POPROCK ON MUSICPOPROCK
Lamb Of God | As The Palaces Burn สารคดีวงเมทัล ที่อาจทำให้คุณเสียน้ำตา




  • 1994- ปัจจุบัน


    สำหรับใครที่ไม่รู้จัก Lamb Of God คำอธิบายสั้นๆของเรา คือ นี่คือวง Heavy Metal ชื่อดังของยุค 90 วงหนึ่งที่มีฐานแฟนทั่วโลกเป็นจำนวนมาก และเป็นวงเฮฟวี่เมทัลอีกวงที่ยังคงรักษามาตรฐานของเพลงได้ดีอย่างต่อเนื่อง แม้จะห่างหายการปล่อยอัลบั้มแบบทิ้งช่วงไปนานมากๆก็ตามที และต่อให้ธุรกิจดนตรีจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน พวกเขาก็ยังคงรักษาแนวเพลงดิบๆ ดุๆไว้ได้เหมือนเดิม

    ด้วยประวัติศาสตร์วงที่ยาวนานกว่า 21 ปีและมีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกวงเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง (ด้วยเหตุผลที่น่ารักมากๆแบบ การออกไปเรียนต่อ 5555)  ยิ่งทำให้ Lamb Of God เป็นวงที่ได้รับการยอมรับจากแฟนๆมากที่สุด และอาจเป็นหนึ่งในวงที่ไม่ค่อยมีเรื่องมีราวดราม่าเปรียบเทียบกับวงในยุคเดียวกันเท่าไหร่นัก

    ยกเว้น ดราม่าที่เกิดขึ้นกับวงของพวกเขาเอง



    เราขอย้อนไปยังปี 2012 ซึ่งเป็นปีที่ Dan Agrott ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีสายดนตรีคนหนึ่ง กำลังมือขึ้นจากการกำกับหนังสารคดีดนตรีหลายๆเรื่อง พวกเขาเลยคิดอยากทำสารคดีวงเฮฟวี่เมทัลผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งยุควงนี้ดูบ้าง ในปีที่ถ่ายทำ เป็นปีที่ 18 ของวง และวงกำลังมีเวิร์ลด์ ทัวร์พอดี แม้จะพูดเช่นนั้น แต่เวิร์ล ทัวร์ของพวกเขา ก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรไปกว่าคอนเสิร์ตขนาดกลาง ที่จัดขึ้นกลางแจ้ง ไม่มีผู้คนมาดูมหาศาลหลายหมื่นคนแบบคอนเสิร์ตอื่นๆ แต่ LOG ก็ออกทัวร์ตามตารางงานของพวกเขา ส่วนที่เราชอบมากคือ คำพูดถึงของ คริส แอดเลอร์ ที่บอกกับกล้องว่า

    "เราไม่ได้มีรถหรือเครื่องบินเจทส่วนตัวอะไรแบบนั้นหรอกนะ"

    มันคือภาพสะท้อนของ วงดนตรีวงหนึ่ง ที่แม้จะโด่งดังมากแค่ไหน แต่ในปัจจุบันพวกเขาก็ไม่ใช่วงที่ใครๆก็เฝ้าพะเน้าพะนอหรือมีค่าตัวแพงลิบลิ่ว แต่ถึงอย่างนั้นเราก็สัมผัสได้ถึงความเป็น "อาชีพนักดนตรี" ของพวกเขา ที่ยังคงออกทัวร์เพื่องาน เพื่อเงิน และเพื่อมีชีวิต ของพวกเขาต่อไป

    เดิมทีสารคดี ถูกวางเส้นเรื่องและพล็อตไว้ที่ การสัมภาษณ์ความรู้สึกแฟนๆของวงจากทุกประเทศที่พวกเขาออกทัวร์ ซึ่งส่วนนี้ก็ทำได้ดีมากๆ แม้จะมีการจัดฉากไว้ล่วงหน้า ด้วยการติดต่อแฟนเดนตายของวงในประเทศนั้นๆ เพื่อมาสัมภาษณ์ถึงความรักที่มีต่อวง แต่ทุกคนก็บรรยายความรักและถ่ายทอดความรู้สึกของ การมีอยู่ของ Lamb Of God ว่าสำคัญและเปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขาไปมากแค่ไหน



