Kyushu 7 daysOrm Kruathes
Aso Boy!
  • แล้วก็มาถึงวันสุดท้ายในคิวชูของเราแล้ว....

    โดยเช้าวันนี้ก็ยังคงมีกิจกรรมเช่นเคย ตอนแรกเราลังเลมากกับกิจกรรมในวันสุดท้ายของทริป แทนที่จะได้นอนยาว ๆ หรือเดินชอปปิ้งสวย ๆ เราเลือกที่จะมาเสี่ยงดวงตกเครื่องบินด้วยการมานั่งรถไฟสายพิเศษขบวนนี้ คือเจ้า Aso Boy! 

    ที่บอกว่าลังเล นั่นเพราะรอบรถไฟขากลับที่จะมาถึงฮากาตะนั้นจะเหลือเวลาแค่ 2-3 ชั่วโมงก่อนเวลาบอร์ดดิ้ง คือลงจากรถไฟแล้วเราต้องไปสนามบินทันทีเลยไม่สามารถแวะไปที่อื่นแล้ว เพราะสนามบินฟุกุโอกะค่อนข้างเล็ก และเคาเตอร์มีไม่เยอะกลัวคิวยาว แต่อีกใจหนึ่งรถไฟขบวนนี้มันไม่มาให้เห็นกับตาไม่ได้ ทั้งหนังสือ รีวิว ต่าง ๆ และตอกย้ำเมื่อตอนไปนั่ง Yufuin No Mori เจอพี่คนไทยคนนึงแนะนำว่าจะต้องมานั่ง Aso Boy ให้ได้นะ พี่เขาชอบขบวนนี้มากที่สุดในบรรดาทั้งหมด....พูดขนาดนี้ไม่มาได้หรอ

    Aso Boy! นั้นเป็นรถไฟขบวนท่องเที่ยว ที่เน้นสำหรับการท่องเที่ยวของครอบครัว โดยเอาใจคุณหนู ๆ เด็กเล็กทั้งหลายเป็นพิเศษด้วยการตกแต่ง และยังมี play ground สำหรับเด็กเล็กให้ได้เล่นบ่อลูกบอล หรือจะเลือกอ่านหนังสือก็มีห้องสมุดอยู่บนรถอีกด้วย ชานชลาในเช้าวันนี้จึงเต็มไปด้วยครอบครัวที่พากันมาแบบลูกเด็กเล็กแดงเต็มไปโหม้ดดดด 
    เส้นทางปกติของ Aso Boy นั้นจะวิ่งจาก Hakata ไปที่สถานี Aso แต่ช่วงที่เราไปนั้นเส้นทางรถไฟยังคงซ่อมไม่เสร็จเนื่องจากได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ขบวน Aso Boy วันนี้จึงมาวิ่งบนเส้นทางไปยัง Mojiko แทน (แต่ ณ ตอนที่กำลังเขียนรีวิวอยู่นี้รถกลับมาวิ่งตามเส้นทางไป Aso แล้วน้าาา)
    ทันทีที่รถไฟมาจอดเทียบชานชลา คนก็กรูกันขึ้นไปจับจองที่นั่งด้านหน้าขบวนจนหมดแล้ว เพราะเป็นที่นั่งชมวิวแบบพาโนรามา เออรถไฟขบวนนี้ดูเหมือนจะโด่งดังในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนนะ เพราะเราไปนั่งเป็นวันธรรมดา ไม่ค่อยมีคนญี่ปุ่นมานั่งเท่าไหร่ ที่เหลือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งหมดเลย

