POPROCK ON MUSICPOPROCK
Album Review | The Chainsmokers - Memories... Do not open



  • Studio Album แรกของ Dj Duo ที่น่าจับตามองแห่งปีคู่นี้ จากเพลงฮิตจังหวะตื้ดๆมันๆ แบบ #Selfie สู่การสร้างประวัติศาสตร์บนบิลบอร์ด ด้วยการมีเพลงฮิต 4 เพลงพร้อมกันบน Top 10 ของ Billboard Top 100 ที่วงก่อนหน้าที่เคยทำได้คือ The Beatles นั่นเอง

    อัลบั้มเต็มนี้ถือว่าฟังง่ายและเหมาะกับคนฟังเพลงทั่วๆไปอยู่พอสมควร เพราะเพลงค่อนข้างหลากหลายและไม่ได้ยัดบีทอิเล็คทรอนิคส์หนักๆมาเลย กลับกันมันออกมาป็อปและเพลงฟังเพลินๆเสียเป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำไป ถือเป็นอัลบั้มเต็มครั้งแรกที่ดีเลยทีเดียวสำหรับ The Chainsmokers


    Memories... Do not open | 7/10



    The One : 4/5
    เพลงนี้ดูไม่เหมือนเพลงของ Chainsmokers ที่สุด แต่ในทิศทางที่ดี มันมีความเป็นเพลงป็อปที่พยายามจะติดคันทรี่นิดๆ จากการใช้เสียงเปียโนหวานๆต้นเพลงไล่ไปจนถึงริฟฟ์กีตาร์เท่ๆสั้นๆ ก่อนจะพาตัวเข้าสู่ซาวด์อิเลคทรอนิคส์ แต่การเพิ่มซาวด์อิเใจล็คทรอนิคส์เข้ามาในเพลงก็เป็นความพยายามสร้างลายเซ็นของวงที่ดี ในช่วงท้ายๆเราจะได้ยินบีทคุ้นๆที่วงชอบใช้บ่อยๆหลุดมาด้วย เพลงสั้นมาก แต่โชว์แนวทางได้หลากหลายมาก

    Break Up Every Night : 2/5
    เป็นเพลงที่เหมาะอยู่ในผับเทคโนมาก ไม่ใช่เพลงในคอนเสิร์ต EDM เลย รู้สึกถึงความเป็นเพลงป็อปของวงบอยแบนด์อย่างชัดเจน ยิ่งมีการคอรัสซ้ำท่อนเดิมๆด้วยยิ่งรู้สึกเชยมาก ไม่ได้ย่ำแย่อะไร เพลินๆก็ได้ แต่เพลงเชยมากจริงๆ


    Bloodstream : 5/5
    อีกเพลงที่ดรูว์พยายามโชว์สกิลการร้องเพลง ซึ่งแม้จะไม่ได้มีอะไรโดดเด่นนัก แต่ก็ดูเหมาะกับดนตรีของตัวเองดี เพลงนี้มีคอรัสเสียงผู้หญิงช่วยเพิ่มความอ่อนหวานให้เพลง แต่ก็ไม่ได้ขึ้นเครดิต ในเรื่องการเขียนเนื้อเพลงนั้นทางวงยังค่อนข้างมีปัญหาเพราะเนื้อเพลงส่วนใหญ่จะค่อนข้างฉาบฉวย แต่วงคงเน้นเรื่องดนตรีมากกว่าเพราะฉะนั้นมันจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แต่เพลงนี้สิ่งที่โดดเด่นไม่ใช่ดนตรีหรือบีทอย่างเพลงอื่น แต่เป็นความพยายามเน้นย้ำ "การร้องเพลง" ของตัวดรูว์เอง ซึ่งถือเป็นความพยายามที่ดูน่าชื่นชมดี โดยรวมแล้วถือเป็นแทร็คที่ชอบมากเลยทีเดียว

    Don't say : 3/5
    เพลงไหนที่ได้คนอื่นร้องให้ ค่อนข้างจะเซฟกว่า คือมันมีแนวโน้มจะเพราะกว่าดรูว์ร้องเอง (5555) เพลงนี้ Emily Warren ก็ร้องเองเต็มๆทั้งเพลงเช่นกัน เพลงนี้จะคล้ายกับเพลง My type คือเสียงของเอมิลี่ฟังได้เพลินๆ แต่ตัวเพลงเองไม่ได้มีบีทเด่นๆน่าจดจำอะไรนัก แต่บีทช่วงท้ายเพลงก็เป็นการทิ้งท้ายได้เจ๋งดี

