Kat-san DIARY 3 - TOURIST GUIDEVuttiphong Mahasamut
DAY 2 - Lakeside Walking Tour

  • Kat-san outfit of the day: เสื้อ NEON ZARA, Play Suit (ซื้อร้านใน IG), กระเป๋าถือมือสอง (ร้าน Stand Behind The Yellow Line), พวกกุญแจจากศิลปิน Arty (ได้มาจากงาน Tokyo Art Book Fair 2017), เสื้อแจ็กเก็ตดาวได้มาจากร้านมือสอง, รองเท้าZara Kid (คู่เดิมใส่ทั้งทริป)



  • ตื่นมาตอนเช้าพร้อมกับความหวังที่จะเห็นฟ้าสดใส สิ่งแรกที่ผมทำคือเดินออกไปมองวิวที่นอกระเบียง
    ฟูจิซังก็ยังไม่ออกมาเช่นเคย อากาศในวันนี้หนาวขึ้นกว่าเมื่อวาน หมอกสีขาวจำนวนมากยังคงอยู่และดูเหมือนจะอยู่ไปอีกนาน ฝนที่ตกลงมาตั้งแต่เมื่อคืนก็ยังคงตกปรอยๆ จนมีแอ่งน้ำน้อย-ใหญ่เกิดขึ้นตามท้องถนน ทันทีที่อาบน้ำเสร็จ ทุกคนมารวมตัวกันเพื่อกินอาหารเช้าของโรงแรม


    ไข่กับเบคอนอบ


    ช่วงได้อยู่ที่นี่ 2 คืน เราตัดสินใจพักที่ Kasuitei Ooya ซึ่งเป็นที่พักเป็นสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัย ถึงภายในห้องจะมีสิ่งต่างๆที่ทำขึ้นจากไม้และประตูเลื่อนกระดาษ(โชจิ) แต่ก็ยังมีแอร์ อ่างอาบน้ำ ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น และชักโครกอัตโนมัติ และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้นอนบนเสื่อ"ทาทามิ" (ปูด้วยฟูก)และแช่บ่อน้ำร้อน(อันนี้จะเล่าให้ฟังตอนหลัง)

    สวนในห้องรับแขก



  • 1st Mission : Tanuki Ropeway


    ภารกิจนี้เริ่มต้นเป็นอันแรกเพราะว่ามันอยู่ใกล้กับที่พักที่สุด เราใช้การเดินเพื่อไปยังที่ต่างๆที่เราเห็นว่าเดินไหว เป็นการออกกำลังกายและเป็นวิธีชมวิวของเมืองนี้แบบดีที่สุด

    การเดินทางครั้งนี้เรามีเพื่อนร่วมทางมาด้วยอีก 2 คน คนแรกคือพี่ด้าย หรือชื่อตอนอยู่ที่นี่ "ด้าย-ซึกิ" ผู้หญิงซึ่งไม่เคยมาญี่ปุ่นเลยและมาพร้อมกับความหวังที่จะเห็นฟูจิซัง, ถีบเรือเป็ด, ช็อปเครื่องสำอางค์, และกินคากิโกริ (สองในนั้นเธอทำไม่สำเร็จแต่ก็ยังกลับไปแบบแฮปปี้) ส่วนอีกคนคือ นะ หรือ "นานะจัง" ผู้หญิงที่มีเลือดครึ่งนึงเป็นกาแฟเพราะเธอชื่นชอบการได้นั่งในคาเฟ่และได้ดื่มกาแฟอร่อยๆ และเธอก็ยังชอบกินของหวานด้วยเช่นกัน (เพราะงั้นทริปนี้เลยเน้นการไปกินขนมและกินขนม ตามแบบฉบับแคทซัง) 


    เรือเป็ดที่ด้ายซึกิอยากปั่น แต่บรรยากาศเงียบเหงาเกินไปเลยขอผ่านไปก่อน


    ถึงทางขึ้นRopeway



    Ropeway นี้ดูเหมือนจะได้แรงบันดาลใจจากนิทานพื้นบ้านอะไรซักอย่าง มีตัวละครคือ ทานุกิและกระต่าย






