Old School 2 ความสุขของเด็กเล็กเท่าขนมSALMONBOOKS
คำนำ
  • ผมมีรูปภาพของตัวเองอยู่ใบนึง เป็นรูปที่ชอบมาก ผมเกือบจำไม่ได้แล้วว่าใครเป็นคนถ่ายให้ แต่เท่าที่จำได้ มันเป็นรูปสมัยอยู่ประถม แต่ไม่ใช่ชอบเพราะว่าถ่ายออกมาหล่อหรือผอมกว่าความเป็นจริง ทิวทัศน์ก็ไม่ได้สวยงามตรงไหน มันเป็นแค่ภาพของเด็กหัวเกรียนธรรมดาคนหนึ่งกำลังยิ้มน้อยๆ สวมเสื้อยืดสีเทา กางเกงขาสั้น ภาพนี้ถ่ายอยู่ตรงหน้าบ้าน

    ก่อนหน้านี้เป็นสิบกว่าปี ผมเห็นมันเป็นแค่รูปพอร์ตเทรตใบนึง ไม่มีอะไรพิเศษ เก็บมันเอาไว้อยู่ในลิ้นชัก นิ่งสนิทอยู่ในนั้นมาตลอด จนเมื่อผมเจอมันอีกที เนื้อกระดาษอัดรูปกำลังอยู่ในช่วงแก่ชรา จากรูปที่คมชัด ตอนนี้เริ่มเหลืองๆ แบบสีซีเปีย

    ผมจ้องหน้าเด็กคนนั้น รู้สึกว่าตัวเองในภาพกำลังจ้องหน้ากลับมาอย่างสงสัย ว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่?

    ในทางกลับกัน ผมสงสัยเหมือนกันว่าตอนนั้นตัวเองกำลังทำอะไรอยู่?

    ตอนนั้นผมยังอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเก่าย่านงามวงศ์วาน ไม่มีเพื่อนบ้านอายุใกล้เคียงกันสักคน ตอนปิดเทอมผมใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย ว่างสุดขีด เดินเล่นในบ้าน บางวันนั่งดูโทรทัศน์ เปิดช่อง IBC 7 รอการ์ตูนเรื่องที่ชอบ ดูจบเดินไปซื้อขนมจากร้านแถวบ้าน ผมไม่เคยพลาดป๊อกกี้รสช็อกโกแลตกับโค้กใส่น้ำแข็ง จ่ายเงินยี่สิบบาทพอดิบพอดี บางวันที่เริ่มเบื่อกับการเล่นตุ๊กตุ่นร็อกแมนคนเดียว ผมออกไปนั่งริมบึงน้ำหน้าบ้าน โยนก้อนหินให้เด้งไปบนผิวน้ำ บางครั้งพอพ่อกลับมาถึงบ้าน เราจะโยนแข่งกัน เมื่อเปิดเทอม กิจวัตรเปลี่ยนไปนิดหน่อย ผมตื่นตั้งแต่เช้าดู เจ้าขุนทอง รอพ่อไปส่งที่โรงเรียนแถวลาดพร้าว พอเลิกเรียน ผมจะซื้อหมูปิ้ง วิ่งขึ้นรถโรงเรียนของครูรุ่งโรจน์ ถึงบ้านสี่โมงเย็นผมเล่นกับหมาสองสามตัว นั่งดูตู้ปลาของอากู๋ ปลามังกรสองสามตัว เดินเล่นริมบ่อปลาคาร์ฟที่แกเลี้ยงเอาไว้ มองฟ้ายามเย็นหาสัญญาณที่บอกว่าให้เข้าบ้านได้แล้ว จากนั้นเปิดโทรทัศน์ ดูช่องการ์ตูน กินข้าวจานเดียว น้ำแกงถ้วยเล็ก และขึ้นนอนก่อนเที่ยงคืน

    ผมถามเด็กในภาพว่า เคยมีความทุกข์บ้างหรือเปล่า เพราะผมคิดไม่ออก เท่าที่ปรึกษากัน ความทุกข์เดียวในบ้านหลังนั้นมีอยู่ครั้งเดียวตอนที่ย่าขู่ว่าจะไม่ให้ไปค่ายกับเพื่อนที่สวนสนุกดรีมเวิลด์ ผมหัวเราะถึงมันทุกทีที่คิดถึง เพราะหลังจากที่ร้องไห้อยู่เป็นชั่วโมง เย็นวันนั้นขณะผมโยนลูกบาสเกตบอลเล่นกับเสาอยู่คนเดียว ย่า—ที่ยังเดินได้—เดินออกมาจากบ้านและเป็นคนเอากล้องมาถ่ายรูปผม

    ทุกครั้งที่ดูภาพใบนี้ ผมจะคิดถึงตัวเองในวันนั้น คิดถึงเวลาที่เรายังมีความสุขโดยไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไรมากมาย แค่ไข่ดาวไส้กรอกทุกเช้าเย็น หนังสือการ์ตูนไม่กี่เล่ม ตุ๊กตุ่นสองตัว เตียงนุ่มๆ สำหรับกลิ้งไปกลิ้งมา ไม่ต้องการอะไรนอกจากนั้นผมคิดถึงวันที่ตัวเองมองพระอาทิตย์ตกได้อย่างสนิทใจโดยไม่มีอะไรคั่งค้าง

