LOVE & FATE of Yuri 'ยูริ'i3e-dwz
YURI : 04 : 'คิดถึงคุณยูริครับ'


  • “จะไม่ไปโรงพยาบาลจริงๆ หรือครับ”

    “ฉันไม่อยากพูดเรื่องนี้ซ้ำแล้วนะคุณหมอ”

    “ก็ผมเป็นหมอนี่ครับคุณแจจุง”

    ตั้งแต่ที่ยังเป็นนักเรียนแพทย์ เขาถูกฝากฝังจากพ่อเอาไว้ว่าถ้ามีวันใดวันหนึ่งที่เขาท้อแท้ใจในวิชาชีพจนไม่อยากจะรับภาระเหล่านั้นอีกต่อไปแล้ว อย่างไรก็ขอให้เขาละเว้นชีวิตหนึ่งเอาไว้จากการเพิกเฉย...แม้ว่าจะหมดแรงกำลังใจแค่ไหน ก็ขอให้อย่าได้ละเว้นคนไข้คนหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘คิมแจจุง’ คนนี้และปล่อยให้ความโดดเดี่ยวนำโรคภัยมาพาเขาไปอย่างน่าสงสารเลย

    พัคยูชอน ลูกชายคนเดียวของครอบครัวผู้บริหารโรงพยาบาล เขาเป็นแพทย์ระบบประสาทที่กำลังถูกจับตามองด้วยวัยที่ยังน้อยถ้าเทียบกับฝีมือและประสบการณ์ และเขาคือพัคยูชอนที่พ่อฝากฝังเอาไว้อย่างนั้นดังนั้นแล้วในวันที่ความแก่ชราทำให้ร่างกายของพ่อไม่แข็งแรงพอที่จะรักษาใครได้อย่างเต็มที่ เขาจึงรับช่วงต่อในการเป็นแพทย์เจ้าของไข้ให้กับคนไข้ที่แสนพิเศษอย่างคิมแจจุงอย่างเต็มตัว  เขาเป็นไม่กี่คนที่สามารถเข้านอกออกในบ้านนี้ท่ามกลางการต้อนรับขับสู้ที่ดีจากเจ้าของบ้าน แต่ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เขามา เขาก็มักจะพูดเรื่องเดิมๆ อย่างนี้จนวันนี้เจ้าของบ้านต้องทำหน้าเบื่อหน่ายใส่เขาอีกครั้ง

    “ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าฉันเป็นคนติดบ้านแค่ไหน”

    “แต่คุณไม่สบาย คนไม่สบายก็ต้องได้รับการรักษาที่ถูกวิธีสิครับถึงจะหายดีได้”

    “ก็เพราะฉันรู้หรอกว่ายังไงก็คงไม่มีทางหายดี แทนที่จะไปนอนโรงพยาบาล...สู้อยู่ดูแลบ้านจะดีกว่า”

    “ผมอยากบังคับคุณได้จังเลยครับ”

    คนไข้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โยกตัวนั้นส่ายหน้าพร้อมกับรอยยิ้มหวาน

    “ไม่ใช่ว่าฉันไม่เชื่อความรู้ของคุณหมอหรอกนะ แต่ฉันเชื่อตัวเองมากกว่า”

    “เวลาที่ปวดหัวมากๆ คุณไม่คิดถึงกันบ้างเลยหรือครับ”


    “ฉันมีคนให้คิดถึงมากพอแล้วคุณหมอ ส่วนคุณหมอเองก็คงมีคนคิดถึงอยู่เยอะน่าดู...ไม่มีฉันสักคน คุณก็คงไม่เดือดร้อน”

    “เอาล่ะครับ เอาเป็นว่า...ผมจะจัดยาให้เหมือนเดิม แต่ถ้าเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ โทรมาได้ทุกเมื่อเลยนะครับ”

    “อืม”

    ขณะที่เขาจัดการเก็บอุปกรณ์แพทย์ใส่กระเป๋า คนไข้ที่มักจะมีสายตาโอบอ้อมอารีส่งมาถึงเขาก็มองอย่างสังเกตไม่วางตาเช่นกัน แล้วก็เหมือนกับทุกครั้งที่มาตรวจอีกนั่นแหละ...คือเขามักจะพูดเรื่องเดิมๆ 

    “ผมเป็นห่วงคุณแจจุงเสมอนะครับ...ไม่ใช่แค่ในฐานะคนไข้ แต่ผมรักคุณเหมือนคนในครอบครัวเลยทีเดียว”

    “ขอบคุณนะคุณหมอ”


    คล้อยหลังหมอกลับออกไปได้ไม่ถึงชั่วโมง คุณคิมแจจุงก็ลุกขึ้นมาหยิบเสื้อคลุมตัวหนากับหมวกมาสวมแล้วเดินออกมาข้างนอก ไม่สนใจเสียงทัดทานของพ่อบ้านทั้งสองที่บอกว่าควรจะนอนพักแต่ในห้องมากกว่า

    “คุณท่านครับ คุณหมอแนะนำให้พักผ่อนมากๆ นะครับ”

    “แต่หมอเขาก็ไม่ได้บอกให้ฉันอุดอู้อยู่แต่ในห้องนี่”

    “ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะครับ…”

    “ฉันจะไปเดินเล่นในสวน แค่เดี๋ยวเดียวก็จะกลับมาอ่านหนังสือต่อแล้ว”

    “แต่ว่า…”

    “ไม่ต้องตามมานะ ฉันจะไปคนเดียว”


    “คุณท่าน…”

    “ทำไมทำหน้าอย่างนั้น ฉันไม่มีทางหลงทางในบ้านตัวเองหรอกอย่ากังวลกันนักเลย”




    - YURI -



    แม่บุญธรรมของยูริเป็นศัลยแพทย์ เธอเป็นแพทย์หญิงที่ได้รับการยอมรับจากแพทย์ทุกคนในโรงพยาบาลและคนไข้ นั่นทำให้เธองานยุ่งและมีภาระเสมอจนหลายๆ ครั้งต้องค้างคืนที่โรงพยาบาล และเมื่อยูริโตขึ้นก็ดูเหมือนว่าเธอจะคลายกังวล คลายความเป็นห่วงว่าลูกชายจะอยู่บ้านตามลำพังอย่างลำบากลงไปได้มากก็เลยยิ่งนอนค้างข้างนอกได้อย่างสบายใจมากขึ้น 

