Dangerous Love (Deadly Companions #1)Aki_Kaze
บทที่ 2: โบรส
  • 2
    โบรส

    ผมจ้องมองคนแปลกหน้าในห้องผ่านทางหน้าจอสมาร์ทโฟน เขายืนอยู่ที่เดิมแต่สายตาของเขากวาดไปโดยรอบ กล้องวงจรปิดที่ติดตั้งในห้องของผมไม่ว่าจะที่ห้องนั่งเล่นหรือห้องนอนก็ตาม ล้วนแต่ไม่ได้มีไว้เพื่อความบันเทิง มันคือหลักประกัน หลักฐาน สิ่งที่ทำให้ผมเป็นฝ่ายควบคุม เพราะลูกค้าแต่ละคนของผมไม่ใช่คนทั่วไป และผมเองก็ไม่ใช่คนทั่วไป
    ลูกชายของมหาเศรษฐีแอนเดอร์สัน มิลเลอร์ มหาเศรษฐี ช่างเป็นคำที่น่าขันเสียจริง
    ผมเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋ากางเกง เปิดประตูออกจากตึกแถวสู่ท้องถนนที่เต็มไปด้วยรถราและแสงแดดจ้ายามกลางวัน ผมเลือกที่จะเช่าห้องในสถานที่แบบนี้เพราะเป็นราคาที่เด็กมหา’ลัยแบบผมจะจ่ายไหว ผมเรียน ผมทำพาร์ทไทม์ และผมรับงานอื่น เดิมทีผมคิดว่ามันเป็นเพราะเงินที่ทำให้ผมยังรับงานนั้น แต่มันมีบางอย่างมากกว่านั้น ผมเลือกลูกค้า ผมระมัดระวัง และบางครั้งผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากลูกค้าเหล่านั้น พวกเขาพูดในสิ่งที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟังแต่ก็มีคนประเภทไม่พูดไม่จาและลงมือทำอย่างเดียวเช่นกัน
    ผมสงสัยว่าผู้ชายที่เจอเมื่อครู่เป็นแบบไหน นึกแปลกใจที่ตัวเองไม่ได้ถามชื่ออีกฝ่ายด้วยซ้ำ แต่ผมรู้ว่าผมต้องได้เจอเขาอีก เขาต้องการบางอย่างจากผมไม่อย่างนั้นคงไม่มาเฝ้าถึงหน้าร้านกาแฟ สิ่งที่ผมรู้แน่ชัดคือเขาไม่ใช่ลูกค้า
    การเป็นลูกชายคนเดียวของแอนเดอร์สัน มิลเลอร์ทำให้ผมต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ อดีตสอนให้ผมใส่ใจรอบข้างมากขึ้น ทั้งผู้คนและสภาพแวดล้อม นั่นทำให้ผมสังเกตเห็นรถของผู้ชายคนนั้นที่หน้าร้านกาแฟ ทำให้รู้ว่าเขาเป็นคนอันตราย...แต่ความอันตรายกลับกลายเป็นสิ่งที่สร้างความสนใจให้กับผม
    หลังเลิกงานจากร้านกาแฟ ผมขึ้นรถบัสไปมหาวิทยาลัย มีคนในคลาสจำนวนไม่น้อยที่รู้ว่าผมเป็นใครและพยายามเข้ามาตีสนิทด้วย ผมอยากรู้นักว่าถ้าตัดนามสกุลของผมออกไปแล้วจะมีสักกี่คนกันเชียวที่ยังอยากเป็นเพื่อนผม
    “ได้นอนบ้างหรือยัง”
    ผมหันไปตามเสียงทักก็พบแจ็คสัน คนที่ผมสนิทด้วยที่สุดในตอนนี้ เขาเป็นคนที่ไม่ได้สนใจนามสกุลของผม ออกจะไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษเลยด้วยซ้ำ
    ผมชูสามนิ้วแทนการตอบเพราะนั่นคือชั่วโมงการนอนของผมในคืนที่ผ่านมา ผมเป็นเด็กนักเรียนเพราะฉะนั้นผมมีการบ้านที่ต้องทำ ช่างน่าประหลาดที่ผมสามารถร่างแบบเสร็จได้ในคืนเดียว ต้องเป็นพลังอำนาจของสิ่งที่เรียกว่าเส้นตายเป็นแน่
