เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
I WRITE YOU A LOTPrachawit Dax
The Sound of Silence
  • โมงยามแห่งความเงียบงัน

    ผมนั่งอยู่บนรถเมล์แอร์สีเหลืองคันเก่าคันหนึ่ง
    ผมและเธอขึ้นรถพร้อมกัน ที่ป้ายหน้าห้างสยามสแควร์
    ผมเพิ่งดูหนังจบที่โรงหนังลิโด้ และกำลังกลับที่พัก
    คืนนี้รถเมล์เเล่นผ่านไปหลายคัน
    สักพักใหญ่ รถเมล์คันที่จะพาผมไปถึงจุดหมายก็ผ่านมา
    บนรถมีที่ว่าแค่สองที่ เนื่องจากเธอขึ้นก่อน
    จึงได้สิทธิ์นั่งริมหน้าต่าง

    ผมรู้สึกคุ้นหน้าเธอ พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก
    เราอาจเคยเป็นเพื่อนกันสมัยอนุบาล ประถม หรือนานกว่านั้น
    เสียงเพลง The Sound of Silence ดังลอดมาจากหูฟังของเธอ
    หลังจากยื่นเงินให้กระเป๋ารถเมล์
    เธอมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่นาน
    ราวกับว่ากำลังคิดอะไรบางอย่าง

    แสงไฟสีส้มสลัวอาบไล้ใบหน้าเธอให้คมเข้มยิ่งขึ้น
    ผมยาวประบ่า สีดำสนิท
    นัยน์ตาบ่งบอกถึงความเหนื่อยล้า โดดเดี่ยว และแฝงไปด้วยความเจ็บปวด
    ผิวขาวซีดเหมือนกับใบไม้ที่ไม่เคยโดนแดด
    ้เธอสวมเสื้อสีเหลืองลายดอกทานตะวัน
    และใส่กางเกงยีนส์ขาสั้น

    เรานั่งเงียบงันอยู่อย่างนั้น ไร้ซึ่งบทสนทนา
    รถแล่นอยู่บนถนนสุขุมวิท สองข้างทางเป็นห้าง
    ร้านเหล้า แล่นผ่านสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสไปทีละสถานี
    เเละมาติดหนักตรงสถานีเอกมัย 
    ผู้โดยสารขึ้นมาจนแน่นขนัด ไม่มีที่ยืนให้ผู้มาใหม่อีกต่อไป
    แต่กระเป๋ารถเมล์ก็ยังพยายามจัดระเบียบ
    และตะโกนเสียงดังให้เดินเข้าไปข้างในอีก

    ผมได้ยินเสียงเธอถอนหายใจหลายครั้ง
    เสียงเพลง The Sound of Silence ยังดังวนอยู่
    สงสัยเพลงนี้เป็นเพลงโปรดของเธอ
    ผมเห็นเธอคิ้วขมวดมาตลอดทาง
    เลยอยากจะถามหรือพูดคุย เผื่อว่าเธอจะสบายใจขึ้น
    แต่ในความเป็นจริง ผมได้แค่นั่งเงียบๆ ฟังเสียงที่เล็ดลอดจากหูฟังของเธอ

    ผมทอดสายตาออกไปข้างหน้า
    รถเริ่มแล่นได้อย่างคล่องตัว
    นาฬิกาบนรถเมล์บอกเวลาห้าทุ่มกว่าๆ
    รถแล่นมาถึงสถานีบีเอสพระโขนง
    ใครบางคนยื่นมือมาสะกิดไหล่ผม
    ผมหันไปหาหญิงสาวที่นั่งเงียบมาตลอดทางข้างผม
    เธอแค่ลุกขึ้น ผมเลยขยับให้เธอเดินออกไป
    เธอหันมามองผมก่อนจะลงรถ
    เราสบตากันชั่วขณะ ก่อนเธอจะลงจากรถไป