    วันหนึ่งในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน
    แม่ของยูริมีผ่าตัดใหญ่ที่กินเวลาข้ามคืน วิคเตอร์ก็เลยอาสาขอมานอนเป็นเพื่อนกับยูริ ถ้าเป็นวิคเตอร์ล่ะก็จะได้ความไว้ใจไปทั้งหมด...ไม่ใช่เฉพาะจากแม่ของยูริ แต่หมายถึงจากทุกคนในหมู่บ้านที่รักเขาเหมือนเขาเป็นลูกชาย หลานชาย หรือแม้แต่น้องชายแท้ๆ ของทุกคน เด็กอนุบาลที่ยังพูดไม่ทันรู้ประสาก็ยังรักวิคเตอร์เหมือนกับเป็นพี่ชายแท้ๆ เหมือนกัน เพราะเป็นวิคเตอร์ขวัญใจของคนทุกคน พอยูริไปบอกกับแม่ว่าเขาจะมานอนเป็นเพื่อนเธอก็เลยดีใจยกใหญ่ บอกว่าดีแล้วที่เป็นวิคเตอร์...เพราะถ้าเป็นวิคเตอร์ล่ะก็หายห่วงได้เลย

    ยูรินั่งรอวิคเตอร์จนกระทั่งเวลาสองทุ่มเขาก็มาเคาะประตู แน่นอนว่ายูริไม่ชอบที่เขาผิดนัดเพราะตอนแรกตกลงกันเอาไว้ว่าเขาจะมาถึงตั้งแต่หกโมงเย็น ยิ่งพอเขามาถึงในสถาพมอมแมมแบบนี้ไม่บอกก็รู้ว่าเขาคงจะไปขลุกอยู่กับเพื่อนๆ ที่สนามฟุตบอลมานั่นเอง

    “สรุปว่าชอบว่ายน้ำหรือว่าเตะบอลมากกว่ากันแน่น่ะ”

    “ขอโทษนะยูริ”

    “ขอโทษทำไม”


    “ฉันมาสาย เรานัดกันไว้หกโมง”

    “ไม่ได้ลืมไปแล้วหรอกหรือวิคเตอร์”

    เขาส่ายหน้าช้าๆ แล้วก็เอามือที่มอมแมมมาตั้งแต่ที่เล่นฟุตบอลคลุกฝุ่นนั้นมาจับมือของยูริเอาไว้ และเพราะความรู้สึกผิดของเขาฉายชัดออกมาขนาดนั้น ยูริถึงได้ใจอ่อนและโกรธเขาไม่ลงเหมือนเดิม

    “เข้ามาก่อนสิ…”

    “โกรธฉันหรือเปล่ายูริ”

    ยูริหันมา และปฏิเสธเขา

    “ไม่ขนาดนั้น ฉันแค่เบื่อที่ต้องนั่งรอนานๆ”

    “ขอโทษนะ”

    “อืม ไม่เป็นไร...แล้วนายกินอะไรมาหรือยัง ถ้ายัง...”

    “ไม่เป็นไร ฉันไม่หิว อยากอาบน้ำก่อน”

    “ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ...ผ้าเช็ดตัวกับชุดนอนอยู่บนเตียง ฉันเตรียมไว้ให้แล้ว”

    ถึงจะบอกว่าไม่ได้เป็นอะไร แต่ยูริก็เปลี่ยนไปมาก ทั้งความดีใจที่ได้เจอกันก็ดูลดลง รอยยิ้มก็กลายเป็นของหายากไปแล้วในชั่วโมงนี้ แต่เพราะวิคเตอร์คือวิคเตอร์ เขาคือหนุ่มอารมณ์ดี เป็นนักกีฬา เป็นขวัญใจของทุกคนที่นี่ เขารู้วิธีมัดใจทุกคนนั่นแหละ 
    โดยเฉพาะกับยูริแล้ว...เขารู้ดีที่สุด

    “ทำไม อยากได้อะไรอีก”

    เขารั้งแขนเอาไว้แล้วยูริก็หันมาถามอย่างนั้น

    “อยากให้นายไปอาบน้ำด้วยกัน”

    “หา?”

    เขาไม่พูดซ้ำ แต่ออกแรงดึงยูริที่สู้เขาไม่ไหวขึ้นบันไดไปด้วยกันแทน แต่ยูริพยศเหลือเกินในคืนนั้นทำให้ไม่มีทางเลือกอื่นเลยนอกจากจับคนตัวบางๆ นั้นขึ้นมาพาดบ่าแล้วพาไปยังจุดหมายปลายทางโดยไม่ฟังเสียงโวยวายของเจ้าตัว

    พอเข้ามาในห้องน้ำได้เขาถึงได้เห็นว่าที่จริงแล้วยูริเตรียมน้ำอุ่นเอาไว้รอเขาแล้วด้วย เพียงแต่ว่าพอเวลาล่วงเลยมาขนาดนี้ก็เลยกลายเป็นน้ำเย็นไปแล้วทั้งอ่าง แต่นั่นก็ไม่ใช่สลักสำคัญอะไรเลยเมื่อเขาไม่ได้ต้องการน้ำอุ่นมากเท่ากับที่ต้องการอยู่กับคนเตรียมน้ำอุ่นมากกว่า

    เสียงร้องของยูริดังบ้างเบาบ้างสลับกันไป แต่ที่ไม่เคยลดหย่อนลงไปคือเรี่ยวแรงที่เจ้าตัวพยายามจะงัดมาต่อกรกับเขาซึ่งได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าไหร่ เพราะไม่ว่าจะทำยังไงก็แพ้ให้วิคเตอร์ที่ตัวสูงใหญ่กว่าอยู่ดี 
    แถมพอรู้ตัวอีกที...รักแรกที่รักมากจนทำให้หัวใจต้องร้อนรุ่มเหมือนติดไฟทุกครั้งก็จัดการกับกระดุมชุดนอนลายทางสีแดงตัวนั้นแล้ว

    “ไม่!! วิคเตอร์!!! ไม่เอา!!”

    “เอาน่า ฉันไม่ทำอะไรหรอก แค่อาบน้ำด้วยกัน…”

    “แต่ฉันอาบแล้ว โอ๊ย! ปล่อยสิ!” 