    แจ็คสันกลอกตาก่อนนั่งลงยังที่ว่างด้านข้าง อาจารย์เข้ามาในห้องเรียนแล้วแต่ไม่ได้ทำให้บทสนทนาของพวกเราจบลงแต่อย่างใด เขารู้ว่าผมทำพาร์ทไทม์หลายแห่งแต่เขาไม่เคยถามสาเหตุและผมก็ไม่เคยบอกใคร เขาไม่รู้เรื่องงานอีกอย่างของผมและผมคงไม่คิดบอกให้เขารู้เช่นกัน
    พวกเราเดินออกจากห้องทันทีที่อาจารย์กล่าวเลิกชั้น เสียงพูดคุยดังจอแจไปตามโถงทางเดิน ผมหันไปเห็นแจ็คสันส่งหมากฝรั่งเข้าปากก็ถามขึ้น
    “มันช่วยได้จริงๆ เหรอ” ผมหยอกขึ้นทั้งที่รู้ว่าเขากำลังเลิกบุหรี่
    แจ็คสันยื่นหมากฝรั่งมาให้ผมลอง หลังจากเคี้ยวไปได้สามครั้ง เขาก็หยิบทิชชูออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วแบมือมาตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มขบขัน ผมคายทิ้ง รีบกำจัดรสชาติไม่พึงประสงค์
    “นายทำฉันอยากสูบบุหรี่หนักกว่าเดิม”
    “อ่อนหัดนัก โบรส” เขาโยนทิชชูลงถังขยะที่ห่างออกไปเป็นเมตรได้อย่างแม่นยำ “นายยังทำงานตอนกลางคืนอยู่หรือเปล่า”
    ผมสะดุ้งก่อนนึกได้ว่าเขาถามถึงงานในคลับ “แค่คืนวันพุธกับพฤหัสฯ”
    “ฉันควรแวะไปบ้างสินะ”
    “วันพุธเป็นเกย์ไนท์ วันพฤหัสฯ เป็นเลดี้ไนท์ เลือกเอาตามสะดวก”
    “ฉันทำตัวกลมกลืนได้ไม่ต้องห่วง”
    คำพูดของเขาทำให้ผมหลุดขำออกมา หากแจ็คสันมาที่ไนท์คลับคืนวันพุธ ถ้าไม่โดนมองเหมือนอยู่ผิดที่ผิดทางก็คงโดนรุมทาบทามตลอดคืนอย่างไม่ต้องสงสัย
    “นายคงจัดอยู่ในประเภทอยากรู้อยากเห็นสินะ”
    “ฉันเปิดกว้างอยู่แล้ว ชีวิตคือการเรียนรู้นะเพื่อนรัก”
    “พูดอีกก็ถูกอีก” ผมพยักหน้าเห็นด้วย
    “เย็นนี้ไปไหนหรือเปล่า”
    เราเดินมาถึงหน้ามหาวิทยาลัย ทางกลับบ้านของพวกเราเป็นคนละทางกัน ผมมองนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาสี่โมงยี่สิบนาที ผู้ชายคนนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่ บางทีเขาอาจเปลี่ยนใจ หรือไม่ผมก็คิดไปเองว่าเขาสืบจนรู้ประวัติผมทั้งหมด
    สมาร์ทโฟนของผมสั่นขึ้นในกระเป๋ากางเกงก่อนจะทันได้ตอบคำถามของแจ็คสัน ผมมองดูชื่อที่แสดงบนหน้าจอ
    “เจอกันพรุ่งนี้นะ” แจ็คสันกล่าวลา
    “อืม เจอกัน” ผมมองแผ่นหลังของเขาเดินเลี้ยวไปอีกทางก่อนจะรับสาย เขารู้ว่าผมมีธุระโดยไม่จำเป็นต้องรอฟังคำตอบจากผม แจ็คสันเป็นแบบนั้นเสมอ รู้ว่าเรื่องไหนควรพูด เรื่องไหนไม่ควรพูด และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเลือกที่จะสนิทกับเขา
