FLOWERS AND INKsavedbywolf
BLACK DAHLIA รักเร่ ไขว่คว้า ไม่มีวันมาถึง 1/2
  • BLACK DAHLIA

    ‘Black beauty is magnificence’






    Hashtag - #ดอกไม้ของไคฮุน

    - ความหมายของดอกไม้มีการปรับแต่งให้เข้ากับเนื้อเรื่องค่ะ –
    * ดอก "รักเร่” (Dahlia) หรือที่เรียกกันใหม่ว่า ดอก “รักแรก” เหตุเพราะชื่อ “รักเร่” ฟังแล้วคล้ายกับคนเร่รักไปเรื่อย หาจุดสิ้นสุดไม่ได้ แต่เพราะความที่เป็นไม้ดอกที่มีความสวยงามจึงเป็นไม้ดอกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ในต่างประเทศนิยมปลูกแต่ในประเทศไทยไม่นิยมปลูกกันมากนัก เนื่องจากชื่อที่ไม่เป็นมงคล


    Black Beauty

    Dark, Strong and Proud.

    ดอกดาห์เลีย หมายถึง การทรยศ

    ความไม่มั่นคงแน่นอน

    และการไขว่คว้าหาความรักที่ไม่มีวันมาถึง





    ในห้องที่เงียบสงัด

    เสียงปลายหัวปากกาจรดบนแผ่นกระดาษดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย

    จากนั้น เสียงถอนหายใจดังเฮือกจึงตามมาเป็นลำดับถัดไป ฝ่ามือแข็งแรงวางปากกาด้ามทองลงบนโต๊ะ วินาทีถัดมาร่างสูงจึงเอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้นวมอย่างแรง คิม จงอิน พ่นลมออกจากปากเสียงดัง เขานิ่งอยู่อย่างนั้นครู่ใหญ่เพื่อให้กล้ามเนื้อได้คลายจากอาการเมื่อยล้า มือข้างหนึ่งยกขึ้นมานวดขมับระหว่างดวงตาคมปรายมองนาฬิกาข้อมือเรือนโปรดซึ่งถูกถอดวางทิ้งราวกับของไร้ค่าอยู่บนโต๊ะ

    ชายหนุ่มยักไหล่กับตัวเองเมื่อมองบุลการีสายหนัง เรือนโปรดของตัวเองเงียบๆ นาฬิกาที่มีชื่อของตัวเองสลักอยู่หลังตัวเรือน ‘KAI’ แสดงถึงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน

    เขาหยิบมันขึ้นมาดูใกล้ๆระหว่างปล่อยให้กล้ามเนื้อหลังคลายตัวจากการนั่งทำงานติดต่อกันมาหลายชั่วโมง เขาเป็นคนชอบใส่นาฬิกา จงอินรู้ดี ชอบใส่มันแต่ด้านขวาเสียด้วย มันคงดูตลกในสายตาคนมองไม่น้อย เวลาทำงานเขาต้องถอดนาฬิกาวางทิ้งไว้ทุกครั้งเพราะจะเขียนหนังสือไม่ถนัดหากใส่มันทำงานไปด้วย

    เคยมีคนตั้งคำถาม ...

    แล้วทำไมถึงไม่เปลี่ยนไปใส่ด้านซ้ายเล่า? 

    แต่จงอินคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องตอบ เขาชอบใส่ด้านขวา มันคือความเคยชิน หากไม่ถนัดเวลาทำงาน ก็แค่เสียเวลาครู่เดียว ถอดมันออก แล้ววางทิ้งไว้ ทำงานเสร็จ ก็หยิบมาใส่ใหม่ เท่านี้เอง ไม่เห็นมีอะไรยากเสียหน่อย 

    “นาย ...”

    สิ้นเสียงเรียกก่อนจะตามมาด้วยเสียงเปิดประตูดังขึ้น ชายหนุ่มตวัดสายตามองใบหน้าอันคุ้นเคยของลูกน้องคนสนิทในระหว่างที่ใส่นาฬิกากลับไปบนข้อมืออย่างเดิม เขาพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต จากนั้น ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งจึงเดินเข้ามาในห้อง

    พยอน แบคฮยอน อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าเข้ม ติดกระดุมครบทุกเม็ดอย่างเรียบร้อยกับกางเกงยีนส์สีดำคาดด้วยเข็มขัดหนังสีน้ำตาล กึ่งทางการ กึ่งลำลองตามสไตล์ปกติของทุกคนที่นี่ 

    ถ้าไม่ใช่งานเป็นทางการที่บังคับให้แต่งกายสุภาพ

    จงอินไม่ชอบให้ลูกน้องของตัวเองใส่สูท เพราะเขาเบื่อระบบเดิมๆเหลือเกิน สูทสีดำ เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสีดำ เข็มขัดสีดำ รองเท้าหนังก็ยังสีดำอีก ไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย

    ถ้าวันไหนเขาออกไปไหนมาไหน แล้วมีลูกน้องชุดดำเดินตามเป็นขบวน ยังไม่ต้องอ้าปากพูดอะไรออกมา ชาวบ้านเขาก็รู้แล้วว่าเราทำงานผิดกฎหมาย ไปไหนมาไหนก็เหมือนคุกคามคนอื่นเขาไปทั่ว ดังนั้นเขาจึงตัดปัญหา ให้ใส่เสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ แจ๊คเก็ตอีกสักตัวมาทำงาน แต่งตัวให้เหมือนกับคนเดินถนนทั่วไปก็จบ

    ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมไปนั่งพิงสะโพกกับขอบโต๊ะทำงาน จงอินมองอีกฝ่ายไม่วางตาก่อนจะสังเกตเห็นว่าทั้งเนื้อทั้งตัวของแบคฮยอนชุ่มไปด้วยเหงื่อ คิ้วเข้มเลิกขึ้นเป็นคำถามราวกับประหลาดใจเมื่อมองเห็นสภาพของอีกฝ่ายชัดๆ 

    “ทำไมถึงกลับมาเร็ว งานที่สั่งให้ไปทำ จัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?”