    ด้านบนสุดเป็นที่ชมวิวภูเขาไฟฟูจิและมีร้านขายของที่ระลึก มีดังโงะเสียบไม้ให้ซื้อกินด้วยนะ (ผมกินไปลูกนึงอร่อยดี)


  • พอกลับลงมาถึงพื้น นานะจังมีความรู้สึกอยากนั่งกินกาแฟ เนื่องจากฝนได้หยุดตก แคทซังจึงเสนอให้ไปกินกาแฟที่ร้านแห่งนึงซึ่งสามารชมวิวฟูจิซังได้ ด้วยความหวังที่อาจจะมีแดดออกและได้เห็น เนื่องจากสถานที่อยู่ไกล เราจึงใช้วิธีนั่งรถโดยสารประจำทางของที่นี่ ซึ่งต้องขึ้นจากตรงกลางรถแล้วไปออกทางด้านหน้าเพื่อจ่ายเงิน (ใครที่มีบัตรSuica หรือ Pasmo ก็สามารถใช้ได้เลย สะดวกสบายกว่ามาก) ผู้คนในรถส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว มีทั้งคนจีน ไทย เกาหลี (น่าจะเป็น 3 ชาติหลักที่ชื่นชอบการมาเที่ยวญี่ปุ่นมากๆ) คนขับรถต้องคอยอธิบายเรื่องการจ่ายเงินเป็นระยะๆเมื่อมีคนลง 

    ระหว่างทางที่นั่งบนรถก็สามารถมองเห็นวิวทะเลสาบได้ตลอด แสงแดดอ่อนๆเริ่มเผยให้เห็นเป็นประกายบนผิวน้ำ แต่อากาศยังเย็นและมีลมพัด (อุณหภูมิประมาณ 22 องศา C) รถบัสที่วิ่งประจำทางที่นี่มีหลายแบบ แต่รถที่พวกเราขึ้นบ่อยคือรถของ"สายสีแดง" ซึ่งมีหน้าตาค่อนข้างทันสมัยแต่ก็ยังมีความน่ารัก สิ่งที่ผมประทับใจคือที่จับทรงโดนัทด้านบนที่ทำขึ้นจากไม้ แม้ว่าห้อยโหนอยู่ก็รู้สึกดีมาก เรียบเนียน จับถนัดมือ และเบา

    เมื่อเดินทางมาถึงก็แวะเข้าไปนั่งดื่มกาแฟ แต่ฟูจิซังก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะออกมาเช่นเคย แต่ก็ไม่เป็นไร มีสิ่งต่างๆอีกมากมายที่น่าสนใจในบริเวณนี้ โดยเฉพาะเหล่าดอกไม้นานาพันธุ์ 




    ใยแมงมุมและหยดน้ำ



  • ตามหาสิ่งที่หลบซ่อนอยู่



    เมื่อเดินตามGPSมาเรื่อยๆ ก็มาถึงจุดหมายต่อไป ชื่อของมัน คือ Fuji Oishi Hana Terrace บรรยากาศเป็นเหมือนพลาซ่าขนาดเล็กที่มีร้านค้าต่างๆและสวนธรรมชาติให้ผู้คนมานั่งพักผ่อน แต่มากไปกว่านั้นคือ มันมีกิจกรรมให้ผู้ที่มาได้ทำ คือการตามหาสิ่งต่างๆที่อยู่ในป้ายสีดำนี้ 

    ประตูทางเข้า


    ร้าน Medetaya ขายของต่างๆที่ทำขึ้นจากกระดาษ


    เจอเป็ด 1 !

