PRAY STATION ชั่วโมงท่องมนต์SALMONBOOKS
02: คริสต์บวชพุทธ


  • “ผมจะบวชนะครับแม่”

    คำพูดข้างต้นคงเป็นเรื่องปกติ หากผู้พูดเป็นชาวพุทธทั่วๆ ไป แต่เมื่อมันหลุดออกมาจากปากผมที่เป็นชาวคริสต์โดยกำเนิด มันเลยกลายเป็นประโยคที่เซอร์ไพรส์ทั้งครอบครัว

    แม่ผมสตั๊นไปหลายวิฯ ก่อนจะถามว่าคิดยังไงถึงอยากบวช พออธิบายว่าเพราะอะไร แม่ก็เข้าใจและดีใจ (แน่นอนสิครับ แม่ผมเป็นพุทธ และก็ไม่เคยคิดว่าลูกชายจะบวชให้อยู่แล้ว) พอญาติฝั่งแม่ได้ทราบข่าวก็ดีใจกันยกใหญ่ พากันอนุโมทนาสาธุ เพราะไม่มีใครคิดว่าลูกหลานฝั่งคริสต์อย่างผมจะบวชให้ได้เกาะชายผ้าเหลือง ขณะที่ญาติฝั่งพ่อ (ที่นับถือคริสต์) ผมขอตีมึน ทำเป็นเบลอๆ เพราะเกรงว่าเขาอาจไม่พอใจได้ เลยแจ้งข่าวผ่านสเตตัสเฟซบุ๊คให้รู้พร้อมๆ กับเพื่อนฝูงและแฟนเพลง โชคดีที่แม้จะเหวอ แต่ญาติๆ ก็เข้าใจและยอมรับการตัดสินใจของผมเลยไม่มีดราม่าภายในวงศ์ตระกูลให้กลุ้มใจ

    ส่วนเพื่อนฝูงและแฟนเพลงที่ติดตามกันในโลกโซเชียลฯ พอรู้ข่าวก็พากันร่วมอนุโมทนาสาธุ มีบ้างที่นึกสงสัยว่าชาวคริสต์อย่างผมจะไปห่มผ้าเหลืองทำไม แต่พอได้รับคำตอบสั้นๆ ว่า “อยากลองดู” ทุกคนก็ไม่ต่อความยาวสาวความยืด
  • แต่ในขณะที่หัวใจกำลังอิ่มเอิบจากกระแสตอบรับที่ดีจากคนรอบตัว อดีตลูกน้องที่ร้านคนหนึ่งก็สงสัยเรื่องการขออโหสิกรรมก่อนบวช ว่าถ้ามีคนไม่อโหสิให้ขึ้นมาเราจะทำยังไง

    อืม…นั่นสินะ

    จากที่ตอนแรกคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเคยได้ยินมาว่าถ้าเราขออโหสิกรรมด้วยใจที่สำนึกผิด แม้ว่าเขาไม่อโหสิให้ก็ถือว่าโอเคแล้ว

    แต่พอมันทักขึ้นมาแบบนี้ ก็อดที่จะคิดในแง่ลบไม่ได้ เริ่มกังวลว่าถ้าไม่มีใครอโหสิให้เราเลยจะเป็นยังไง เส้นทางในการบวชจะราบรื่นมั้ย ผมนอนเอาเท้าก่ายหน้าผากก็สรุปได้ว่าเราควรจะเดินตามคำสุภาษิต ‘เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง’ ด้วยการขออโหสิกรรมจากคนที่พร้อมจะให้อภัยเราตลอดเวลาอย่างแม่ก่อน (ส่วนพ่อผมนั้นเสียไปแล้วครับ)

    เท่าที่ถามจากเพื่อนที่เคยบวช มันบอกว่าให้เอาดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้ แต่ถ้าจะให้ดีเราควรล้างเท้าแม่ แล้วเอาน้ำนั้นมาล้างหน้าตัวเองด้วย
  • สำหรับบางคนอาจมองว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็น แต่กับผม เมื่อเห็นว่ามันไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็เต็มใจที่จะทำ

    แล้ววันนั้นผมก็เห็นสิ่งที่ไม่ได้เห็นมานาน

    รอยยิ้มของแม่

    หลายปีที่ผ่านมา แม่มีแต่รอยยิ้มเศร้าสร้อย แต่วันนี้แม่ยิ้มแบบมีความสุขจริงๆ และน้ำล้างเท้าของแม่ในวันนั้น ก็เป็นน้ำล้างหน้าที่ทำให้ผมรู้สึกสดชื่นกว่าน้ำใดๆ ในโลกนี้

    เมื่อเริ่มต้นได้ดี ผมก็นึกถึงคนต่อไปที่อยากไปขออโหสิกรรม เขาคือคนที่ให้โอกาสผมได้มีทางเดินในอาชีพนักร้อง แถมปั้นผมจนมีชื่อเสียง

    พี่บอย—ถกลเกียรติ วีรวรรณ

    การขออโหสิกรรมเป็นไปอย่างเรียบง่าย แถมพี่บอยยังให้คำสอนและข้อแนะนำในฐานะของรุ่นพี่ที่เคยบวชมาก่อน ที่สำคัญ การเจอกันครั้งนี้ได้คลี่คลายเรื่องที่ผมเข้าใจผิดมาตลอด