    แตกต่างจากชีวิตที่ถูกจัดหมวดหมู่จากสังคมแล้วว่าต้องเป็นผู้ใหญ่ ผมแทบไม่เคยมองพระอาทิตย์ตกได้อย่างสบายใจ ขนาดเวลาไปพักผ่อนที่ทะเล ยังไม่วายต้องกังวลถึงงานที่กำลังรออยู่ในเมืองกรุง ผมเกิดแคลงใจมาม่าเพราะเรียนรู้ว่ามันมีโทษมากพอๆ กับความอร่อย กังวลกับการเล่นตุ๊กตุ่นร็อกแมน กลัวถ้าเพื่อนรู้มันคงด่าว่าทำไมเรายังไม่เลิกเล่น รู้สึกเปลืองเวลาชีวิตที่ใช้ไปกับการเล่นเกมติดๆ กันสองชั่วโมง ผมเหนื่อยกับการเป็นมนุษย์เงินเดือน กลุ้มใจกับการเป็นเจ้าของกิจการ ผมรู้สึกสงสัยในตัวเองที่เปิดโทรทัศน์เพื่อดูข่าวที่เต็มไปด้วยเรื่องราวไม่สบายใจแต่มันกลับเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ ผมสับสนทั้งที่ตัวเองมีความรักที่ดีแต่กลับเกลียดมันเหลือเกินในบางครั้ง ผมเสียใจที่เกือบจะลืมไปแล้วว่าท้องฟ้าเป็นยังไง และเลิกทายไปนานแล้วว่าเมฆที่ลอยอยู่บนฟ้ามันดูคล้ายตัวอะไร

  • ผมร้องไห้กับเด็กคนนั้นเสมอเมื่อรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขยากเหลือเกินในเวลานี้ ผมเหนื่อยล้า เสียดายวันเวลาที่หมุนไป ผมโกรธโลกที่พาผมมาอยู่ตรงนี้ ฟูมฟายคิดถึงวันที่ตัวเองมีความสุขง่ายๆ ผมอยากกลับไปสู่วันที่หลอดพลังความสุขของเรามันเล็กจิ๋วและสามารถถูกเติมเต็มได้ด้วยขนมกล่องเล็กๆ แค่กล่องเดียว

    ทุกครั้งที่รู้สึกตัวผมก็รู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ เรายังอยู่ในโลกที่เวลาไม่เคยหยุดเดิน อดีตเท่านั้นที่อยู่นิ่งและไกลออกไปเรื่อยๆ เด็กคนนั้นมองหน้าผมเหมือนทุกที สายตาของเขายังแฝงไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าตอนนี้ผมกำลังทำอะไร

    และคิดว่าเขาคงผิดหวัง ที่รู้ว่าผมกำลังร้องไห้

    ระหว่างที่เขียนหนังสือเล่มนี้ ผมหัวเราะเป็นคนบ้าอยู่หลายครั้งเวลาขุดคุ้ยอดีตแล้วพบเรื่องตลกๆ ยิ้มไม่หุบตอนที่เจอกับความทรงจำดีๆ ที่บรรยากาศยังชัดเจนจนน่าประหลาดใจ เปิดสมุดโทรศัพท์หาเบอร์เพื่อนๆ อยู่บ่อยๆ เพราะอยากโทร.ไปแซวเรื่องวีรกรรมที่มันเคยก่อตอน ม.2 เปิดเฟซบุ๊คตามหาเพื่อนเก่าๆไล่ดูรูปบนไทม์ไลน์ของพวกมันสลับกับคิดถึงตอนที่เรายังอยู่ร่วมห้องเรียนเดียวกัน และบ่อยๆ ที่พบว่าตัวเองเซื่องซึมไปเป็นวันๆ ที่พบว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างมันจะกลับไปสู่จุดเดิม—จุดที่รู้ว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากนั่งจ้องพัดลมที่หมุนไปซ้ายขวาคล้ายๆ กับตุ้มนาฬิกาที่กำลังเดิน

    และแทบตลอดเวลาที่เขียน ผมต้องสูดหายใจลึกๆ เพื่อเรียกตัวเองกลับมาในปัจจุบัน มองดูต้นฉบับตลกๆ ผมคัดมาแต่ความทรงจำดีๆ ที่ผมหวังว่าตัวเองจะไม่ลืมมัน ผมบันทึกอย่างมีความหวังว่าเพื่อนที่จะได้อ่านจะจำช่วงเวลาเหล่านั้นของพวกเรา ได้หวังว่าผู้อ่านที่ผมยังไม่เคยรู้จักจะบังเอิญได้อ่านแล้วคิดถึงตัวเองในอดีต ถ้าโชคดีอาจลงมือออกตามหาด้วยรอยยิ้มสนุกสนาน ผมหวังว่าเด็กในรูปนั้นจะไม่ผิดหวังนักเมื่อผมพบว่าตัวเองเรียกรอยยิ้มกลับมาได้อยู่บ้างท่ามกลางชีวิตเมื่อยๆ ของตัวเอง

    และสุดท้าย หวังว่าตลอดชีวิตที่เหลือ ทุกๆ ครั้งที่กินขนม ผมจะยังมีความสุข





    ขอให้ทุกคนมีความสุข

    ณัฐชนน มหาอิทธิดล

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in