    ปลา 1 

    นก 1 

    ถ้าตามภาพตัวนี้น่าจะเป็น Shire

    เจอ Ermine อีก 1

    และยังมีอีกหลายตัวที่เดินตามถ่ายภาพไว้ ก็สนุกดี มันเป็นที่เรียนรู้สำหรับเด็กๆได้ด้วย 


  • Budoya Kofu Hana Terrace Café


    เมื่อเดินตามหาเหล่าสัตว์จนหิว ก็ถึงเวลาของร้านเด็ดประจำวันนี้ (และคิดว่าเป็นร้านขายพาร์เฟ่ต์ที่อร่อยที่สุดเลย แม้ทั้งทริปนี้จะได้ไปกินขนมมาหลายร้าน แต่รสชาติของร้านนี้ก็ยังติดตราตรึง) ร้าน Budoya Kofu เป็นร้านขายขนมหวานที่ใช้ผลไม้จากท้องถิ่นในการทำ(อยู่ในจังหวัด Yamanashi) เมนูที่แนะนำคือ....

    Parfait ผลไม้ตามฤดูกาล เป็นพาร์เฟ่ต์ที่ทำได้สมบูรณ์แบบ เริ่มจากการตักกินองุ่นทั้งหลายที่วางไว้บนวิปครีม เมื่อเคี้ยวจะมีน้ำองุ่นไหลในปากผสมกับความมันหอมแต่ไม่หวานของวิปครีม เข้ากันได้ดีมาก เมื่อตักลึกลงไปจะเจอกับไอศกรีมเนื้อเนียนผสมโยเกิร์ต รสชาติหวานกำลังดีแต่หอมมันอมเปรี้ยวนิดๆ เข้ากันมากกับทุกชิ้นผลไม้ที่ใส่ไว้ในถ้วยใบนี้ เต็ม10 เอาไปเลย 100 คะแนน!!!!


  • KAWAGUCHI-KO MUSIC FOREST


    หลังจากนั้นก็นั่งรถบัสต่อมาที่จุดปักหมุดต่อไป Music Forest 

    สถานที่นี้เป็นอีกหนึ่งใน MUST-GO ถ้าได้มาที่ทะเลสาบคาวากุจิ เมื่อเดินเข้าไปด้านในก็จะพบว่าได้เข้ามาอยู่ในอีกโลกนึง เหมือนกับโลกในนิทาน ตึก อาคาร สถานที่สร้างขึ้นในสไตล์ยุโรป รู้สึกราวกับว่ามันคือสถานที่จริงไม่ใช่สถานที่จำลอง นี่บ่งบอกถึงความตั้งใจจริงของคนทำที่ใส่ใจในรายละเอียด




    ที่แรกที่เราได้เข้าไปคือ 

    ห้องแสดงเครื่องเล่นดนตรีโบราณ

    เมื่อเข้ามาจะพบกับเวทีการแสดงที่วางตู้เล่นดนตรี(ของจริง)ในสมัยก่อนไว้หลายชิ้น แต่ละชิ้นมีขนาดประมาณตู้เสื้อผ้า สักพักผู้หญิงในชุดทักซิโด้สีดำก็เดินเข้ามาพร้อมกับกล่าวคำทักทาย เธอพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่เป็นมืออาชีพ ก้าวท้าวเดินไปหยุดตรงตู้ดนตรีตู้นึงแล้วทำการหยอดเหรียญลงไป และเสียงเพลงที่เป็นเหมือนการจำลองวงOrchestra ก็บรรเลงขึ้น ดังก้องโดยไม่ต้องต่อลำโพง มันมีทั้งไวโอลิน ฟรุ๊ต ฉาบ และเครื่องดนตรีอีกหลายชิ้นเล่นออกมาพร้อมๆกัน การฟังเพลงในสมัยก่อนเป็นกิจกรรมของเศรษฐี เฉพาะคนรวยเท่านั้นที่มีเวลาและเงินพอที่จะมานั้งฟังเพลงและซื้อตู้เพลงแบบนี้เอาไว้ฟังที่บ้าน 