    ยื้อยุดกันอยู่อย่างนั้นแทนที่วิคเตอร์จะกลัวเสียงขู่ลอดไรฟันของยูริก็กลับมองเป็นเรื่องตลก เขายังยิ้มแล้วก็ขโมยหอมแก้มชมพูของยูริทั้งซ้ายและขวา ภูมิใจกับตัวเองเหลือเกินกับแฟนคนนี้

    “วิคเตอร์! ชองแทโฮ!! ฉันบอกว่า---”

    เขาออกแรง กระชากเสื้อของยูริออกและจากนั้นก็ได้ยินเสียงกระดุมพลาสติกกลิ้งกระดอนไปคนละทิศคนละทาง ยูริเสียเสื้อนอนตัวเก่งไปแล้วในพริบตา เจ้าตัวกอดร่างแบบบางของตัวเองเอาไว้ แต่ถึงจะพยายามซ่อนแก้มแดงนั้นยังไงก็ไม่มิด วิคเตอร์ยังคงมองว่ายูริน่ารักแล้วก็น่าทำอะไรมากกว่านั้นด้วยตามประสาวัยที่ความคึกคะนองมักจะแข็งแรงเป็นพิเศษ แต่นั่นก็ก่อนที่เขาจะเหลือบมองไปยังกระจกที่สะท้อนภาพแผ่นหลังที่โผล่พ้นจากเสื้อนอนที่ยังไม่หล่นลงไปเสียทั้งหมดของยูริ…

    เห็นเขาเงียบไปยูริถึงได้ลองเหลือบตามองเขา แต่พอเห็นว่าดวงตาของเขากำลังมองไปที่อื่นก็รู้ทันทีว่าพลาดไปเสียแล้วที่ลืมไปว่าข้างหลังมีกระจกบานใหญ่ติดอยู่ พลาดแล้วทั้งที่ขัดขืนไม่ยอมให้เขาถอดเสื้อดีๆ มาตั้งแต่ต้นก็เพราะความอัปลักษณ์ที่ติดตัวมาตั้งแต่ตอนเจ็ดขวบแท้ๆ

    “อย่ามองนะ! ออกไป!!”

    “ยูริ…”

    “บอกให้ออกไปไง อย่ามอง...มันน่าขยะแขยง”


    “แผลเป็นนั่นมันอะไร”

    “ฉันบอกให้--”

    “มันอะไรกัน!?” เขาตวาด และนั่นทำให้ยูริต้องน้ำตาร่วงอย่างไม่ทันรู้ตัว  “ตอบฉัน…ยูริ...มองหน้าแล้วก็คุยกันดีๆ ซิ”

    “มันน่าเกลียด น่ากลัว น่าขยะแขยง...ฉันยังไม่ชอบเลย”

    แต่ถึงยูริจะยืนยันหนักแน่นอย่างนั้นแต่ก็ยอมให้คนตัวโตกว่าจับหันหน้าเข้าหากระจก แล้วจัดการดูแผลเป็นนั้นอย่างเต็มตา ยูริเองก็มองเขาผ่านกระจกเงาตรงหน้า แววตาของเขามีหลายความรู้สึกรวมกันไปหมดจนยูริคนสวยหวาดหวั่นว่าเขาจะรู้สึกกลัวแล้วก็ทิ้งกันไปเพียงเพราะได้เห็น เพราะแบบนั้นถึงได้คอยมองเขาไม่วางตา...เพราะไม่แน่ใจเลยว่าเขาจะยังอยู่ให้มองแบบนี้อีกนานแค่ไหน

    “มันยังเจ็บอยู่หรือเปล่า”

    ยูริส่ายหน้า กลั้นสะอื้น

    “แต่ฉันไม่อยากให้ใครเห็นมันเลย โดยเฉพาะนาย…”

    “นายไม่เจ็บก็ดีที่สุดแล้ว”

    พอได้คำตอบว่ายูริไม่เจ็บแล้วเขาจึงลูบลงไปที่แผลเป็นขนาดเกือบสองฝ่ามือนั้นอย่างทะนุถนอม เขามองร่องรอยของชะตาชีวิตยูริผู้น่าสงสารก่อนจะก้มลงแล้วจุมพิตลงไปท่ามกลางเสียงค้านจากในคอของยูริที่เหมือนว่าจะตัวแข็งทื่อไปแล้ว หลังจากถอนริมฝีปากเขาเกยคางไว้บนไหล่ของยูริพร้อมกับใช้สองแขนกอดเอวเจ้าตัวเอาไว้แล้วมองตาช้ำๆ เพราะน้ำตาของยูริผ่านกระจกบานเดิม

    “สวยมาก”

    “.........”

    “สวยมาก แจจุง…”

    “ไม่หรอก...มีแผลแบบนั้นแล้วจะ--”

    “เป็นเจ้าของร่างกายนี้แท้ๆ แต่ทำไมถึงเอาแต่ปฏิเสธอยู่ได้ ไม่รู้ล่ะนะ...สำหรับฉันต่อให้แผลเป็นนี่จะใหญ่กว่านี้ก็ยังสวยอยู่ดี”

    “ฉันรู้ว่านายปลอบเก่ง แต่ไม่ต้องทำเพื่อฉันขนาดนี้หรอก”

    “หยาบคายจริงๆ นะ ที่ปฏิเสธความจริงใจของฉันแบบนี้น่ะ”

    “นายอาบน้ำเถอะ ฉันจะไปดูทีวีต่อ…”

    วิคเตอร์กอดแน่น ไม่ยอมให้ยูริได้ออกไปไหน

    “ฉันเตะบอลมา เหงื่อออกท่วมตัวไปหมด เหม็นซะด้วย...แล้วมากอดนายแบบนี้ก็คงเหม็นกันทั้งคู่ซะแล้ว...นายจะเข้านอนทั้งที่ตัวเหม็นๆ แบบนี้ได้หรือไง”

    “.........”

    “อาบน้ำกันเถอะ” 

    เขาว่า ก่อนจะหอมแก้มของยูริอีกครั้ง และกระซิบคำสั้นๆ ที่ทำให้ยูริใจเต้นแรงแทบคลั่งทั้งที่คราบน้ำตายังไม่ทันแห้ง 

    “เถอะนะ ยูริ…”

    หนึ่งปีที่คบกันมา ยูริกับวิคเตอร์ยังไม่เคยเกินเลยมากไปกว่าการจูบกันสักครั้ง พวกเขามักจะมีที่พิเศษของเราสองคนอย่างเช่นบ้านของยูริเวลาที่คุณแม่บุญธรรมไม่อยู่ ห้องนอนของวิคเตอร์ที่ได้ยูริไปคอยเก็บกวาดให้บ่อยครั้ง มุมหนังสือพฤกษศาสตร์ที่ลับตามากพอในห้องสมุดประชาชน  หรือแม้แต่ที่ไหนก็ตามที่หันซ้ายหันขวาไปแล้วไม่เจอใครที่จะมาเป็นสักขีพยานไม่ได้รับเชิญ
    คนในวิทยาลัยก็พูดกันหนาหูขึ้นแล้วว่ายูริกับวิคเตอร์ตัวติดกันมากจนผิดวิสัย หมายถึงปกติก็สนิทกันจนไปไหนมาไหนด้วยกันสองคนบ่อยๆ อยู่แล้ว เดี๋ยวนี้วิคเตอร์อยู่ไหนยูริก็อยู่ที่นั่นและยูริไปไหนวิคเตอร์ก็จะตามติดไม่ให้ขาด…
    พวกเขาไม่ได้จงใจปิดเป็นความลับ แต่ว่าให้มีคนรู้เรื่องนี้น้อยที่สุดยิ่งดี จะได้ไม่ต้องฟังเสียงคนอื่นมากกว่าเสียงของเราสองคน ไม่ต้องอ่อนแอจนเอาความเห็นของใครมาทำให้รักนี้สั่นคลอน

