intothewildigoamclkk
5 วัน 4 คืน โฮจิมินห์-มุยเน่-ดาลัด (1)
  • ทริปนี้เริ่มมาจากการที่ฉันอยากไปทะเลทรายมากกกก แต่ติดตรงที่งบอันน้อยนิดจึงไม่สามารถไปที่ไกลๆอย่าง อียิปต์หรือแอฟริกาได้ พอเห็นรีวิวเวียดนามใต้ต่างๆ และเห็นว่าทะเลทรายในรูปคือสวยมากบวกกับราคาที่แสนถูก ประกอบกับเห็นรูปที่เที่ยวอื่นในรีวิวก็สวยเหมือนกัน เลยตัดสินใจเกลี้ยกล่อมเพื่อนๆทันที จนเกิดเป็นทริปนี้ขึ้น!!

    พวกเราทั้งสี่คนตัดสินใจเดินทางโดยสายการบินนกแอร์ ราคาไป-กลับ อยู่ที่ 3,000นิดๆ (อันนี้ซื้อน้ำหนักกันไปคนละ 10โลด้วย) ระยะเวลาของทริปนี้คือ 5 วัน 4 คืน ตั้งแต่วันที่ 12-16 ม.ค. 2562 การเตรียมตัวก็ไม่มีอะไรมากเพียงแค่จองที่พักกับ Booking แลกเงินดองกับSuperrichสีเขียว และอ่านรีวิวในพันทิปอีกเล็กน้อยเท่านั้นก็พร้อมลุยย



    Day 1 : โฮจิมินห์-มุยเน่

    เนื่องจากวันนั้นตรงกับวันเด็กพอดี เที่ยวบินจึงเลื่อนมาออกเร็วขึ้น 20 นาที พวกเราเลยได้ออกจากดอนเมืองตอน 7.20 และถึงโฮจิมินห์ประมาณ 9 โมง พอมาถึงปุ๊ปก็ซื้อซิมเน็ตก่อนเลย พวกเราซื้อของ Vinaphoneกัน เพราะอ่านมาจากในพันทิปว่าถูกสุดแล้ว(ขี้เกียจมานั่งเทียบราคาเอง555) ราคา 5 GB อยู่ที่ 105,000 ดอง จากนั้นก็ตรงไปขึ้นรถเมล์สาย 152 (อยู่ฝั่งตรงข้ามกับBurger King) ค่ารถคนละ 5,000ดอง แต่โดนเก็บค่ากระเป๋าไปอีกคนละ 5,000 เท่ากับจ่ายค่ารถไป 10,000 ดอง เนื่องจากคูณมาเป็นเงินไทยแล้วประมาณ 15 บาทเลยจ่ายๆไป เราก็บอกกระเป๋ารถว่าจะลงถนนฟาร์มงูเหลาเขาก็พยักหน้าโอเค ระหว่างทางก็เปิดgoogle mapดูไปด้วย พอใกล้ๆถึงเราก็เถียงกับเพื่อนว่าจะลงตรงไหน แต่โชคดีมีพี่คนไทยนั่งข้างหน้าพวกเราได้ยินพอดี เขาเลยบอกว่าต้องลงป้ายไหน ต้องขอบคุณคุณพี่ผู้ใจดีคนนั้นมากที่หันมาช่วยพวกเรา แต่ถึงยังไงกระเป๋าก็จะหันมาตะโกนบอกเราอยู่แล้วถ้าถึงป้ายฟาร์มงูเหลา เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ลงที่นี่ 

    หลังจากลงรถเมล์ก็พุ่งตัวไปซื้อตั๋วรถทัวร์ไปมุยเน่ก่อนเลย พวกเราใช้บริการ Futa Bus เพราะอ่านรีวิวมาจากพันทิปอีกนั่นแหละว่าดี ตั๋วรถsleeping busราคาคนละ 270,000 ดอง แล้วเราก็เอากระเป๋าไปฝากที่ร้านอาหารข้างๆที่ขายตั๋วกัน(มีค่าฝากนะ) ที่ร้านนี้มีห้องน้ำให้ใช้ฟรี แต่ถ้าอาบน้ำต้องเสียเงิน มีอย่างหนึ่งที่อยากบ่นคือที่เวียดนามแบงก์ใหญ่แตกยากมากไม่มีใครรับเลย แนะนำให้ไปแตกกับพวกร้านสะดวกซื้อนะรับแน่นอน เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้วก็ไปหาเฝอกินกัน ร้านที่เราไปกินชื่อว่า Pho Hung อยู่แถวที่ขายตั๋วเลยเดินไม่ไกลมาก ส่วนตัวคิดว่ารสชาติใช้ได้ แต่ค่อนข้างแพง ชามละประมาณร้อยนิดๆ


