Tangerines #น้องส้มแสนรักsaturday night
ส้มผลที่สอง
  • 🍊
    (ส้มส้มกับไร่ส้ม)

    .
    .
    .



    นับตั้งแต่วันที่ส้มส้มตอบตกลงเรื่องไปช่วยงานที่ไร่ส้ม ทุกคนในบ้านดูร้อนใจ เพราะหลานชายคนเดียวของบ้านต้องไปทำงานในไร่ในสวนตั้งสองเดือนเต็มๆ โดยเฉพาะยาย ที่ตอนแรกดูจะไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ 

    "ทำไมต้องให้ไปลำบากถึงแม่ฮ่องสอนด้วย ลูกแกเคยไปไกลบ้านเป็นเดือนขนาดนี้ซะเมื่อไหร่"

    "ไม่เอาน่าแม่ หลานแม่โตแล้วนะ" แม่พูดยิ้มๆ ขัดกับสีหน้าของยายที่มึนตีง ส้มส้มรู้ว่ายายทั้งหวงและห่วงเขาขนาดไหน การไปต่างจังหวัดคนเดียวและอยู่ไกลสายตานั้นเป็นเรื่องใหญ่สำหรับยาย

    "ไร่ส้มของนายวิลเลียม คิมน่ะหรอ" ตาชวนเปลี่ยนเรื่องคุยก่อนที่ยายจะทำมื้อเย็นดุเดือดไปมากกว่านี้

    พ่อกับวิลเลียมรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยที่อเมริกา ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทชนิดที่เรียกว่าตัวติดกัน ก่อนหน้านั้นทั้งพ่อและวิลเลียมเคยรู้จักกันมาก่อนตอนสอบสัมภาษณ์ทุน เด็กม.ปลายสองคนนั่งติดกันระหว่างรอคิว ได้คุยกันนิดหน่อยพอเป็นพิธี คิม วิลเลียม เป็นลูกครึ่งเกาหลี - อังกฤษ ส่วนพ่อเป็นเด็กอยุธยา ความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติไม่ได้เป็นอุปสรรคเพราะมีภาษาอังกฤษเป็นสะพานเชื่อมไว้ พ่อขอทุนคณะแพทย์ศาสตร์ ส่วนวิลเลียมขอทุนคณะศิลปศาสตร์ นอกจากจะสอบติดทุนได้ทั้งสองคนแล้ว ยังเลือกเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันอีก 

    "จริงๆ โทรมาชวนไปเที่ยวที่ไร่ช่วงสงกรานต์ครับ เลยโทรมาจองตัวตั้งแต่แรกๆ" พ่อเว้นจังหวะไปช่วงหนึ่ง "แล้วคิดว่า.. ถ้าให้ส้มส้มไปทำงานที่นั้น คงได้อะไรหลายๆ อย่างกลับมา อย่างน้อยแกก็จะได้ฝึกใช้ชีวิต แม่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ แกอยู่ได้สบาย"



    จากอยุธยาถึงแม่ฮ่องสอนใช้เวลาเกือบครึ่งค่อนวัน ส้มส้มเผลอหลับไปหลายครั้ง สลับกับเล่นเกมและดูการ์ตูนมาตลอดเส้นทาง การไปไร่ส้มเพลินพิศในครั้งนี้ไม่มีเพื่อนร่วมทาง ซึ่งส้มส้มเองยืนยันหนักแน่นว่าเขาสามารถนั่งเครื่องบินไปแม่ฮ่องสอนคนเดียวได้จริงๆ แน่นอนว่าใช้เวลาพูดอยู่หลายวันกว่ายายจะยอมใจอ่อน ตอนมาส่งที่สนามบินถึงกับยกสร้อยพระที่มักจะวางอยู่ในห้องพระมาห้อยคอ ตาบอกว่าพกไปก็เหมือนมียายไปด้วยคนแล้ว

