เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
บันทึกไม่สมบูรณ์ ก้ำกึ่งสถานะ และเรื่องเล่าจากคนๆหนึ่งPensive.Lady
หัวข้อการค้นหาความสุขเนี่ยเชยจังเลยนะ
  • นั่นสิ.....แต่ว่าความสุขก็เป็นพื้นฐานของชีวิตอย่างหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้ามนี่นะ
    พูดถึงเรื่องความสุขแล้ว ไม่สิ ไม่ต้องถามเลยว่าพูดถึงกันบ้างมั้ย 

    ทุกวันนี้ผู้คนคุยกันเรื่องความสุขน้อยลงไปมาก
    น่าจะเพราะมองว่ามันเชยไปแล้วล่ะมั้ง

    Happy แปลว่า มีความสุข
    "อ๋อ ทุกวันนี้ก็แฮปปี้ดีนะ"
    "ก็ดีอ่ะ"
    "ไม่แย่นะ"

    เวลาที่มีคนมาถามว่าเป็นยังไงบ้างล่ะช่วงนี้ ก็คงจะตอบแต่ประโยคเหล่านี้ล่ะมั้ง
    คำถามคือ เรารู้สึกแบบนั้นจริงๆรึเปล่า?
    ขณะที่กำลังพิมพ์อยู่นี้ คำตอบก็ผุดขึ้นมาในหัวแล้วว่า "ไม่"

    แล้วตอนนี้เรารู้สึกยังไงล่ะ?
    โกรธ......
    รำคาญ......
    โมโห......
    เบื่อ......
    เครียด.......
    ไม่รู้สิ ไม่รู้สึกอะไรเลย......

    อะไรพวกนี้ล่ะมั้ง
  • ความสุขนี่ต้องไปหาจากไหนกันนะ
    มีประโยคนึงที่เท่มากๆ คิดว่ามันโคตรเท่ เรากำลังจะพิมพ์มันลงไปในสเตตัสเฟสบุ๊คส่วนตัว
    เรากดแป้นคีย์บอร์ดแล้วล่ะ เราพิมพ์ลงไปว่า

    " ถ้าวันไหนเรามีความสุขมากพอ เราก็จะสามารถแบ่งความสุขให้กับทุกคนได้อย่างเต็มที่"

    แต่แล้วประโยคถัดมาก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที
    " และถ้าวันไหนที่เราเศร้าโศก .........." ประโยคนั้นถูกทำให้หยุดชะงักลงไป

    ก็กำลังคิดอยู่ว่าจะเลือกเติมอะไรดีระหว่าง

    " เราก็ยังสามารถแบ่งปันความสุขให้กับคนอื่นได้อยู่ดีเหมือนกันนะ"
    กับ
    " เราก็สามารถที่จะหลีกเลี่ยงแบ่งปันความเศร้าให้คนอื่นได้นะ"

    มันดูขัดแย้งกันยังไงไม่รู้
    และแล้วก็ต้องกลับมานั่งทบทวนคิดใหม่ซ้ำไปซ้ำมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จบว่าจะใส่อะไรดี ระหว่างที่กำลังปวดหัวกับประโยคหลังอยู่นั้นก็คิดว่า อ้าวแล้วทำไมไม่ตัดเรื่องความเศร้าออกไปกันนะ เราอัพสเตตัสแค่ความสุขดีมั้ยนะ

     หรือเพราะตัวเราเองก็รู้สึกอยู่ในใจว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น?

