เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
ห้องตรวจหมายเลข 5นักเล่าเรื่อง
(เกือบ) ฆ่าตัวตาย
  • หลังจากกลับถึงบ้านสิ่งที่ฉันมองหาเป็นสิ่งแรกคือพัสดุที่ฉันสั่งซื้อเอาไว้ฉันแอบเปิดมันและแอบเอามันไปซ่อนไว้อย่างดีในกระเป๋าเดินทางที่ฉันล็อกรหัสเอาไว้ รวมถึงมีดผ่าตัดที่อุตส่าห์ซื้อกระเป๋าโหลดเพื่อเอามันกลับมาจากกรุงเทพด้วยและจดหายลาตายที่เขียนใส่ซองจ่าหน้าเอาไว้เรียบร้อยฉันเก็บรักษาไว้อย่างดีรวมกับยาฆ่าแมลงสองขวดนั้น

                ระหว่างอยู่บ้านฉันรู้สึกมีความสุขอย่างประหลาดและโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ครอบครัวของฉันพาฉันไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ตามที่ฉันร้องขอมีอยู่ที่หนึ่งที่เคยเป็นที่ที่ฉันอยากไปจบชีวิตที่นั่นมันเป็นลักษณะชะง่อนผาแหลมยื่นออกไปในอากาศเคยมีคนประสบอุบัติเหตุตายที่นั่นแล้วหลายคนแต่สถานที่นี้ก็ยังไม่สั่งปิดเนื่องจากวิวที่สวยมากดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมายและทำเงินอย่างมหาศาลให้กับจังหวัดทันทีที่ฉันขึ้นไปถึง ฉันรู้ดีแล้วว่าฉันคิดถูกที่เปลี่ยนใจไม่ฆ่าตัวตายที่นี่วิวของทะเลและเกาะต่าง ๆ ที่มองเห็นจากตรงนี้มันสวยเหลือเกิน เกินกว่าที่จะเป็นความทรงจำร้ายๆ ของใครหลาย ๆ คน

                เมื่อมีวันตรุษจีนก็ย่อมเป็นธรรมดาที่จะมีญาติโกโหติกาต่างๆ มาเยี่ยมเยียนที่บ้านพร้อมเค้ก ขนมเข่ง ส้มและผลไม้กระป๋องแลกกันไปแลกกันมาไม่จบสิ้น ฉันสงสัยมานานแล้วว่าทำไมเขาไม่แลกของที่มันแตกต่างกันของที่มีมันจะได้ไม่ซ้ำกัน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นก็คือญาติทุกคนทักฉันว่า หน้าตาดูสดใสขึ้นนะ ฉันก็ไม่ได้สังเกตว่าก่อนหน้านี้หน้าตาของฉันมันดูหดหู่เพียงใดและตอนนี้มันดูสดใสขึ้นยังไง แต่คนที่พบเห็นกว่า 90% บอกตรงกันว่าฉันดูสดใสขึ้นยิ้มง่ายขึ้น ผอมลง ทั้งหมดนั้นอาจเป็นผลของยาตัวแรกคือ Serlift ที่ทำให้ฉันสับสนกับบุคลิกที่แท้จริงของตัวเองจนมาถึงทุกวันนี้

                มีวันหนึ่งที่บ้านหลังจากฉันกินยาApalife เสร็จฉันดันเผลอวางทิ้งไว้บนโต๊ะกินข้าวที่บ้านหลังจากตื่นนอนขึ้นมาในวันต่อมาแม่ก็ทักฉันเรื่องยานี้

                “ม้าเห็นขวัญกินยานี้นี่มันยาคนบ้านี่ กินทำไม”

                หลังจากคำนั้นเท่านั้นแหละฉันหยุดกินยาทุกอย่างที่หมอสั่งทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตามการหยุดยาในครั้งนั้นทำให้ฉันนอนไม่หลับหรือถ้านอนหลับก็จะฝันร้ายและตื่นขึ้นมาตอนกลางคืนอยู่ดีจากคนหน้าตาสดใสกลายเป็นตาหมีแพนด้าเพียงชั่วข้ามคืนแต่ฉันก็ยังใช้ชีวิตต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                ฉันจำได้ดีว่าคืนนั้นเป็นคืนวันอังคารฉันซื้อเหล้ายี่ห้อดังและน้ำผลไม้มาผสมกินจนเมาได้ที่ หลังจากฉันโทรคุยกับเพื่อนคนหนึ่งทางWhatsapp อยู่ประมาณ 3-4ชั่วโมงจนกระทั่งตี 12 ครึ่งพอรู้สึกว่าเริ่มสร่างเมา ฉันก็เกิดกลัวว่าตัวเองจะไม่มีความกล้าพอที่จะกินยาฆ่าแมลงจึงขอวางสายลงแต่เพียงเท่านั้น