    ยูริรักวิคเตอร์ซะจนหมดหัวใจ รักทั้งหมดทุกอย่างของเขา ตั้งแต่ปลายผมไปจนถึงปลายเล็บ แผลเป็นที่รอบดวงตา หรือแม้แต่จุดสีดำเม็ดจิ๋วเหนือริมฝีปากของเขาแล้วก็ยังรักมือของวิคเตอร์ที่เรียวยาวแต่ก็แข็งแรง ชอบเวลาที่เขาใช้มือนั้นกุมมือกัน และรักที่สุดคือหัวใจของเขาที่แสดงออกชัดเจนเสมอว่าเขารักกันจริงๆ

    ในขณะที่วิคเตอร์เองก็รักยูริมากพอที่จะมองข้ามทุกข้อผิดพลาดทั้งแต่จุดกระเม็ดเล็กเม็ดน้อยที่โหนกแก้ม ไปจนถึงแผลเป็นมโหฬารที่เพิ่งได้เห็น ยูริดูเหมือนจะเย็นชาแล้วก็หยิ่งยะโสสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเขายูริน่ารักและจิตใจดีแถมยังรักสงบมากกว่าใคร ถ้าหากวันหนึ่งยูริสงสัยขึ้นมาว่ามันเป็นเพราะใครกันนะที่ทำให้ชีวิตวุ่นวายมาจนถึงขนาดนี้ได้ คำตอบมีเพียงอย่างเดียวก็คือวิคเตอร์คนนี้นี่เอง

    ความเป็นวัยรุ่นทำให้พวกเขารู้ประสาสำหรับเรื่องน่าหฤหรรษ์นั้นได้เอง แม้ว่าจะเป็นครั้งแรกของกันและกันแต่มันกลับราบรื่นกว่าที่คิด หรือไม่เหตุผลที่แท้จริงก็อาจมีเพียงว่าเมื่อพวกเขาสัมผัสกันมากกว่าที่เคยทุกอย่างก็เป็นไปได้ดีดั่งใจ  และพวกเขาก็ได้รู้ตั้งแต่คืนนั้นว่ามันดีแค่ไหน ที่มีความรู้สึกโหยหาต้องการกันมากอย่างที่มากที่สุดในชีวิต...ทั้งที่อยู่ใกล้กันเพียงช่วงลมหายใจ





    - YURI -




    “หายไปสองอาทิตย์...ฉันก็คิดว่าจะเบื่อกันแล้วซะอีก”

    “เห็นอย่างนี้ผมก็มีธุระนะครับ”

    “ฉันก็รู้อยู่ว่าเธอต้องมีเรื่องให้สะสาง นี่คิดว่าฉันมองเธอเป็นแบบไหนกันน่ะ”


    หลังจากที่เขาแวะเวียนมาเรื่อยๆ ในที่สุดยุนโฮกลายเป็นแขกประจำของบ้านผีสิง…เพียงแต่ก่อนหน้านี้เขาหายไปสองสัปดาห์อย่างที่เจ้าของบ้านพูด ที่จริงเขาไม่ได้คาดหวังเลยว่าจะมีใครที่สนใจด้วยว่าเขาไปหายไปหรือไม่ หรือหายไปนานแค่ไหน แต่เมื่อได้ยินว่าคุณยูริพูดแบบนี้แล้วก็รู้สึกชื่นใจอย่างบอกไม่ถูก
    การวิ่งวุ่นทำเรื่องรับใช้ชาติตามประสาผู้ชายทั่วไปทำเขาหัวปั่นไปหมดทั้งที่เขาไม่ได้เต็มใจอยากจะตัดผมแล้วไปฝึกหนักที่ไหนเลยสักนิด แต่ในเมื่อมันถึงเวลาแล้วเขาก็ทำอะไรไม่ได้… แม่บอกกับเขาแบบนั้น

    วันนี้เขากลับมาอีกครั้งแม้ว่าจะเป็นวันที่ได้หยุดงานและพักผ่อนแต่เขากลับเลือกมาที่นี่โดยไม่คิดหน้าคิดหลัง อย่างกับว่าที่นี่เป็นสถานที่อันยอดเยี่ยมที่สุดในการพักผ่อนหย่อนใจแล้วเขาก็ยังมาพร้อมกับกุหลาบแดงดอกโตในมือ ที่เขาคิดอยากจะเขวี้ยงมันทิ้งซะจริงๆ หลังจากที่ได้เห็นว่าในสวนของคุณยูรินั้นมีดอกไม้สวยๆ อยู่มากกว่าในร้านที่ขายดอกกุหลาบดอกนั้นให้เขาเสียอีก

    “นี่ครับ…” 

    คุณยูริถือกระบอกฉีดน้ำค้างไว้ตรงแปลงกล้วยไม้พลางใช้ดวงตาคู่สวยนั้นมองเขาและดอกกุหลาบโง่ๆ นั่นสลับกันไปมาก่อนจะที่จะยื่นมือมารับพร้อมกับกลั้นหัวเราะไปด้วย

    “ผมรู้ว่ามันดูกระจอกไปเลยถ้าเทียบดอกไม้กับสวนของคุณ...คุณจะทิ้งไปเลยก็ได้นะครับผมไม่ว่าอะไรหรอก”

    “ไม่ หนุ่มน้อย มันไม่กระจอก…ฉันชอบนะ มันก็สวยดีแล้วอีกอย่างดอกไม้นี่ก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมมันต้องถูกทิ้งด้วยล่ะ”

    “ถ้าพูดจริงๆ ก็ขอบคุณครับ แต่ถ้าพูดเพื่อปลอบใจกัน ผมก็ขอบคุณครับ...โธ่เอ๊ย! พูดอะไรไปเนี่ย!”

