Kyushu 7 daysormsalin
Shimabara
  • ชิมาบาระ (Shimabara) เมืองใต้ปราสาทที่มีความสำคัญในอดีต ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดนะงะซากิ แต่ถ้านั่งรถไฟจากนะงะซากิมานั้นใช้เวลานานมาก หากเดินทางจากคุมะโมโต้จะสะดวกกว่า โดยท่าเรือชิมาบาระอยู่ห่างจากท่าเรือคุมะโมโต้ประมาณ 60 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางด้วยเฟอร์รี่ประมาณ  1 ชั่วโมง หากเป็น speed boat จะประหยัดเวลาลงไปได้ครึ่งหนึ่ง 

    เราออกจากฮากะตะแต่เช้าตรู่มาลงรถไฟที่คุมะโมโต้ จากสถานีคุมะโมโต้นั่งรถเมล์ต่อมายังท่าเรือคุมะโมโต้เพื่อข้ามฝั่งมาชิมาบาระ เรียกได้ว่าเป็นการเดินทางที่หลายต่อยาวนานอยู่เหมือนกัน ชิมาบาระอาจไม่ใช่จุดหมายในการเดินทางสำหรับใครหลายคน แต่ด้วยความอินดี้ อยากนอกกระแส ไม่อยากซ้ำใคร เราจึงตั้งใจที่จะเดินทางมาที่เมืองเล็ก ๆ แห่งนี่ แทนที่จะไปเดินเล่นชอปปิ้งในเมืองใหญ่อย่าง ฟุุกุโอกะ หรือคุมะโมโต้ 

    มาถึงที่สถานนี JR Kumamoto จะประกอบไปด้วยจุดจอดรถบัสหลัก ๆ อยู่ด้วยกัน 3 จุด แบ่งออกตามเส้นทางที่จะไป เป็นระบบ มีป้ายบอกชัดเจนและเข้าใจง่ายมาก ๆ ออกจากสถานีประตูกลางมีป้ายนำทางชัดเจน จุดจอดรถบัสที่จะไปท่าเรือคือป้ายรถฝั่งตรงข้ามสถานี ซึ่งเป็นจุดที่เราเคยมาลงรถที่นั่งมาจากตอนไปทาคาชิโฮ ป้ายรถบัสนั้นอยู่ด้านหน้าโรงเรียนกวดวิชา ที่เราเจอในช่วงเช้านักเรียนมารอโรงเรียนเปิด เป็นอะไรที่หากได้ยากอยู่เหมือนกันในไทย ว่าไหม? เพราะเด็กไทยน่าจะมาตรงเวลามากกว่ามาก่อนเวลา (ตามมาตรฐานตัวเองนะ ไม่ได้ว่าใคร) 

    ที่ป้ายรถจะมีตารางเวลาแปะอยู่ แต่ตัวเลขและทุกอย่างนั้นเป็นภาษาญี่ปุ่นไปหมด ขอความช่วยเหลือคนที่ป้ายรถด้วยกันถึงขึ้นรถมาได้จ้า นั่งออกมาประมาณไกลจากเมืองประมาณนึงอยู่เหมือนกันก็มาถึงที่ท่าเรือ ที่ป้ายรถเมล์หน้าท่าเรือมีป้ายบอกรอบรถเมล์ชัดเจนตามด้านล่างนี้เลย สำหรับการดูเวลาช่องเล็ก ๆ ด้านซ้ายคือเวลาที่เป็นชั่วโมง ช่องขวาก็คือนาที เช่น รอบแรกที่จะออกจากท่าเรือเข้าเมืองนั้นก็คือเวลา 8.30 นั่นเอง

    เราเพิ่งมารู้ที่หลังตอนก่อนขึ้นเรือข้ามไปชิมาบาระว่ามีบริการรถตู้รับส่งฟรีจากท่าเรือไปยังสถานี JR Kumamoto ตอนขากลับที่มาถึงท่าเรือคุมะโมโต้มีเจ้าหน้าที่มารอต้อนรับและพาเราไปที่รถเลย สะดวกมาก ๆ แต่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าขามาจากสถานีรถไฟนั้นมีรถบริการหรือเปล่า และต้องขึ้นยังไง ส่วนรอบรถบริการนั้น ก็จะตามกับรอบเรือเลยคือออกทุก ๆ ชั่วโมง ตามรูปนี่แหละ

