอร์เลนพยายามตอบกลางๆเหนียมๆและคนฟังรับรู้ถึงเจตนา เพียงแต่ว่าคำตอบยังไม่ตรงกับที่ต้องการ ชายคนร้ายจึงโยนหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าลงตักคู่สนทนา ให้นายแบบหนุ่มยกขึ้นมาดูอย่างงงๆ บนนั้นมีรูปถ่ายหน้าของเขาและรูปสเก็ตซ์ของคุณท่านที่ไม่ค่อยเหมือน แต่พาดหัวข่าวนี่สิ...

    “ลักพาตัวองค์ชายรัชทายาทประเทศซิลเวเชีย ทาเมอร์เลน ฮิวเดแบร นายแบบชื่อก้องโลกที่ซ่อนสถานภาพสูงศักดิ์ไว้ในดินแดนแห่งเสรีภาพ ได้ถูกคนร้ายบุกเข้ากองถ่ายลักพาตัวไปอย่างอุกอาจ...อ่านต่อหน้า19”

    คนถูกกล่าวถึงเบ้ปาก รีบร้อนเปิดหนังสือพิมพ์ไปหน้าที่ว่าเพื่ออ่านรายละเอียด จำไม่ยักได้ว่าตัวเองถูกบุกเข้าไปลักพาตัว และถึงเขาจะถูกเรียกว่าเป็นเจ้าชาย ก็เป็นแค่เจ้าชายวงการแฟชั่นไม่ใช่องค์ชายรัชทายาทอะไรสักหน่อย

    พลันรายการเพลงที่เปิดค้างอยู่ก็ถูกตัดเข้าสู่ช่วงข่าวภาคเช้า ซามูเอลซึ่งนั่งอยู่ตรงเบาะข้างคนขับจึงกดเปลี่ยนช่องสัญญาณ เผื่อจะมีสักคลื่นให้หนีข่าวเช้าน่ารำคาญใจ แต่หัวหน้าซึ่งนั่งอยู่หลังฝ่ายนั้นเอื้อมมาตีไหล่เพื่อนให้หยุดมือเนื่องจากได้ยินอะไรบางอย่าง

    “เปิดเสียงเพิ่ม”

    ฝ่ายนั้นขมวดคิ้วเข้มทำตามที่สั่ง แล้วภาษาอังกฤษที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์เป๊ะก็ดังขึ้น แต่จากสำเนียงและจังหวะการพูดบ่งชี้ว่าเป็นชาวต่างชาติ

    [“ทางเราพอสืบรู้แล้วว่าผู้ที่ลักพาตัวรัชทายาทเป็นใคร เนื่องจากกลุ่มก่อการร้ายได้มีการติดต่อขอแลกเปลี่ยนมาเรียบร้อย สิ่งของพวกนั้นทางรัฐบาลเราสามารถจัดหาให้ได้ จะห่วงแค่ความปลอดภัยของมากกว่า ดังนั้นจึงใคร่ขอความร่วมมือกรมตำรวจสหรัฐในการช่วยค้นหา...”]

    กลุ่มโจรสบถอย่างพร้อมเพรียงกัน ขณะที่คนธรรมดาได้แต่งุนงง ทาเมอร์เลนลดหนังสือพิมพ์ลงแล้วหันไปทางคุณท่านที่กำลังยกสองมือขึ้นกุมขมับทิ้งหลังเอนตัวไปพิงเบาะรถ

    “พวกคุณๆจะฆ่าผมถ้าไม่ได้เครื่องบินจริงๆเหรอ...อย่าบอกนะว่าจะเอาเครื่องบินไปชนตึกอ่ะ...”

    ป้าบ!

    ว่าแล้วฝ่ามือของผู้ที่นั่งอยู่ข้างๆก็ฟาดเข้าหลังกะหม่อมได้รูปของคนพูดอย่างเสียไม่ได้ ผมสีอ่อนลู่ไปข้างหน้าตามแรง

    “นี่เห็นพวกพี่มีลักษณะอยากพลีชีพเพื่อใครไหม ไม่! ตัวกูเพื่อกูโดยแท้ ว้อยยยย นี่ไปเผลอแบกตัวอะไรมาด้วยวะเนี่ย ทำไมเมื่อคืนถึงไม่ทิ้งให้แม่งถูกยิงตายคาบ้านเช่าวะ!”

    ดูเหมือนหัวหน้าโจรจะเริ่มโมโห พร้อมไฟว้กับทั้งจิตใต้สำนึกตัวเองและสิ่งแวดล้อม ส่วนทาเมอร์เลนนั้นยังคงงงๆกับเหตุการณ์อยู่ แต่ว่านะ...

    “พูดกับเจ้าชายไม่เห็นเพราะเลยนะดำ...”

