PARIS IN PAIRS ปารีสบนดาวดวงอื่นSALMONBOOKS
01 Léa
  •         
  •          
              คุณแน่ใจหรือว่าภาพวาดที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นของจริง?
              ฉันถามคุณ ขณะมองดูภาพชื่อดังของมาเนต์ที่มีชื่อว่า The Luncheon on the Grass
    (Le Dejeuner sur l’herbe)
    หนึ่งในภาพวาดที่ถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ดอร์แซ พิพิธภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยผลงานจากเหล่าศิลปินผู้มี  ชื่อเสียง จากยุคอิมเพรสชันนิสม์และโพสต์อิมเพรสชันนิสม์อย่างแวนโก๊ะ โมเนต์ และมาเนต์
              คุณแน่ใจหรือว่าภาพวาดที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นของจริง?
              ฉันถามคุณอีกครั้ง—คุณที่กำลังอ่านข้อความนี้อยู่นั่นแหละ
              คุณอาจไม่เชื่อว่างานจากศิลปินชื่อดังที่คุณจ่ายค่าเข้าชมหลายยูโรนั้นเป็นของปลอม และคงยิ่งไม่อยากเชื่อ หากบอกว่าภาพจริงนั้นได้ถูกฉันโจรกรรมไปนานหลายปีแล้ว ซึ่งฉันก็ไม่รู้หรอกว่าป่านนี้ภาพเขียนของจริงเหล่านั้นไปอยู่ที่ไหน แต่ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ตอนนี้ฉันกำลังมองภาพเขียนปลอมๆ ท่ามกลางผู้คนที่พากันเบียดเสียดมุงดูด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ เพื่ออำพรางการหายไปของภาพที่แท้จริง
              ฉันเป็นคนวาดภาพเหล่านี้ด้วยตนเอง
              ชื่อในวงการอาชญากรรมของฉันคือเลอา ฉันจะไม่บอกคุณหรอกว่ามันเป็นชื่อเดียวกับชื่อจริงของฉันหรือไม่ เพราะมันอันตรายเกินไป แต่ทุกคนก็รู้จักฉันด้วยชื่อนี้ ฉันเคยเป็นโจรกระจอกแบบพาร์ตไทม์ ล้วงกระเป๋าไปวันๆ ขโมยภาพเขียนไปขาย วันไหนขี้เกียจก็ไม่ทำ จนกระทั่งถูกชักชวนให้ไปทำงานประจำแบบฟูลไทม์กับนายจ้างที่ไม่รู้จักชื่อจริงๆ  มันก็ไม่ได้เป็นงานประจำขนาดนั้นหรอก ฉันไม่จำเป็นต้องทำงานทุกวัน เพียงแต่ต้องทำงานขึ้นกับนายจ้างคนเดียวเท่านั้น มีค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวนหลายยูโรทุกเดือน หรือถ้ามีงานพิเศษก็ได้ค่าจ้างแยกต่างหาก ฉันไม่เคยเห็นหน้านายจ้าง ไม่รู้จักชื่อหรือที่อยู่จริงของเขา ไม่แน่ใจว่าเขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เราติดต่อกันผ่านทางข้อความโทรศัพท์ ทุกครั้งเขาจะให้ฉันนำของไปส่งไว้ที่คาเฟ่แห่งหนึ่งในมงมาร์ต
              เขาค่อนข้างชื่นชอบศิลปะและมักจะสั่งให้ฉันไปขโมยเหล่าภาพวาดที่มีชื่อเสียง ส่วนที่ยากที่สุดไม่ใช่การลงมือขโมยหรอก แต่เป็นการวาดภาพที่จะเอาไปแทนที่ภาพเหล่านั้นให้แนบเนียน เพราะมันต้องอาศัยฝีมือทางด้านศิลปะประมาณหนึ่ง โชคดีที่นอกจากพรสวรรค์ในการขโมยแล้วฉันยังมีพรสวรรค์ในด้านนี้แต่ถึงอย่างนั้น  บางภาพฉันก็ต้องใช้เวลาวาดเป็นเดือนๆ อยู่ดีกว่าจะเสร็จ
              ‘ฉันต้องการหนังสือ Artists and Their Cats ภายในพรุ่งนี้’
              ฉันเลิกคิ้วสงสัยกับคำสั่งล่าสุด ปกตินายจ้างไม่เคยมีงานง่ายๆ อย่างการฝากซื้อหนังสือสักเล่ม ถึงบางทีจะมีงานประหลาดๆ อย่างการโจรกรรมของใช้ส่วนตัว หรือเก็บกวาดอะไรบางอย่างแต่ไม่เคยมีงานไหนดูถูกศักยภาพอาชญากรราวกับเป็นมือสมัครเล่นขนาดนี้มาก่อน