    แบคฮยอนส่ายหัวก่อนจะตอบคำถาม “ผิดแผนนิดหน่อยครับนาย”

    คราวนี้ จงอินยกมือขึ้นกอดอกแล้วรอให้อีกฝ่ายอธิบายด้วยความใจเย็น ชายหนุ่มไม่พูดอะไรระหว่างมองลูกน้องที่ปั้นมากับมือกำลังยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อบนหน้าผากเงียบๆ จงอินเอี้ยวตัวไปด้านหลัง คว้าเอาขวดน้ำเปล่าที่ยังไม่ได้เปิดก่อนจะโยนข้ามห้องในจังหวะที่อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองพอดี แบคฮยอนคว้ามันได้อย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายพึมพำขอบคุณจากนั้นจึงเปิดขวดแล้วกระดกน้ำลงคออึกใหญ่

    “ผิดแผนแค่ไหน? จัดการเป้าหมายได้รึเปล่า?”

    “ไม่ครับ” แบคฮยอนตอบในทันที “เราคาดการณ์ผิดไปเยอะเลยนาย ตอนแรก กำหนดการเดิม ลู่หาน ต้องไปปูซานโดยมีบอดี้การ์ดติดตามแค่หกคนกับรถกันกระสุนอีกสามคัน คอยขับคุ้มกันไปตลอดทาง แต่พอผมลงพื้นที่กับทีมของเรา ดูเหมือนคราวนี้ มันจะพาใครสักคนไปด้วย มีทีมบอดี้การ์ดเพิ่มมาอีกทีม รถติดฟิลม์ดำกันกระสุนอีกสองคัน แล้วก็มอไซค์ติดอาวุธขับนำหน้าและปิดท้ายขบวนครับ”

    จงอินถอนหายใจอย่างแรง เขาขยับตัวก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจในที่สุด “แล้วเข้าถึงตัวลู่หานได้ไหม คยองซูส่องโดนมันบ้างรึเปล่า?”

    “ตามรายงาน คยองซูบอกว่าโดนแน่ๆครับ แต่เจ้านั่นยังไม่แน่ใจว่าโดนจุดสำคัญในร่างกายหรือไม่เพราะระยะทางซุ่มยิงหวังผลได้แค่สามสิบเปอร์เซ็นต์บวกกับวันนี้หมอกลงหนัก เราใช้เลเซอร์ล็อคเป้าหมายไม่ได้เพราะจะทำให้พวกมันรู้ตัว เราเลยต้องอาศัยฝีมือของเจ้านั่นแทน แต่มันคาดว่ากระสุนน่าจะฝังอยู่ระหว่างช่วงหัวไหล่ลงไปถึงต้นแขนขวา”

    จงอินสบถทันทีหลังจากแบคฮยอนพูดจบ

    ให้ตาย ไอ้ ห่ า นี่มันฆ่ายากฆ่าเย็นเสียจริง ตั้งแต่ไอ้พวกมาเฟียจีนจากนรกพวกนี้ย้ายเข้ามาค้าขายในถิ่นของเขา ไม่เคยมีวันไหนที่คิมจงอินและพวกพ้องจะได้อยู่อย่างสงบสุข ยิ่งอยู่ก็ยิ่งตกต่ำลงทุกที ไร้อารยะธรรม ตี รัน ฟัน แทง มีแทบทุกวัน ชาวบ้านต่างก็หวาดผวาเพราะตอนนี้อาศัยเพียงอำนาจของเขาคุ้มครองย่านที่เคยสงบสุขไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

    “แต่เราได้อย่างอื่นมาแทนครับ” เสียงแหบๆของลูกน้องคนสนิทดังขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้แบคฮยอนพูดก่อนจะค่อยๆหันหลังไปแตะลูกบิดประตูแล้วเปิดมันออกในวินาทีถัดมา “คิดว่านายอาจจะสนใจ”

    ในจังหวะที่ประตูเปิดออก เสียงตวาดของคยองซู ลูกน้องคนสนิทอีกคนก็ดังขึ้นมาทันที

    จงอินเลิกคิ้วพลางหันไปมองหน้าแบคฮยอนเป็นคำถาม อีกฝ่ายทำเพียงแค่ค้อมศีรษะลงก่อนจะผายมือไปทางประตูโดยไม่พูดอะไร จากนั้นเพียงไม่นาน ชายหนุ่มเจ้าของชื่อก็ลากคอเสื้อผู้ชายคนหนึ่งซึ่งสภาพโดนซ้อมจนเละพุ่งเข้ามาในห้อง ใบหน้าและลำคอของคยองซูเต็มไปด้วยเหงื่อไม่ต่างจากแบคฮยอนในตอนแรก

    เมื่อเห็นสภาพของอีกฝ่ายชัดๆ จงอินจึงยกมือเป็นเชิงบอกให้หยุด ... ลูกน้องของเขาตวัดสายตามองก่อนจะปล่อยคอเสื้อของผู้ชายคนนั้นทันที คยองซูยกชายเชิ้ตหลุดลุ่ยของตัวเองขึ้นเช็ดใบหน้า ก่อนจะสั่งชายคนนั้นด้วยน้ำเสียงนิ่งๆแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด 

    “คุกเข่า”

    ในขณะที่จงอินยังยืนนิ่งพิงขอบโต๊ะ กอดอกและมองทุกอย่างด้วยสายตาครุ่นคิด … 

    ตอนที่เข่าของชายคนนั้นกระแทกพื้น เสียงครางด้วยความเจ็บก็รอดออกมาจากริมฝีปากของเขาในทันที ฝ่ามือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมปากแผลบนท่อนแขน ลำตัวโค้งงอลงเมื่อเลือดยังคงไหลออกมาจากแผลนั้นไม่หยุด ใบหน้าและผิวกายภายนอกร่มผ้าของเขาขาวจัดแต่ตอนนี้มันเต็มไปด้วยรอยช้ำ เลือดไหลลงจากหางคิ้วมาตามใบหน้าแล้วจึงหยดลงบนพื้นในที่สุด 

    สภาพเละเทะดูไม่ได้ จงอินส่ายหัวก่อนเบือนสายตาหนีด้วยความสมเพช

    “จะไปซ้อมมันทำไม” ชายหนุ่มบ่นพึมพำราวกับต้องการพูดกับตัวเอง “ตะโกนบอกเด็กข้างนอกให้เอาผ้าชุบน้ำมาให้มันเช็ดหน้าเช็ดตาหน่อย สภาพแบบนี้จะไปคุยอะไรกับใครรู้เรื่อง”