    เสียงงุบงิบยังไม่ทันจาง มือของคนใกล้ๆก็เหวี่ยงตบหัวผู้พูดอีกรอบอย่างรวดเร็วราวกับตบปุ่มตอบในเกมโชว์ คราวนี้คนโดนทำร้ายต่อเนื่องถึงกับโวยลั่น

    “เจ็บนะ! อะไรกันมาตบเอาๆอยู่ได้!”

    “เสิด! แล้วเรียกดำทำไมไอ้เด็กracist ครูอนุบาลไม่ได้สอนเหรอไง”

    คุณท่านชูมะเหงกหราไปในอากาศทำท่าจะลงเขกอีกรอบ ส่วนอีกคนก็ก้มตัวพลางเอามือพยายามป้องปัด

    “ก็ไม่รู้จะเรียกยังไงเลยเรียกตามที่เห็นนี่นา ไม่ได้จะเหยียดอะไรสักหน่อย!”

    เหมือนจะนึกได้ว่าไม่เคยบอกชื่อ แต่โจรลักพาพิภพไหนแนะนำตัวกับเหยื่อกัน คุณท่านหยุดคิดว่าควรจะบอกไหม แต่พอเห็นหน้าบื้อๆซื่อๆ ก็อดจะชักมือตบหัวทุยๆนั่นอีกครั้งไม่ได้ 

    “พูดไปก็จำไม่ได้หรอก ชื่อตัวเองยังตะกุกตะกักบอก เรียกฉันเหมือนสองคนนั่นแหละ”

    “ให้เรียกโจรว่าคุณท่านเนี่ยนะ? ไม่เอาด้วยล่ะ”

    “ชิชะ เพิ่งได้เป็นรัชทายาทจะทำใหญ่โต ตอนนี้ฉันเองก็เพิ่งได้ใบประกอบอาชีพผู้ก่อการร้ายมาเหมือนกัน ปากดีนักเดี๋ยวพ่อ...”

    เอี๊ยดดดด!

    จู่ๆคนขับก็หักพวงมาลัยรถเบี่ยงตัวหลบบางอย่าง พาให้ร่างเพรียวของคนที่กำลังพูดอยู่เสียหลักล้มลงบนตัวอีกฝ่าย ตาสบตาประสานใกล้ชั่ววูบ มันก็เกือบเหมือนฉากสำคัญที่พบเห็นได้ในละครหลังข่าว ถ้าหน้าผากของคุณท่านไม่เลยไปเสยปากและดั้งของคู่กรณีอย่างพอเหมาะพอดี ในขณะเดียวกันหน้าผากมนเองก็ได้รอยฟันเฉาะของทาเมอร์เลนด้วย ผู้ก่อการร้ายมือใหม่ลุกขึ้นมาโวยเสียงหลง

    “ขับเหี้ยอะไรของเมิ้งงงงงคามิล!”

    “ก็แมวดำมันตัดหน้ารถ นายจะให้ฉันทำยังไงเล่า เฮ้อ...ลางไม่ดีเลยแหะ” 

    “ทีหลังก็ทับแม่งไปเลยจะได้ไม่ต้องตัดหน้ารถคันไหนให้ลางไม่ดีอีก โว้ยย กูทนไม่ไหวกับดวงชีวิตปลายปีนี้แล้ว เอ้า! จอดๆ จอดแม่งตรงนี้แหละ ให้มันลงที่นี่!”

    พอถึงย่านที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่ง ที่ไหนก็ไม่รู้แต่ก็ดูสงบสุข คุณท่านก็หันขวับไปทางเจ้าตัวซวยที่ไปเผลอจับมาเมื่อวานเตรียมโยนทิ้งเต็มที่ แต่พอเห็นอีกฝ่ายก้มหน้ากุมจมูกที่มีเลือดไหลไม่หยุดอยู่ก็นิ่งมอง อารมณ์เสียๆหดหาย เขาสูดลมหายใจลึกแล้วพูดอย่างเอือมระอา

    “จะบ้าตายพ่อเอ้ย บีบจมูกแล้วเงยขึ้นสิ...ทำยังกับไม่เคยเลือดกำเดาไหล” 

    ว่าพลางจับจมูกที่โด่งเป็นสันสวยนั่นดึงให้หน้าหงายขึ้นฟ้า ทาเมอร์เลนหลับตาปี๋ส่งเสียงงึ้ดในคอพลางสั่นหัวเป็นเชิงว่าชาตินี้เพิ่งเคยเลือดกำเดาไหลเนี่ยแหละ ทำเอาคนถามถอนหายใจหนักพร้อมกับส่งยิ้มบางอย่างอ่อนใจ 