    ที่นั่งริมหน้าต่างจึงว่างอีกครั้ง และไม่มีใครมานั่ง
    เพราะระหว่างทางผู้คนก็ขึ้น ๆ ลง ๆ กันเป็นปกติแล้ว
    หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้นึกถึงเธออีก
    จนกระทั่งเที่ยงคืนเศษ ผมถึงจุดหมายปลายทาง
    ก่อนเข้านอน นาฬิกาบอกเวลาตีหนึ่ง
    ผมนอนเล่นเฟสบุ๊กไปเรื่อย ๆ เลื่อนไปเจอหัวข้อข่าวอันหนึ่ง พาดหัวว่า


    "สลด! หญิงสาวกระโดดให้รถไฟฟ้าทับ เสียชีวิตคาที่"

    ในภาพเป็นสถานีรถไฟฟ้าที่ผมเพิ่งนั่งรถผ่านมา
    ผมจึงกดเข้าไปอ่าน เนื้อข่าวเขียนไว้ว่า


    "เมื่อเวลา 23.30 นาที พบศพหญิงสาวไม่ทราบชื่อ
    เสียชีวิตจากการโดนรถไฟฟ้าทับ จากการตรวจสอบพบว่า เป็นวัยรุ่นอายุประมาณยี่สิบปี ผมยาวประบ่า ผิวขาวซีด สวมเสื้อสีเหลืองลายดอกทานตะวันที่เปื้อนไปด้วยเลือด และใส่กางเกงยีนส์ขาสั้น
    จากการสอบถามพยานในที่เกิดเหตุ ให้การณ์ตรงกันว่า
    หญิงสาวเคราะห์ร้ายคนนี้ตั้งใจกระโดดลงไปในรางรถไฟฟ้า
    ก่อนที่จะมีใครลงไปช่วยได้ทัน รถไฟฟ้าก็แล่นทับร่างจนเสียชีวิัต ทั้งนี้ทั้งนั้นทางตำรวจได้ส่งร่างของผู้เสียชีวิตให้ทีมแพทย์ได้ทำการชันสูตรศพต่อไป..."

    ผมหายใจหอบถี่ เสื้อผ้าชุ่มไปด้วยเหงื่อ ราวกับผ่านการวิ่งมาแล้วสิบไมล์
    หัวใจเต้นหนักกว่าเดิม เมื่อได้ทราบข่าวที่เกิดขึ้น
    เสียงเพลง The Sound of Silence ยังคงดังวนเวียนอยู่รอบตัว
    ผมไม่รู้เหตุผลที่เธอตัดสินใจทำแบบนั้น
    หากตอนนั้นเราได้คุยกัน เธออาจจะเปลี่ยนใจ
    เรื่องราวของเธอก็คงจะผ่านไปอย่างเงียบงัน
    เหมือนบทสนทนาที่ไร้เสียงระหว่างเราบนรถเมล์คันนั้น
    ผมเปิดบทเพลงนั้นฟังอีกครั้ง ข่มความเสียใจไม่ให้ระเบิดออกมา

    พรุ่งนี้เช้าผมจะไปวัด เป็นการเข้าวัดในรอบหลายปี
    อาจจะแวะไปร้านขายแผ่นเสียงก่อน
    ซื้อแผ่นเสียง Simon And Garfunkel
    วงโปรดของเธอ และเป็นเพลงที่เธอฟังก่อนตาย
    ผมจะไปทำบุญให้เธอ และไม่รู้ว่าเธอจะได้รับมันบ้างไหม

    แต่ที่ผมรู้ เธอคงจะนั่งเงียบๆ ฟังเพลง The Sound of Silence อยู่ที่ไหนสักแห่ง
    ที่ๆเธอจะไม่แสดงความเจ็บปวดและความโดดเดี่ยวผ่านดวงตาคู่นั้นอีก
    เธอจะเป็นความเงียบงันที่งดงามสำหรับผมเสมอไป

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in