    แฟนเพลงหญิงสาวชาวอินเดียเล่าถึงสภาพสังคมที่เธออยู่ ผู้หญิงมักไม่มีพื้นที่ในการแสดงออกเท่าผู้ชาย แต่ Lamb Of God ก็เข้ามาเปลี่ยนชีวิตเธอ พวกเขาทำให้เธอพบกับอิสระในเสียงเพลง จนเธอได้มาเป็นนักร้องนำของวงเฮฟวี่เมทัล ที่เธอเล่นกับเพื่อนๆผู้ชาย ขณะที่ในฟิลิปปินส์ มีแฟนเพลงที่เป็นคนขับรถแท็กซี่ที่เป็นแฟนเดนตายของวง และไปดูคอนเสิร์ตวงหลายๆครั้ง จนรู้จักกับสมาชิกวง แบบตบมือ ลูบไหล่ทักทายกันหลังเวทีได้

    เดิมทีเรื่องราวของสารคดีวงถูกวางเส้นเรื่องไว้แบบนั้น แต่ทุกอย่างถูกบิดไปหมด เมื่อทีมงานถ่ายทำได้ติดตามวงไปออกทัวร์ที่สาธารณรัฐเช็คอีกครั้ง ที่นี่ แรนดี้ บลายธ์ นักร้องนำของวงเคยมีคดีความที่ยังไม่ได้พิจารณาตัดสินโทษ (อันที่จริงเขาคิดว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนั้น และพ้นผิดแล้ว) และทันทีที่วงไปถึง ดูเหมือนเจ้าหน้าที่ก็รอ Lamb Of God อยู่แล้ว และที่นั่น แรนดี้ บลายธ์ ถูกควบคุมตัวในข้อหา มีส่วนเกี่ยวข้องในการตายของเด็กหนุ่มที่ชื่อ แดเนียล โนเซก

    เขาคือแฟนเพลงของวง Lamb Of God



    ย้อนกลับไปยังปี 2010 ปีนั้น LOG มีทัวร์ คอนเสิร์ตที่เช็ค คอนเสิร์ตจัดขึ้นในผับแห่งหนึ่ง ทุกอย่างก็เป็นไปตามปกติเหมือนทุกๆคอนเสิร์ต สำหรับคอนเสิร์ตเมทัล เกือบทุกครั้งที่จะมีแฟนๆที่อินจัดมากๆแบบที่ปีนขึ้นมาบนเวทีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ LOG ได้เห็นเหตุการณ์หรือได้เจอแฟนๆประเภทนี้ แต่ทุกครั้งการ์ดจะคอยเอาตัวแฟนๆลงมาจากเวทีให้ และครั้งนี้ก็เช่นกัน ในคอนเสิร์ตนั้น มีเด็กหนุ่มหลายคนปีนขึ้นไปบนเวทีขณะที่แรนดี้กำลังร้องเพลง แรนดี้จะผลักพวกเขาไปให้การ์ดจัดการ แต่ก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่ปีนกลับขึ้นมาหลายรอบมาก จนสุดท้ายแรนดี้คว้าตัวเขาก็กึ่งโยน กึ่งผลักลงไปในฝูงชน แล้วก็เล่นคอนเสิร์ตต่อไปจนจบ โดยคิดว่าไม่น่าจะมีเรื่องผิดปกติอะไร

    แต่มันไม่ใช่แบบที่พวกเขาคิด

    แดเนียล โนเซก ที่เด็กคนที่ถูกแรนดี้ผลักตกจากเวที พยานในเหตุการณ์คือ เพื่อนของเขาเล่าว่า แดเนียลตกลงมาจากเวที (แต่เขาไม่แน่ใจว่าแรนดี้เป็นคนผลักลงมาหรือไม่ เขาไม่สามารถยืนยันเหตุการณ์นี้ได้ในชั้นศาล) หลังคอนเสิร์ตจบ แดเนียล ก็อาเจียนออกมา เพื่อนๆตกใจมาก แต่ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่ง แดเนียลสลบไป พวกเขาจึงพาไปส่งโรงพยาบาล และวันต่อมา เด็กหนุ่มอายุ 19 ปีก็เสียชีวิตด้วยสาเหตุได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่ศีรษะจนถึงแก่ความตาย

    การสืบสวนเกิดขึ้น ในชั้นต้นไม่มีการยืนยันความผิดของแรนดี้ บลายธ์ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่สามารถค้นหาพยานหลักฐานได้เป็นจำนวนมากที่สามารถชี้ชัดได้ว่า แรนดี้เป็นต้นเหตุของความตายของ แดเนียล โนเสก นั่นทำให้เขาจึงถูกออกหมายจับทันทีที่กลับไปยังเช็คอีกครั้ง