    มาดูด้านในขบวนรถกันบ้างดีกว่า ตอนเดินเข้าไปจะได้ยินเสียง ว้าววว...Wow... ดังมาเป็นระยะ ไม่ได้เว่อนะ แต่กลุ่มพี่จีนแกตกใจและชื่นชมเสียงดังจริง ๆ ก็เพราะการตกแต่งต่าง ๆ มันน่ารักไปหมด ในใจเรานั้นเปิดเพลง "พื้นที่เล็ก ๆ" ดังเปิดสุดเลย อยากเป็นเด็กมากกกก
    และก็มาถึงจุดเด่นของรถไฟขบวนนี้ ก็คือตู้เสบียงนั่นเอง ตู้นี้นอกจากจะจำหน่ายขนมและของที่ระลึกแล้วยังเป็นสนามเด็กเล่น และห้องสมุดสำหรับเด็กด้วย 
    คือเราชอบตรงที่เค้าให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กมากเลย ส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมต่าง ๆ เพราะที่ลานเด็กเล่นนี้จะมีเจ้าหน้าที่รถไฟที่คอยดูแลความปลอดภัยให้เด็ก ๆ ระหว่างเล่นซน และยังมีกิจกรรมเล่านิทานด้วย คือเราว่านอกจากจะเอาใจเด็ก ๆ แล้ว อีกแง่หนึ่งมันก็เป็นการส่งเสริมการทำกิจกรรมแบบครอบครัวนะ คือมาเที่ยวกันได้แบบพ่อแม่ลูก มีกิจกรรมให้เด็กทำไม่เบื่อ ไม่งอแงระหว่างเดินทาง สถานีปลายทางของรถไฟขบวนนี้อาจไม่สำคัญเท่ากับช่วงเวลาที่ครอบครัวได้สนุกสนานอยู่บน Aso Boy เลย

    ตลอดเวลาที่นั่งอยู่บนรถไฟขบวนนี้ เราเห็นแต่รอยยิ้มของทุกคนสำหรับเด็ก ๆ มันสนุกเพราะมีอะไรให้เล่นเยอะมาก สำหรับผู้ใหญ่มันสนุกตรงที่เราเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้งกับความน่ารักของตัวการ์ตูน สีสันที่สดใสที่นำมาตกแต่งตัดกับขบวนรถที่เป็นสีขาว
    สิ่งที่ิติดใจอีกอย่างบน Aso Boy ก็คือ "ของกิน" ฮ่า ๆ ๆ คาราเมลพุดดิ้งจากภูเขาอะโสะ และเยลลี่รสส้มยูซุ อร่อยมาก ถ้าใครได้มานั่ง Aso Boy ต้องกินเยลลี่รสส้มนี่ด้วยนะ ย้ำ 3 ที
    หลังจากใช้เวลาชั่วโมงกว่า ๆ บน Aso Boy เราก็ต้องบอกลา เพื่อกลับไปสนามบิน เราลงรถไฟที่สถานี Orio ก่อนจากลาคุณเจ้าหน้าที่รถไฟโพสท่าให้ถ่ายรูป เราจากลากันด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่นของรถไฟขบวนนี้ เชื่อแล้วว่ามันไม่มาไม่ได้จริง ๆ 
    จริง ๆ แล้วมีสถานีอื่นที่ลงได้ก่อนนี้ แต่เราเลือกที่จะมาลงที่สถานีนี้ก็เพราะ เหตุผลเดิม ๆ เราอ่านหนังสือพี่ก้องมา ที่สถานี Orio นี้ มีผู้มีชื่อเสียงอยู่ นั่นก็คือ คุณลุงข้าวกล่อง มีชื่อเสียงอย่างไร ก็เพราะคุณลุงยังใช้วิธีการแบกข้าวกล่องมายืนขายบนชานชลาแบบดั้งเดิมนั่นเอง แต่ตอนนี้อาจจะไม่เหมือนเดิมสักเท่าไหร่ เพราะสถานี Orio ได้รับการ upgrade แล้ว คือมีการก่อสร้างชานชลาใหม่ อยู่ชั้นบนของชานชลาเดิมอีกที คุณลุงเลยใส่ชุดพร้อมแบกข้าวกล่องวินเทจขึ้นมาขายอยู่บนชานชลาโมเดิร์นแทนแล้วตอนนี้ 
    คุณลุงดังขนาดที่ว่าระหว่างรถจอดมีจอดออกมาซื้อเลยอ่ะ คิดดูนะคะยูวววว // ส่วนทางซ้ายก็คือคุณเจ้าหน้าที่รถไฟที่ออกมาทักทายเด็ก ๆ จากนอกหน้าต่าง
    อันนี้ชานชลาดั้งเดิมของสถานี Orio มันก็จะดูออกแนว โกโบริ หน่อย ๆ ต่างจากด้านบนอย่างสิ้นเชิง ข้ามมาถึงขั้นตอนการเปิดข้าวกล่องคุณลุงเลยแล้วกัน จริง ๆ มีเรื่องระทึกนิดหน่อยจะขอเก็บไว้เล่าตอนท้ายทีเดียวนะคะ เรามาเปิดข้าวกล่องคุณลุงกินที่สนามบิน เปิดมาหน้าตามันธรรมดามาก ๆ ดูเรียบ ๆ แต่รสชาติดีมากกกกกกกกกกก อร่อยมาก แนะนำใครที่ต้องนั่งผ่านสถานี Orio ขอแนะนำเด้อ
    เราขึ้นขบวน sonic สีน้ำเงิน จากสถานี Orio เพื่อกลับมาที่ Hakata ตามเวลาแล้วมันจะใช้เวลาแค่เพียงครึ่งชั่วโมงก็จะมาถึง แผนของเราก็คือพอมาถึงแล้วไปเอากระเป๋าใน locker ที่ท่ารถบัสที่เอาไปฝากไว้ ณ จุดที่ใกล้กับรถไปสนามบินมากที่สุด เราซื้อตั๋วรถบัสไปสนามบินเรียบร้อยแล้วด้วย แผนที่วางเอาไว้ สวย ๆ มาก แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