    กลับมาที่เรือข้ามฟากกันต่อ...ความตั้งใจตอนแรกของเราที่ท่าเรือคุมะโมโต้ ตั้งใจว่าจะนั่ง speed boat ที่ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงเพื่อไปยังแหลมชิมาบาระ แต่วันที่ไปถึงนั้น เป็นวันหยุดซ่อมบำรุงของเรือ speed boat เสียใจหนักมาก เลยต้องขึ้นเรือ ferry ขนาดหลายร้อยที่นั่งมาแทน บรรยากาศในเรือรอบเช้านั้นเต็มไปด้วยผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น คาดว่าคงจะมาเที่ยวกันมั้ง เที่ยวเรือนี้แตกต่างจากตอนข้ามเรือที่เกาะซากุระจิมะในวันแรกที่ยังจะพอเห็นชาวเมืองและชาวเกาะข้ามไปมาในระหว่างวัน แต่เที่ยวเรือนี้กลับพบเเต่กลุ่มนักท่องเที่ยวเสียมากกว่า

    เรือแล่นเรื่อย ๆ จนเริ่มเห็นภูเขาไฟอุนเซ็นอยู่ด้านหน้า แปลว่าเราใกล้จะถึงฝั่งชิมาบาระกันแล้ว เหล่านกนางนวลสีขาวก็บินมาต้อนรับกันฝูงใหญ่ นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยเดินออไปถ่ายรูปกันที่ด้านหน้าเรือ แต่ลมด้านนอกนั้นแรงมาก และเช้านี้อากาศเย็น ยืนได้ไม่นานจมูกเริ่มแดงเป็นอันต้องกลับเข้าด้านใน 

    ที่ชิมาบาระนี้เป็นเมืองเล็ก ๆ บรรยากาศเงียบสงบ คนไม่ค่อยเยอะ ในที่นี้หมายความรวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและประชากรด้วยนะ เดินไปทางไหนมันก็เงียบ ๆ ไปซะหมด จุดหมายหลักของวันนี้คือการเดินทางไปชมปราสาทชิมะบะระ จากท่าเรือสามารถเดินเท้าไปได้ใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาที หรืออีกทางหนึ่งคือการนั่งรถไฟท้องถิ่นไป

    เดินออกมาด้านหน้าท่าเรือ ข้ามถนนแล้วเดินไปทางขวา ถึงแยกแรกเลี้ยวซ้าย เดินตรงไปอีกนิดก็จะเจอกับสถานี Shimabaragaiko สถานีต้นทางของรถไฟสายนี้ อย่างที่บอกไปว่าที่ชิมาบาระนี้เป็นเมืองชนบทเล็ก ๆ และที่สถานีรถไฟแห่งนี้เป็นสถานที่เดียวใหญ่คิวชูที่เราพบว่าห้องน้ำไม่ใช่โถส้วมอัจฉริยะ และรูปแบบการตกแต่างนั้นก็ดูเรียบกว่าที่อื่น ๆ ที่ผ่านมามาก แอบโทรมนิด ๆ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามที่นี่ประเทศญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นมันสะอาดสะอ้านมาก ๆ 

