มรดกตกผลึกSALMONBOOKS
1


  •           นี่คือหนึ่งในมุขที่ผมชอบมากที่สุด
              “คอนเสิร์ตครั้งนี้พี่เบิร์ดมีเซอร์ไพรส์มาฝากแฟนเพลงไหมครับ” ตัวปูซึ่งก็คือผมนี่แหละจะเป็นคนถามพี่เบิร์ดเรื่องคอนเสิร์ตใหญ่ที่จะจัดขึ้น
              “อ้อ แน่นอนครับ ครั้งนี้พี่เบิร์ดก็มีเซอร์ไพรส์มาฝากแฟนๆเหมือนเคย” ไอ้ตี่—ตัวตบประจำคณะ ซึ่งเป็นคนที่เลียนเสียงของพี่เบิร์ดได้เหมือนมากจะเป็นคนตอบ
              “โอ้โห! พอจะบอกได้ไหมครับเซอร์ไพรส์ที่ว่ามันคืออะไร”  ผมชงมุขส่งไปให้
              “ครับ คอนเสิร์ตครั้งนี้พี่เบิร์ดไม่ไปน่ะครับ”  คนที่เหลือก็จะร้อง “ฮื้อ!!” กันเสียงหลง
              “พอดีนัดช่างมาล้างแอร์ที่บ้านน่ะจ้ะ” ไอ้ตี่จะขยี้มุขส่งท้ายอีกที 
              แล้วก็ตามมาด้วยเสียงกลองดัง “ตึกโป๊ะ!!” ซึ่งผมและเพื่อนๆ จะต้องสะดุ้งตัว ยักไหล่ ย่นคอ สะบัดหัว หรืออย่างใดอย่างหนึ่งให้รับกับเสียงกลองนั้น แล้วไอ้ป้อม—ตัวดิ้นของคณะ ก็จะปิดมุขด้วยเสียงสั่นๆ ว่า “โอ้ว เซอร์ไพรส์จริงๆ ด้วยครับ!”

              ถือเป็นมุขที่ได้ผลมากอีกมุขหนึ่ง เล่นเมื่อไรคนดูมักจะขำเมื่อนั้น
              ผมเล่าเรื่องมุข ‘เซอร์ไพรส์ของพี่เบิร์ด’ ให้คุณฟังก็เพราะอยู่ๆ ผมคิดได้ว่า ชีวิตเรานั้นมีเรื่องเซอร์ไพรส์ เรื่องที่น่าประหลาดใจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และแน่นอนว่าเมื่อมันเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ คุณก็ไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่ามันจะเกิดอะไร เกิดขึ้นเมื่อไร หรือเกิดได้อย่างไร เพราะถ้าคุณรู้ มันก็ไม่เรียกว่าเซอร์ไพรส์น่ะสิ
              เหมือนกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับผม

              ผมชื่อผลึก ชื่อจริงคือนายตกผลึก มันเป็นชื่อที่แปลกประหลาด พ่อบอกว่า “ตอนแรกข้าน่ะตั้งชื่อเอ็งว่า ‘ตลกพิลึก’ แต่แม่เอ็งเขาไม่ยอม บอกว่าคนบ้าอะไรชื่อตลกพิลึก จะเปลี่ยนข้าก็บอกว่าเปลี่ยนก็ได้ แต่ให้มันคล้ายๆ ตลกพิลึกนะ แม่เอ็งเลยตั้งให้ว่า ‘ตกผลึก’ นี่แหละ” 
              ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผมซาบซึ้งในพระคุณของแม่เพียงไหน เพราะถึงชื่อ ‘ตกผลึก’ จะแปร่งๆ หูไปบ้าง แต่อย่างน้อยมันก็ดีกว่าการมีคำว่า ‘ตลกพิลึก’ ปรากฏหราอยู่บนบัตรประชาชน 