    “เอาล่ะ ไม่ต้องประหม่าไป...ฉันไม่ใช่รุ่นพี่สาวสวยที่เธอกำลังจีบซะหน่อยไม่ใช่หรือ อย่ากดดันให้มากนักเลย”


    “ช่วยไม่ได้ ผมหน้าชาไปหมดแล้วครับ…”

    “ยังอีก... แล้ววันนี้ว่ายังไง จะถามฉันเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า”

    ยุนโฮส่ายหน้า 
    ถึงจะหายไปถึงสิบสี่วันแต่เขาก็ไม่ได้ลืมทุกอย่างเกี่ยวกับที่นี่ไปซะหน่อย วันๆ ยังนั่งนึกถึงทุกอย่างที่ได้พบเห็นและสัมผัสในบ้านผีสิงหลังนี้ ที่ที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาได้เข้าไปลึกแค่ไหน และถ้าใครต่อใครรอบข้างได้รู้ก็คงจะตกใจกันเป็นแถวๆ แน่นอน 
    เขาคิดที่จะกลับมาที่นี่ทันทีที่เสร็จเรื่องน่าปวดหัว คิดเสมอว่าจะกลับมาพร้อมกับคำถามแบบไหนดี แต่คิดอย่างไรก็ไม่ได้ผล เพราะสิ่งที่เขาหวังอาจไม่ใช่คำตอบที่แก่นสารเท่าไรนัก แต่อาจเป็นสีหน้าและท่าทางของคนถูกถามขณะที่ว่าคำตอบอย่างเรียบง่ายแต่ชัดเจนแบบนี้มากกว่า เพราะฉะนั้น...เขาจึงไม่คิดที่จะถาม

    “แล้วคุณยูริอยากเล่าเรื่องไหนให้ผมฟังหรือครับ”

    “หืม? ยูริหรือ?”

    “ก็คุณเคยบอกว่าผมเรียกได้…”

    “ฉันยังไม่ทันว่าอะไรเลย เอาเถอะ ยูริก็ยูริ แต่บอกตรงๆ ฉันยังมีเรื่องราวเยอะแยะไปหมดจนเลือกเล่าก่อนไม่ถูกทีเดียว แล้วก็ยังอยากจะเดินดูต้นไม้ให้ทั่วซะด้วย ถ้าเธออยากได้อะไรอุ่นๆ มาดื่มก็คงต้องขอให้ไปรอข้างในก่อนล่ะนะ”

    “ระหว่างทางผมดื่มกาแฟมาแล้วครับ”

    “หมายความว่าจะเดินดูสวนกับฉันใช่ไหม”

    “ครับผม”

    สวนของคุณยูริกว้างใหญ่ เพราะเนื้อที่มากมายที่เจ้าตัวบอกว่าได้มาจากมรดกของพ่อแม่ทั้งสิ้นแล้วก็ยังเล่าอีกว่าคุณแม่บุญธรรมเป็นคนชอบดอกไม้ และคนสำคัญที่ชื่อว่าวิคเตอร์ก็รักธรรมชาติมากกว่าใครความชอบนี้เลยส่งตรงมาให้คุณเขาอย่างจัง แต่ละวันถ้าอ่านหนังสือจนเบื่อก็จะออกมาพักผ่อนด้วยการดูแลต้นไม้ดอกไม้ในสวนพวกนี้ด้วยตัวเอง

    “อะไรทำให้เธอเลือกกุหลาบแดงมาฝากฉัน”

    “ความหมายมันดีครับ”  ที่จริงคือเขาคิดไม่ออก ก็เลยชี้มั่วๆ ไปอย่างนั้น​โดยที่ได้คาดคิดเลยว่าคุณยูริหยุดเดิน กะทันหันจนเขาเกือบจะชนอยู่แล้ว แต่นั่นก็ไม่ทำให้เขาตกใจมากไปกว่าการที่คุณเขามองค้อนแบบนั้นเลย

    “มันมีความหมายว่ายังไง”

    “ก็...เอ่อ… อะไรนะ อยู่ๆ ก็คิดไม่ออกน่ะครับ”

    “ที่บอกว่าเป็นมังสวิรัติก็ทีหนึ่งแล้ว นี่ก็ยังริจะโกหกฉันอีกแล้วหรือไง...ขี้โกหกแบบนี้น่ะระวังจะไม่มีแฟนนะ”

    “แต่มีแฟนที่ชอบจับโกหกก็ดีนะครับ”

    คุณยูริเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเริ่มพูดอีกครั้งเมื่อมาถึงแปลงกุหลาบของตัวเอง

    “เธอคงเลือกไปอย่างนั้น ไม่ใช่เพราะความหมายของมันจริงๆ ใช่ไหม”

    “แล้วมันหมายความว่ายังไงครับ”

    “ฉันก็ไม่รู้หรอก แค่เห็นว่าสวยก็เลยปลูกเอาไว้น่ะ”

    “อา...ว่าแต่ คุณใช้เวลาอยู่ในสวนบ่อยไหมครับ”

    “ไม่รู้สิ เรื่องนั้นเธออาจจะต้องไปถามกับจุนซูหรือชางมิน ซึ่งฉันไม่แน่ใจว่าเขาจะเต็มใจตอบเธอหรือเปล่า”

    “นั่นสินะครับ พวกเขาทำเหมือนผมเป็นภัยคุกคามของบ้านนี้เลย”

    “เด็กขี้หวงน่ะ พูดดีก็แล้วดุก็แล้วแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลเลย...ฉันหวังว่าเธอจะเข้าใจและไม่ถือสาบรรดาลูกๆ ของฉัน”

    “ไม่ครับ ผมไม่เคยถือสาเลย...ผมลองคิดเล่นๆ ดู ถ้าเป็นผมก็คงหวงมากเหมือนกันครับ”

    “หืม?”

    “ผมหมายถึง ก็คุณอยู่ของคุณดีๆ...แล้วผมก็เข้ามาวุ่นวายแบบนี้”

    “ไม่เป็นไรหรอก ชีวิตฉันนานๆ จะได้วุ่นวายกับเขาสักที”

    ยุนโฮให้เจ้าของสวนเดินนำหน้า พอเดินตามหลังแบบนี้ก็เลยได้มองแบบไม่ต้องแอบ... วันนี้คุณยูริสวมเสื้อคอเต่าสีครีมกับผ้าเสื้อคลุมสีเทา สวมหมวก แล้วก็สวมถุงมือถักสำหรับทำสวน เดินไปตามทางอย่างคล่องแคล่วแล้วก็คอยแนะนำต้นไม้แต่ละต้นกับแขกแบบเขาอย่างคนรู้จริง

    “มีซากุระด้วยหรือครับ”

    “อื้ม”

    “ช่วงออกดอกคงจะสวยมาก”

    “แต่ดอกไม้สวยๆ น่ะ ถ้าได้เห็นในตอนที่กำลังเหนื่อยหรือท้อใจจะรู้สึกว่ามันสวยกว่าปกตินะ ส่วนฉันที่ใช้ชีวิตเรื่อยๆ แบบนี้ไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไรแล้วน่ะ”

    “ทำไมครับ”

    “ก็คงจะเหมือนคนนั่นแหละ ถ้าได้เห็นหน้าบ่อยๆ ก็จะไม่รู้สึกคิดถึงกันหรอก...แต่ถ้าไม่ได้เจอกันสักพักก็จะเข้าใจเอง ว่าอะไรที่เรียกว่าคิดถึง”

    “จริงครับ”

    “คิดถึงใครอยู่หรือไง”

    “คุณครับ”

    “หืม?”