    ณ จุดนั้น เราเป็นคนกลุ่มเดียวที่มายืนรอรถไฟ และเป็นผู้โดยสารเพียงกลุ่มเดียวบนรถไฟขบวนนี้ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที นับจากรถออกเราก็มาถึงสถานี Shimabara ซึ่งอยู่ใกล้กับปราสาทมากที่สุด พอมาถึงสถานีการตกแต่งหลักคา กันสาด ต่าง ๆ เลียนแบบปราสาทชิมาบาระมาเลย เป็นอันว่าต้องลงที่นี่แหละจ้า ไม่ผิดแน่นอน
    นี่คือบรรยากาศบนรถไฟ ซึ่งเค้าบอกว่าเป็น one-man train คือ คุณลุงคนขับนั้นทำทุกอย่างเองเพียงคนเดียว ทั้งจอดเทียบ โต้ตอบสัญญาณวิทยุ คอยดูประตูเปิดปิด ดูคนขึ้นลง มิหนำซ้ำนะ ตอนถึงสถานีปลายทางนางยังเก็บขยะเองอีกด้วยจ้า เพราะขบวนรถนั้นเล็ก ๆ มี 2 โบกี้ เป็นรถไฟรางเดียว และผู้โดยสารไม่หนาแน่น
    ออกจากสถานี Shimabara มีป้ายบอกทางไปยังปราสาทอยู่เรื่อย ๆ รับรองไม่หลงทาง ระยะทางไม่ไกลมากเดินประมาณ 5 นาทีเอง ปราสาทชิมาบาระนั้นไม่ได้ยิ่งใหญ่ หรือมีความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรม เมื่อเท่ียบกับปราสาทอื่น ๆ ในญี่ปุ่น แต่ประวัติศาสตร์ของที่นี้นั้นก็มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่มากทีเดียว
    เคยอ่านในหนังสือ Japan Modernization ว่ากันว่าแถบชิมาบาระนี้สมัยก่อนเป็นถิ่นที่อยู่ของเหล่าซามูไรที่ถนัดใช้ดาบ และเมืองนี้ก็เป็นเมืองที่มีความสำคัญในทางเศรษฐกิจสมัยก่อน เป็นเมืองท่า ทำให้ได้รับการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ที่ปะปนเข้ามาพร้อมกับเรือสินค้าอีกด้วย ภายในตัวปราสาทชิมาบาระนั้น ชั้นแรกจะมีการจัดแสดงชุดเกราะนักรบโบราณของญี่ปุ่น ขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งจะเป็นการบอกเล่าเกี่ยวกับประวัติการเผยแพร่งศาสนาคริสต์ในแถบนี้ 

    เนื่องจากในสมัยก่อนนั้นการนับถือศาสนาคริสต์ถือเป็นสิ่งที่ผิด ชาวบ้านที่เข้ารีดนับถือคริสต์ก็จะต้องหลบซ่อน นิทรรศการจัดแสดงถึงการทำรูปเคารพพระแม่มารีที่มีรูปร่างคล้ายกับเจ้าแม่กวนอิม หรือการทำป้ายซ่อนตามบ้านเพื่อปิดบังไม่ให้เห็นรูปของพระเยซู เดินชมเรื่อย ๆ จนมาถึงชั้นบนสุด ก็คือชั้น 5 ของปราสาทจะเป็นจุดชมวิวที่มองเห็นภูเขาไฟอุนเซนได้อย่างชัดเจน
     ภูเขาไฟอันเซนนั้นติดอันดับภูเขาไฟที่มีการระเบิดและมีระดับความรุนแรงสูงมาก ในอดีตสมัยเอโดะนั้นเคยระเบิดและมีผู้เสียชีวิตถึงกว่า 1,500 คน เลยทีเดียว ระเบิดครั้งล่าสุดเมื่อตอนปี 1990 แต่จากที่เราไปมาทั้งหมด 3 ภูเขาไฟในทริปนี้ ภูเขาไฟอันเซนมีการตั้งบ้านเรือของประชากรในที่ราบด้านล่างภูเขาไฟหนาแน่นที่สุดแล้ว คำถามคือคนญี่ปุ่นเค้าไม่กลัวภูเขาไฟระเบิดกันหรอ? เป็นคำถามแรกที่คิดมาตั้งแต่วันแรกที่ได้กับซากุระจิมะแล้ว เพราะที่ราบตีนภูเขาไฟก็มีการตั้งบ้านเรือนอยู่กันแล้ว ขนาดว่าซากุระจิมะยังคงประทุและมีควันออกมาอยู่บ้างเป็นครั้งคราวคนก็ใช้ชีวิตกันอย่างปกติเลย หรืออาจจะคล้ายกับชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไม่กลัวน้ำท่วมก็เช่นกัน 
    หลังจากชมด้านในปราสาทเรียบร้อยแล้ว ลงมาที่ชั้นล่างสุดมีบริการให้ยืมใส่ชุดนักรบซามุไร และนินจาฟรีสำหรับนักท่องเที่ยวเพื่อถ่ายรูปกันด้วย ซึ่งเราก็ไม่พลาด อะไรฟรีเราก็ว่าดี จัดแจงแปลงร่างเป็นนินจาสาว ซากุระจัง (มีคนคิดชื่อให้ภายหลัง) รูปที่ออกมานั้นก็ดูตลกอยู่มากทีเดียว ขอปิดหน้าไว้ งดเผยแพร่ *อาย*