              ชื่อ ‘ตกผลึก’ จึงเป็นมรดกชิ้นแรกและเป็นชิ้นเดียวที่แม่ให้ เพราะแม่เสียไปตั้งแต่ผมอายุได้สามขวบ นั่นทำห้หน้าของแม่เลือนรางในความทรงจำของผม แม้รูปถ่ายที่แม่อุ้มผมนั่งบนตักซึ่งพ่อเป็นคนถ่ายไว้นั้นจะช่วยให้ผมจดจำใบหน้าของแม่ได้ แต่ใครๆก็มักจะบอกผมว่า ต่อให้ไม่มีรูปใบนั้น ใบหน้าของแม่ก็ไม่ได้สูญหายไปไหน เพราะมันปรากฏเด่นชัดบนใบหน้าของผมอยู่ดี
              หลังจากแม่ตาย พ่อก็ไม่เคยมีเมียใหม่ ผมไม่เคยได้ยินข่าวหรือระแคะระคายว่าพ่อไปวอแวผู้หญิงคนไหน น้านวย เพื่อนสนิทคนเดียวของพ่อบอกว่า พ่อรักแม่มาก พ่อยอมแม่ ตามใจแม่ทุกเรื่อง 
  •           ขนาดเรื่องชื่อ ‘ตลกพิลึก’ ที่พ่อหมายมั่นปั้นมือเอาไว้ให้ก่อนผมเกิดตั้งนาน พ่อยังยอมเปลี่ยนตามใจแม่ “พ่อว่ามันก็ดีนะ ไอ้ผลึก เอ็งลองคิดดูสิ เอ็งเป็นตลก แถมยังมีชื่อว่านาย ‘ตลกพิลึก’ มันตลกจะตาย เอ็งว่าไหมล่ะ” พ่อชอบบอกแบบนี้เวลาที่เราคุยกันเรื่องชื่อคณะ ‘ตลกพิลึก’ 
              เรื่องตลกกว่านั้นก็คือ ผมยังจำครั้งสุดท้ายที่พ่อพูดถึงเรื่องชื่อของผมได้ ตอนนั้นพ่อกำลังตั้งเสียงกลองอยู่บนเวทีร้านหมูกระทะของเฮียแอ๊ด ซึ่งแกต้องทำทุกครั้งก่อนถึงเวลาขึ้นไปแสดง พอพูดเสร็จพ่อก็ตีกลองดัง “ตึกโป๊ะ!” ผมเผลอย่นคอรับเสียงกลองตามสัญชาตญาณ สี่วันถัดมา พ่อก็มีอาการหายใจไม่ออกและล้มในห้องน้ำ ผมพาพ่อไปโรงพยาบาล และหลังจากนั้น ไม่นาน พ่อก็จากไปตีกลอง “ตึกโป๊ะ!”  ให้แม่ฟังในอีกสถานที่หนึ่ง
              แน่นอนว่าการจากไปของพ่อสร้างความโศกเศร้าเสียใจให้ผมและชาวคณะ แต่นอกจากความเศร้าโศกแล้ว ยังส่งผลกระทบใหญ่ตามมา คือเราไม่มีมือกลอง  
              คุณลองจินตนาการถึงคณะตลกที่ไม่มีคนมาคอยตีกลองเสียงดัง “ตึกโป๊ะ!!” เพื่อส่งมุขไปยังผู้ชมดูสิ มันเหมือนขาดอะไรสักอย่างที่มีความสำคัญมากๆ มันเหมือน... เหมือนอะไรดีล่ะ... เหมือนการแข่งขันฟุตบอลที่นักเตะทั้งสองทีมเดินลงสนาม ผู้เล่นยี่สิบสองคนพร้อมฟาดแข้งแข่งขัน กรรมการก็พร้อมอยู่ในสนาม แต่ผู้จัดการแข่งขันดันลืมเอาลูกฟุตบอลมาด้วย มีสนาม มีกรรมการ มีนักเตะ มีแม้กระทั่งคนดู แต่ไม่มีลูกฟุตบอล ถ้าคุณนึกออกว่ามันหายนะแค่ไหน การขาดมือกลองของคณะตลกก็คงหายนะคล้ายกันนั่นแหละ เผลอๆ อาจจะหายนะกว่า เพราะผู้จัดอาจให้ใครวิ่งไปซื้อลูกฟุตบอลมาเตะได้ แต่คณะตลกจะให้ใครหน้าไหนมาตีกลองให้ไม่ได้ พอไม่มีคนตีกลอง เราก็เลยไม่มีงาน ไม่มีงานเราก็ไม่มีกิน ขนาดตอนมีพ่อนั่งตีกลองให้ เรายังไม่ค่อยจะมีงานให้เล่น ยิ่งพ่อมาจากไปเราก็ยิ่งลำบาก ไม่ต้องบอก คุณก็คงเข้าใจได้ใช่ไหมว่าตอนนี้พวกเรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตอย่างแท้จริง