    “คุณฮอปเปอร์ มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ”

    ผมตื่นขึ้นมากลางดึก ที่นอนข้างๆ ว่างเปล่า ผมคงเผลอหลับไปตอนที่คุณฮอปเปอร์อาบน้ำ เขาไม่ได้ค้างที่นี่ ไม่เคยมีลูกค้าคนไหนค้างคืนในบ้านของผม พวกเขามาและจากไปโดยมีเงินสดวางทิ้งไว้บนชั้นวางของข้างเตียง
    ผมลงจากที่นอน หยิบคอมพิวเตอร์แบบพกพาติดมือแล้วเดินบันไดลงไปด้านล่าง คร้านที่จะหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่ อย่างไรก็ตามที่นี่คือบ้านของผมและไม่มีใครมองเห็น นอกเสียจากกล้องวงจรปิดที่ผมซ่อนไว้
    ผมย้อนดูบันทึกจากกล้องวงจรปิดของวัน หากมีอะไรสมควรเก็บผมจะบันทึกแยกไว้ต่างหาก นอกนั้นผมจะปล่อยให้มันลบตัวเอง คุณฮอปเปอร์เป็นแค่พนักงานบริษัทคนหนึ่ง ยังไม่แต่งงาน ยังไม่มีแฟน ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ที่จะโยงกลับมาที่มิลเลอร์ได้ เขาแค่ต้องการความสำราญและผมได้อะไรดีๆ จากเขาเช่นกัน เขาเป็นหนึ่งในลูกค้าไม่กี่คนที่ทำให้ผมไม่ต้องพะวงยามอยู่บนเตียง
    ผมย้อนบันทึกมาจนถึงช่วงเวลาที่ชายคนนั้นเข้ามาในห้อง เขาตัวสูงใหญ่ น่าเกรงขาม ซ่อนอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองไว้ภายใต้แว่นตากันแดด เขาไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรมากนักแต่ผมรู้ว่าเขาเกิดอารมณ์ยามที่ผมคุกเข่าตรงหน้า เขาต้องการแม้ปากจะปฏิเสธ ไม่สิ เขาไม่ได้ปฏิเสธ เขาลังเล
    ผมหยุดภาพตอนที่เขาอยู่ในห้องตามลำพัง เขาเป็นฝ่ายพูดเองว่าอยากเจอผมอีก แต่กลับไม่มาหา
    “คุณต้องการอะไร”
    แม้คำถามของผมจะไม่ได้รับการตอบแต่ผู้ชายคนนั้นก็นั่งอยู่ในรถยนต์คันเดิมหน้าร้านกาแฟที่ผมทำงาน ยามที่ผมว่างจากการรับออเดอร์ ผมมองไปยังรถยนต์สีดำด้านนอกของร้าน เขานั่งอยู่ในนั้นแม้ฟิลม์จะเข้มจนยากที่จะเห็นก็ตาม
    เขาเลือกที่จะนั่งมองผมแทนที่จะเข้ามาด้านใน ผมเลือกที่จะเพิกเฉยและไม่เป็นฝ่ายเข้าไปถามอีก
    ตกบ่าย ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมไปเรียน หันไปบอกลาเพื่อนร่วมงานแล้วเดินออกจากร้านทางประตูด้านหลังซึ่งเป็นทางเข้าออกของพนักงาน มันเป็นตรอกแคบๆ ชวนอึดอัดผิดกับถนนด้านหน้าลิบลับ
    “แอมโบรส”
    ผมหันไปทางเสียงเรียก เห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ มือของเขากำสายเป้บนไหล่แน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล ผมใช้เวลาไม่กี่วินาทีก็นึกออกว่าเขาเป็นใคร
    “ฟิล ฉันบอกแล้วไงว่าเราไม่ควรเจอกันอีก”
    “ผมรู้ แต่...”