    ออกจากปราสาทเราไปที่ชุมชนบ้านซามุไร ซึ่งยังคงรักษาเอาไว้เป็นบ้านแบบเดิมเลยมีอยู่หลายหลังด้วยกัน แต่เรามีเวลาไม่มากแล้วเพราะต้องเผื่อเวลานั่งเรือ และไม่อยากกลับถึงฮากาตะมืดจนเกินไปจึงเดินเข้าไปดูในตัวบ้านเพียงไม่กี่หลัง
    ตลอดทางเดินเราจะพบกับทางระบายน้ำยาวตลอดถนนและน้ำใสมากด้วย ที่เมืองชิมาบาระนี้ขึ้นชื่อเรื่องน้ำใสติดอันดับเมืองที่น้ำสะอาดที่สุดของญี่ปุ่น น้ำสะอาดจนเลี้ยงปลาคาร์พได้และนั่นก็คือที่มาของทางเดินปลาคาร์พซึ่งเป็นที่ท่องเที่ยวของเมืองนี้ด้วยเช่นกัน แต่เราออกมาเดินช่วงบ่าย ๆ แดดแรงจัดมาก เหล่าปลาว่ายหลบแดดกันหมด เลยได้พบกันเพียงหางปลาว่ายเบียด ๆ กันอยู่ใต้ฝาท่อ นอกจากนี้แล้วยังมีน้ำพุร้อนใต้ดินอยู่หลายจุดด้วย เพราะในระหว่างที่เดินเล่นในหมู่บ้านนั้นจะพบศาลาสำหรับ foot spa เยอะมาก ๆ เยอะพอ ๆ กับที่เขตคันนาวะใน เบปปุเลยย
    วันที่เราไปนั้นฟ้าใสมาก ๆ แดดแรงสุด ๆ ก่อนออกจากหมู่บ้านจึงขอแวะกินน้ำกินขนมกันสักหน่อย จึงได้ลองกินขนมท้องถิ่นของที่นี่ เป็นคล้าย ๆ กับบัวลอยใส่น้ำเชื่อม รู้สึกสดชื่นมากหลังจากเดินตากแดดมาทั้งวัน
    บอกลาเมืองชิมาบาระด้วยความจำใจ และตั้งใจไว้ว่าถ้ามีโอกาสกลับมาที่คิวชูอีกเมืองนี้จะเป็นจุดหมายที่เราจะกลับมาซ้ำเป็นรอบที่สองอีกแน่นอน อยากเดินเล่นให้ทั่วมากกว่านี้ เรามีเวลาที่นี่โดยรวม ๆ แล้วเพียงแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตั้งแต่ 11.00 - 16.00 เพราะการคำนวณรอบเรือผิดพลาดไปหน่อย ทั้ง ๆ ที่ออกจากคุมาโมโต้แต่เช้าตรู่เเล้วเชียวนะ ไปไม่ทันเรือรอบ 9 โมงเช้า กว่าจะมาถึงฝั่งชิมาบาระก็ 11 โมงกว่าเลย ครั้งหน้าคิดว่าอยากจะใช้เวลาเต็ม ๆ 1 วันที่นี่ กับเมืองเงียบ ๆ ที่นักท่องเที่ยวไม่เยอะแบบนี้ประทับใจมาก


     
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Mr.PT (@Mr.PT)
น่าไปมากเลยครับ อ่านแล้วอยากลองไปบ้าง :)
ormsalin (@ormsalin)
@Mr.PT ขอบคุณค่า ลองไปคิวชูดูนะคะเที่ยวไม่ยากเลย