    “คิดถึงคุณยูริครับ ไม่ได้เจอตั้งหลายวัน...ผมหัวปั่นกับเรื่องโน้นเรื่องนี้ซะจนอยากจะหลับตาแล้วหายตัวมาอยู่ที่นี่เลย”

    “ขอบคุณนะ”  

    คุณยูริว่า พร้อมกับรอยยิ้มจางๆ แต่งดงามบนใบหน้า  

    “ขอบคุณที่คิดถึงฉัน”

    “ค...ครับ”

    “อืม”

    “จะว่าไป...ปีนี้ผมคงจะได้เห็นซากุระบานจากหน่วยฝึก... คุณว่าผมจะมองดอกไม้สวยกว่าเวลาแบบนี้หรือเปล่าครับ”

    “หน่วยฝึก? หมายความว่า ต้องไปเกณฑ์ทหารแล้วหรือไง”

    “อีกสามเดือนครับ พูดไปก็ดูไม่แมน…แต่ผมไม่อยากไปจริงๆ เลยล่ะครับ”


    “กลัวตัดผมสั้นแล้วไม่หล่อสินะ”

    “หลายอย่างเลยครับ แต่ผมก็ต้องไปอยู่ดี”

    “ทำหน้าที่ของเธอให้ดี...แล้วก็รักษาตัวเองไม่ให้บาดเจ็บระหว่างฝึกก็พอ แค่นั้นคนที่รักเธอก็โล่งใจจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้วรู้ไหม”

    “แล้วคุณวิคเตอร์ล่ะครับ”

    เธอนิ่งไปครู่เดียว...ก่อนที่จะก้มมองพื้นและตอบออกมาเสียงเบาเพียงให้ได้ยิน

    “เขาเองก็ทำได้ดีในตอนนั้น”

    “แล้วตอนที่เขาตัดผม เขาดูเป็นยังไงครับ”

    “ถามทำไมหรือ”

    “ก็คุณบอกว่าผมเหมือนเขามาก...ผมก็เลยอยากถามเอาไว้ครับ เผื่อว่าจะได้ทำใจ ถ้าบางทีจะออกมาไม่หล่อจริงๆ”

    “ยุนโฮ...ถ้าเธอมีหัวใจที่เป็นสุภาพบุรุษและกล้าหาญ ทุกคนก็จะเห็นว่าเธอเป็นคนรูปหล่อไม่ว่าเธอจะอยู่ในสภาพไหน เข้าใจที่ฉันพูดหรือเปล่า”

    “ตอบแบบเอาตัวเองปลอดภัยไว้ก่อนเลยนะครับ”

    เธอยิ้มเป็นคำตอบพลางยื่นมือออกไปเล่นกับผีเสื้อตัวเล็กข้างหน้า แล้วนั่นก็เป็นอีกเรื่องเซอร์ไพรส์ที่ยุนโฮได้รับรู้ เพราะเขาไม่ค่อยได้เห็นผีเสื้อเชื่องกับใครเหมือนกับที่เชื่องกับคุณยูริเลย

    “ไง…” 

    เจ้าผีเสื้อไม่มีทางทักทายตอบกลับมาได้แน่ แต่การที่มันบินเล่นอยู่กับผู้งดงามอย่างยิ่งคนนั้นก็บอกได้แล้วว่าวันนี้มันคงมีความสุขดี

    “มานี่สิยุนโฮ”

    ถึงจะแปลกใจ แต่เขาก็เข้าไปใกล้ๆ อย่างระวัง...กลัวว่าพอคนตัวใหญ่อย่างเขาเข้าไปแล้วจะทำให้เพื่อนเล่นของคุณยูริต้องตกใจและบินหนีไปที่อื่น

    “มันเชื่องนะครับ”

    “แล้วก็น่าจะเชื่องกับเธอด้วย”

    ว่าแล้วเจ้าของสวนก็ยื่นมือที่มีเจ้าตัวเล็กนั่นเกาะอยู่มาตรงหน้าเขา ยุนโฮแทบไม่กล้าหายใจด้วยซ้ำเพราะกลัวว่ามันจะหนี แต่ถึงเขาจะพยายามแค่ไหนมันก็ไม่ยอมบินมาหาเขาอย่างที่อีกฝ่ายตั้งใจให้เป็นแบบนั้นเลย

    “อ้าว? ไม่ไปหรอกหรือ...สงสัยจะไม่ค่อยชินกับยุนโฮใช่ไหม หืม?”

    ยุนโฮมองข้ามปีกสีเหลืองสดใสนั่นไปแล้ว สายตาของเขาจ้องแต่รอยยิ้มของคุณยูริจนแทบไม่กล้ากระพริบตาเพราะกลัวว่าจะหายไป 
    เธอกำลังยิ้มและคุยกับเจ้าผีเสื้อนั่นทั้งที่ยังยื่นมือมาอยู่ตรงหน้าเขาอย่างนั้น ยุนโฮไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก… ทุกอย่างเงียบไปหมดมีแค่รอยยิ้มของคุณยูริที่อยู่ตรงข้ามกันเท่านั้นที่ชัดเจนกับทุกประสาทสัมผัสของเขา แล้วอะไรแบบนั้นก็ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรง หนัก และแน่นในทุกจังหวะ  ไม่มีอะไรบอกหรือชักนำเขาเลย รวมถึงตอนที่เขารวบปลายนิ้วของคุณยูริเอาไว้แล้วจรดริมฝีปากลงแทนที่จนเจ้าผีเสื้อตัวน้อยต้องบินหนีทันทีเพราะถูกคุกคาม 


    เขาจุมพิตที่หลังมือคุณยูริ อย่างนุ่มนวลและเชื่องช้า 



    และเมื่อถอนจูบก็ได้เห็นสีหน้าและแววตาประหลาดใจของอีกฝ่าย ผีเสื้อตัวนั้นบินไปเกาะปลายจมูกของคุณยูริแทนอย่างที่ดูกลมกลืนเหมือนกับเวลาบินไปเกาะที่ดอกไม้ดอกใดดอกหนึ่งในสวนแห่งนี้เหลือเกิน



    เท้าของยุนโฮก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ขัดกับจังหวะหัวใจของทั้งคู่กันคนละทิศละทาง 

    และเมื่อใกล้พอ… 


    เขาก็เข้าไปคุกคามไล่ที่เจ้าผีเสื้อตัวนั้นอีกครั้ง 





    มันบินหนีอย่างเคย...




