วนิลาของเจindiiej
Don't cross the line .... please




  • ตอนที่คุยกันในกลุ่มเพื่อนสาว ทุกคนลงความเห็นว่านอกจากพวกเราจะตกหลุมรักคนแบบเดิมๆแล้ว ยังดึงดูดมนุษย์แบบเดิมๆเข้ามาในชีวิตด้วยเสมอ 




    บางครั้ง เจ้ากรรมนายเวรก็มาในรูปแบบของความรัก 





    เพื่อนคนนึงบอกว่าตัวเองด้านชาจากการอ่อยของผู้ชายปากหวาน แต่สุดท้ายก็แพ้ผู้ชายขี้อ่อยที่ชอบเข้ามาทำให้ชอบแล้วจากไปอยู่ทุกครั้ง 



    อีกคนก็ชอบผู้ชายคนเดิมมาเป็น 10 ปี ตอนที่ตัดใจได้และ move on ก็พบว่าผู้ชายบนโลกมีแค่สองประเภท ประเภทที่ 'เหมือนพี่เขา' กับ 'ไม่เหมือนพี่เขา'  แน่นอนว่าถึงตอนนี้ก็ยังหาผู้ชายประเภทแรกไม่เจอ 




    เราสามารถยกตัวอย่างเรื่องความรักรูปแบบซ้ำซากในชีวิตคนรอบตัวให้ฟังได้อีกยาว แต่ว่าตัวอย่างจากคนอื่นมันจะมีประโยชน์อะไรในเมื่อทุกคนต่างรู้ดีว่า เออ ในชีวิตก็มีแต่ผู้ชายแบบนี้แหละ ไม่มีเหตุผลว่าทำไม บางทีเกลียดผู้ชายประเภทนี้แทบตาย สุดท้ายก็โผล่มาในชีวิตอีกแล้ว หนีไม่พ้นอีกแล้วโว้ย ทำไมต้องชอบคนแบบนี้ ไม่งั้นก็ทำไมคนแบบนี้ต้องมาชอบทุกที 



    มันอาจจะเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวที่ดูดผู้ชายแบบนี้เข้ามาในชีวิต อาจะเป็นเพราะใช้ลูกไม้การอ่อยๆแบบเดิมๆมาตั้งแต่มัธยมเลยได้แต่ผู้ชายที่เหมือนกับคนนั้น หรือถ้าพูดในแนว Freudian คงเป็นเพราะประสบการณ์ในวัยเด็กที่ทำให้โหยหาผู้ชายบางประเภทมากเป็นพิเศษ 



    พูดแบบไร้เหตุผล เหมือนที่กลุ่มของเราชอบพูดปิดท้ายเวลาที่นัดรวมตัว 



    มันคงเป็นเวรกรรม ใช้หมดเมื่อไหร่ก็คงเจอเจ้าชายในฝันสักที  ฮ่าๆ 










    สำหรับเราแล้วเวรกรรมที่ใช้ไม่เคยหมดไม่เคยสิ้น คือความรักในรูปแบบเพื่อนสนิท 


    สามปีที่รู้จักกันมา ผ่านเรื่องและเหล้ามาด้วยกันหลายครั้ง นั่งฟังวันที่มันโดนทิ้ง และมันที่นั่งฟังเราบ่นเรื่องความรักที่ไม่ได้ดั่งใจไปจนถึงเรื่องที่หมาที่บ้านกินหญ้าแล้วอ้วก 


    สามปีผ่านไป วันนึงท่าทีก็เปลี่ยนและ บู้มม! เราชอบแก ไม่อยากเป็นแค่เพื่อนอีกแล้ว


    ใครเป็นคนเริ่มพูดประโยคที่ว่า ผู้ชายไม่เป็นเพื่อนกับผู้หญิง 



    Fuck you 



    เพราะประโยคนี้เป็นประโยคที่ทำให้เราเสียความสัมพันธ์ดีๆ ไปหลายครั้งแล้ว



    เราไม่มีทางชอบเพื่อนสนิท ต่อให้มันเป็นคนสุดท้ายบนโลกก็ตาม 


    ทำไมเหรอ ? เราถามตัวเอง เพราะว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รู้สึกโคตรอึดอัดหลังคำสารภาพบ้าบอนั้น 


    คงเป็นเพราะเรากับมันรู้จักกันและกันดีเกินไป 



    "แต่เรามีแฟนแล้วนะ" 


    จำได้ว่านั่นเป็นคำถามแรกที่ถามมันไปหลังจากที่มันสารภาพ 
    เป็นฉากสารภาพที่ไม่โรแมนติกที่สุดแล้ว ในโรงอาหารไม่ค่อยไม่คน เรากินข้าวอยู่และมันเพิ่งเดินไปซื้อน้ำมาให้ คิดถึงเมื่อก่อนที่อย่างน้อยก็ควรมีดอกไม้ หรือไม่งั้นการโดนสารภาพทาง MSN หรือ Line ก็ยังให้ความรู้สึกโรแมนติกมากกว่านี้ 