                ฉันเดินเข้าไปในห้องที่เตรียมไว้มันเป็นห้องนอนเก่าว่าง ๆ ที่ไม่มีอะไรนอกจากฟูกเล็ก ๆ 2 ใบที่ฉันเตรียมเอาไว้ ฉันลากผ้าห่มสีม่วงผืนโปรดเข้าไปในห้องด้วยถ้าฉันตายไป อย่างน้อยสภาพร่างกายของฉันต้องอยู่ภายใต้ผ้าห่ม ไม่ใช่นอนเอกเขนกน่าเกลียดเหมือนในข่าวทั่วไปฉันจัดเตรียมของทุกอย่างไว้ใกล้ๆตัว ทั้งยาฆ่าแมลงที่เปิดฝาขวดไว้แล้วขวดหนึ่ง(ส่วนอีกขวดเปิดฝาไม่ออก), จดหมายลาตายพร้อมทิ้งโน้ตไว้ว่า ฝากส่งให้ด้วย จ่าหน้าไว้หมดแล้ว’,รูปวาดของฉันเองที่ฉันอยากให้วางไว้หน้าโลงศพในงาน, ซีดีเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ฉันชอบเพื่อใช้แทนเพลงธรณีกรรแสงหรือเพลงเศร้าใดๆ ที่ชอบเปิดกันในงานศพ

                ฉันล็อกประตูห้องนั่งลงบนฟูก ห่มผ้าเอาไว้ ลบแอพพลิเคชั่นและปลดล็อกโทรศัพท์มือถือของตัวเองปิดไฟจากมือถือเพื่อทำให้ห้องมืดที่สุด แต่ก็ยังมีแสงไฟจากถนนลอดเข้ามาจนฉันเห็นเพดานไม้ของห้องชัดเจนมันไม่เหมือน Safe Place อย่างที่ฉันคิดไว้และภาพเพดานนั้นยังหลอนอยู่ในสมองฉันจนถึงวันนี้

                ฉันหยิบยาฆ่าแมลงขึ้นมาแล้วกระดกเข้าไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้กลิ่นของมันเหม็นมาก ฉันอาเจียนออกมาส่วนหนึ่ง ฉันจึงกระดกเข้าไปอีกหวังว่าจะทดแทนส่วนที่อ้วกออกมาได้เมื่อยาฆ่าแมลงหมดไปจากขวดประมาณเศษ 3 ส่วน 4 ฉันคิดว่านั่นคือสิ่งที่น่าจะพรากชีวิตฉันไปได้แล้วฉันตั้งใจนอนลงและห่มผ้าให้ตัวเองเสียงหัวใจเต้นดังโครมครามได้ยินชัดเจนเหมือนใส่หูฟังของหมออยู่ตลอดเวลาฉันอาเจียนออกมาทั้งกลิ่นเหล้าและกลิ่นยาฆ่าแมลงคละคลุ้งไปหมดฉันใช้ผ้าห่มผืนโปรดปิดปากเอาไว้เพื่อไม่ให้แม่ที่นอนอยู่ข้างล่างได้ยินเสียง

                ปอดของฉันขยับขึ้นลงอย่างหนักเหมือนปั๊มสูบน้ำที่กำลังจะพังประสิทธิภาพการหายใจของฉันเหลือ 90 เปอร์เซ็นต์และมันลดลงเรื่อย ๆ เหลือ 70 เปอร์เซ็นต์, 50 เปอร์เซ็นต์, 30 เปอร์เซ็นต์, 10 เปอร์เซ็นต์

    นี่จะถึงเวลาตายแล้วสินะ

    แล้วฉันก็อาเจียนเอายาฆ่าแมลงออกมาจากร่างกายอีกแล้วการหายใจก็กลับไปที่ 90 เปอร์เซ็นต์ใหม่วนซ้ำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ การหายใจลดลง อาเจียนออกมา ดีขึ้น และลดลงอีกตัวของฉันสั่นไปหมดและไม่มีแรงมากพอจะลุกขึ้นมาหยิบยาฆ่าแมลงมาดื่มได้อีกแล้วหน้าตาของฉันเริ่มบวม ผิวหนังที่ถูกซากอาเจียนของฉันมันแสบไปหมดแม้กระทั่งรอยสักอายุ 1 ปีที่แผลสมานไปนานแล้วก็ยังแสบร้อนขึ้นมาตามรอยตัวอักษรอย่างรู้สึกได้รอยสักที่ว่า I must not tell lie นี่อาจจะเป็นการลงโทษอย่างหนึ่งสิ่งที่ฉันทำตอนอยู่ที่บ้านคือโกหกจนเป็นนิสัย โกหกว่าจะกลับไปกรุงเทพวันพุธทั้ง ๆที่ไม่ได้ซื้อตั๋วขากลับ โกหกว่าฉันสบายดีทั้ง ๆ ที่ในใจบอบช้ำเหลือเกิน