  •           นั่นทำให้เราต้องหามือกลองคนใหม่มาประจำคณะ แต่การหาคนมาตีกลองแทนพ่อนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ง่ายทั้งในเรื่องวิชาชีพและในแง่ความสัมพันธ์ เอาเรื่องวิชาชีพก่อน การตีกลองในคณะตลกนั้นไม่ใช่สักแต่ว่าตีกลองเป็นหรือตีกลองได้ หากคุณต้องเป็นคนตลก เข้าใจทุกอย่างของมัน พ่อบอกเสมอว่าคนตีกลองประจำคณะตลกนั้นต้องเป็นคนตลก มีอารมณ์ขัน ไม่จำเป็นต้องเล่นตลกได้ แต่ต้องตลก
    สองสิ่งนี้ดูคล้ายกัน แต่ก็ไม่เหมือนกัน คุณต้องแยกให้ออก
              สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ คุณต้องรู้จังหวะและมีความแม่นยำ คุณต้องรู้ว่าพวกเราจะย่นคอหรือสะบัดหัวตอนไหน และคุณต้องตีรับให้ชัดเจนและทันเวลา ตีทีเดียวเท่านั้น ไม่ต้องมาก แต่ต้องหนักแน่น ตีเน้นๆ ให้ดังกังวานไปทั้งห้อง   นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราล้มเหลวในการคัดเลือกมือกลอง
              แม้จะมีคนมาคัดเลือกหลายคน แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นนักดนตรีอาชีพ คนพวกนี้เมื่อนั่งอยู่หลังกลองชุดแล้วพวกเขาก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม มาถึงก็หวดกลองโครมๆ ราวกับกำลังเล่นดนตรีอยู่ในผับ มีรายหนึ่งถามผมว่ามีกลองแบบสองกระเดื่องไหม ผมถามมันว่าจะเอาไปทำไม หมอบอกว่ามันเป็นมือกลองสายเฮฟวี่เมทัล ต้องตีแบบกระเดื่องคู่เท่านั้น น้านวย ตัวโง่ประจำคณะ ซึ่งร่วมกันก่อตั้งคณะตลกนี้มาด้วยกันกับพ่อ ถึงกับหลุดปากออกมาว่า “งั้นมึงไปเฮฟวี่ไกลๆ ตีนสามช่ากูเลย ไอ้ห่า!”
              ต่อมาก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์ ผมเป็นคนกำหนดขึ้นมาเองว่า มือกลองคนใหม่ต้องเข้ากับพวกเราทุกคนได้ดีเหมือนที่พ่อเข้ากับพวกเราได้ มันเป็นเรื่องที่อธิบายยากว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้น แต่ถ้าสมมติว่านี่คือทีมฟุตบอลอีกครั้ง พวกเราทีม ‘ตลกพิลึก ยูไนเต็ด’ ประกอบด้วยผม ไอ้ผลึก—ตัวปู ไอ้ตี่—ตัวตบ ไอ้ป้อม—ตัวดิ้น พี่จ๊อด—ตัวขยี้ และน้านวย—ตัวประคอง ที่ต้องรับบทตัวโง่และตัวเจ็บด้วย พวกเราทั้งห้าเป็นผู้เล่นในสนาม ผมกับพี่จ๊อดทำหน้าที่คล้ายๆ กัน คือเป็นกองหลังและกองกลางตัวรับ เราคอยควบคุมเกม กำกับจังหวะการเล่น จ่ายบอลออกไป ที่เหลือก็ปล่อยให้น้านวย ไอ้ตี่ ไอ้ป้อมวาดลีลากระชากลากเลื้อยกันเต็มที่ เราต้องช่วยกันทำให้ลูกบอลเข้าไปในประตูของฝั่งตรงข้าม