    เสียงประกาศจากกัปตันว่าใกล้ถึงที่หมายปลุกให้ส้มส้มตื่นและจัดการเก็บสัมภาระให้เรียบร้อย  เห็นพ่อบอกว่าจะมีคนจากไร่มารอรับที่สนามบิน ชื่อพี่เบียร์ แก่กว่าส้มส้มถึง 6 ปี พ่อเล่าปนหัวเราะว่าเมื่อก่อนเขากับพี่เบียร์ตัวติดกันเป็นตังเม ไปไหนไปกัน แค่พี่เบียร์ไปซื้อขนมที่หน้าปากซอยก็ยังร้องตามขอไปด้วย แต่ส้มส้มไม่เห็นจะจำพี่เบียร์ได้เลย นึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเขาเอาความทรงจำในช่วงเวลาวัยเด็กไปเก็บไว้ตรงส่วนไหนกันนะ

    สองเท้าก้าวตามฝูงชนไปตามทางออก ก่อนใครบางคนจะสบตาส้มส้มเข้า ชายร่างสูงคนนั้นยกมือทักทาย รอยยิ้มกว้างของเขาปรากฎขึ้น  ส้มส้มเดาว่าคนนี้น่าจะเป็นพี่เบียร์จึงรีบเดินไปหาพร้อมยกมือไหว้

    "โตขึ้นเยอะจนจำแทบไม่ได้เลยเนี่ยส้มส้ม"

    สงสัยจะโตเยอะเกินไปหน่อย เพราะส้มส้มเองก็จำพี่เบียร์ไม่ได้เหมือนกัน..


    รถกระบะสีดำแล่นไปตามเส้นทางคดเคี้ยวของภูเขา ไร่เพลินพิศตั้งอยู่ในอำเภอเมือง แต่ค่อนข้างไกลจากตัวเมืองพอสมควร ส่วนใหญ่จะมีแค่รถส่วนตัวและรถสองแถวที่จะขับไปถึงที่ไร่ ถนนรอบข้างไม่ค่อยมีรถสัญจรผ่านไปมาเพราะบริเวณนี้ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว

    "ส้มส้มกินอะไรมารึยัง" พี่เบียร์เอ่ยถามทำลายความเงียบที่เป็นเพื่อนร่วมทาง

    "กินมานิดหน่อยแล้วครับ" เพราะเวลาตอนถึงสนามบินเป็นช่วงบ่ายแก่ๆ ส้มส้มเลยเลือกทานมื้อกลางวันตั้งแต่บนเครื่องเสียเลย พี่เบียร์พยักหน้าเบาๆ เมื่อได้ยินแบบนั้น

    "ไม่ต้องเกร็งนะส้มส้ม คิดซะว่าอยู่บ้าน ว่าแต่จำอะไรได้มั่งเนี่ยเรา"

    "เอ่อ.." ส้มส้มไม่อยากทำลายน้ำใจพี่เบียร์ เลยพยายามเลี่ยงที่จะตอบว่าจำอะไรไม่ได้ไป "จำลุงคิมได้ครับ จำได้ว่าลุงชอบเอาส้มมาฝากบ่อยๆ ..." เหมือนพี่เบียร์จะดูออกว่าเขาจำอะไรเกี่ยวกับตัวเองแทบไม่ได้เลย จึงหัวเราะออกมาเบาๆ 

    "สงสัยคราวนี้นอกจากมาช่วยงานที่ไร่แล้ว คงต้องช่วยฟื้นความทรงจำด้วยซะแล้วมั้ง"


    รถค่อยๆ ชะลอตัวลงเมื่อผ่านป้ายไร่เพลินพิศ ก่อนจะมาจอดที่หน้าบ้านไม้หลังใหญ่ยกทรงสูงที่ตั้งอยู่บนเนิน รอบข้างนั้นเงียบสงบและอากาศกำลังดีแม้ว่าช่วงนี้จะเริ่มเข้าสู่หน้าร้อนแล้วก็ตาม ส้มส้มขนกระเป๋าลงมาจากหลังรถแล้วเดินตามพี่เบียร์ขึ้นบ้านไป พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆ รอบตัวบ้านถูกโอบล้อมไปด้วยนาข้าวสลับกับไร่ชาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา คนงานหลายสิบคนกำลังทำงานกันขะมักขะเม้น ส้มส้มจำได้ว่าที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องส้มเขียวหวานพันธุ์ดี ที่เขาเห็นคงเป็นเพียงแค่ไม่กี่ส่วนจากจำนวนพื้นที่หลายพันไร่

    "พี่เบียร์ ที่นี่มีอะไรนอกจากไร่ส้มบ้างเหรอ"