    เมื่อกินเสร็จก็เรียกGrabไป Notre Dame Cathedralกัน พอไปถึงปุ๊ปปรากฏว่าตัวโบสถ์ซ่อมอยู่ มีนั่งร้านขนาบทั้งสองข้าง เลยไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ในตอนที่พวกเรากำลังถ่ายรูปอยู่หน้าโบสถ์นั่นเองอยู่ๆก็มีคุุณป้าคนขายไอติมอาสาถ่ายรูปรวมให้พวกเรา อีกทั้งยังแนะนำจัดแจงหามุมที่สวยที่สุดให้เรา พวกเราก็นึกว่าป้าใจดีจังอุตส่าห์แนะนำกันอย่างดี แต่ที่ไหนได้ตอนหลังป้าก็เอาไอติมมาขายเราซะงั้นในราคาที่แพงกว่าตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปอีกฮือออ ส่วนไอติมก็เป็นไอติมวอล์ลธรรมดาๆไม่ใช่ไอติมเวียดนามlocalๆแต่อย่างใด พวกเราเกรงใจก็เลยช่วยซื้อไปสองอัน อันนี้คงเป็นเทคนิกใหม่ของแม่ค้าเวียดนาม โดยแทนที่จะhard saleเราตรงๆ ก็มีการเสนอช่วยถ่ายรูปให้เราฟรีๆ ก่อนจะให้เราช่วยซื้อของ จริงๆก็ถือว่าไม่ได้เสียความรู้สึกเท่าไหร่ เพราะอย่างน้อยเขาก็ช่วยแนะนำ หามุมถ่ายให้อยู่พักนึงเหมือนกัน ก็ถือว่าช่วยๆกันไป


    พอหันหน้าไปทางขวาก็จะเจอกับ Central Post Office อยากบอกว่าในนี้พวกmagnetกับโปสการ์ดถูกมาก นอกนั้นก็ไม่มีอะไรเท่าไหร่



    ในรูปนี้คือขนมที่เราซื้อกินระหว่างทาง รสชาติอร่อยเลยคล้ายๆขนมปุยฝ้าย ถ้าใครมาก็มาลองกันได้ ในรูปก็คือพี่คนขายเลย


    หลังจากนั้นพวกเราก็เดินไปเรื่อยๆจนไปถึง Saigon Opera House ซึ่งก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากยืนถ่ายรูปอยู่ข้างหน้า นอกจากนี้ตอนเราไปเหมือนเขาเพิ่งใัช้ที่นี่จัดงานบางอย่าง เพราะยังมีป้ายติดพร้อมกับมีช่างมารื้อไฟกันอยู่เลย ทำให้ถ่ายรูปหรือยืนดูไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่