    คอนเสิร์ตและทัวร์ทีเหลือในปี 2012 ถูกยกเลิกทั้งหมด

    แรนดี้ เผชิญข้อหาฆ่าคนตาย ที่อาจทำให้เขาติดคุก 3 ปี

    นี่คือเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับ Lamb Of God



    ส่วนที่ดีที่สุดของสารคดี As The Palace Burn คือ ความบังเอิญที่ทำให้หนังสารคดีชิ้นนี้ ถูกถ่ายทอดออกมาสมจริงได้อย่างเหลือเชื่อ นั่นคือ ครึ่งหลังของหนัง ถูกเทไปที่เหตุการณ์การพิจารณาคดีของแรนดี้ทั้งหมด ทั้งเรื่องการขึ้นศาล การสืบพยานปากต่างๆ รวมทั้งเรายังได้เห็นเบื้องหลังการทำงานของทีมกฏหมายของ Lamb Of God ที่มีการซักซ้อมการเบิกความและสิ่งที่แรนดี้ต้องพูดในชั้นศาล อาจฟังดูน่าเบื่อแต่หนังได้เลือกสอดแทรกเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นรอบๆตัวแรนดี้ และรอบๆวง Lamb Of God มาเป็นระยะๆ



    หลังถูกจับกุม แรนดี้ถูกควบคุมตัวห้ามออกนอกประเทศเป็นเวลา 5 สัปดาห์ ตลอดระยะเวลาการพิจาณาคดี นั่นทำให้ สมาชิกวงที่เหลือ ต้องบินกลับมายังอเมริกาก่อน ส่วนท่อนกลางของหนัง จะเล่าเรื่องราวตัดสลับระหว่าง 2 สถานที่ ทั้งเหตุการณ์การพิจารณาคดีของแรนดี้ และสัมภาษณ์ของสมาชิกวงที่เหลือเกี่ยวกับตัวตนของแรนดี้ รวมทั้งการสนันสนุนจากแฟนๆทั่วโลก และเหล่าคนดังในวงการเพลง เช่น ออซซี่ ออสบอร์น ที่เป็นคนเริ่มโปรเจ็ค #FreeRandy เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ให้แรนดี้และแสดงความสนับสนุนในตัวเขาด้วย



    ขอบอกว่า ส่วนนี้ทำเอาเราร้องไห้เลย

    หากคุณไม่เคยเห็นพี่โหด หนวดเฟิ้ม มือเบสปีศาจ มือกีตาร์จากนรกแบบ จอห์น แคมเบล และ วิลลี่ แอดเลอร์ร้องไห้ล่ะก็ คุณจะได้เห็นในสารคดีชิ้นนี้

    วงที่มีค่าเฉลี่ยอายุราวๆ 35 ปีวงนี้ พวกเขาอยู่ด้วยกันมาเกือบ 20 ปี แม้แต่ละคนจะมีไลฟ์สไตล์และนิสัยแตกต่างกัน บางครั้ง บางคนก็ทำเรื่องราวที่แสบสันต์เกินรับได้ แต่พวกเขาก็ยังคงเป็นวงที่เติบโตมาพร้อมกัน (และจะแก่ไปพร้อมกัน) เมื่อมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นกับสมาชิกวงคนใดคนหนึ่ง สิ่งที่เราไม่คิดว่าจะได้เห็น ก็ได้เห็นคือ ระหว่างการสัมภาษณ์ เราได้เห็นสมาชิกวงบางคนร้องไห้ เมื่อคิดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับแรนดี้ เขาอาจต้องติดคุก ในคดีและเหตุการณ์ที่เขาไม่ได้ตั้งใจ (และอาจจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง) และอีกครั้ง เมื่อตอนที่แรนดี้ได้รับการประกันตัวครั้งแรก เขาเดินทางกลับมายังอเมริกา เพื่อนๆไปรอรับเขาที่สนามบิน ทันทีที่เห็น แรนดี้ วิลลี่ก็เข้าไปกอดเพื่อน แล้วเขาก็ร้องไห้ออกมา