    เขาคือความผิดพลาดของผม ตอนที่พบกันครั้งแรกเมื่อสามเดือนที่แล้ว เขาบอกว่าอายุสิบแปด รูปร่างหน้าตาของเขาบ่งบอกเช่นนั้นแต่ความจริงกลับไม่ใช่ เขาเพิ่งสิบหก ผมมารู้เอาตอนที่พวกเรามีความสัมพันธ์กันไปแล้วครั้งหนึ่ง มันเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ผมไม่รับเงินจากเขาและขอให้เราไม่เจอกันอีก เห็นได้ชัดว่าเขากำลังผิดคำพูด
    “ผมคิดถึงคุณ”
    คำพูดและน้ำเสียงของเขาราวกับว่าคำๆ นั้นมีความหมาย
    “เธอไม่ได้คิดถึงฉัน ฟิล ฉันเป็นคนแรกของเธอ มันก็แค่นั้น”
    “ผมพยายามแล้ว” เขาจับแขนไม่ให้ผมเดินหนีไปไหน สัมผัสของฟิลไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นการขอร้อง “ผมลืมคุณไม่ได้ ผมต้องการคุณ แอมโบรส ผมมีเงิน”
    “ฉันไม่ต้องการเงินจากเธอ” ผมชักแขนกลับ เขายอมปล่อยแต่โดยดี กระนั้นก็ยังรั้งผมไว้ด้วยคำพูด
    “ครั้งเดียว ขออีกแค่ครั้งเดียว แล้วผมจะไม่มาให้คุณเห็นหน้าอีก”
    “ฉันต้องไปเรียน เธอเองก็ยังไม่หมดเวลาเรียนไม่ใช่เหรอ”
    “แอมโบรส”
    ผมควรเป็นคนดีพูดเตือนสติให้เขาคิดได้ หรือควรทำให้จบๆ ไปเพื่อที่เขาจะไม่ต้องมายุ่งกับผมอีก น่าเสียดายที่ผมไม่ใช่คนดี
    “ฉันทำให้ได้เท่านี้” พูดจบผมก็ทิ้งเป้ลงบนพื้น คุกเข่าลงตรงหน้าเขาแล้วสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อน ฟิลไม่ได้โกหกเรื่องที่บอกว่าต้องการผม เขาแสดงออกผ่านทางลมหายใจและร่างกาย ผมปล่อยให้เขาเคลื่อนไหวตามต้องการ
    “แอมโบรส...แอมโบรส...”
    เสียงครางของฟิลหนักหน่วง ลมหายใจของเขากระชั้นขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเขาสมความปรารถนา
    ผมคายทุกอย่างลงพื้น และฟิลทำในสิ่งที่เขาไม่ควรทำ เขาจูบผมอย่างหนักหน่วง เร่าร้อน จูบที่แสดงออกว่ายังไม่เพียงพอ ผมผลักเขาออกสุดแรง ต่อให้ขนาดตัวของผมเล็กกว่าแต่ผมมั่นใจว่าสามารถล้มคนตัวโตแบบเขาได้ไม่ยาก
    “ผ...ผมขอโทษ”
    “ไปซะ”
    ฟิลไม่ต้องรอให้ผมพูดซ้ำ เขาจัดเสื้อผ้าของตัวเองใหม่ก่อนจะรีบเดินออกจากตรอกแคบไป ผมก้มหยิบเป้ขึ้นมาสะพายไหล่ ยกแขนเช็ดริมฝีปากของตัวเอง ยามที่หันกลับไปอีกทาง ผมเห็นผู้ชายคนนั้นยืนอยู่ ผมไม่รู้เลยว่าเขาอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไร
    คนแปลกหน้าถอดแว่นกันแดดออก ดวงตาสีเทาของเขาคล้ายจะสามารถมองทะลุไปถึงเบื้องลึกของจิตใจคน ผมพยายามที่จะไม่หลบสายตา
    “คุณทำให้ผมคอยเก้อนะ”
    มุมปากของเขากระตุกยิ้ม “เธอคอยฉันจริงๆ เหรอ”
    ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาถึงได้หยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ ถึงจะไม่ได้สูบยี่ห้อเดียวกันแต่มันทำให้ผมเกิดความต้องการขึ้นมา
    คนที่ต้องการเลิกบุหรี่คือแจ็คสัน ไม่ใช่ผมเสียหน่อย
    “คุณจะว่าอะไรไหม...” ผมส่งสายตาไปทางบุหรี่ในมือ เขายิ้มอีกครั้งก่อนจะหยิบบุหรี่อีกมวนส่งให้ผมพร้อมจุดไฟแช็กให้
    “ไม่มีอะไรดีไปกว่าการสูบบุหรี่หลัง...” ผมยั้งปากตัวเองแต่เขารู้ว่าผมต้องการพูดอะไร