    แบคฮยอนเป็นคนเปิดปากพูด ในขณะที่คยองซูเดินไปชะโงกหน้าตะโกนหาผ้าชุบน้ำลั่นทางเดิน “พวกผมไม่ได้ซ้อมมันครับนาย แผลที่แขนมันโดนลูกหลงตอนยิงปะทะกัน ส่วนเรื่องคิ้วแตกนี่ ฝีมือชานยอล ตอนพวกผมเจอมันนอนผะงาบอยู่บนถนน ไอ้โย่งเป็นคนไปช่วยมันเอาไว้ ถามว่ามันพูดภาษาเราได้ไหม ไอ้เวรนี่ดันตอบกลับด้วยภาษาเกาหลีสำเนียงโซลชัดเป๊ะๆว่า ‘ไอ้ เ หี้ ย’ ก็เลยโดนซัดคิ้วแตกอย่างที่เห็นล่ะนาย”

    จงอินส่ายหัวอีกครั้งระหว่างผละออกจากขอบโต๊ะแล้วยืนเต็มความสูง ชายหนุ่มปลดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตทั้งสองข้างแล้วถกแขนเสื้อสีขาวขึ้นไปกองไว้ตรงข้อศอก ร่างสูงใหญ่เดินช้าๆไปหยุดอยู่ตรงหน้าชายคนที่นั่งคุกเข่าก่อนจะยื่นมือไปรับผ้าชุบน้ำจากลูกน้องคนสนิทแล้วโยนมันส่งๆลงบนตักของคนตรงหน้า

    “สำหรับฉัน ไอ้ เ หี้ ย คือพวกแก๊งจีนที่เข้ามาลักลอบส่งยาบ้าให้เด็กมัธยมในตอนกลางค่ำกลางคืนมากกว่า” ทันทีที่พูดจบผู้ชายคนนั้นก็ตวัดสายตาขึ้นมองจงอินอย่างรวดเร็ว ส่วนดวงตาคมดุก็จ้องอีกฝ่ายกลับไปตรงๆเช่นกันในขณะที่แบคฮยอนกับคยองซูเตรียมซัดปากคนอีกรอบถ้าหากมันตอบอะไรไม่เข้าหูกลับมา

    “ผู้ชายคนนี้เป็นใคร แบคฮยอน?”

    “หนึ่งในทีมบอดี้การ์ดของลู่หานครับนาย” 

    “แต่ไม่ใช่หนึ่งในทีมที่คุ้มกันลู่หานเป็นประจำ” จงอินว่า พลางมองใบหน้าซึ่งพอเห็นเค้าราง เมื่อผู้ชายคนนั้นหยิบผ้าที่ตกอยู่บนพื้นมาเช็ดเลือดออกจากใบหน้าของตัวเองโดยไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ “ไม่ใช่มือขวาหรือลูกน้องคนสนิท ฉันจำได้”

    “ถูกต้องครับนาย”

    คราวนี้เป็นเสียงของคยองซูที่พูดขึ้นมาเรียบๆพร้อมกับร่างสันทัดของชายหนุ่มซึ่งเดินเข้ายื่นเอกสารบางอย่างให้กับจงอิน “ผมให้คนของเราเช็คประวัติเจ้านี่แล้ว นี่คือ จาง อี้ชิง เพิ่งถูกส่งตัวมาจากจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อประมาณสี่เดือนที่แล้ว แต่มันไม่ได้มาเพื่อคุ้มกันลู่หาน ไอ้นี่ถูกส่งมาเพื่อคุ้มกันของรักของลู่หานบางอย่างครับนาย” 

    “ของรักของลู่หาน หมายความว่ายังไง?”

    “ก็หมายความว่า ของรักคนนี้ คือสาเหตุที่ไอ้เวรนั่นสั่งเพิ่มบอดี้การ์ดอีกหนึ่งทีมพร้อมรถกันกระสุนแล้วก็มอไซด์ติดอาวุธยังไงล่ะนาย”

    จงอินนิ่งไปสักพักก่อนจะหัวเราะด้วยเสียงทุ้มต่ำอยู่ในลำคอ “ผู้หญิงเหรอ?”

    ไม่อยากจะเชื่อ ...

    คนอย่างลู่หาน

    แบคฮยอนส่ายหัวพร้อมกับรอยยิ้มขี้เล่นบนริมฝีปาก “เด็กผู้ชายครับนาย” ก่อนร่างปราดเปรียวของชายหนุ่มจะเดินไปนั่งยองๆอยู่ตรงหน้าอี้ชิงแล้วตบแก้มชายหนุ่มอีกคนราวกับต้องการกวนประสาท “... คนโปรดมากๆซะด้วย”






    ปาร์ค ชานยอล ผุดลุกยืนขึ้นทันทีที่ดวงตาของชายหนุ่มหันไปเห็นร่างสูงโปร่งของจงอินเดินนำแบคฮยอนกับคยองซูเข้ามา ร่างสูงโย่งก้มหัวเก้าสิบองศาเพื่อทำความเคารพ จงอินพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ก่อนฝ่ามือหนักๆจะตบลงบ่าของชานยอลในระหว่างที่เดินผ่านเข้าไปในห้อง

    ในขณะที่จงอินชะงัก เมื่อชายหนุ่มยืนมองแผ่นหลังของเด็กผู้ชายคนหนึ่งในห้องเงียบๆ

    เด็กคนนี้มีเรือนผมสีดำสนิทเหมือนขนนกกาซึ่งสีของมันตัดฉับกับต้นคอขาวจัดได้อย่างน่ามอง เด็กหนุ่มนั่งกอดเข่าหันหลังให้กับประตู ดวงตาเหม่อมองออกไปยังนอกหน้าต่างเงียบๆ ถึงแม้จะมองผ่านๆจากทางด้านหลังแต่จงอินก็ยังสังเกตได้ว่า เสื้อผ้าทั้งเนื้อทั้งตัวของเด็กคนนี้มีแต่ของแบรนด์เนมทั้งนั้น

    “นี่คือคนโปรดของลู่หานที่พวกแกพูดถึงกันใช่ไหม?” จงอินถามระหว่างมองเด็กหนุ่มไม่วางตา

    ชานยอลพยักหน้าเป็นคำตอบก่อนชายหนุ่มจะล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วกดเปิดวิดีโออันหนึ่งให้เจ้านายของตัวเองดูพร้อมกับตอบคำถามของจงอินไปด้วย “โปรดมากนาย โปรดถึงขนาดเอาไปกกอยู่ที่จีนด้วยเป็นเดือนๆ ถ้าตัวมันไม่อยู่ มินซอก ผู้ช่วยมือขวาจะเป็นคนคอยประกบเด็กนี่ตลอดเวลา”

    ภาพในวีดิโอเป็นเหตุการณ์ลอบยิงเมื่อเช้า ... 