    "เรารู้ว่าเดี๋ยวแกก็เลิก" 



    เออ จริง ทำไมมันจะไม่รู้ ก็บ่นให้มันฟังตลอด






    "แต่กูไม่ใช่สเปคมึงปะวะ"


    แน่นอนว่าเรารู้จักมันดีและแบบเรานี่ไม่ใช่แบบที่มันจะชอบเลย 


    "ไม่ไปไร กูคิดแล้ว ถ้าเป็นมึง กูยอมก็ได้ ขี้เกียจมองคนอื่นแล้ว"







    "แต่ มึงก็ไม่ใช่สเปคกูอ่ะ ก็น่าจะรู้ตัวป่ะ"


    "ก็รู้ว่าไม่ใช่สเปค แต่กับมึง กูว่าน่าจะต่อรองกันได้" 


    ต่อรองกันได้ ?  ตอนนั้นก็ขำ แต่คิดอีกทีนี่ต้องรู้กันดีขนาดไหน ถึงรู้ว่าจะเอาอะไรมาต่อรองเป็นสเปคผู้ชายในฝันของเราได้ 


    คิดอีกรอบ แล้วนี่คุยความรักหรือเจรจาการค้า


    นี่เป็นความรักแบบผู้ใหญ่ หรือว่ากำลังเล่นเป็นเด็กขายของกันอยู่ 






    "งั้นมึงจะต่อรองอะไร" 


    เออ เล่นกันมันสักหน่อย ไหนเตรียมอะไรมาบ้าง ว่ามาสิ 


    "ก็กูคิดว่ากับมึงกูพอแล้ว กูไม่อยากไปหาคนอื่นแล้ว ถ้าคบกับมึงกูก็อยากคบไปนานๆจนมึง 28"

    เคยบอกมันว่า ถ้าคิดจะแต่งงานมีครอบครัวของตัวเอง ก็คงเป็นตอนที่อายุ 28 เป็นอย่างต่ำ ก่อนหน้านั้นขอให้ชีวิตวัยหนุ่มสาวล่าฝันอย่างอิสระให้เต็มที่เสียก่อน



    "แต่กูยังไม่อยากมองไปไกลถึงขนาดนั้นนะวะ แล้วก็ไม่อยากผูกมัดตัวเองด้วย" 



    "ไม่เป็นไร กูรอได้ ... กูรู้จักนิสัยมึง ตอนนี้มึงอยากทำอะไรก็ทำไปกูไม่ห้าม อยากให้กูไม่ยุ่งตรงไหนก็บอกได้เลย กูยอมได้หมด ไม่ต้องคุยกันก็ได้ ไม่ต้องตอบ msg กูก็ได้ ไม่อยากเจอหน้ากูสักปียังได้เลย แต่ว่าอย่างน้อย อยากให้มึงตอบตกลง ทำให้อะไรสักอย่างให้กูมั่นใจว่าจะอยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ"



    "แต่กูว่ากูกับมึงไปกันไม่ได้ว่ะ ... คิดดูว่า goal ของมึงคือการมีกู แต่ goal ของกูคือการใช้ชีวิตแบบที่ตัวกูต้องการ แบบที่มีกูคนเดียว  ถ้าคนละ goal กันก็ไปด้วยกันไม่รอดหรอก"



    คบกันมานาน เรารู้ตั้งนานแล้วว่าเรากับมันจัดลำดับความสำคัญของความต้องการในชีวิตต่างกัน ไม่มีอะไรที่แชร์กันได้ ไม่มีความคาดหวังอะไรที่เหมือนกัน มีความทะเยอทะยานคนละรูปแบบ แต่เพราะแบบนี้เลยทำให้เราเป็นเพื่อนที่โคตรสนิทกัน เพื่อนที่ไม่ได้คิดเหมือนกันแต่อยู่กันมาจนเข้าใจกันอย่างทะลุปรุโปร่ง ตอบได้ว่ามันเป็นคนยังไง ทำไมเป็นคนแบบนี้  พ่อแม่มันคาดหวังอะไรและทำไมความรักของพ่อแม่ถึงทำให้มันเป็นคนแบบนี้ 


    คนเรามักจะมองไม่ค่อยเห็นตัวเองกันเท่าไร่ ดังนั้นการได้มองคนที่โคตรแตกต่างกับตัวเราไปเลยมันอาจจะทำให้เราตั้งคำถามให้กับตัวเองได้หลายอย่าง คิดในมุมที่ไม่เคยคิด มองอะไรในมุมที่ไม่เคยคิดว่า เออ มันคิดแบบนี้ได้ด้วย 