    ไม่หรอก

  • ที่จริงแล้วเราเชื่อว่ามีคนมากมายที่เป็นเหมือนกับเรา มองว่าตัวเองต้องเป็นผู้ให้ที่ดีไปซะหมด จะให้อะไรกับคนอื่นดีนะ ให้แบบนี้แล้วดีมั้ยนะ ถ้าเขาไม่รับล่ะ? จะเป็นยังไงนะ? เราคิดจนครบทุกด้านหมดแล้วว่าเราจะเป็นผู้ให้ที่ดีได้ยังไงกัน 

    แต่เราเชื่อว่ามีสิ่งหนึ่งที่คนเป็นผู้ให้หลายๆคนชอบหลงลืมไปคือการเป็นผู้รับที่ดีด้วย
    ยังไงนะ? นั่นสิ เราจะอธิบายเท่าที่เราคิดว่าเราเข้าใจถูกต้องที่สุดให้อ่านแล้วกัน

    ยกตัวอย่างจากตัวเราก็ได้
    จริงๆแล้วเราเป็นคนที่ถ้าใครทำไม่ดีกับเรา พวกเขาไม่ผิด

    ....แปลกมั้ย?

    เรามองว่าการที่เรากระทำ พูด โต้ตอบ หรืออะไรก็ตามกับใครก็ตามแต่ ไม่ว่าผลจะออกมาดีหรือร้ายคนเหล่านั้นไม่ผิด พวกเขาต้องมีเหตุผลของตัวเองแหละน่า แถม....แม้ว่าเราจะไม่ได้ทำอะไรให้เขาเลย แต่คนอื่นๆไม่ว่าจะเข้ามากระทำอะไรกับเราก่อนโดยที่เราไม่ได้เป็นคนเริ่ม พวกเขาก็ไม่ผิด

    รู้สึกแปลกกว่าเดิมอีกล่ะสิ?

    จริงๆหลังจากคิดทบทวนเป็นระยะเวลานานเราก็พบว่า เมื่อคนเราถึงจุดๆหนึ่ง คนบางคนเป็นพวกให้อภัยผู้อื่นแต่ให้อภัยตัวเองไม่ได้ ว่าแต่มันเกี่ยวอะไรกับความสุข หรือการต่อประโยคในสเตตัสเมื่อครู่กันล่ะ? ไหนจะเรื่องผู้ให้ที่ดีอีก
  • เรามองว่าในกรณีตัวอย่างเมื่อครู่ นั่นคือการโต้ตอบด้วยการเป็นผู้ให้ของเรา ให้อภัย ให้โอกาส ให้ความรัก ให้ความเข้าใจ อะไรก็ได้กับคนรอบข้าง แต่กลับกันแล้วเรากลับไม่เป็นผู้รับที่ดีเลย การรับสิ่งใดๆก็ตามมาจากผู้อื่นของเราล้มเหลวมาก เคยมีปัญหาถึงขั้นต้องไปหาหมอ แล้วก็โดนหมอถามคำถามนึงกลับมาว่า "ทำไมเวลาคนอื่นทำอะไรไม่ดีกับเราเราให้อภัยได้ แต่เวลาตัวเองทำอะไรผิดซักอย่าง เรื่องมันเล็กมากๆ แต่เราให้อภัยหรือยอมให้ตัวเองทำอะไรกับคนอื่นไม่ได้ล่ะ? มันผิดมากเลยเหรอ?" เราก็กลับมานั่งคิดตามนะ เออ...นั่นสิ เราไม่ยอมเป็นผู้รับอะไรเลย ไม่รับการให้อภัย ไม่รับความรู้สึกใดๆที่อีกฝ่ายจะเอาออกมาให้เราเจอ เรากลัวไปหมด แม้แต่ตัวเราเองเวลาที่จะให้อภัยตัวเอง หรือให้อะไรดีๆแล้วปลอบใจตัวเองเราก็ยังไม่ยอมรับอีก และสิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้เรา

    โคตรไม่มีความสุข

    สำหรับคนที่มีนิสัยการเป็นผู้รับอยู่ในตัว เรายินดีด้วยที่ไม่ต้องมาเจอหรือรู้สึกอะไรที่น่าอึดอัดแบบนี้
    สำหรับคนที่กังวล ไม่กล้าปฎิเสธ กลัวคนอื่นจะมองไม่ดี รู้สึกแย่ ระวังด้วย...ความสุขอาจจะกำลังหายไป
    สำหรับคนที่กำลังเป็นแบบเราอยู่ ไม่ต้องกลัวนะ...ทุกปัญหามีทางออกเสมอแม้จะต้องใช้เวลาหาทั้งชีวิต