    "ก็.." พี่เบียร์นึกไประหว่างเดินนำทาง "มีชา กาแฟ ปลูกข้าว ผักก็ปลูกไว้กินเอง อืม.. สตอเบอร์รี่ก็มีนะ"

    "โห ทำหลายอย่างจัง"

    "แน่นอน ที่นี่--" บทสนทนาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเห่าและการพุ่งกระโจนเข้าใส่ของสุนัขพันธ์ชิบะ ส้มส้มตั้งรับไม่ทันจึงล้มไปกองกับพื้น พี่เบียร์ตกใจมากเพราะปกติทาโร่มักจะแค่เห่าใส่คนแปลกหน้า และกลัวว่าส้มส้มจะโดนมันกัดเป็นการต้อนรับจึงรีบวิ่งเข้าไปดึงเจ้าหมาอัทยาศัยแย่ก่อนใครจะเจ็บตัว 

    "โอ๊ะ ที่นี่เลี้ยงหมาด้วยหรอ น่ารักจังเลย ชื่ออะไรเนี่ยเรา" กลับกลายเป็นว่าการพุ่งเข้าใส่ก่อนของทาโร่คือการเข้าไปทักทายไปเสียได้ พี่เบียร์ถึงกับอึ้งไปนิดๆ เพราะส้มส้มกำลังลูบหัวทาโร่แถมดูเหมือนว่ามันจะชอบเสียด้วย 

    "แปลก ปกติทาโร่ไม่ชอบเข้าหาใครก่อนนะ ไหงเป็นแบบนี้เนี่ย" 

    "ความสามารถพิเศษของส้มมั้ง" เจ้าตัวพูดปนหัวเราะ พี่เบียร์ยืนเท่าเอวมองภาพตรงหน้าอย่างสงสัยปนขำ ขนาดจงอินที่อยู่กับทาโร่มาตั้งนานมันยังไม่ค่อยเล่นด้วยเลย ส้มส้มที่มาถึงได้สักพักเดียวกลับซื้อใจมันไปได้อย่างง่ายดาย น่าแปลกมาก

    ศัตรูหัวใจหมายเลข 1 ชัดๆ


    หลังจากนำสัมภาระขึ้นไปเก็บบนห้องแล้ว พี่เบียร์อาสาพาส้มส้มเที่ยวชมไร่ก่อนมื้อเย็น แต่คราวนี้ไม่ได้นั่งรถกระบะกันไปเหมือนคราวมาจากสนามบิน พี่เบียร์พาปั่นจักรยานแล้วให้ส้มส้มซ้อนท้ายไปด้วยกัน เหมือนว่าทุกคนในไร่จะมีจักรยานประจำตำแหน่ง เพราะระหว่างทางพี่เบียร์ปั่นสวนคุณลุงคุณป้าที่ปั่นจักรยานไปหลายคัน  

    "นึกถึงเมื่อก่อน ตอนเด็กๆ ส้มก็ซ้อนท้ายพี่แบบนี้แหละ" ส้มส้มไม่ได้ฟังที่พี่เบียร์พูดเท่าไหร่ เพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับภาพไร่องุ่นจากมุมสูงมากกว่า นึกไม่ออกเลยว่าลุงคิมใช้เวลากี่ปีกว่าจะเนรมิตไร่เพลินพิศให้ได้เป็นแบบที่เห็นในปัจจุบัน ลมเย็นพัดโชยมาตามทางทำให้รู้สึกไม่ร้อนเลยสักนิด บรรยากาศที่ไร่เพลินพิศสมชื่อ

    พี่เบียร์แวะจอดข้างทาง นั่งพักกันบนศาลาไม้ บอกว่าอีกไม่ไกลก็จะถึงไร่ส้มแล้ว คนงานส่วนใหญ่จะทำงานที่นี่ ไร่ส้มเขียวหวานเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงทุกคนในไร่แห่งนี้ พี่เบียร์เล่าว่าเมื่อก่อนที่นี่แทบไม่มีอะไรเลย ผืนดินที่ได้มาพันกว่าไร่ก็ใช้เวลานานกว่าจะปลุกให้มันมีชีวิตขึ้นมาได้ ด้วยความที่เจ้าของเป็นมือใหม่ทั้งคู่ทำให้เจอกับอุปสรรคมากมาย

    "แล้วพี่เบียร์ทำไมถึงทำงานที่นี่ล่ะ" ส้มส้มถามขณะนั่งห้อยขา แกว่งเท้าไปมาอย่างสบายอารมณ์

    "เรื่องมันยาวนะ จะฟังเหรอ?" 