    จากที่เคยเข้าใจว่าพี่บอยไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรกับผมมากมาย แต่การพบกันวันนี้ พี่บอยยอมสละเวลาอันมีค่า ลัดคิวให้ทั้งที่ผมขอนัดอย่างฉุกละหุก แถมยังไม่มีหน้าที่การงานเกี่ยวข้องอะไรกับพี่บอยอีกแล้ว บางทีการเป็นเด็กหนุ่มอาจทำให้เรามองข้ามอะไรไปหลายอย่าง ผมต้องขอขมาพี่บอยจากใจจริง
  • แม้สิ่งที่คาใจมาหลายปีจะถูกปลดล็อคไป แต่ในใจผมยังมีอะไรค้างคาอีกหนึ่งอย่าง

    ตอนอายุ 27 ปี ผมลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนร้านเหล้าร้านแรกด้วยความเข้าใจผิดบางอย่าง ผมทะเลาะกับพี่ปี๊ด (นามสมมติ) พี่ชายที่รักและเคารพที่สุดคนหนึ่งรุนแรงมาก 

    ผมไม่คิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด (แน่นอนสิครับ ใครจะบอกว่าตัวเองผิด) แต่ในเมื่อจะบวช ผมก็ควรเคลียร์ปมในใจให้หมด ซึ่งในช่วงที่ตัดสินใจนี้เอง ปอง 1 กับปอง 2 ได้ตบตีกันฝุ่นตลบอยู่ในหัวผม

    ปอง 1: “เราไม่ผิด ทำไมเราต้องไปขอโทษวะ” (แน่ะ...ยังเข้าข้างตัวเอง)

    ปอง 2: “รู้ได้ไงว่าไม่ผิด”

    ปอง 1: “ก...ก...ก็กูเสียใจมากนะ”

    ปอง 2: “แล้วมันเกี่ยวกับมึงไม่ผิดยังไง?”

    ปอง 1: “อย่างน้อย กูก็เสียเชิงนะโว้ย”

    ปอง 2: “แต่มึงก็ต้องมีเรื่องที่ทำไม่ดีกับเขามั่งแหละนะ”

    ปอง 1: “แ…”

    “พอ!” ปองตัวจริงห้ามทัพ ทั้งสองหันมองตาปริบๆ

    “ช่างมันเถอะ จะได้บวชอย่างสบายใจ”

    ปอง 1 และปอง 2: “หล่อไปนะ…”

    ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดไปที่เบอร์ของพี่ปี๊ด

    ตรู๊ด ตรู๊ด

    ...

    ไม่มีใครรับสาย
  • แทนที่จะเสียดาย ผมกลับโล่งใจ เดินตรงไปหยิบกีตาร์นั่งร้องเพลงสบายใจเฉิบ...ใช่ซะที่ไหน!

    ผมตัดสินใจส่งข้อความไปหา พิมพ์ไปว่าผมกำลังจะบวช แล้วก็อยากตัดความขุ่นข้องหมองใจหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ให้ได้ ซึ่งก็คือพี่ปี๊ดนั่นเอง

    ผมกดส่ง

    ...

    ตุ๊ง

    พี่ปี๊ดส่งข้อความกลับมา ในนั้นมีเนื้อหาหลากหลายอารมณ์ ทั้งแสดงความยินดี การให้อภัย การขอโทษ ฯลฯ พี่ปี๊ดส่งมารัวๆ เล่นเอาผมตอบกลับแทบไม่ทัน 

    เราส่งข้อความตอบกลับไปมากันอยู่นาน จนผมรู้สึกว่าทำไมไม่โทร.คุยกันนะ (...ไม่ใช่โว้ย...) สิ่งที่ค้างคาใจถูกปลดล็อค บรรยากาศที่คุ้นเคยค่อยๆ กลับมา

    บางทีเรื่องที่แสนคาราคาซังและเต็มไปด้วยความหลังฝังใจปริมาณมหาศาล ก็จบลงได้ง่ายๆ แค่นี้เอง

    ตอนนั้นผมรู้สึกโล่งใจที่สุดในรอบสิบปี ผมเริ่มเข้าใจคำสอนของพระเจ้าที่บอกให้รักผู้อื่น ให้อภัยต่อผู้อื่นมากขึ้น แต่ผมดันเข้าใจตอนกำลังจะบวชพุทธ...

    นี่ผมลังเลหรือ?

    ก็อาจจะใช่

    แต่มาถึงตรงนี้ จะไม่บวชได้ยังไงกัน
  • ผมลองนึกว่าพระเจ้าจะโกรธมั้ย ถ้าหากรู้ว่าชาวคริสต์แบบผมอยากลองไปศึกษาเรียนรู้วิถีอื่นๆ

    แล้วพระพุทธเจ้าจะมีโมหะหรือโทสะบ้างหรือเปล่า ถ้าหากรู้ว่าสาวกของท่านอยากลองศึกษาวิถีของชาวคริสต์?

    ผมไม่สามารถรู้คำตอบของทั้งสองคำถามนี้ได้

    แต่ผมสามารถให้คำตอบตัวเองได้

    อาจจะดูบ้าบอ นอกรีต หรือแหกคอก แต่ผมก็ตัดสินใจแล้วว่า แม้จะบวชพุทธผมก็ยังจะเป็นชาวคริสต์ แต่จะเป็นชาวคริสต์ที่ขอฝากตัวเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้าด้วย

    ผมขออนุญาตห่มผ้าเหลืองสักระยะหนึ่งแล้วกันนะครับ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in