    ร่างสันทัดของลู่หานซึ่งพยายามเอาตัวบังวิถีกระสุนพร้อมกับกดหัวเด็กหนุ่มผมดำให้หมอบต่ำอยู่ตลอดเวลา ก่อนทุกอย่างจะเลวร้ายเข้าไปอีกเมื่อลูกตะกั่วบินว่อนไปทั่ว ร่างของลู่หานและเด็กคนนั้นหลุดออกจากเฟรมไป

    แล้วจึงปรากฏอีกครั้ง ในตอนที่ลู่หานถูกบอดี้การ์ดของตัวเองสามคนลากขึ้นรถ ในขณะที่ชายหนุ่มพยายามสะบัดให้หลุดจากการเกาะกุม ปากร้องตะโกนเรียกอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเขาเดาว่าน่าจะเป็นชื่อของเด็กคนนั้น แต่ในที่สุดลู่หานก็ทานแรงไม่ไหว ร่างของหัวหน้าแก๊งค้ายาเสพย์ติดจากจีนถูกลากขึ้นรถที่เตรียมไว้ ก่อนรถคันดังกล่าวจะขับหนีไปอย่างรวดเร็ว

    “ตอนที่ชุลมุน ลู่หานเอาตัวเองบังร่างของเด็กนี่ไว้ตลอดเวลาเพราะมันมัวแต่ปกป้องเด็กคนนี้จนลืมระวังตัวเอง คยองซูเลยหาช่องส่องมันได้หนึ่งนัดแถวๆแขนขวาแต่บอดี้การ์ดของมันไหวตัวทัน มินซอกจับทั้งคู่แยกกันแล้วพาลู่หานหนีไปก่อน แต่เราอาศัยจังหวะเผลอ ชิงตัวเด็กคนนี้มาได้ทัน”

    จงอินพยักหน้าพลางส่งโทรศัพท์คืนใส่มือของอีกฝ่าย “แล้วเด็กคนนี้พูดอะไรบ้างไหม?”

    ชานยอลส่ายหัวก่อนจะเดินเข้าไปใกล้เด็กหนุ่มซึ่งถอยหนีโดยอัตโนมัติ “ไม่ครับ ไม่พูดอะไร นอกจากนั่งเงียบแบบนี้มาเป็นชั่วโมงแล้ว อ้อ นาย ... เด็กนี่บอกว่าตัวเองชื่อ เซฮุน”

    เซฮุน งั้นเหรอ

    ... อืมมม

    ร่างสูงใหญ่เดินเข้าไปใกล้ก่อนฝ่ามือร้อนผ่าวจะจับไหล่ของเด็กหนุ่มแล้วบังคับให้หันกลับมา จงอินจ้องดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของอีกฝ่ายนิ่งๆในตอนที่เซฮุนเงยหน้าขึ้น

    ... ผิวขาวจัดอย่างที่คิดไว้จริงๆ 

    แต่ตอนนี้ใบหน้าอ่อนเยาว์นั่นกำลังแดงก่ำไปทั้งหน้า ยิ่งดวงตานั้นมีน้ำใสๆไหลคลอตลอดเวลาและเมื่อชายหนุ่มได้แต่จ้องไม่พูดไม่จา น้ำตาก็เริ่มไหลลงมาตามแก้มในที่สุด เขาไล่มองไปตามใบหน้าเรื่อยมาจนถึงลำคอก่อนจะชะงักตรงเสื้อไหมพรมที่เด็กหนุ่มสวมใส่ มันมีรอยเลือดประปรายอยู่ด้านหน้าเป็นหย่อมๆ กระจายเป็นดวงอยู่เต็มไปหมด จงอินถอนหายใจก่อนจะเริ่มตั้งคำถาม 

    “บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า?”

    เซฮุนชะงักก่อนจะก้มหน้าลงมองรอยเลือดตามสายตาของอีกฝ่ายแล้วจึงตอบคำถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าอย่างเห็นได้ชัด “มะ ... ไม่ใช่เลือดผม เลือดของลู่หาน”

    จงอินตวัดสายตามองสบกับชานยอลทันที ฝ่ามือใหญ่ปล่อยออกจากบ่าของเด็กหนุ่มก่อนจะผละออกไปยืนล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์เงียบๆ “พาไปอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อย หาอะไรให้เด็กนี่กินด้วย เสร็จแล้วพาไปเจอฉันที่ห้องทำงาน”

    “ครับนาย” ชานยอลรับคำเรียบๆ

    “เออ ชานยอล” ชายหนุ่มหันกลับมาในจังหวะที่กำลังจะเดินออกนอกห้องไปพอดี จงอินตวัดสายตามองร่างขาวจัดของเซฮุนอีกครั้งแล้วจึงสั่งด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกเช่นเดิม “ทำให้เขาหยุดร้องไห้ให้ได้ด้วย ฉันไม่ชอบให้มานั่งสะอึกสะอื้นต่อหน้า ... เหมือนตัวเองกำลังแกล้งเด็ก ฉันไม่ชอบ” 







    “จางอี้ชิง” 

    จงอินเรียกครั้งที่หนึ่ง ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ

    “จางอี้ชิง ...”

    จงอินเรียกครั้งที่สอง ชายหนุ่มเจ้าของชื่อบนเก้าอี้เบือนหน้าหนี ... 

    คยองซูกับแบคฮยอนลุกขึ้นจากที่นั่งของตัวเองทันที ร่างสันทัดของมือขวาส่วนตัวและนักแม่นปืนประจำองค์กรเดินย่างสุขุมเข้าหาชายชาวจีนอย่างช้าๆ แต่จงอินโบกมือเป็นเชิงบอกให้ทั้งสองคนกลับไปนั่งที่เดิมเสียก่อน ตอนนี้บาดแผลของอี้ชิงได้รับการทำความสะอาด ใส่ยาฆ่าเชื้อและแถมยังได้อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในชุดสบายตัวเป็นที่เรียบร้อย

    แต่การเป็นบอดี้การ์ดที่ได้รับการฝึกมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ทำให้ชายหนุ่มเป็นตัวอันตรายมากแค่ไหน จงอินรู้ดี ถึงแม้แขนด้านขวาของอี้ชิงจะยังใช้การได้ไม่เต็มที่ แต่มันคงจะดีกว่าถ้าร่างของอีกฝ่ายถูกมัดอยู่กับเก้าอี้ในขณะที่เรากำลังคุยกัน

    “อี้ชิง ...” 