    ต่อจากนั้นเราก็ตั้งใจจะไป Cafe Apartmentกัน ก็เดินตามgoogle mapไปเรื่อยๆแต่หาไม่เจอซะทีทั้งที่ในแมพบอกว่าอีก 1 นาทีถึง เพื่อนเห็นร้านหนังสือพอดีเลยชวนกันเข้าไปเดินเล่น อยากบอกว่าร้านหนังสือที่เวียดนามหนังสือภาษาอังกฤษเยอะมาก แล้วบางเล่มราคาถูกกว่าที่ไทยไีปอีก เราก็เลยเดินดูหนังสือกันไป จนใกล้จะได้เวลารถบัสออกแล้วจึงออกมายืนรอGrabหน้าร้าน ในขณะที่ยืนอยู่ฉันเงยหน้าขี้นไปมองข้างบนตึกเล่นๆ ที่ไหนได้ Cafe Apartment ดันอยู่บนหัวพวกเรามาโดยตลอด!! ในวินาทีนั้นไม่รู้จะหาคำไหนมาบรรยายตัวเองได้เลยนอกจาก อีโง่งงงววเอ้ยยย จริงๆต้องยอมรับว่าไม่ได้อ่านรีวิวมาละเอียด เลยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วCafe Apartmentอยู่บนร้านหนังสือ แต่ถ้าดูแค่ข้างล่างตรงถนนก็ไม่รู้เลยว่ามีร้านคาเฟ่อยู่ข้างบน ดังนั้นสำหรับใครที่จะไป ฉันไปอ่านรีวิวมาเพิ่มแล้ว เขาบอกว่าบันไดจะอยู่ข้างร้านหนังสือนั่นแหละให้เดินขึ้นไปได้เลย


    ทีนี้เราก็มานั่งรอขึ้นรถตู้ที่ฝั่งตรงข้ามที่ขายตั๋ว รถตู้จะพาเราไปส่งที่ท่ารถชานเมืองเพื่อรอขึ้นรถบัสอีกทีหนึ่ง อยากจะบอกว่ารถบัสนั้นรอนานมาก รอเป็นชม.เลย รอแล้วรออีกไม่มาซะที อยากบอกอีกว่ารถบัสแบบนอนที่นี่ต้องถอดรองเท้านะเพราะที่นั่งชั้นล่างอยู่ติดกับพื้นรถเลย ดังนั้นเวลาจองแนะนำให้จองชั้นบนแบบติดหน้าต่าง ไม่แนะนำให้จองตรงกลางเท่าไหร่ เพราะฉันลองนั่งตรงกลางมาแล้ว มันไม่มีที่วางของ ต้องเอาของไปยัดไว้ตรงปลายเท้า แล้วไม่รู้จะเอามือถือไปไว้ที่ไหนเวลาหลับ เพราะเดี๋ยวมันจะหล่น ฉันจึงใช้วิธีคาดเข็มขัดแล้วคาดมือถือไว้ตรงพุงไปด้วยเลย55555 แต่ก็นอนหลับๆตื่นๆอยู่ดีเพราะรถเอียงไปเอียงมาเสียวตกจากที่นอนเหลือเกิน ส่วนใครที่ว่ารถบัสเวียดนามขับช้านั้น มันไม่จริง55555 คือคุณพี่คนขับขับเร็วมาก แซงคันอื่นตลอดเวลา ขับแบบไม่รู้พี่จะรีบไปไหนหนักหนา5555 ส่วนพนง.บนรถเขาจะมาถามเราว่าลงที่ไหน ให้บอกชื่อที่พักได้เลย แล้วเขาจะแจกน้ำเปล่าให้เราคนละ 1 ขวด พร้อมผ้าเย็น


    หลังจากนั้นก็มาถึงมุยเน่ตอนหัวค่ำ รถบัสจะส่งเราลงตามที่พักเลย เพราะว่าที่พักส่วนใหญ่จะอยู่ติดริมทะเลและเรียงเป็นแนวยาวกันไป พวกเราพักที่ Muine Sunlight Bungalow Guesthouse ที่พักจะแยกเป็นบ้านหลังเล็กๆ ข้างในมีแค่ห้องนอนและห้องน้ำ โดยรวมที่นี่โอเคเลยพนักงานพูดอังกฤษได้ ดูแลแนะนำพวกเราเป็นอย่างดี ที่พักค่อนข้างใหม่และสะอาด ไม่มีเสียงดังรบกวน ข้อเสียคือประตูห้องน้ำแอบปิดยาก+บริเวณที่พักไม่ได้ตกแต่งสวยมาก ส่วนร้านอาหารของที่พักรสชาติใช้ได้ ราคาไม่แพง นอกจากนี้พวกเรายังสามารถจองHalf day trip และรถทัวร์ไปดาลัดผ่านที่พักได้เลยสะดวกสุดๆ วันแรกของพวกเราก็จบลงเพียงเท่านี้


    โปรดติดตามตอนต่อไปจ้า










Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in