    มีเพื่อนที่ทำงานกับเรา เค้าคอยสอนเราทุกอย่างเลย
    ในช่วงนั้นเราคงอึดอัดมาก
    เค้าพูดกับเราว่า " ให้ลองไปค้นหาตัวเองให้เจอนะ แล้วเราจะมีความสุขมากขึ้น"
    " บางครั้งก็ไม่ต้องตึงเครียดกับตัวเองมากจนเกินไปก็ได้"
    " ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ แต่เชื่อเถอะว่ามันคุ้มค่าแล้วที่จะลองค้นหาดู"
    " พอถึงวันนั้นที่เรารู้จักตัวเอง แล้วเรายอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นได้ เราจะเริ่มจับทางได้ว่าอะไรกันที่ทำให้เรามีความสุขจริงๆ"

    เรานึกไปถึงวันที่ขึ้นรถไฟกลับจากมักกะสันมาลงที่ลาดกระบัง
    ระหว่างทางเราแอบวาดรูปเด็กผู้หญิงคนนึง แล้วก็ถูกจับได้ มันตลกมากเลยล่ะ
    แม่ของเด็กผู้หญิงคนนั้นดูจะชอบรูปวาดของเรามาก
    ส่วนตัวเด็กผู้หญิงเองก็ดูจะเขินมาก ไม่ยอมมองหน้าเราเลยแต่ยิ้มตลอด
    วันนั้นเราก็มีความสุขนี่นา
  • จริงๆแล้วการค้นหาตัวเอง อาจจะไม่ต้องมาพร้อมกับความสุขก็ได้นะ บางทีสองอย่างนี้อาจจะมาต่างที่ต่างเวลากัน ก็เลยเริ่มรู้ว่าจริงๆแล้วเรามีความสุขที่ได้คุยกับคนแปลกหน้าไปเรื่อยๆ แล้วมีเรื่องตลกๆหรือเรื่องที่น่าจดจำเกิดขึ้นในแต่ละวัน จริงๆมันอาจจะมีวิธีอื่นก็ได้ที่ทำให้เรามีความสุข แต่เราแค่ต้องค่อยๆหาไปเรื่อยๆ 

    บางคนบอกว่าบางครั้งเองเราก็รับรู้ความสุขได้ผ่านความเศร้าเหมือนกัน
    แปลกดีเหมือนกันนะ.....

    มาถึงตรงนี้สุดท้ายแล้วก็ตอบอะไรไม่ได้เลยนี่นาว่าความสุขเนี่ยเป็นยังไง
    ไม่มีใครบอกได้หรอก แต่แค่ต้องนึกให้ออกว่าแบบไหนกันนะที่ทำให้รู้สึกชุ่มชื้นหัวใจ แล้วอยากกลับไปเจออีก เหมือนได้กินอาหารรสอร่อยที่ติดตราตรึงในใจ แล้วลืมไม่ลงนั่นแหละ

    เราได้ประโยคท้ายของสเตตัสแล้วล่ะ

     ถ้าวันไหนเรามีความสุขมากพอ เราก็จะสามารถแบ่งความสุขให้กับทุกคนได้อย่างเต็มที่
    และถ้าวันไหนเราเศร้าโศก 
    ก็จงอย่าอายที่จะเอื้อมมือไปหยิบรับความสุขที่คนรอบข้างแบ่งมาให้เรา

    ไม่มีใครหรอกที่สามารถอาศัยอยู่คนเดียวบนโลกได้
    เพราะแบบนั้นพระเจ้าเลยต้องสร้างสิ่งมีชีวิตทุกๆสิ่งให้มีมากกว่าหนึ่งยังไงล่ะ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in