    “สงสัยชีวิตจริงก็เจ้าชายไม่ต่างกันเท่าไรมั้ง คนเราแม่งก็เกิดมาต่างกันล่ะนะ ฉันว่านายต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตอีกเยอะเลย ไม่งั้นอยู่ข้างนอกคงตายห่าในสามก้าวแน่ เอาล่ะเห็นนั่นไหม จากถนนนี้ตรงไปเรื่อยๆมีสถานีตำรวจอยู่ นายเงยหน้าบีบจมูกเดินไปสักพักเดี๋ยวมันก็หยุด พอถึงแล้วอย่าลืมแก้ตัวกับตำรวจให้พวกฉันด้วย บอกว่าเราซี้กัน ไปตั้งวงเหล้ากันธรรมดา เรื่องเครื่องบงเครื่องบินนักข่าวแม่งมโนกันไปเอง โอเคนะ” 

    จากนั้นก็เปิดประตูรถ ดุนหลังคู่สนทนาออกไปด้วยพื้นรองเท้าแข็ง ผู้เคราะห์ร้ายเซแท่ดๆหันมองผู้ที่กำลังฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์และส่งจูบมาให้ด้วยสองนิ้ว 

    “โชคดีมีชัย วันหน้าฟ้าใสค่อยเจอกันใหม่ บาย”

    เมื่อประตูรถยนต์สีบรอนซ์เงินปิดลง หัวใจผู้ถูกทิ้งไว้กลางทางเหมือนกระตุกผิดจังหวะ ทาเมอร์เลนก้มลงมาเพื่อจะมองเหล่าโจรลักพาตัว แต่ว่ารถปิดฟิล์มกรองแสงเข้มเกินกว่าจะเห็นคนข้างใน จึงได้แต่เงยหน้าขึ้นมองฟ้าตามเดิม

    สองขาพยายามพาร่างโรยแรงเดินไปยังสถานีตำรวจซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก เสียงรถยนต์เริ่มเคลื่อนตัวดังอยู่ด้านหลังเตรียมจากไป

    ...ท้องฟ้าสีฟ้าทำให้ตาเริ่มพร่า...สีฟ้าชวนเวียนหัวเหมือนวันนั้น...
    ...หากจะไปล่ะก็...ทำไมต้องบอกว่าจะกลับมาเจออีกล่ะ...


    ปัง!

    เสียงที่ดังขึ้นทำให้คนในรถสะดุ้งตัวรีบหันไปด้านนอก ภาพด้านหน้าคือร่างผอมนอนอยู่บนพื้นไม่ไหวติง ทั้งหมดรีบพากันหาต้นทางของผู้ใช้อาวุธสังหาร ในขณะเดียวกันเสียงปืนลึกลับนั่นก็กำลังเรียกคนในสถานีตำรวจออกมาด้วย

    “ยิงมาจากในอาคาร” 

    ซามูเอลชี้ไปทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ท่ามกลางคอมเพรสเซอร์มากมายของกรมตำรวจ ที่นั่นมีคนยืนนิ่งอยู่พร้อมปืนกระบอกยาวที่พาดอยู่บนของหน้าต่าง

    “ไปรับเจ้าชายเราหน่อยคามิล” 

    เสียงคำสั่งจากปากคุณท่าน ทำเอาลูกน้องทั้งคู่หันมาถามด้วยแววตาที่สื่อความเหมือนกันว่า ‘เอาจริงดิ ?’ แต่ไม่มีคำแย้งใดหลุดออกมา ทุกคนเตรียมพร้อมก้มหัวลงต่ำ 

    คนขับปัดเกียร์ เร่งเครื่องเข้าหาร่างที่นอนอยู่แล้วตีโค้งขวางกระสุนปืนจากอาคารสถานีตำรวจ ที่พุ่งเป้าหมายมายังเจ้าชายจำเป็นได้ทันพอดี กระจกกันกระสุนฟากขารับถูกเจาะเป็นรอยใยแมงมุม ซามูเอลรีบเปิดกระจกนั่นแล้วใช้ปืนพก.45ACPยิงสวนขึ้นไปด้านบนอาคาร ก่อนจะลดปากกระบอกปืนลงยิงไปที่ประตูสถานีเพื่อสกัดตำรวจที่กำลังจะออกมา

    รถยนต์วนอีกครึ่งรอบ ให้หนุ่มลาตินเปิดประตูคว้าฉุดร่างที่นอนอยู่กลับขึ้นมาในตัวรถที่กำลังแล่น แรงเหวี่ยงยามหมุนรถกลับทำให้ประตูกลับปิดแรงอีกหนจนเกือบชักเท้าหนีไม่ทัน หัวหน้าคนร้ายกอดร่างที่หลับใหลแน่นขณะที่เลือดอีกฝ่ายไหลรดกาย แล้วเสียงไซเรนรถตำรวจที่คล้ายกับสัญญาณเปิดเกมตามล่าอาชญากรก็ดังขึ้น 

    ...........................................

    TBC

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in