    ต่อมาเธอได้ทำการโชว์ต่อเนื่องอีก 3 ตู้เพลง ที่บรรเลงเพลง Ave Maria ในหลายเวอร์ชั่น (หนึ่งในนั้นคือเวอร์ชั่นที่ผมชอบที่สุดเรียบเรียงโดย BachและGounod) แต่ที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นนักร้องโอเปร่าร่างท้วมที่ขึ้นมาร้องเพลงร่วมกับตู้เพลงเหล่านี้ น้ำเสียงของเธอถูกเปล่งออกมาอย่างหนักแน่นด้วยอารมณ์ที่เท่ากันทั้ง 3 รอบ ฟังดูมีพลัง ไพเราะ และสุภาพในแบบของเธอเอง


    สิ่งนึงที่ผมสังเกตุอีกก็คือ คนญี่ปุ่นจะเป็นคนที่ชอบงานเทศกาลมาก ในเดือนที่เราไปใกล้กับวันฮาโลวีน เพราะฉะนั้นตามที่ต่างๆก็จะประดับตกแต่งไปด้วยฟักทองและสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน


    ห้องแสดงโชว์ออร์แกนหุ่นสุดวินเทจ


    ทุกคนเข้ามานั่งพร้อมกันตรงกลางห้องโถงที่มีออร์แกนขนาดยักษ์ตั้งอยู่ และเมื่อมองดูใกล้ๆ...


    หุ่นทุกตัวมีการแต่งชุดในธีมของฮาโลวีน!!!


    เมื่อเริ่มการแสดง ออร์แกนจะบรรเลงออกมา(ดังดีมากโดยไม่ต้องต่อลำโพงแต่อย่างใด)พร้อมกับหุ่นตัวจิ๋วที่จะขยับแขน-ขาไปตามจังหวะและทำเหมือนกำลังบรรเลงเพลงนั้นๆ 


    อันนี้ซ่อนอยู่ด้านใน ไม่ได้เอาออกมาโชว์ในครั้งนี้






  • ตามหาสิ่งที่ทำหล่นไว้



    ตอนออกมาจาก Music Forest แคทซังบอกว่าเธอทำหมวกที่ยืมผมมาใส่หายไปตอนไหนไม่รู้ ผมจึงวิ่งกลับไปตามหาแต่ก็หาไม่เจอ(เพราะเธอจำไม่ได้ว่าแถวไหน) วันนี้อากาศหนาวและมีลมเย็นพัดตลอด ผมพยายามซ่อนความรู้สึกเสียใจเอาไว้ วิธีเดียวที่จะทำให้ไม่โกรธ คือการไม่ให้อารมณ์ขณะนั้นอยู่นานพอที่จะกลายเป็นความโกรธ พูดง่ายแต่ทำยาก ผมพยายามจะเปลี่ยนอารมณ์โดยการถ่ายรูป มองวิว แต่มันก็ไม่ได้ผลทันที 

    ระหว่างทาง พวกเราลังเล หลงทาง จนมาถึงข้อสรุปว่า ภารกิจสุดท้ายคือการกลับที่พัก อาจจะหากินร้านแถวนั้นหรือแวะซื้อข้าวจากร้านสะดวกซื้อ สุดท้ายก็ได้แวะซื้อของกิน(และสำหรับผม เบียร์ของคาวากุจิโกะ)ในคอมบินิขึ้นมากินบนห้อง

    ก่อนหน้านั้น ระหว่างที่ยืนลุ้นรอรถบัสเที่ยวสุดท้าย(รถหมดตอนสี่โมงนิดๆ) อากาศหนาวเริ่มทำให้ผมลืมความผิดหวังไปบ้าง ตอนนี้สิ่งที่ทรมาณกว่าคือการอดทนรอในความหนาว รอการได้นั่งในรถที่อุ่นและรอเพื่อที่จะได้กินข้าวเย็นในห้องอุ่นๆ(พร้อมดื่มเบียร์)  ด้ายซึกิเริ่มแกะขนมที่ซื้อมาขึ้นมากิน ผมนั้งลงบนที่กั้นตรงไหล่ทาง

    ต้นไม้สองต้นนี้ตลกดี...