    ณ ตอนนั้นเราสัมผัสได้ว่า นี่คือภาพของ สายสัมพันธ์อันแข็งแกร่ง ของผู้ชาย

    น้ำตาของพวกเขาไม่ได้หมายถึงความอ่อนแอเลย มันเป็นภาพที่ทำให้เราร้องไห้ตาม แม้จะไม่ใช่แฟนเพลงของวงก็ตาม แต่เรากลับเข้าใจและสัมผัสได้ถึงความรักของพวกเขาที่มีให้แก่กัน

    สายสัมพันธ์ของเพื่อนอันแข็งแกร่ง

    สุดท้ายแล้ว การพิจารณาคดีได้ผลสรุปว่า แรนดี้ บลายธ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตายของ แดเนียล โนเสก เพราะไม่มีหลักฐานเพียงพอในการชี้ความผิด อนึ่งคลิปที่มีการกล่าวอ้างใช้เป็นหลักฐานเอาผิดแรนดี้ ที่เป็นภาพแรนดี้โยนเด็กหนุ่มคนหนึ่งลงมาจากเวที ถูกพิสูจน์ว่า คนในคลิปไม่ใช่แดเนียล โนเสก แต่เป็นเด็กผู้ชายอีกคน (ที่ยังมีชีวิตอยู่) และพยานในที่เกิดเหตุซึ่งก็คือเพื่อนของแดเนียล ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่า วันนั้นเพื่อนของเขาถูกโยนลงมา หรือ พลัดตกลงมาเอง นั่นทำให้ที่สุดแล้ว แรนดี้ถูกพิจารณาว่าไม่มีความผิด

    แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ส่วนที่ค่อนข้างจับใจคนดู อยู่พอสมควร คือ คำให้การของลุงของแดเนียล โนเสก เขาพูดในชั้นศาลถึงเรื่องการที่ต้องเสียหลานชายไป และน้องสาวของเขาก็ต้องเสียลูกชายคนเดียวในชีวิตของเธอไปในวันเกิดของเธอเอง และตลอดการช่วงระยะเวลาการสืบสวนสอบสวน แรนดี้ บลายธ์ ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบ หรือความเสียใจกับครอบครัวของพวกเขานัก นี่เป็นสิ่งที่ครอบครัวรู้สึกย่ำแย่และผิดหวัง

    นี่จึงเป็นสารคดีเกี่ยวกับวงดนตรีอีกเรื่องหนึ่ง ที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ สมจริงอย่างที่สุด (ด้วยเหตุการณ์ที่โคตรจริงที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ) นอกจากจะพาไปดูช่วงสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นกับวง Lamb Of God แล้ว มันยังได้ถ่ายทอดความแข็งแกร่ง และความยิ่งใหญ่ของ Lamb  Of God ที่มีต่อแฟนเพลงของพวกเขา ได้ตามจุดประสงค์เริ่มแรกที่เริ่มถ่ายทำหนังชิ้นนี้ นี่จึงอาจเป็นสารคดี ที่เป็นมากกว่าแค่สารคดีที่พาเราไปดูความสำเร็จของวง หรือ จุดตกต่ำของวง


    As The Palace Burns คือ สารคดีดนตรีที่ทำให้เราได้รู้ซึ้งถึงมิตรภาพ, ความไม่แน่นอนของชีวิต และ จิตวิญญาณของดนตรีเฮฟวี่ เมทัล ไปพร้อมๆกัน


    ยังมีอะไรที่คุณต้องการจาก สารคดีวงดนตรีไปมากกว่านี้อีก

    10/10

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
To Hean (@to.hean.7)
สงสัยผมจะเป็นแฟนคลับระดับโนวิท มัวเสพแต่เพลง เลยไม่ได้ทราบถึงดราม่านี้เลย
รีวิวได้ดีเยี่ยมมากๆครับ ชอบมุมมองที่สารคดีตั้งใจจะสื่อออกมา มันรู้สึกเรียลในแบบที่
เป็นสิ่งต้องห้ามในสื่อบ้านเรา ยิ่งรีแอ้คของแรนดี้ที่แสดงออกมาเหมือนไม่ได้รู้สึกผิด
กับเรื่องนี้ยิ่งทำให้รู้สึกเรียลมากๆ ถ้าเป็นบ้านเราคงเป็นดราม่าใหญ่โต
แต่สำหรับฝรั่งแล้วเขาแฟร์ๆกันจนมองข้ามเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกเลยนะ
แบบว่าเอาแค่เหตุและผลเป็นที่ตั้งพอ