              นั่นคือการเรียกเสียงฮาจากผู้ชมให้ได้มากที่สุดโดยทั้งหมดนั้น จะมีพ่อยืนดูอยู่ข้างสนามในฐานะผู้จัดการทีม พ่อไม่เคยลงมาเล่นทั้งที่เป็นคนตลกมาก เผลอๆ พ่อจะตลกกว่าพวกเราทุกคนด้วยซ้ำไป แต่พ่อคงจะชอบมุขตลกของตัวเองมากไปหน่อย เวลาเล่าเรื่องตลกทีไร พ่อจะขำหรือหัวเราะไปกับมุขของตัวเองจนคนฟังฟังไม่รู้เรื่องเสมอ
              ซึ่งนี่ถือเป็นกฎเหล็กต้องห้ามสองข้อของการเป็นตลก นั่นคือ หนึ่ง—อย่าขำนำผู้ฟัง และสอง—อย่าบอกว่ามีเรื่องตลกมาเล่าให้ฟัง ซึ่งพ่อมีคุณสมบัติต้องห้ามทั้งสองข้อนี้ครบถ้วน นั่นจึงทำให้พ่อขีดวงจำกัดตัวเองไว้แค่การอยู่เบื้องหลัง

  •           พ่อเป็นหัวหน้าคณะ ดูแลความเป็นอยู่ของพวกเรา เป็น ผู้ฝึกสอนตลกใหม่คู่กับน้านวย และเป็นมือกลอง ดังนั้นพ่อรู้จักและเข้าขากับพวกเราทุกคน และเป็นพ่อนี่แหละที่ดึงผมกลับมาจากการเป็นเด็กเดินโพยโต๊ะบอล สอนให้ผมเป็นตัวปูในคณะตลกเพื่อสานต่อกิจการคณะตลกที่พ่อเริ่มมา
              อย่างที่บอกไปว่ายิ่งปล่อยไว้เนิ่นนานเราก็ยิ่งลำบาก การไม่มีมือกลองทำให้คณะของเราไม่สามารถทำการแสดงได้ แม้น้านวยจะเสนอว่า ให้ลองเล่นไปทั้งที่ไม่มีคนตีกลอง แต่หลังจากที่เราลองทำตามข้อเสนอของน้านวยไปหนึ่งครั้งในร้านหมูกระทะของเฮียแอ๊ด
              เราก็ได้ข้อสรุปว่ามันไม่เวิร์ก คนดูไม่รู้ว่ามุขจบตอนไหน หรือจะขำ ได้หรือยัง จนเข้าสู่สัปดาห์ที่สามของการไม่มีมือกลอง เฮียแอ๊ด เจ้าของร้านหมูกระทะ ‘อร่อยจังแอ๊ด’ (ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแกถึงตั้งชื่อร้านชมตัวเอง) ซึ่งเป็นที่ที่เราไปเล่นให้ทุกคืนวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และเป็นเพื่อนเก่าของพ่อกับน้านวย แนะนำไอ้หม่องให้กับเราไอ้หม่องเป็นเด็กเสิร์ฟในร้าน ชื่อ ‘ไอ้หม่อง’ เป็นชื่อที่เฮียแอ๊ดและใครต่อใครในร้านเรียกมัน ไอ้หม่องเป็นคนพม่า จริงๆ มันมีชื่อพม่าแต่ผมก็จำไม่ได้ว่าชื่ออะไร พวกเราก็เรียก ‘ไอ้หม่อง-ไอ้หม่อง’ ตามเฮียแอ๊ดจนติดปากเหมือนทุกคน ไอ้หม่องก็ดูเหมือนจะเลยตามเลยกับชื่อนี้ ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร หรืออาจจะเดือดร้อนใจจนอยากด่าบุพการีพวกเราก็ได้ แต่มันก็ไม่พูดออกมา หรืออาจเพราะมันพูดไทยไม่ชัดก็เลยไม่ค่อยอยากพูดก็ไม่รู้
              “ไอ้หม่องมันเคยเล่นดนตรี ตีกลอง ตอนอยู่ที่บ้านที่พม่าน่ะ มันเคยเล่าให้เฮียฟัง” เฮียแอ๊ดบอกผม
              “ทำไมเฮียคิดว่ามันจะมาตีกลองตลกได้ล่ะ”
              “เฮ้ย ผลึกคงไม่เคยสังเกตสินะ”
              “สังเกตอะไรเฮีย”