    คราวนี้ร่างสูงของชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้ จงอินวาดแขนไปด้านหลังเพื่อดึงเก้าอี้ที่ลูกน้องส่งให้มาวางตรงหน้าของอีกฝ่าย เขาทรุดตัวลงนั่งก่อนจะถกแขนเสื้อทั้งสองข้างให้ไปกองอยู่ที่ข้อศอกอีกครั้ง ใบหน้าหล่อจัดโน้มลง เขามองเข้าไปในดวงตาของอี้ชิงราวกับกำลังค้นหา “อี้ชิง ...” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ย รอยยิ้มบางเผยขึ้นบนมุมปากของจงอินพร้อมๆกับฝ่ามือหนาที่วางลงบนแผลผ่าตัดของอีกฝ่ายก่อนจะกดน้ำหนักลงบนปากแผลช้าๆ 

    “เซฮุนเป็นใคร?”

    อี้ชิงส่งเสียงขลุกขลักในลำคอเมื่อความเจ็บจี๊ดแล่นปราดขึ้นมาตามไขสันหลัง ร่างของบอดี้การ์ดหนุ่มทรุดลงหลังกระแทกกับเก้าอี้ดังตึง ก่อนดวงตาเรียวจะตวัดสบกับจงอินในทันที แต่ก่อนที่ปากแผลจะเริ่มเปิดจนเลือดทะลักออกมาอีกรอบ จงอินกลับปล่อยมือแล้วผละออกไปนั่งพิงพนักเก้าอี้ของตัวเองราวกับเมื่อกี้ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น

    “เขาเป็นใคร?” 

    “เขาไม่ได้มีตำแหน่งสำคัญอะไร พวกคุณไม่ต้องสนใจ” อี้ชิงยอมเปิดปากในที่สุด

    “อย่างนั้นหรอกเหรอ? น่าแปลกนะ ...” จงอินพูดเสียงนุ่มพร้อมกับรอยยิ้มโปรยเสน่ห์บนใบหน้า “ที่นี่ ถึงแม้พรรคพวกของฉันจะอยู่กันแบบครอบครัว แต่ฉันยังไม่เคยสั่งให้บอดี้การ์ดตามคนที่ไม่ได้มีความสำคัญแม้แต่คนเดียว นี่เรายังไม่ได้พูดถึงความจริงที่ว่าเด็กเซฮุนมีบอดี้การ์ดทั้งทีมคอยเฝ้า คายความจริงออกมาซะอี้ชิง เซฮุนเป็นใคร ครอบครัว? คนรัก? หรือเป็นอีหนูของลู่หานกันแน่?”

    “เขาไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น ไม่มีความสำคัญ ปล่อยเขาไปซะ!”

    “นายเอาแต่พูดว่าเด็กนั่นไม่สำคัญ” จงอินจิ๊ปาก “แต่รู้ตัวไหมว่านายกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อปกป้องเขาตลอดเวลา จะเอาแบบนี้ก็ได้ ในเมื่อนายไม่ยอมพูด ฉันจะปล่อยให้เขาเข้ามาในนี้และสำหรับคำถามที่ว่าเขาเป็นใคร ฉันจะหาคำตอบเอาเอง”







    “แบคฮยอน”

    จงอินส่งเสียงเรียกลูกน้องคนสนิทเบาๆในระหว่างดวงตาสองคู่กำลังจ้องเข้าไปในกระจกมองสองร่างในห้องมืดสลัวตรงหน้าไม่วางตา 

    “คิดว่ายังไง?”

    “เรื่องไหนครับนาย ลู่หานหรืออีหนูของมัน?” 

    จงอินส่ายหัวก่อนจะตวัดสายตามองคนพูดอยู่เพียงครู่ ชายหนุ่มไม่ได้ตอบอะไรเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ต้องการแหย่เขาเล่นและตัวแบคฮยอนเองก็รู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร “เซฮุน เด็กนี่มีความหมายอะไรบางอย่างกับลู่หานอย่างเห็นได้ชัด แต่ประเด็นก็คือ เขามีค่าแค่ไหนน่ะสิ”

    “ผมว่า มันก็แล้วแต่มุมมอง”

    “ว่ามา ฉันฟังอยู่”

    แบคฮยอนยิ้มเล็กน้อยก่อนท่าทางของชายหนุ่มจะเปลี่ยนเป็นเอาจริงเอาจังในทันที ภาพลักษณ์ผู้ชายขี้เล่นเมื่อตะกี้หายวับไปกับตาในยามที่ดวงตาเรียวรีแต่แฝงไปด้วยความฉลาดล้ำลึกกำลังมองไปที่ร่างของเด็กหนุ่มในห้องซึ่งกำลังพยายามพูดคุยกระซิบกระซาบกับบอดี้การ์ดของตัวเองโดยที่เซฮุนไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังถูกจับตามองทุกฝีก้าว 

    “สำหรับตัวเซฮุน ผมมั่นใจว่าเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆแล้ว ลู่หานทำธุรกิจอะไร ถ้าว่ากันตามจริง คนทั่วไปก็ไม่รู้ ทุกคนคิดว่ามันเป็นนักธุรกิจมือสะอาด แต่ถ้าให้ผมพูดจริงๆตัวเซฮุนไร้ประโยชน์กับเรา เขาไม่มีข้อมูลวงใน เขาไม่มีการระวังตัวแบบคนที่ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี ของแข็งที่เราต้องทุบให้แตกคือข้อมูลที่อยู่กับอี้ชิง แต่ผมคิดว่าอย่างมากที่สุดเซฮุนอาจจะเป็นคนรัก รองลงมาก็คู่ขา แย่ที่สุด เขาอาจจะเป็นแค่เด็กขายก็ได้” 

    แบคฮยอนพูดพลางสังเกตท่าทางนิ่งเงียบของเจ้านายของตัวเองไปด้วย ชายหนุ่มยกมือเสยผมลวกๆก่อนจะเริ่มพูดต่อ “แต่ ... ดูจากการแต่งตัว ของใช้ นาฬิกาโรเล็กซ์ฝังมุกเรือนละหลายหมื่นดอลลาร์ เด็กอายุแค่นี้ไม่มีปัญญาหาเงินใช้ได้ขนาดนี้หรอกนาย นอกจากลู่หานมันจะตามใจซะจนเคยตัว แล้วที่สำคัญลู่หานไม่เคยให้บอดี้การ์ดตามประกบใครเหมือนที่ทำกับเด็กคนนี้ สิ่งเดียวที่เราจะได้จากเซฮุนก็คือใช้ตัวเด็กนี่ล้มลู่หานให้ได้ เพราะผมมั่นใจว่าคนอย่างมัน ถ้าไม่รัก ไม่หวง มันไม่เรียกอี้ชิงมาจากจีนเพื่อมาคอยตามดูแลคู่นอนหรอก”

    “สรุปว่าเป็นคนรัก?” 