    แต่ไม่ทันได้เข้าไปใกล้มากกว่านั้น คุณยูริก็หันหน้าหนีไปเสียก่อน



    “ฉันไม่อยากเป็นตัวตลกของใคร”

    “.........”

    “อย่าทำแบบนี้เลยยุนโฮ”

    “........”

    “เห็นไหมว่าฉันมีดอกกุหลาบสวยๆ เต็มไปหมดอยู่แล้ว”

    ทั้งสายตา ท่าทาง และน้ำเสียงของคุณยูริบอกยุนโฮได้อย่างดีว่าเขาคงพูดและทำอะไรที่มันไม่ควรออกไปแล้วในวันนี้ แต่ตอนที่จะเอ่บปากขอโทษ อีกฝ่ายก็พูดต่อ

    “เพราะฉะนั้นฉันถึงไม่ต้องการดอกกุหลาบจากใครอีก...แต่ก็ใช่ว่า พอรับมาแล้วฉันจะวางมันทิ้งไว้ให้เหี่ยวไปเอง”

    “คุณยูริ ผม…”

    “ฉันไม่รู้ว่าเจตนาของเธอคืออะไร ไม่ได้โกรธหรอกนะ...แต่อย่าลืมสิว่าฉันอายุเท่าไรแล้ว ฉันแก่เกินกว่าจะเป็นทั้งเพื่อนเล่น...ทั้งอย่างอื่นที่มากกว่านั้นของคนในวัยเธอ”

    “ผมขอโทษ ผมผิดที่เสียมารยาท... แต่ผมไม่ได้แค่จะล้อเล่นกับคุณนะครับ”

    “ดีแล้ว ก็ถือว่าฉันแค่บอกเธอเอาไว้ก็แล้วกัน”

    “ผมก็แค่อยากจะเป็นคนที่ทำให้คุณมีความสุข”

    “ทุกวันนี้ฉันก็ไม่ได้ร้องไห้...”

    “ผมอยากรู้ว่าคุณจะยิ้มอย่างมีความสุขได้มากเท่ากับตอนที่คุณพูดถึงคุณวิคเตอร์หรือเปล่า”

    คุณยูริที่เดินหนีไปแล้วหยุดเดินทันที ก่อนที่จะหันมาทั้งสีหน้าที่เครียดกว่าครั้งไหน  ไม่มีเลยซึ่งรอยยิ้มแบบที่ยุนโฮคิดถึง ยิ้มที่มักจะปรากฏบนใบหน้าเกินฝันนั้นทุกครั้งที่เอ่ยชื่อ ‘วิคเตอร์’ ออกมา

    “เธอนี่คอยสังเกตตลอดเลยใช่ไหม”

    “ผมไม่ได้ตั้งใจ”

    “คุณคงรักเขาคนเดียว”

    “อืม”

    “เพราะแบบนี้ไงผมถึงอยากทำให้คุณยิ้ม อยากให้คุณมีความสุขแล้วก็สดใสเหมือนตอนที่เขายังอยู่ข้างๆ คุณ เพราะคุณปิดกั้นตัวเอง คุณเหงา...คุณคิดถึงความรักของเขาตลอดเวลา”

    “ไม่ใช่ตลอดเวลา แต่เป็นตั้งแต่ตอนที่เธอมายืนอยู่หน้าบ้านฉันต่างหากยุนโฮ”  

    คุณยูริยกมือขึ้นกอดตัวเองพลางมองมาที่ยุนโฮอย่างเจ็บปวด  

    “แค่เธอเหมือนเขามากขนาดนี้ฉันก็ปวดใจอยู่ทุกวันแล้วหนุ่มน้อย”

    “ผมไม่ใช่หนุ่มน้อยแล้วนะครับ!” เขาขึ้นเสียง “และผมอยากทำให้คุณยิ้มได้มากกว่านี้ ไม่ใช่ยิ้มเพราะคิดถึงเรื่องเก่าๆ แต่ยิ้มเพราะปัจจุบันบ้าง ถึงคุณจะบอกว่าคุณไม่เหงา ไม่เบื่อ แต่ผมรู้ว่ามันไม่จริง”

    “ยุนโฮ…”

    “คุณยูริ ผมรู้ว่ามันคงล้ำเส้นไปแล้ว แต่ผมพูดจริงๆ ให้ผม...เป็นเหมือนคุณวิคเตอร์--”

    “หยุด! เธอต้องไม่รู้ตัวแน่ๆ ว่ากำลังพูดอะไรออกมา” 

    ชายหนุ่มยืนนิ่ง มองตาคู่สวยของอีกฝ่ายเอาไว้ ในขณะที่คุณยูริไม่ได้พูดอะไรต่อ ทำเพียงแค่เดินเข้ามาใกล้ๆ เขา 
    ความสูงที่ต่างกันทำให้สายตาของคุณยูริตรงกับปกเสื้อของเขาอย่างพอดิบพอดี แล้วคุณยูริก็มองไปที่ตรงนั้นก่อนจะเอื้อมมือมาจัดปกเสื้อให้อย่างตั้งใจ

    “ฉันยังคิดว่าเธอเป็นคนดี อยู่ด้วยแล้วมีความสุข...แต่ถ้าเธอยืนยันว่าต้องการจะเป็นวิคเตอร์ของฉัน ฉันคงจะต้องเชิญเธอออกจากที่นี่แล้วก็ไม่เปิดประตูต้อนรับเธออีก แต่ถ้ายังต้องการมาเจอกับฉันอยู่...ฉันคงต้องขอให้เธอทำเหมือนเธอไม่เคยพูดอะไรพรรค์นั้นออกมา เพราะฉันก็จะทำเหมือนกัน”

    “คุณยูริครับ”

    “ขอโทษนะแต่ช่วยกลับไปก่อนเถอะ วันนี้ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย”