    "ฟังตอนพี่ปั่นจักรยานไปก็ได้"

    เรื่องของพี่เบียร์มีจุดเริ่มต้นที่แม่ฮ่องสอน พ่อของพี่เบียร์และลุงคิมเป็นหุ้นส่วนในการทำไร่เพลินพิศ ด้วยความที่เป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวกันทั้งคู่ ทำให้พี่เบียร์ต้องติดสอยห้อยตามพ่อมาทำงานที่ไร่ตั้งแต่เด็กๆ และนั่นทำให้ได้รู้จักกับจงอินและส้มส้ม  พอโตขึ้นก็รู้สึกผูกพันจึงตัดสินใจลงหลักปักฐานทำงานที่นี่ เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของพ่อถึงแม้ว่าท่านจะจากไปนานแล้วก็ตาม ส้มส้มคิดว่าถ้าเป็นเด็กคนอื่นคงร้องไห้งอแงขอกลับบ้านไปแล้ว คงมีแต่พี่เบียร์ที่ดูจะสนุกกับการหว่านพืชหว่านพันธุ์และเฝ้าดูพวกเขาเจริญงอกงามขึ้นทุกวัน

    กว่าจะปั่นจักรยานกลับมาถึงบ้านตะวันก็คล้อยต่ำเต็มที เป็นภาพที่หาดูได้ยากที่จะได้เห็นดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าได้ใกล้ขนาดนี้ แสงสีส้มทำให้ภาพตรงหน้าดูเหนือจินตนาการ ระหว่างทางพี่เบียร์เร่งปั่นสุดแรงเกิดเพราะกลัวน้องจะหิวข้าวจนปวดท้องเสียก่อน

    "เกาะแน่นๆ นะ พี่จะซิ่งแล้ว"

    เย็นวันนี้ ความหิวถูกบรรเทาด้วยเมนูง่ายๆ อย่าง ผัดผักบุ้งปลาสลิด ต้มจืดหมูสับและผักต้มกับน้ำพริกหนุ่ม ลุงคิมที่เพิ่งกลับมาหลังจากทำธุระที่ตัวเมืองพอดี ทักทายกันพอเป็นพิธีทุกคนก็มานั่งพร้อมเพรียงกันที่โต๊ะอาหาร ป้าจุ๊ หัวหน้าแม่บ้าน เป็นคนยกกับข้าวมาเสิร์ฟถึงบนโต๊ะ แถมยังตักข้าวให้ส้มส้มอีกต่างหาก แม้ตอนแรกผู้มาเยือนคนใหม่จะเกร็งๆ ไปบ้าง แต่ฝีมือของป้าจุ๊ก็ช่วยให้ส้มส้มผ่อนคลายลงได้ ลุงคิมเป็นคนอารมณ์ดีและมีเสน่ห์ตอนพูด อาจเพราะเขาคุ้นเคยกับลุงมาก่อนและยังได้เจอกันบ่อยๆ ตามช่วงเทศกาล ทำให้ส้มส้มไม่รู้สึกอึดอัดเลยสักนิด

    "จงอินอยู่ไหนล่ะ ยังไม่กลับมาอีกเหรอ"

    "ไม่เห็นตั้งแต่บ่ายแล้วครับคุณน้า เมื่อกี้เพิ่งโทรมาบอกว่ากำลังขึ้นเครื่องมาจากเกาหลีครับ"

    "น้าก็เตือนไปเมื่อวานว่าให้รีบกลับ เพราะหนูส้มมาที่ไร่ทั้งที่ นานๆ จะได้เจอกัน" ลุงคิมบ่นอย่างไม่จริงจังอะไร บทสนทนาบนโต๊ะอาหารก็ไม่ใช่เรื่องอะไรนอกไปจากเรื่องในไร่ รวมถึงหน้าที่ที่ส้มส้มจะได้ทำขณะที่อยู่ในไร่เพลินพิศแห่งนี้ การตื่นเช้าตั้งแต่ตี 4 ไม่ใช่ปัญหา แต่ส้มส้มไม่เคยทำงานในไร่ในสวนมาก่อนเลย วิชาเกษตรที่โรงเรียนอย่างเก่งก็สอนปลูกผักบุ้งในแปลงเล็กๆ ไม่ใช่การปลูกผักในเนื้อที่หลายพันไร่แบบนี้ ส้มส้มหวังว่าตัวเองจะสามารถช่วยงานในไร่ได้ไม่มากก็น้อย