    “ผมว่ายังไม่ใช่ เซฮุนยังเด็กเกินไปที่จะไปถึงตรงนั้น ลู่หานยังไม่เคยเปิดตัวเด็กนี่ในวงการด้วยซ้ำ เพราะถ้ามันทำ เราต้องรู้ ตอนนี้ใช้คำว่า คนโปรด คงจะเหมาะมากกว่า”

    จงอินหัวเราะ “เป็นตุ๊กตาให้ผู้ชายเล่นชักเย่อดีๆนี่เอง น่าสงสารนะ เด็กคนนี้อายุเท่าไหร่เอง สิบแปด? ยี่สิบ?”

    “ยี่สิบเอ็ดครับนาย” แบคฮยอนพูดพลางหัวเราะน้อยๆ “ถูกกฎหมายแล้ว”

    “งั้นก็ดี” ชายหนุ่มหมุนตัวกลับ ฝ่ามือหนักๆตบลงบนบ่าของลูกน้องคนสนิทก่อนจงอินจะสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบอีกครั้ง “ฉันจะลงไปเคลียงานอีกสักพัก หมดเวลาระหว่างคุณหนูกับบอดี้การ์ดแล้ว เอาเซฮุนไปไว้ในห้องของฉัน”






    ในตอนที่จงอินเปิดประตูห้องนอนของตัวเอง

    เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะเห็นแผ่นหลังกระจ่างตาของใครบางคนกำลังนั่งรอเขาอยู่บนเตียงอย่างเงียบเชียบ เจ้าของแผ่นหลังขาวจัดนั้น รูปร่างโปร่งบางถึงกับค่อนไปทางผอมเลยด้วยซ้ำ ขนาดแค่ยืนมองอยู่หน้าประตูห้อง เขายังเห็นกระดูกสันหลังของอีกฝ่ายได้อย่างเลือนราง 

    แต่จู่ๆแผ่นหลังนั้นกลับสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด

    เหมือนสัตว์ตัวเล็กๆที่ถูกทำร้ายจนสาหัส

    เปราะบาง ดูน่าสงสาร แต่ก็งดงาม น่าทำลายให้แหลกคามือมากเหลือเกิน

    แต่เซฮุนก็เป็นแค่เด็กผู้ชายคนหนึ่ง ถูกโยนไปทางนี้ที ทางนั้นที เลือกอะไรเพื่อตัวเองไม่ได้สักอย่าง เพราะฉะนั้นจงอินจึงไม่ได้แปลกใจเลยแม้แต่น้อยที่เด็กหนุ่มไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ ในตอนที่หันมาแล้วสังเกตเห็นร่างสูงใหญ่ของเขายืนบังกรอบประตูจนมิด เซฮุนทำเพียงแค่เช็ดน้ำตาก่อนจะลุกยืนขึ้น เปิดเผยร่างกายของตัวเองให้เขามองได้อย่างเต็มตา

    ง่ายดายแบบนั้นนั่นแหละ

    ถึงแม้อายุจะยังน้อย แต่เซฮุนก็ผ่านโลกมามากพอจะรู้ว่าต่อไปอะไรกำลังจะเกิดขึ้น เมื่อคนที่จับตัวเองมาสั่งให้ลูกน้องเอาเขาไปไว้ในห้องนอน และการกระทำของเด็กหนุ่มก็ทำให้จงอินสมเพชตัวเองอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่ใช่ปีศาจ เขาเป็นมนุษย์ ถึงแม้มือจะเปื้อนเลือดยังไงก็ตาม แต่เขาก็ยังเป็นคน เขาบอกตัวเองอย่างนั้นเสมอ 

    เห็นน้ำตาแล้วหมดอารมณ์ ยังไงก็ทำไม่ลงแล้วคืนนี้

    จงอินเหลือบตามองอีกฝ่าย ก่อนจะถอดนาฬิกาข้อมือแล้ววางมันทิ้งไว้บนโต๊ะข้างเตียงเป็นอย่างแรก ชายหนุ่มลูบผมของตัวเองสองสามที จากนั้นจึงดึงชายเสื้อเชิ้ตออกจากกางเกงยีนส์ เริ่มปลดเข็มขัดหนัง ดึงออก ปล่อยมันลงพื้นตามลำดับ เขาถอนหายใจเมื่อเห็นท่าทางเงอะๆงะๆของเด็กหนุ่มซึ่งกำลังทำท่าจะเข้ามาหาในตอนแรก แต่วินาทีต่อไปก็เปลี่ยนใจยืนนิ่งอยู่ที่เดิมราวกับตัวเซฮุนเองก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรเช่นกัน

    เขาพ่นลมออกจากปากเสียงดัง เดินเสื้อผ้าหลุดลุ่ยทั้งอย่างนั้นไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบกางเกงบ็อกเซอร์กับเสื้อยืดใส่นอนมาอย่างละตัว แล้วโยนส่งๆใส่คนที่ยืนงงอยู่กลางห้อง “ใส่ซะ”

    “ตะ ... แต่”เขาสังเกตว่าฝ่ามือขาวจัดของอีกฝ่ายกำเสื้อกับกางเกงเอาไว้แน่นเหมือนเป็นที่พึ่งสุดท้าย แต่ก็ยังลังเลที่จะใส่เหมือนกัน

    “บอกให้ใส่ ฉันเปลี่ยนใจ ไม่อยากทำแล้ว”