    - YURI -



    จุนซูรายงานเรียบร้อยว่าแขกคนเดียวของบ้านกลับไปแล้ว แจจุงยังถามย้ำอีกว่าเขาไม่ได้เพียงออกไปนอกประตูแต่ว่าขับรถออกไปจนลับสายตาแล้วใช่หรือไม่ จุนซูตอบว่าใช่ในทันที ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจถามหลังจากสังเกตสีหน้าของเจ้านายมาตั้งแต่ที่เธอเดินกลับเข้ามาและสั่งให้ไปส่งแขกมาจนถึงตอนนี้ยังไม่มีรอยยิ้มเหมือนทุกครั้งเลยแต่คำตอบที่ได้กลับมีแต่เรื่องโกหกทั้งเพ อย่างเช่น  “ไม่มีอะไร”  การที่อยู่กันมานานทำให้จุนซูรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าคุณท่านตอบปัดแบบนี้ก็เท่ากับว่าเธอไม่อยากให้รู้ และในฐานะพ่อบ้านที่คอบรับใช้ก็ทำได้แค่เลิกถามแล้วเดินออกไปเงียบๆ  เท่านั้น



    คุณแจจุงเปิดหนังสือที่หยุดอ่านไปตั้งแต่ที่บ้านนี้มีแขกประจำชื่อชองยุนโฮอีกครั้งก็ไม่ได้ผล ยิ่งอยากจะหลีกหนีเรื่องกวนหัวใจเท่าไหร่ก็หนีไม่เคยพ้น แทนที่ประสบการณ์สี่สิบปีจะบอกได้อย่างดีว่าควรทำตัวแบบไหนกับสถานการณ์แบบนี้แต่เจ้าตัวกลับวุ่นวายอยู่เพียงลำพัง ไม่ว่าจะพยายามเรียกสมาธิและรวมความเป็นตัวของตัวเองกลับคืนมาเท่าไหร่ก็มีแต่เสียงของเขาที่ดังอยู่ในหัวเท่านั้น


    ชองยุนโฮ…


    คนที่เหมือนกับวิคเตอร์ที่เป็นคนแรกของหัวใจและหมายมั่นเอาไว้ว่าชีวิตนี้จะมีเขาเป็นคนเดียวและคนสุดท้าย เหมือนเขาแทบทุกกระเบียดทั้งรูปร่างหน้าตาและความคิดวามอ่าน เหมือนจนน่ากลัวว่าสักวันความรู้สึกที่ต้องห้ามนั้นจะเกิดขึ้น…



    และแล้วมันก็เกิดขึ้นจนได้หรือ?



    เหลวไหล !



    เขาทำไปเพราะสงสารกัน เขาคงคิดสงสารคนแก่ที่เอาแต่ขังตัวเองไว้ในบ้านและคงคิดอยู่ในใจแน่ๆ ว่าที่บอกว่ามีความสุขนั้นเป็นเรื่องโกหก 
    เขาเป็นคนหนุ่มอัธยาศัยดี เขามีน้ำใจ แล้วเขาก็หล่อปานนั้น…

    เขาก็แค่คนดีทั้งในและนอก คนที่คงจะนึกเวทนาสงสารเท่านั้นเอง



    แจจุงสะบัดผ้าห่มออกและเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือของตนอีกครั้งแล้วเปิดลิ้นชักล่างสุดหยิบกล่องไม้ที่เจ้าของอุตส่าห์สลักชื่อและมอบให้ตอนอายุยี่สิบใบนั้นออกมาดูอีกครั้ง

    ชื่อวิคเตอร์นั้นถูกตั้งขึ้นอย่างไม่มีที่มาที่ไป แจจุงแทบจำไม่ได้ว่ามันหมายความว่าอะไร แต่ไปๆ มาๆ มันก็กลายเป็นชื่อที่เคยหูมากกว่าชื่อจริงๆ ของเขาเสียอีก



    ‘ฉันรักนายคนเดียว’ 

    แจจุงบอกกับรูปถ่ายของเขาแบบนั้น และย้ำหลายๆ ครั้งด้วยจุมพิตที่ทำได้กับรูปถ่ายใบเก่าคร่ำครึ แต่ก็นับว่าเป็นจุมพิตที่ยินยอมมอบให้โดยไม่ลังเล ไร้ซึ่งความสับสนวุ่นวายในหัวใจอย่างเกือบจะทำให้มันเกิดขึ้นในตอนก่อนหน้านี้...เกือบจะเกิดขึ้นกับคนอื่นที่ไม่ใช่วิคเตอร์ทีรักเสียแล้ว



    จู่ๆ  เรียวคิ้วทั้งคู่ก็ขมวดขึง รวมถึงสีหน้านั้นก็เจือไปด้วยความเจ็บปวดโดยไร้สัญญาณเตือนอีกครั้ง แม้ว่าควรจะต้องชาชินแต่ก็ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว

    ยูริปล่อยมือจากรูปถ่ายของวิคเตอร์ รวมถึงปล่อยความคิดและความรู้สึกเกี่ยวกับเขาทิ้งไปทันทีเมื่อรู้สึกปวดหัวมากขึ้นทุกขณะ… ลิ้นชักแรกทางขวามีแต่ของจำเป็นทั้งนั้น รวมถึงยาแก้ปวดที่ออกฤทธิ์อย่างเร็วและแรงที่สุดเท่าที่หมอประจำตัวจะยอมจ่ายให้ก็เป็นหนึ่งในของจำเป็นที่ว่า

    ผู้งดงามมือสั่นอย่างหนักตอนที่ตบเม็ดยาทั้งสองเข้าปากแล้วกลืนลงไปอย่างไม่ปราณีคอตัวเอง เหยือกน้ำอยู่แค่ที่หัวเตียงแต่กลับรู้สึกไกลจนสองขาหมดแรงก้าว ‘แจจุง’ ที่เคยถูกมองว่าหยิ่งและยะโสในความงดงามของตนอาจถูกมองในด้านตรงกันข้ามก็ได้หากใครได้มาเห็นภาพผู้งดงามที่จวนจะหมอบคลานไปกับพื้นเพื่อกลับไปที่เตียงนอน  ก่อนจะทิ้งตัวลงด้วยหมดสิ้นภาระทันทีหลังจากในที่สุดก็ได้ดื่มน้ำตามยาสองเม็ดนั้นลงไป 


    น่าสงสารที่ยาไม่ได้ออกฤทธิ์เร็วดั่งใจ แต่มันก็เป็นแบบนี้ทุกครั้ง 
    ทั้งที่อยากจะร้องให้สุดเสียง แต่ก็ทำได้เพียงใช้กำปั้นทุบที่ขมับของตนเพื่อระบายอารมณ์เท่านั้นเพราะไม่อยากให้เด็กดีทั้งสองคนที่คอยเป็นห่วงต้องมากังวลใจหนักไปกว่าเดิม




    แล้วเวลานั้นเองก็บอกตัวเองอีกครั้งว่าความตายกำลังเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที






    tbc

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in