              ‘แน่ใจนะ ว่าคุณไม่ได้พิมพ์อะไรผิด’
              ฉันพิมพ์กลับไป เขาตอบกลับมาแทบจะในทันที
              ‘ฉันต้องการด่วนที่สุด’
              ฉันพิมพ์ชื่อหนังสือลงในช่องค้นหาทางอินเทอร์เน็ต หนังสือที่ว่าเกี่ยวกับแมวของศิลปินกว่าห้าสิบคน  ปกเป็นกรอบสีฟ้าสด ล้อมรอบภาพขาวดำของซัลวาดอร์ ดาลี กับเจ้าแมวป่าโอเซลอตที่มีหน้าตาเหมือนเสือดาวแคระของเขาจะว่าไปฉันยังไม่เคยลอกผลงานของดาลีเลย ฉันเก็บโทรศัพท์ พลางคิดว่าการหาหนังสือที่เพิ่งตีพิมพ์ในปี 2015 มันจะยากเทียบเท่าสิ่งอื่นๆ ที่ฉันเคยทำอย่างการโจรกรรมภาพเขียนระดับโลกได้อย่างไร
              ฉันเริ่มต้นค้นหาที่โซนขายหนังสือของพิพิธภัณฑ์ดอร์แซเป็นอันดับแรก แต่หนังสือของที่นี่ส่วนใหญ่ จะเกี่ยวกับงานของศิลปินอิมเพรสชันนิสม์และโพสต์อิมเพรสชันนิสม์ที่จัดแสดงอยู่มากกว่า ฉันลิสต์รายชื่อพิพิธภัณฑ์ต่อไปและต่อไปไว้ในหัวเริ่มตระเวนไปตามจุดต่างๆ ตั้งแต่เอสเพซ ดาลี พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานของดาลีโดยเฉพาะ ต่อด้วยศูนย์ศิลปะปงปิดูที่มีโซนของหนังสือแยกออกมา ศูนย์ศิลปะปาเลส์ เดอ โตเกียว รวมถึงพิพิธภัณฑ์อื่นๆ เท่าที่จะนึกออก แต่ไม่ว่าที่ที่ฉันไปจะมีหนังสือสารพัดอัดแน่นอยู่เต็มชั้นขนาดไหน ฉันก็ไม่พบหนังสือที่ต้องการ ฉันวนเข้าออกร้านหนังสือภาษาอังกฤษอีกหลายร้าน  'ไม่มี' เป็นคำตอบเดียวที่ได้รับ

  •           เอาล่ะ มันคงไม่ใช่งานฝากซื้อหนังสือธรรมดา แต่มันเป็นงานฝากซื้อหนังสือที่หายากเล่มหนึ่ง
              จุดหมายสุดท้ายของฉันในวันนี้คือ Shakespeare and Company ร้านหนังสือที่เป็นศูนย์รวมของนวนิยายนานาประเภทจากทั่วทุกมุมโลก ฉันเดินเข้าไปกล่าวคำทักทาย ถามพนักงานขายผู้หญิงตรงเคาน์เตอร์ หล่อนบอกว่าน่าจะเหลือเป็นเล่มสุดท้าย แล้วชี้ไปด้านในร้าน บอกพิกัดของหนังสือให้
              ตอนนี้ในหัวของฉันมีแต่ความสงสัยว่า ทำไมไอ้นายจ้างมันไม่มาซื้อเอง! จ้างโจรมาซื้อของแบบนี้ก็ได้เหมือนกันเหรอ!
              ฉันเดินวนหาหนังสือ แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จึงถามพนักงานที่กำลังจัดการกับกองหนังสืออยู่แถวนั้น หล่อนชี้ไปที่ช่องว่างแถวหัวมุมชั้นหนังสือบริเวณโซนหนังสือศิลปะและดีไซน์
              “ปกติมันจะอยู่ตรงนี้ สงสัยเพิ่งมีคนซื้อไปค่ะ”
              ฉันออกมานอกร้านอย่างหัวเสียนิดหน่อย เอาล่ะ จะไปไหนต่อ หรืองานสุจริตอย่างการหาซื้อหนังสือจะไม่ใช่ทาง ทางของฉันคือขโมยมันมาเท่านั้น แต่...จะขโมยจากไหนก็ยังไม่รู้เลย ร้านหนังสือในปารีสฉันก็ไปมาเกือบทั่วแล้ว ถ้าจะสั่งจากอินเทอร์เน็ตก็ได้ของไม่ทันพรุ่งนี้แน่
              ระหว่างที่ฉันหงุดหงิดอยู่แถวหน้าร้าน พลันสายตาเหลือบไปเห็นคุณป้าคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่ด้านหน้าร้านให้เด็กๆ สองคนฟัง—เด็กผู้หญิงคน เด็กผู้ชายคน อาจจะเป็นหลานของหล่อน
    ฉันเกือบไม่สนใจ แต่แล้วก็เห็นหนังสือในมือเด็กผู้หญิง 
              มันเป็นหนังสือที่ฉันกำลังตามหา!