    “แต่ถ้าคุณอยากทำ” ร่างขาวจัดทรุดตัวลงนั่ง เด็กหนุ่มวางเสื้อกับกางเกงลงบนเตียงก่อนริ้วแดงๆจะพาดเต็มใบหน้าและลำคอ เซฮุนลังเลอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจไถลตัวขึ้นไปนอนหงายแผ่เต็มเตียง ขาเรียวของเด็กหนุ่มทั้งสองขาสั่นระริกในขณะที่มันค่อยๆแยกออก “ทำก็ได้”

    “ไม่” จงอินปรายตามองการกระทำของอีกฝ่ายในทันที พลางตั้งใจใช้น้ำเสียงดุๆเพื่อให้เด็กหนุ่มกลัวหงอ “ใส่เสื้อผ้าแล้วนอนเดี๋ยวนี้ อย่าให้พูดเป็นครั้งที่สอง”

    ร่างโปร่งบางงอตัวหนีด้วยความละอาย ในตอนที่ร่างสูงใหญ่ของจงอินนั่งลงเคียงข้างบนเตียง ผมดำเป็นมันซุกอยู่กับหมอนในขณะที่ชายหนุ่มตั้งใจหยิบกางเกงกับเสื้อตัวเดิมวางลงตรงหน้าของเซฮุน 

    “ทำไมอยู่ๆถึงอยากเสนอตัวให้ฉันล่ะ ได้ข่าวว่าอยู่กับลู่หาน นายมีความสุขดีไม่ใช่เหรอ?”

    เซฮุนถึงกับเงียบไปพักใหญ่ ก่อนเด็กหนุ่มจะเริ่มพูดในที่สุด “พี่อี้ชิง เขาดีกับผม”

    “บอดี้การ์ดส่วนตัวของนาย?”

    จงอินเลิกคิ้ว จากนั้นใบหน้าหล่อจัดของชายหนุ่มจึงยิ้มราวกับเข้าใจอะไรบางอย่าง “หึ เข้าใจแล้ว ตั้งใจจะเอาตัวเข้าแลกกับความปลอดภัยของอี้ชิงหรอกเหรอ?” 

    น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยกระซิบอยู่ข้างหู ก่อนวินาทีถัดมา ฝ่ามือแข็งแรงทั้งสองข้างจะกดลงบนไหล่แล้วบังคับให้ร่างขาวจัดนอนหงาย จงอินยิ้มราวกับผู้ใหญ่ใจดี ในขณะที่ชายหนุ่มจงใจใช้ดวงตาคมดุคู่นั้นจ้องตากับคนตรงหน้าเพื่อต้องการคุกคามอย่างชัดเจน 

    “ฟังนะ ฉันไม่เหมือนลู่หาน ฉันจะไม่ตามใจนายจนเสียนิสัยหรือยอมให้นายเล่นเกมกับฉัน ฉันไม่จำเป็นต้องให้อะไรนายสักอย่างเพื่อแลกกับร่างกายนี้ หนุ่มน้อย ตอนนี้นายเป็นของฉัน นายอยู่ในบ้านหลังนี้ ในถิ่นของคิมจงอิน บนเตียงนอนของฉัน นายไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ถ้าฉันจะทำ นายต้องยอม โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยน เข้าใจที่ฉันพูดไหม เซฮุน?”

    ถึงกับเงียบอยู่อย่างนั้นไปพักใหญ่

    ก่อนในที่สุดเด็กหนุ่มจะพยักหน้าเสียจนหัวคลอนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด

    “ดี” จงอินจ้องมองใบหน้าขาวจัดด้วยความพอใจ ชายหนุ่มหัวเราะเสียงทุ้มขึ้นจมูกก่อนจะผละออกจากร่างของอีกฝ่ายทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

    “ทีนี้ใส่เสื้อผ้าแล้วนอนซะ”







    อี้ชิงลืมตาตื่นขึ้นในจังหวะที่ประตูห้องพักของเขาถูกเปิดออกในทันทีและเป็นปาร์คชานยอลที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้ากวนประสาท วินาทีที่ดวงตาสองคู่สบกันอีกฝ่ายก็ชูกำปั้นซึ่งถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผลเป็นการทักทายราวกับต้องการย้ำเตือนถึงสาเหตุที่ทำให้เขาคิ้วแตกไปเมื่อวาน

    แต่นั่นยังไม่ใช่เหตุการณ์ที่ทำให้อี้ชิงรู้สึกตื่นตัวโดยอัตโนมัติ ในเมื่อไม่ถึงอึดใจต่อมา ร่างสูงสง่าของคิมจงอินกลับเดินช้าๆอย่างมั่นคงตามหลังชานยอลเข้ามาในห้องด้วย สัญชาติญาณที่ถูกฝึกมาอย่างดีบอกอี้ชิงว่าเขาควรลุกขึ้นและหนีให้เร็วที่สุด ถึงแม้วันนี้คิมจงอินจะใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนๆ หล่อเนี้ยบ ดูดีเหมือนหนุ่มรุ่นๆและเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะกับการฆ่าใครเลยก็ตาม

    แต่ระดับ คิมจงอิน ต้องลงมาเล่นเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

    อี้ชิงคิดว่า เขาไม่ควรไว้ใจอะไรเลยสักอย่าง

    ชายหนุ่มผู้ถูกกล่าวถึงยังคงนิ่งเงียบเป็นปกติ เขาเข้ามาด้วยท่าทางของผู้ที่เหนือกว่า เดินวนอย่างช้าๆไปรอบห้องโดยมีสายตาเฝ้าระวังของชานยอลมองตามอยู่ไม่ห่าง 

    “จางอี้ชิง นายมีแผนที่จะหนีออกไปรึยัง?”