    "แต่ทำไมมึงถึงคิดว่า มีคนละ goal แล้วจะไปกันไม่ได้วะ" 


    "ก็มันไปด้วยกันไม่ได้ เชื่อดิ" 


    "ได้ดิ ดูตอนนี้ดิ กูกับมึงคนละ goal กันแต่ก็มานั่งคุยตกลง แก้ปัญหาร่วมกันได้ มึงคิดว่าคนแบบนี้มันจะหาได้ง่ายๆเหรอ" 



    "สิ่งสำคัญมันอยู่ตรงนี้เว้ย ตรงที่กูกับมึงคุยกันรู้เรื่อง ไม่ต้องคิดเหมือนกันก็ได้ แต่ประนีประนอมกันได้ ความสัมพันธ์มันจะไปรอดรึเปล่า มันอยู่ตรงนี้ต่างหาก" 



    เราอึ้งไปแปปนึง ที่มันพูดก็ถูกต้อง มีเหตุผล ดูเป็นความรัก ความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ที่จริงจังและคิดถึงความเป็นไปได้มากกว่าความรู้สึก ถ้าเราคิดถึงผลระยะยาว ยอมผูกตัวเองไว้กับคนคนนี้ บางทีมันอาจจะดีก็ได้ บางทีที่มันพูดก็อาจจะจริงว่าสิ่งสำคัญในชีวิตคู่ คือการ คุยกันรู้เรื่อง มากกว่าความรู้สึกที่วัดไม่ได้อย่างอื่น 


    แต่ถึงแบบนั้นเราก็ยังรู้สึกว่า มันไม่ใช่ชีวิตคู่ในความคิดของเรา ไม่ใช่ในแบบที่เราในตอนนี้ต้องการ




    "กูไม่รู้ว่า แต่ตอนนี้คำตอบของกู คือ ไม่ กูยังคบมึงไม่ได้ กูยังไม่ได้ชอบมึง มึงต่อรองเรื่องความรู้สึกกับกูไม่ได้หรอก" 



    บทสนทนาสามชั่วโมงหลังจากนั้นก็วนอยู่ที่ธีมเดิม เราบอกว่าไม่ มันบอกว่าเดี๋ยวก่อนแล้วพยายามโน้มน้าวนู้นนี้ด้วยเหตุผลอีกร้อยแปด บทสนทนาลากไปถึงบทความจิตวิทยา เนื้อหากฎหมายและประโยคเด็ดๆที่นักปรัชญาเก่งๆเคยพูดไว้แต่สุดท้ายแล้วคำตอบของเราก็ยังเหมือนเดิม 




    "ไม่ว่ะ กูกับมึงเป็นเพื่อนกันต่อเหอะ ถ้ามึงทำให้กูชอบมึงได้เมื่อไรก็ค่อยมาว่ากัน"​



    และเหตุผลล้านแปดของมันก็ยังไม่สามารถเอาชนะความรู้สึกของเราได้อยู่ดี 



    เราไม่รู้ว่ากำลังทำตัวเป็นเด็กรึเปล่าที่ยึดติดกับความรู้สึกแบบนี้ แต่เราแค่รู้สึกไ่ม่ซื้อกับภาพชีวิตคู่สวยหรูที่มันพยายามขายให้ 



    "แล้วจะเป็นเพื่อนต่อได้ไงว่ะ เป็นมาหลายปีแล้ว เป็นต่อไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน กูไม่ต้องใช้เวลาเรียนรู้มึงแล้วนะเว้ย กูเรียนมานานแล้ว กูตัดสินใจแล้ว" 



    มาอีกแล้ว ประโยคแบบนี้ มันกำลังจะข้ามเส้นเบ่งที่กันระหว่างคำว่าเพื่อนกับคนรู้ใจ 


    เส้นแบ่งที่โคตรแปลก เพราะเพื่อนก็คือคนรู้ใจคนนึง แต่ดันต่างจากคนรู้ใจที่เป็นคนรู้ใจ 


    มิตรภาพเป็นความรักรูปแบบนึง และในความรักก็ต้องมีมิตรภาพรวมอยู่ด้วยเสมอ 


    แต่ในขณะเดียวกันความรักกับมิตรภาพ เพื่อนกับคนรู้ใจ ก็ดันมีเส้นแบ่งกั้นที่ชัดเจน 



    ทำไมโลกมันซับซ้อนขนาดนี้ ทำไมความรู้สึกถึงได้มีมากมายจนไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร หรือจัดอยู่ในหมวดหมู่ไหน พยายามใช้เหตุผลคิดเท่าไหร่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่เห็นจะ make sense