              “ก็ไอ้หม่องน่ะ เวลาที่มันเดินเสิร์ฟอาหารอยู่ใช่ไหม แล้วอีตอนที่พวกเอ็งกำลังเล่นตลกกันน่ะ มันจะสะดุ้งไม่ก็ทำคอย่นเวลาพี่ปลกแกตีกลองรับมุขพวกเอ็งทุกทีเลย เฮียสังเกตมานานแล้ว”
              พี่ปลกที่เฮียแอ๊ดพาดพิงนั้นคือพ่อผมเอง พ่อผมชื่อนายปลก น้านวยเคยเล่าให้ฟังว่า ตอนแรกปู่ผมตั้งชื่อพ่อว่า ‘แปลก’ ตามชื่อผู้นำประเทศในตอนนั้น แต่พ่อเกลียดชื่อนี้ พ่อเลยไปเปลี่ยนชื่อที่อำเภอ ตัดสระแอออกในภายหลัง
              “เหรอ เฮียว่ามันจะทำได้จริงๆ เหรอ”
              “ผลึกก็ลองให้โอกาสมันหน่อยสิวะ นี่ถ้าพี่ปลกอยู่นะ พี่ปลกแกคงให้ไอ้หม่องมาลองดูแน่ๆ แกชอบให้โอกาสคนนะ พ่อของผลึกน่ะ” เฮียแอ๊ดว่า
              ผมต้องบอกเป็นพื้นเสียก่อนว่า เฮียแอ๊ดน่ะแกรักพ่อผมมาก แกเคยเป็นลูกน้องพ่อในคณะตลกมาก่อน และเป็นตลกที่มีคนติดมากเสียด้วย คนชอบแกเยอะ แกเลยดังเกินคนอื่นๆ เฮียแอ๊ดดังถึงจุดสูงสุด ได้เล่นหนัง เล่นละคร เป็นผู้ช่วยพิธีกรเกมโชว์ทางทีวี เรียกว่าเฮียแอ๊ดแกดังเกินกว่าคณะตลกเล็กๆ ของพ่อก็ว่าได้
              วันที่เฮียแอ๊ดมากราบลาพ่อขอออกจากวงไปทำงานบันเทิงเต็มตัว พ่อก็ไม่ขัดแม้สักคำ แถมยังอวยพรส่งท้ายอีกว่า ถ้าตกอับหรือไม่ดังแล้ว อย่ากลับมาอยู่คณะของพ่อเด็ดขาด มันต๊อกต๋อยเกินไปให้เฮียแอ๊ดไปทำธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งมันก็เป็นจริงดังพ่อทำนายไม่นานคนก็เบื่อมุขตลกของเฮียแอ๊ด เฮียแอ๊ดค่อยๆ เดินออกจากวงการบันเทิงอย่างเงียบเชียบและหันมาเปิดร้านหมูกระทะ
              “พ่อผลึกน่ะ เขาชอบให้โอกาสคน เฮียได้ทำร้านอาหารนี่ก็เพราะพี่ปลกแกให้โอกาสแท้ๆ”
              “ให้โอกาสแต่มึงแหละ ไอ้เหี้ยแอ๊ด ไหงทีกะกูไม่เห็นให้โอกาสมั่งวะ กูนี่ได้แต่อากาศ” น้านวยสบถออกมา
              “เนี่ย แล้วผลึกจะไม่ให้โอกาสไอ้หม่องมันบ้างเลยเหรอ” เฮียแอ๊ดทำเป็นไม่ได้ยินเสียงด่าของเพื่อนรัก  นั่นจึงเป็นที่มาของการทดสอบฝีมือตีกลองตลกของไอ้หม่องด้วยมุขตลกพี่เบิร์ดอีกมุขหนึ่งที่ผมชื่นชอบมาก
              เริ่มจากไอ้ตี่จะร้องเพลง สบาย สบาย ของพี่เบิร์ดสักท่อน แล้วพี่จ๊อดจะทำหน้าที่เป็นโฆษก
              “เพลงที่จบไปเมื่อสักครู่นั้นคือเพลง สบวย สบวย” พวกเราที่เหลือก็จะยิ้มแย้ม หัวเราะฮิฮะกันไป
              “โดยศิลปินที่ท่านชื่นชอบ ธงไชย แมคอินตวย” เราก็ยังพยักพเยิดยิ้มกันอยู่
              “ซึ่งเป็นเพลงจากละครเรื่อง วันนี้ที่รอค...”
              “คอย!!!” ทุกคนจะหันมาตะคอกใส่พี่จ๊อดอย่างพร้อมเพรียง
              ตึกโป๊ะ!
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in