    นี่มัน ... เป็นคำถามประเภทไหนกัน

    เสียงนุ่มทุ้มของอีกฝ่ายถามขึ้นมาเรียบๆระหว่างมองข้อมือของเขาข้างหนึ่งถูกจับใส่กุญแจเหล็กไว้กับราวหัวเตียง อี้ชิงไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนั้นเพราะเราต่างรู้กันดี ถ้าหากเซฮุนยังติดอยู่ที่นี่ จะไม่มีแผนหลบหนีสำหรับตัวเขาอย่างแน่นอน ถึงแม้เขาปลดกุญแจมือได้ เขาก็ไม่มีที่ไป ไม่มีอาวุธที่จะสู้ และไม่รู้ว่าเซฮุนอยู่ตรงส่วนไหนในอาณาจักรของคิมจงอิน

    ในเมื่อจงอินจ้องมา อี้ชิงก็จ้องกลับ

    ก่อนจะมาเกาหลี ผู้ใหญ่หลายคนเตือนเขาเกี่ยวกับเจ้าถิ่นที่ลู่หานแหยมเข้าไปมีเรื่องด้วย ด้วยความเคารพ เขาระวังเพราะรู้ว่าจงอินอันตราย แต่ด้วยความสัตย์จริง อี้ชิงไม่คิดเลยสักนิดว่าคิมจงอินจะเป็นคนที่อ่านยากถึงเพียงนี้ อ่านยาก แถมยังรอบจัดแต่กลับนิ่งแล้วครุ่นคิดเงียบๆเหมือนน้ำนิ่งไหลลึกไม่มีผิด

    “คุณกำลังเล่นเกมอะไรอยู่?” อี้ชิงโพล่งถามออกไปอย่างหมดความอดทนเมื่อจงอินยังนิ่ง “คุณต้องการอะไรกันแน่ ขอโทษที่ทำให้พวกคุณต้องผิดหวังแต่ผมกับเซฮุนไม่มีข้อมูลอะไรจะให้พวกคุณทั้งนั้น พวกเราไม่มีค่าอะไรกับคุณ ปล่อยพวกเราไปซะ”

    จงอินตวัดสายตามองอี้ชิงอีกครั้งก่อนจะยกมือส่งสัญญาณให้ลูกน้องนำถาดอาหารมาให้คนเจ็บบนเตียง “คนเรามันก็มีค่าต่างกันไป หลายเหตุผล”

    “ถ้างั้น คุณคิดว่า ผมมีค่าอะไรสำหรับพวกคุณล่ะ”

    คราวนี้จงอินยิ้ม ... ยิ้มนิ่งๆ หล่อบาดใจยิ่งกว่าเดิมหลายเท่านัก “ไม่เลย”

    อี้ชิงส่งเสียง หึ! ออกมาอย่างอดไม่อยู่ ชายหนุ่มเบือนหน้าหนีก่อนสายตาจะปะทะเข้ากับกุญแจมือที่ยังคงล็อกข้อมือของตัวเองอยู่เงียบๆ

    “อย่างก็น้อยก็สำหรับฉัน ...” จงอินพูดขึ้นมาอีกครั้ง “แต่ยังไงก็ตาม นายมีค่ากับเซฮุนอย่างแน่นอน ฉันเข้าใจถูกต้องไหม?”

    “อย่าบอกนะว่าพวกคุณให้การรักษาผมเป็นอย่างดีเพราะนี่คือสิ่งที่เซฮุนต้องการ?” อี้ชิงถามออกมาบ้าง ...

    อย่างที่บอก เขาอ่านคิมจงอินไม่ออก การที่อีกฝ่ายดูเหมือนจะตามใจเจ้านายของเขามากมายนั้นมันผิดปกติ ต่อให้เซฮุนดูเหมือนจะน่ารัก น่าหลงอย่างไรก็ตาม แต่คนอย่างจงอินมีหรือ จะมาหลงเด็กหนุ่มที่มีรอยตำหนิเพียงแค่ชั่วข้ามคืน อี้ชิงไม่สงสัยที่เซฮุนอาจจะขอให้อีกฝ่ายดูแลเขา แต่สิ่งที่เขาสงสัยก็คือ ทำไมจงอินถึงต้องตามใจเซฮุนด้วย?

    “ใช่ เซฮุน เด็กคนนั้นดูเหมือนจะเป็นห่วงชีวิตของนายมากนะ” จงอินพูดเรียบๆ เขามองอี้ชิงพร้อมกับยิ้มอีกครั้ง

    และตอนนั้นเองที่อี้ชิงเข้าใจทุกอย่างในที่สุด

    คิมจงอินไม่ได้ห่วงว่าเขาจะเป็น จะตายเลยสักนิด

    ตรงกันข้าม ถ้าทำได้ เจ้าตัวคงอยากจัดการปิดปากเขาให้รู้แล้วรู้รอด แต่ ... เพราะเขามีค่ากับเซฮุนน่ะสิ ถ้าหากเซฮุนพอใจ เซฮุนไม่ไปไหน เซฮุนไว้ใจเจ้าตัวเมื่อไหร่ ความลับที่อาจจะมีหรือไม่มีเกี่ยวกับองค์กรของลู่หาน เด็กหนุ่มอาจจะพรั่งพรูบอกจงอินจนหมดในสักวันหนึ่งหรือไม่ก็ จงอินอาจจะใช้ความสุขของเซฮุนนี่แหละมาบีบเขาให้คายความลับออกมาเสียเอง

    เพราะในตอนนี้ เจ้านั่นรับรู้เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า ...

    หน้าที่จางอี้ชิงมีเพียงหนึ่งเดียวก็คือ ปกป้องเซฮุนด้วยชีวิตของตัวเอง!







    Talk : ครึ่งหลังเจอกันเรเร้วนี้นะคะ

    ถ้าอยากให้กำลังใจกัน อย่าลืมติดแทก #ดอกไม้ของไคฮุน

     หรือ คอมเม้นท์ได้ที่ด้านล่างนะคะ

    รัก (ถึงแม้จะเขียนช้ามากก็ตาม) 


    เขียนโดย LONEWOLF

    Twitter hashtag: #ดอกไม้ของไคฮุน

    -  Thank You  -



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
haehaedong (@haehaedong)
ฮือออ ตัวละครเรื่องนี้ ซับซ้อนกันไปหมด
patchar03358207 (@patchar03358207)
สงสารน้อง ต้องฝืนใจทำอะไรก็ไม่รู้ พี่ก็ร้ายเหลือเกิน กะหลอกให้น้องรัก
bbbhkjm (@KH8894)
เนื้อเรื่องดูหม่นๆ หน่วงๆ แต่ก็รู้สึกถึงความอบอุ่น สุภาพของคุณเค้าอยู่ ชีวิตของน้องต้องเจออะไรมาเยอะแน่ๆ เพราะพาร์ทของน้องคือหม่นและเศร้ามาก | ชอบจงอินแบบนี้ revengefullแต่ก็ดูgentlemanนิดๆ
axup9h (@axup9h)
เรื่องดูเทามาก บรรยากาศในเรื่องคือขมุกขมัว พูดไม่ถูก สาบานได้ อ่านชื่อเรื่องครั้งแรก ในสมองมีแต่คดีฆาตกรรม ยิ่งมาอ่านก็ยิ่งรู้สึกเทา