                ไม่ไหวแล้วทำไมไม่ตายสักที จะอาเจียนวนซ้ำไปซ้ำมาอย่างนี้จนถึงเช้าเลยรึไง

                ฉันตัดสินใจเดินโซเซไปเปิดประตูและลงไปชั้นล่างฉันปลุกแม่ให้ตื่นขึ้นและพาไปโรงพยาบาล

                 “หม่าม้า เรียกรถพยาบาลทีบอกเค้าว่ากินยาฆ่าแมลงเข้าไป”

                ฉันมาทราบในภายหลังว่ารถพยาบาลแนะนำให้พาไปที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดพ่อของฉันเลยพยุงฉันขึ้นไปบนรถ ฉันไปอาเจียนต่อในนั้น

                “พ่อ...ลูกไม่ได้บ้านะลูกแค่เป็นโรค OCD” ฉันพูดซ้ำ ๆ ในรถทั้งน้ำตา

                “ไม่เป็นไร ๆ ค่อยว่ากันตอนนี้ไปโรงพยาบาลก่อนนะ” พ่อบอกฉันมาอย่างนั้น

                บรรยากาศในห้องฉุกเฉินวุ่นวายมากทั้งพยาบาลและหมอเวรรุมถามคำถามฉันมากมาย กินอะไรเข้าไป? ยาฆ่าหญ้าหรือยาฆ่าแมลง?กินเข้าไปนานเท่าไหร่แล้ว? ฉันตอบคำถามไปเท่าที่พอจะตอบไหว เพราะตอนนี้ทั้งปากจมูก หลอดอาหาร กระเพาะมันแสบระบมไปทุกส่วนเสียแล้ว

                “เดี๋ยวพี่พยาบาลจะสอดท่อเข้าไปทางจมูกน้องช่วยพี่พยาบาลกลืนสายเข้าไปหน่อยนะคะ เจ็บนิดเดียวนะ” เสียงพยาบาลพูดข้าง ๆ ฉันแล้วสอดท่อเข้ามาทางรูจมูกขวาฉันพยายามกลืนไอ้ท่อนั่นลงไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่น้ำลายของฉันเหมือนลาวาที่กำลังคุกรุ่น มันเผาคอของฉันเสียแทบไหม้

                “ไม่ไหวแล้วล่ะได้แค่นี้แหละ ล้างท้องเลยดีกว่า เดี๋ยวพี่ไปเตรียมคาร์บอนให้”เสียงป้าพยาบาลคุยกับพี่พยาบาลที่ใส่ท่อให้ฉัน

                ตลอดเวลาที่พยาบาลอัดน้ำเข้าไปข้างในกระเพาะอาหารและดูดเอายาฆ่าแมลงออกมากลิ่นยาคละคลุ้งไปทั่วห้องฉุกเฉินจนบุรุษพยาบาลต้องหาพัดลมตัวใหญ่มาเป่าให้กลิ่นจางไปนอกจากการล้างท้องที่ทำให้ยาฆ่าแมลงออกมาแล้ว ฉันยังอาเจียนไม่หยุดอีกด้วยนั่นยิ่งทำให้คอของฉันเหมือนถูกไฟเผาลาวาน้ำลายที่หลั่งออกมาในปากฉันก็ไม่สามารถกลืนเข้าไปได้อีกต่อไป

                “นี่มันอะไรกันเนี่ยพยาบาลอะไรออกมาจากปาก” เสียงแม่ของฉันตกใจมาก แม่ยืนอยู่ข้าง ๆ เตียงของฉันตลอด

                “น้ำลายฟูมปากแล้วค่ะคุณแม่”เสียงป้าพยาบาลตอบแบบเห็นเป็นเรื่องธรรมดา

                ตลอดเวลาที่พยาบาลดูดยาฆ่าแมลงออกจากกระเพาะพ่อและแม่ของฉันยืนจับมือให้กำลังใจฉันอยู่ตลอดเวลามันไม่เหมือนในละครที่ญาติห้ามเข้ามาในห้องฉุกเฉินเพราะห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลเล็ก ๆ แถมเป็นเคสที่มีการใช้สารพิษอันตรายขนาดนี้การล้างท้องต้องทำในระบบเปิด พ่อและแม่จึงเข้ามาจับมือของฉันได้ฉันเห็นน้ำตาพ่อคลอเบ้า