    “เรามีอะไรที่เหมือนกันสินะ”
    ผมมองหน้า “คุณยังไม่เคยบอกชื่อให้ผมรู้”
    เขาพ่นควันขึ้นท้องฟ้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อยอิ่ง “แสดงว่าเราจะยังได้เจอกันอีกสินะ”
    “ได้ ผมไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อคุณ”
    ดวงตาสีเทาตวัดมองคล้ายกำลังตัดสินผมอยู่กลายๆ เขาคงคิดว่าผมเป็นผู้ชายที่นอนกับใครก็ได้ง่ายๆ ซึ่งผมคงไม่เถียง ผมมีกฎและขอบเขตของตัวเอง มันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ
    “ฉันชื่อโดมินิค” เขายื่นมือมาตรงหน้า ผมก้มมองก่อนจะจับตอบ
    “เอาล่ะ โดมินิค สรุปแล้วคุณต้องการอะไรจากผม” พอรู้ตัวอีกที ผมก็พบว่าตัวเองสูบบุหรี่ไปเกินครึ่งผิดกับเขาที่สูบอย่างละเมียดละไม
    “ฉันแค่อยากรู้จักเธอ” เขาตอบกลับในจังหวะที่เหมาะสม ไม่เร็วจนเหมือนเป็นคำโกหก ไม่ช้าจนกลายเป็นข้ออ้าง
    “อยากรู้จักหรือแอบตามผมกันแน่”
    “ถ้าฉันแอบติดตามเธอจริง เธอคงไม่รู้ตัวหรอก”
    “คุณถูกผมจับได้ต่างหาก” ผมสวนกลับ จี้บุหรี่กับผนังที่เห็นได้ชัดว่าผมไม่ใช่คนแรกที่ทำแบบนั้น “ผมต้องไปเรียนแล้ว ไหนๆ คุณก็ต้องตามผมอยู่แล้วไม่คิดจะไปส่งเหรอ”
    เขาใช้วิธีดับบุหรี่แบบเดียวกันกับผม “ได้สิ มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอขึ้นรถของฉันนี่นะ”
    ผมพูดเล่นแต่เขากลับทำหน้าจริงจัง
    “ผมจะรู้ได้ไงว่าคุณไม่ใช่ฆาตกรโรคจิต”
    “ฉันอาจจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เธอไม่มีทางรู้หรอก”
    “โรคจิตสินะ” ผมพึมพำ ก้าวเท้าออกจากตรอกแคบไปยังที่ๆ ผู้ชายคนนี้จอดรถไว้
    นับเป็นครั้งที่สองที่ผมนั่งในรถยนต์คันนี้ แต่ถือเป็นครั้งแรกที่ผมใส่ใจรายละเอียดภายในตัวรถ กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศทักทายผมทันทีที่เข้าไปในตัวรถกระนั้นก็ยังไม่อาจกลบกลิ่นบุหรี่ยี่ห้อที่เขาสูบได้ ภายในสะอาดและเป็นระเบียบ ไม่มีข้าวของวางระเกะระกะ เบาะนั่งด้านหลังว่างเปล่า ช่องใส่ของตรงเกียร์มีเพียงสมาร์ทโฟนของเขาวางไว้
    โดมินิคติดเครื่องยนต์ เคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปทางมหาวิทยาลัยของผมโดยที่ไม่จำเป็นต้องบอก
    “ดูเหมือนคุณจะรู้เรื่องเกี่ยวกับผมเยอะ ทำไมไม่บอกผมบ้างล่ะว่าคุณทำงานอะไร”
    “หลายๆ อย่าง”
    คำตอบของเขาสิ้นสุดลงแค่นั้น เพราะอีกฝ่ายกลับไปสวมแว่นกันแดดอีกครั้งผมจึงไม่อาจตอบได้ว่าสายตาคู่นั้นกำลังแสดงอารมณ์อะไรออกมา วันนี้เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกับชุดสูทสีกรม ถ้าให้ผมเดาจากลักษณะภายนอกคงเป็นพวกบอดี้การ์ด แต่ผมเรียนรู้แล้วว่าคนเราไม่อาจตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกได้
    “ถ้างั้นคุณอายุเท่าไร”
    คำถามของผมเรียกใบหน้าของเขาให้หันมอง เขาคงไม่คิดว่าผมจะถามอะไรแบบนั้น
    “สามสิบสี่”
    เขาตอบคำถามเรื่องอายุ แต่เขาไม่ยอมบอกว่าตัวเองทำงานอะไร