    ตอนแรกหลังจากเดินข้ามชานชลามา มีรถไฟหมูดำ หรือขบวน Ariake มาจอดเทียบอยู่ก่อนไป Hakata เหมือนกัน ตอนแรกก็ขึ้นไปนั่งแล้ว แอบถ่ายรูปในขบวนไปก็เยอะ เพราะหมูดำนางสวยอยู่การตกแต่ง สีสัน แต่ด้วยความที่ไม่มั่นใจว่านางจะจอดกี่สถานี แล้วจะถึงเร็วหรือช้า เพราะหาข้อมูลมามีแต่ Sonic นับจากสถานีนี้ไปจอดแค่ไม่กี่ป้ายถึงเร็วแน่นอน เลยตัดสินใจลงจากหมูดำมารอ Sonic แต่เหมือนจะเป็นการคิดผิด.... 

    รถไฟ Sonic ที่เราชมนางหนักหนาตอนที่นั่งจาก Beppu มาว่าวิ่งเร็วแต่นุ่มนวล เข้าโค้งได้อย่างเฉียบ วันนี้นางเกิดดีเลย์ วิ่งช้ากว่าคนเดินอีก แล้วก็จอดพักเป็นช่วง ๆ มีประกาศออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่น ฟังไม่ออกว่าแปลว่าอะไร แต่ดูเหมือนทุกคนในโบกี้จะยังคงนั่งนิ่งน่าจะไม่รุนแรง แต่ในใจนักท่องเที่ยวไทยสองคนอย่างเรานั้นกลับร้อนไปหมด เพราะแต่รถไฟยังช้าอยู่อย่างนี้ตรูจะตกเครื่องงงงง!!!! มาญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิตเจอรถเมล์โดนชนตูด แล้วยังจะมาเจอรถไฟดีเลย์อีก อรรถรสไปไหมอ้ะ นั่ง ๆ อยู่ก็วูบคิดถึงขบวนหมูดำว่านางจะดีเลย์อยู่เหมือนกันไหม ถ้าเราขึ้นขบวนหมูดำไปเราอาจจะถึงแล้วก็ได้หรือเปล่า ต่าง ๆ นานา

    สุดท้ายแต้มบุญเรายังดีอยู่ รถไฟมาถึง Hakata ช้ากว่ากำหนดเดิมไปหนึ่งชั่วโมง เรารีบไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ แล้วทิ้งตั๋วรถบัสสนามบินมาขึ้นแท๊กซี่แทน มาถึงสนามบินตอนเคาท์เตอร์เช็คอินเพิ่งเปิดพอดี ก็ถือว่ายังพอมีบุญอยู่บ้าง เป็นการปิดทริปที่ใจเต้นแรงที่สุดตั้งแต่เดินทางมาเลยค่า...

    สวัสดี

    ป.ล. คิดว่าเราจะกลับไปอีกนะ พบกันใหม่คิวชู

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in