                “ไม่เป็นไรนะไม่เป็นไร ค่อยว่ากัน ตอนนี้รักษาตัวก่อน” พ่อพูดวนๆกับฉันเบาๆอย่างนั้นแล้วก้มลงจูบหน้าผากฉันส่วนแม่ซึ่งปกติเป็นคนร้องไห้เก่งก็พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ตลอด วิ่งวุ่นทำเรื่องเอกสารประวัติการเข้ารับการรักษาของฉันกับพยาบาลอีกคน

                “คราวนี้พี่พยาบาลจะใส่คาร์บอนเข้าไปนะคะพยายามกลืนลงไป อย่าอ้วกออกมานะ” พยาบาลบอกฉันเมื่อดูดเอายาฆ่าแมลงออกมาหมดแล้ว

                น้ำคาร์บอน (Activated Charcoal) ทำให้สายสีขาวเปลี่ยนเป็นสายสีดำสนิทฉันพยายามกลืนน้ำลายเข้าไปเพื่อไม่ให้อาเจียนเอาคาร์บอนออกมาพยาบาลบอกว่าคาร์บอนนี้จะช่วยเข้าไปจับกับสารพิษในกระเพาะอาหาร พยาบาลพูดง่าย ๆ แค่ว่ามันจะเข้าไปฆ่าเชื้อโรคให้เอง

                การล้างท้องในห้องฉุกเฉินผ่านไปได้ด้วยดีพยาบาลเอาอะไรสักอย่างมาอุดรูที่ปลายสายคาร์บอนไว้เพื่อให้ยาคงอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืนสิ่งเดียวที่เหมือนในหนังก็คือฉากหลอดไฟบนเพดานที่ค่อยๆเลื่อนผ่านไประหว่างที่บุรุษพยาบาลเข็นฉันไปที่ห้องนอนรวมนั่นแหละระหว่างที่เปลี่ยนเตียงจากเตียงเคลื่อนที่เป็นเตียงในห้องรวมนั้นสายคาร์บอนที่คาเอาไว้มันไปดันหลอดลม (ซึ่งอยู่ข้างหลอดอาหาร) ทำให้ฉันอาเจียนเอาคาร์บอนออกมามากพอสมควรกลิ่นคาร์บอนคละคลุ้งในห้องเต็มไปหมด คืนนั้นฉันต้องนอนตาค้างจมกองคาร์บอนจนเช้าโดยมีแม่นอนฟุบเฝ้าไข้ฉันอยู่ข้างๆเตียง

                ฉันไม่แน่ใจว่าเพราะคาร์บอนหรือยาฆ่าแมลงหรืออะไรก็ตามแต่เช้าวันต่อมาฉันทั้งอาเจียนทั้งท้องเสียจนตัวเบาแทบลอยลมได้

                “I feel so much better. Can I get out? This place isn’t good for mymental illness” ฉันเขียนบอกหมอเวรที่ขึ้นวอร์ดวันนั้นเพราะฉันพูดแทบไม่ได้

                คำตอบคือฉันยังอาการไม่ดีขึ้นและยังให้ออกจากโรงพยาบาลไม่ได้พ่อเห็นดังนั้นจึงจัดการหาห้องพิเศษให้ฉันทันที และฉันก็ได้ย้ายไปอยู่ห้องพิเศษในบ่ายวันนั้นนั่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมงที่ฉันนอนหลับ

                ระหว่างที่อยู่ที่โรงพยาบาลมีญาติมาเยี่ยมฉันไม่ขาดสายแม่ต้องโกหกญาติไปว่าฉันกินหอยแมลงภู่มากเกินไปเลยอาหารเป็นพิษต้องมาโรงพยาบาลด่วนตอนกลางคืนซึ่งเป็นคำโกหกที่มีเหตุผลมาก เพราะคาร์บอนหรือ ActivatedCharcoal ก็ใช้ฆ่าเชื้อคนที่อาหารเป็นพิษเช่นกัน เพียงแต่วิธีที่ให้คาร์บอนมันไม่ใช่ทางจมูกเท่านั้นเอง

                จากเหตุการณ์นี้ฉันต้องนอนที่โรงพยาบาล2 คืนโดยมีสายคาร์บอนคาอยู่ที่หลอดอาหารและไม่สามารถกินอะไรได้เลยนอกจากอมน้ำแข็งเย็น ๆ พอให้คอไม่แห้งเท่านั้น

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in