    “คุณเกิดที่นี่เหรอ หรือว่าย้ายมา”
    “เธอมีปัญหาเรื่องเงินเหรอ”
    “คุณพูดเรื่องอะไร” ผมถามกลับทันที พอเดาได้ว่าบทสนทนาหลังจากนี้จะเป็นเช่นไร
    “เธอโอเคกับงานในร้านกาแฟแต่กับอีกงานดูเหมือนว่าเธอจะไม่”
    “ผมทำให้ลูกค้าพึงพอใจ” สายตาของผมมองไปทางโดมินิค เห็นมุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย
    “แต่พวกนั้นไม่ได้ทำให้เธอพอใจ”
    “คุณ...” ผมเตรียมตอกกลับแต่แล้วก็มีความคิดบางอย่างเข้ามาแทน ผมหัวเราะหึ “คุณจะบอกว่าตัวเองสามารถทำให้ผมพอใจได้อย่างนั้นเหรอ เสียใจด้วยครับแต่ผมไม่ยึดติดกับใครคนใดคนหนึ่ง”
    “ดูเหมือนว่าเราจะมีอะไรหลายๆ อย่างที่เหมือนกัน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
    “ผมไม่ชอบบุหรี่ที่คุณสูบ” ผมตอบกลับราวกับว่าต้องการปฏิเสธคำพูดของเขา
    โดมินิคเพียงแค่หัวเราะขึ้นเบาๆ สายตามองตรงไปยังถนนเบื้องหน้า ผมหันมองออกไปนอกหน้าต่างด้านข้าง ดูวิวท้องถนนที่เห็นจนชินตา
    เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเรียกสายตาของผมไปยังสมาร์ทโฟนของโดมินิค หน้าจอปรากฏชื่อของมาร์กาเร็ต เขารับสายผ่านทางบลูธูท
    “ว่า” คำขานรับของเขาทั้งสั้นและกระชับแต่สัมผัสได้ถึงความเป็นกันเอง “อย่างนั้นเหรอ...”
    มันเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะทำเป็นไม่ได้ยินเสียงของเขา แต่ผมไม่สามารถล่วงรู้ถึงบริบทได้ คำพูดของโดมินิคเป็นเพียงแค่การตอบรับหรือปฏิเสธเท่านั้น เขาไม่ต้องการให้ผมรู้เรื่องราวอะไรก็ตามที่กำลังพูดคุยอยู่ ผมเองก็ไม่อยากได้ยินเท่าไรนักในเมื่อมันเป็นเรื่องเสียมารยาท
    “คุณต้องรีบไปไหนหรือเปล่า” ผมถามขึ้นเมื่อเขาทิ้งท้ายกับปลายสายว่าจะไปหา
    “พวกนั้นรอได้”
    วิธีที่เขาพูดราวกับการมาส่งผมเป็นเรื่องสำคัญกว่า ผมได้แต่มองโดยไม่ตอบรับอะไร เมื่อหันออกไปนอกกระจกรถยนต์อีกที อาคารหลักของมหาวิทยาลัยก็ปรากฏอยู่ในระยะสายตา
    “วันนี้ผมคงคอยเก้ออีกแล้วสินะ” ผมหยั่งเชิง โดมินิคถอดแว่นกันแดดออก ใช้ดวงตาสีเทาคู่นั้นโลมเลียผมตั้งแต่ศีรษะจรดเบื้องล่าง
    “อดทนไว้” เขาพูด “เธอจะรู้ว่ามันคุ้มค่ากับการรอคอย”
    ผมชักสีหน้า เขาต้องล้อผมเล่นแน่ๆ ผมเปิดประตูลงจากรถ เสียงปิดประตูดังสนั่นจนผมรู้สึกผิดกับรถยนต์ราคาแพงคันนี้ สายตาของเขาไล่ตามการเคลื่อนไหวของผม มันน่าอึดอัดแต่ขณะเดียวกันก็ชวนเสียวซ่าน โดมินิคไม่จำเป็นต้องทำอะไรมาก ร่างกายของผมก็แทบพร้อมเพื่อเขาแล้ว และนั่นทำให้ผมหงุดหงิด
    ผมหันกลับไปอีกครั้ง เขาก็เคลื่อนรถจากไป ผู้ชายคนนี้มีบางอย่างให้ชวนคนหาแต่ไม่ใช่ในทางที่ดีเป็นแน่ ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน เป็นคนที่พ่อส่งมา หรือเป็นคนอื่นส่ง แต่ถ้าเป็นอย่างหลังเขามีเหตุจำเป็นใดที่ต้องทำความรู้จักกับผมด้วย
    ยิ่งคิด ผมยิ่งไม่ได้คำตอบ และความหงุดหงิดก็เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in