  • SIDE STORY:  1st-Time ONSEN

    ภารกิจส่วนตัวของการมาพักที่นี่ คือการไปแช่ในบ่อน้ำร้อน ที่โรงแรมKasuitei Ooya มีบ่อน้ำร้อนรวม(แต่แยกชาย/หญิง) ไว้บริการ2ชั้น ผมเลือกที่จะไปแช่ที่ชั้นบนสุด ตอนนั้นที่โรงแรมมีแขกมาพักกันประปราย วันแรกที่มาถึง ผมก็ไปแช่โดยไม่ได้มีเพื่อนร่วมบ่อ(ตอนราวๆห้าทุ่ม) แต่งตัวออกไปในชุดยูกาตะที่เขามีไว้ให้ ไปถึงที่ก็ทำตามที่คนอื่นบอกๆมา คือ นั่งอาบน้ำ สระผม ตรงฝักบัวให้เรียบร้อย แล้วจึงค่อยลงไปแช่ อย่าแช่นานเกิน30นาที

    ในครั้งแรกผมมีอาการเกร็ง แต่พยายามทำตัวให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด(เผื่อใครเดินเข้ามาจะได้ทำตัวปกติๆ) ผมรู้สึกว่าการอาบน้ำโดยน้ำที่ร้อนมากๆมันทรมาณมาก แต่คนเขาว่าดีก็พยายามอดทนทำ(ที่ทรมารที่สุดคือการล้างหน้า) แต่พวกสบู่และเครื่องอาบน้ำทุกอย่างหอมและดูดีจนน่าลอง มีทั้ง ยาสระผม โฟมล้างหน้า สบู่เหลว (ที่ประทับใจสุดคือ ตรงอ่างล้างหน้ามีครีมทาตัวHorse Oil กลิ่นลาเวนเดอร์ให้ทา ทาแล้วดีมากเลย) 

    ในวันแรกผมกลับมานอนด้วยอาการหน้าแดง ตัวร้อนลุ่มวูบๆ แต่รู้สึกผ่อนคลายสุดๆตอนได้หย่อนตัวลงไปแช่ ก้าวแรกร้อนจนทนไม่ไหว แต่พอก้าวที่สองเริ่มทนได้และพอนั่งลงไปซักพักก็ไม่อยากลุก หน้าต่างที่เปิดแง้มไว้มีลมเย็นพัดเข้ามาอ่อนๆ บรรยากาศภายในบ่อมีควันขึ้นเต็มห้องเป็นหมู่หมอกขนาดเล็ก ผมรู้สึกเหมือนกับซามูไรที่เพิ่งออกรบแล้วได้กลับมาที่กองทัพเพื่ออาบน้ำ เมื่อร่างกายผ่อนคลายแล้ว ในหัวจึงสามารถคิดแผนการในวันพรุ่งนี้ได้อย่างรอบคอบยิ่งขึ้น

    เรื่องตลกคือในวันที่ 2 ผมก็แอบมาอาบน้ำตอนดึกตามเคย บ่อน้ำร้อนเป็นของผมคนเดียวอีกครั้ง แต่ในระหว่างที่ผมกำลังนึกถึงแผนการรบในหัว ก็มีชายเอเชียคนนึงเดินดุ่มๆเข้ามา ที่ตลกคือเขาทำเหมือนกับผมตอนเข้ามาไม่มีผิด คือ ชะโงกหัวมองดูตรงชั้นวางเสื้อผ้าก่อน (ถ้ามีผ้าขนหนูกับชุดอยู่แสดงว่าบ่อมีคนอยู่) และโดยที่ไม่ได้มองมาในบ่อซักนิด รีบจ้ำอ้าวเดินกลับออกไป 

    ผมได้แต่คิดในใจว่าชายคนนั้นต้องเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบผมแน่นอน เดินทางมาด้วยความหวังที่จะนั่งแช่น้ำวางแผนการรบโดยลำพัง 

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in