    ดูเหมือนลุงคิมจะมีเรื่องคุยกับพี่เบียร์ต่อหลังจากมื้อเย็น ส้มส้มจึงขอตัวออกมาก่อนและปล่อยให้ผู้ใหญ่ได้ถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดกัน เท่าที่ได้ยินระหว่างทานข้าว พี่เบียร์เป็นคนมีความรู้และแนวคิดหลากหลาย เวลาจริงจังพี่เบียร์แทบจะเปลี่ยนเป็นคนละคน ถ้าไม่ติดว่าทำงานในไร่ ส้มส้มคิดว่าอีกอาชีพที่เหมาะกับพี่เบียร์คือทนาย ลุงคิมคงเห็นพี่เบียร์เป็นเพื่อนคู่คิดอีกคน ไม่ต่างอะไรไปจากหุ้นส่วนของเขาในสมัยยังหนุ่ม

    ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางฟ้า แสงนวลทอดตกกระทบไปทั่ว ยิ่งอยู่ทางเหนือยิ่งเห็นหมู่ดาวได้ชัด ส้มส้มนั่งมองฟ้าตรงระเบียง ตอนแรกตั้งใจจะมาดื่มน้ำแล้วกลับไปนอนตามเดิม แต่คงเพราะความงามของหมู่ดาวได้ดึงดูดส้มส้มให้อยู่เชยชมตนสักนิด ลุงณัฐเคยพาเขาไปเข้าค่ายดาราศาสตร์เมื่อตอน ม.4  ในครั้งนั้นยังเห็นดาวได้ไม่มากเท่าตอนนี้ ถ้าเป็นไปได้ส้มส้มก็อยากจะถ่ายรูปและส่งโปสการ์ดไปอวดที่บ้านอยู่เหมือนกัน ไม่แน่ ปีหน้าส้มส้มอาจไปเข้าค่ายดาราศาสตร์อีกก็ได้


    "ยิ่งเราออกไปสำรวจนอกโลกมากเท่าไหร่ ยิ่งรู้ว่าเราตัวเล็กนิดเดียวในจักรวาลนี้" เสียงทุ้มดังมาจากด้านหลัง เมื่อหันไปมองก็พบกับร่างสูงโปร่งของชายแปลกหน้ายืนอยู่ เขาคนนี้มีหน้าตาละม้ายคล้ายลุงคิม เพียงแต่แววตาและริมฝีปากที่ดูอ่อนโยนกว่า รูปร่างที่สูงกว่าและน้ำเสียงที่ทุ่มต่ำแต่ติดนุ่มตรงปลาย ตามองตากันอยู่นาน ก่อนส้มส้มจะเป็นคนเอ่ยทักทายก่อน

    "พี่จงอินใช่ไหม" นี่ไม่ใช่ประโยคคำถาม ชายคนตรงหน้าจึงไม่ได้ตอบอะไร เขาเดินเข้ามาหาส้มส้มแทน มือหนาวางลงบนศีรษะและลูบอย่างทะนุถนอม เหมือนกลัวว่าส้มส้มจะหายไปอย่างง่ายดายราวกับฟองสบู่ที่เด็กๆ ชอบเป่าเล่น

    "ยินดีต้อนรับกลับมานะ ส้มส้ม"





    talk
    ขอโทษที่มาอัพช้านะคะ 
    พอดีช่วงก่อนหน้าหัวตันนิดหน่อย + นอนดึกด้วยก็เลยคิดอะไรไม่ค่อยออก 
    หวังว่าทุกคนจะชอบกันนะคะ เราตั้งใจเขียนมากๆ
    และหวังว่าเราจะเขียนเรื่องนี้ได้จนจบ 5555

    ฝากเอ็นดูเจ้าส้มส้มกันด้วยนะคะ
    #น้องส้มแสนรัก 
    14/3/2019

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in