    "งั้นกูจีบมึงตรงๆ เลยได้ป่ะ ถ้ามึงชอบกูจะได้ตอบตกลงกับกูสักที" 



    โคตรเกลียดประโยคนี้เพราะเรารู้ว่าถ้าเราจะชอบมันคงชอบไปตั้งนานแล้ว ถ้าเป็น friendzone ไปแล้วแถมยังนานขนาดนั้น มันยากนะที่จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เราเคยเห็นนะเพื่อนสนิทที่กลายเป็นคนรัก แต่เราว่าเราไม่ใช่คนแบบนั้น 



    "ก็เรื่องของมึง ยังไงกูก็เหมือนเดิม" 



    ตัดบทสั้นๆ มันเถียงอะไรนิดหน่อยก่อนที่จะมีเพื่อนอีกคนเดินเข้ามาขัดจังหวะเหมือนในละคร 



    ตอนนั้นเรารู้เลยว่ามันจบแล้ว 



    ผู้ชายไม่เป็นเพื่อนกับผู้หญิง 



    ประโยคนี้กำลังทำลายเราอีกแล้ว ทำไมถึงเป็นเพื่อนกันไปนานๆไม่ได้ ทำไมต้องกลายเป็นแบบนี้ทุกที มันเหมือนเวรกรรม ที่เราว่าเราคงต้องใช้ไปอีกนาน แม้ว่าจะใช้มาเป็นสิบปีแล้วก้ตาม 


    พอมานั่งคิดดูอีกทีเราว่า เราคงแบ่งคำว่าเพื่อนกับคำว่าคนรู้ใจไว้อย่างชัดเจน 



    เพื่อน คือ ใครก็ได้ที่สามารถคุยกันได้อย่างเข้าใจ เหมือนที่มันบอก 



    แต่คนรู้ใจ คือ คนที่ไม่ต้องคุยกันเข้าใจก็ได้ แต่อย่างน้อยก็แชร์คุณค่าบางอย่างร่วมกับเรา เข้าใจความยากลำบากและเหตุผลในการพยายามกับเรื่องโง่ๆของเรา 



    โลกใบนี้มันอยู่ยากตรงที่ การหาทั้งเพื่อนและคนรู้ใจเจอเป็นเรื่องที่โคตรยากและอาจจะต้องนอนรอไปร้อยปีเหมือนเจ้าหญิงนิทรารอ Prince Charming 



    สุดท้าย เราก็ต้องเลือกคบใครสักคนที่มีคุณสมบัติหนึ่งในสองข้อนั้น แล้วทำใจกับความไม่เพอร์เฟคของความสัมพันธ์ที่เลือกเอง 




    เราก็แค่เลือก คนที่รู้ใจ ไม่ใช่คุยกันรู้เรื่อง 



    มันก็แค่เลือกคนที่คุยรู้เรือ่ง ไม่ใช่คนที่รู้ใจ 



    แน่นอนว่าเราสองคนคงจะยังเป็นเพื่อนสนิทกันต่อได้ ถ้ามันไม่ตัดสินใจเดินข้ามเส้น 


    เราไม่อยากทำให้เพื่อนผิดหวัง แต่ถ้ามันเลือกที่จะไม่เป็นเพื่อนเราแล้ว เราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องทำลายความหวังของมัน 


    รู้ตัวในตอนนี้ด้วยว่า ตอนที่เรากับมันเลิกคบกันแล้ว มันจะเอาเราไปพูดถึงให้คนอื่นฟังยังไง ก็ได้แต่ว่าหวังว่ามันจะไม่คิดมากและไม่กี่เดือนหลังจากนี้ จะกลับมาเป็นเพื่อนกันได้เหมือนเดิม 











    ถ้าเราเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง อาจจะบอกว่าเออ จริงๆ เลือกเพื่อนสนิทก็ดี ไม่เห็นต้องคิดมาก

    แต่เรารู้ว่านัดร่วมกลุ่มกับเพื่อนสนิทครั้งหน้า พวกมันคงทำได้แค่ส่ายหน้าแล้วพูดว่า 


    "วงจรเดิมอีกแล้วเหรอมึง ใช้กรรมต่อไปเหอะ" 



    ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรเจ้าชายในฝันจะมา จะมาหรือเปล่าก็คงไม่รู้ หรือว่าจะต้องใช้กรรมต่อไปเรื่อยๆ จนวันนึงคิดได้เองว่า เออ เอาเป็นว่ายอมรับกรรมของตัวเอง แล้วอยู่กับมันไปทั้งชีวิตเลยเเล้วกัน 







    ความรัก (แมร่ง) (โคตร) ยาก! 





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in