              ทางของฉันคือการขโมยเท่านั้นสินะ
              เรื่องชั่วๆ เริ่มปะทุขึ้นในหัวว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง ถ้ารีบเข้าไปฉกแล้ววิ่งหนีไปเลย ยัยเด็กนี่จะร้องแหกปากมั้ย


  •           ยังไม่ทันที่ฉันจะคิดแผนการอะไรต่อ หญิงสาวอีกคนก็เดินตัดหน้าฉันเข้าไปหาพวกเขา
              “เด็กๆ กลับบ้านได้แล้ว” เธอบอก “คืนหนังสือให้ป้าลูด้วย”
              เด็กทั้งสองส่งหนังสือคืนให้กับคุณป้า หญิงสาวที่มารับบอกขอบคุณ แล้วลากกระเป๋าเดินทางที่คาดว่าเป็นของพวกเด็กๆไปด้วย
              “กลับกันดีๆ นะ” คุณป้าโบกมือ “แล้วไว้มาอ่านหนังสือกันใหม่”
              เมื่อเด็กๆ จากไป หนังสือเล่มที่ว่าก็ถูกกุมไว้ในมือของคุณป้าแทน
              ฉันสังเกตการณ์อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลว่าหล่อนจะทำอย่างไรกับมันต่อ หล่อนถือหนังสือไว้ในมืออยู่อย่างนั้น แล้วเดินไปสั่งเครื่องดื่มที่คาเฟ่สีขาวข้างๆ ซึ่งเป็นร้านของ Shakespeare and Company
    เหมือนกัน ก่อนจะถือเครื่องดื่มมาหย่อนก้นนั่งที่โต๊ะตัวยาว
              ฉันทำทีเดินไปสั่งเครื่องดื่มบ้าง แล้วเดินมาหาที่นั่งที่หันหลังติดกับคุณป้า มืออีกข้างควานหายาสลบในกระเป๋าเตรียมเอาไว้ที่เหลือก็แค่รอจังหวะให้หล่อนเผลอ จากนั้นก็แค่หยดยาสลบลงไปในถ้วยกาแฟสองสามหยด รอไม่นาน หนังสือเล่มนี้ก็จะมาอยู่ในมือฉันไม่ยาก
  •           ฉันเดินกลับมาที่พักพร้อมถือหนังสือในมืออย่างระแวดระวัง กำหนังสือในมือแน่นขึ้นเล็กน้อยระหว่างเดินสวนกับเพื่อนชาวต่างชาติข้างห้อง ที่เพิ่งจะย้ายเข้ามาได้ไม่กี่สัปดาห์ หล่อนมักออกจากห้องตอนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แล้วกลับมาตอนพระอาทิตย์ขึ้น ทำตัวราวกับเป็นผีเสื้อกลางคืนขัดกับบุคลิกที่ดูเรียบร้อย หรืออันที่จริงหล่อนจะเป็นแวมไพร์
              “ไง” ยัยแวมไพร์ทัก
              “สวัสดี” ฉันทักกลับตามมารยาท พลันนึกสงสัยว่า ทำไมสำเนียงฝรั่งเศสของหล่อนเช้านี้ถึงฟังดูไม่ประหลาดเหมือนทุกครั้ง
              “เล่มนั้นดีนะ” หล่อนชี้หนังสือในมือฉัน
              ฉันพยักหน้าส่งๆ ก่อนเข้าห้อง ปิดประตู ล็อกกลอน ใช้เท้าเขี่ยภาพเขียนที่ยังวาดไม่เสร็จกับหลอดสีและพู่กันที่กระจัดกระจายอยู่ออกไปให้พ้นทางเดิน ล้มตัวลงบนเตียง หยิบหนังสือขึ้นมาเปิดดู ลองอ่านดูสักหน่อยดีกว่าว่ามันมีอะไรดีนักหนา  วันพรุ่งนี้ค่อยส่งข้อความหานายจ้างว่าได้มันมาแล้ว


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in