    Something Just Like This : 5/5
    เป็นไปตามความคาดหวัง คือมันเป็นเพลงที่ดีอีกเพลงของ Coldplay และเป็นเพลงที่ดีมากของ Chainsmokers สิ่งที่ดีคือความลงตัวมากของดนตรีป็อปร็อค(แบบในเพลงนี้)และดนตรีอิเล็คทรอนิคส์ เสียงร้องที่ดีมากๆของ คริส มาร์ตินและเนื้อเพลงที่ดูมีความหมายมากกว่าเพลงอื่นๆในอัลบั้ม ช่วยทำให้เพลงนี้สวยงามขึ้น Chainsmokers ก็เลือกใช้บีทได้เข้ากับเพลงมาก ไม่แหวกแนวและซับซ้อนเกินไป แต่ออกมาลงตัวมาก

    สิ่งที่ดีงามจริงๆในเพลงนี้นอกจากเสียงร้องของคริส มาร์ติน มันคือการพบกันระหว่างของจริงกับของสังเคราะห์ เสียงเคาะกระเดื่องทุ้มๆของวิลล์ แชมเปี้ยนกับการตีซินธ์ของอเล็ก พาล หรือท่อนริฟฟ์สวยๆของจอห์นนี่ บัคแมนช่วงท้ายเพลงนั่นก็คือไฮไลต์ที่แท้จริงของเพลงเลย เราชอบตรงที่ริฟฟ์ท้ายเพลงนี้มันสวยมาก แต่ Chainsmokers ก็พยายามตีบีทอีเล็คทรอนิคส์คู่ไปด้วยแบบโน๊ตเดียวกันเด๊ะ แต่กลับเป็นการชูริฟฟ์ให้เด่นขึ้นมากกว่าพยายามกลบเสียงกีตาร์ ซึ่งมันออกมาเพอร์เฟ็คจริงๆ เพราะฉะนั้นเพลงนี้ มันจึงเป็นการผสานความเป็น(เครื่องดนตรี)ของจริง กับ (เครื่องดนตรี)ของสังเคราะห์ ที่ลงตัวมากเพลงนึงจริงๆ

    My type : 2/5
    Emily Warren เพื่อนรักของวงกลับมาร้องเต็มๆในเพลงนี้อีกครั้ง เพลงนี้ไม่ใช่เพลงที่แย่ กลับกันมันเป็นเพลงที่ดีมากอีกเพลง เราเพลินๆกับเสียงของเอมิลี่ได้เลย แต่บีทมันธรรมดาจนไม่มีจุดเด่นหรือมีอะไรให้น่าพูดถึงเลย น่าจะเป็นแทร็คที่เฉยๆที่สุดในอัลบั้มแล้ว

    It won't kill ya : 5/5
    ยกให้เป็น Best track ของอัลบั้มขึ้นไปคู่กับ Something just like this และ Closer ช่วง Verse 1-2 ของเพลงคือโคตร Kill-it มาก เสียงร้องของ Louane มีสเน่ห์มากๆ รู้สึกถึงความเป็นเพลงชนเผ่าอเมซอนนิดๆ จนเข้าช่วงฮุคเพลงก็เปลี่ยนบีทไปเป็นเพลงอิเล็คทรอนิคส์เต็มตัว แต่ส่วนที่น่าชื่นชมคือ แม้จะเป็นตัดอารมณ์อยู่นิดหน่อยแบบคนละฟีลลิ่งกันเลย แต่กลับเข้ากันได้ดีมาก มองว่าถ้าเพลงนี้ใช้บีทและทำนองแบบต้นเพลงทั้งเพลงก็ไม่มีอะไรเสียหาย จะได้เพลงเพราะๆมาอีกเพลงด้วยซ้ำ แต่วงก็เลือกจะใส่บีทอิเล็คทรอนิคส์หนักๆช่วงกลางเพลงมา ซึ่งมันทำให้เพลงนี้ดูพิเศษขึ้นอีกมากจริงๆ

    Paris : 4/5
    ปฏิเสธไม่ได้ว่า ดรูว์ ทักการ์ตแม้จะมีสกิลเขียนเพลงที่ไม่ดีนัก แต่เขาเขียนท่อนฮุคได้ค่อนข้างติดปากพอสมควร แม้เนื้อเพลงจะไม่ได้ทำให้เราซาบซึ้งหรือชื่นชอบอะไรนัก แต่ท่อน If we go down then we down together นั่นมันจำง่ายและติดปากจริงๆ แม้เพลงนี้จะไม่ได้ทำให้เราประทับใจแบบตอนฟัง Closer แต่การเลือกใช้บีทง่ายๆ แต่มีจุดเด่นในช่วงฮุคก็เป็นการเล่นที่ดี เพราะมันได้ผลตอบแทนที่ดีมากเช่นกัน คือมันติดหูง่ายและครบสูตรการกลายเป็นเพลงฮิตอีกเพลงนึง

    Honest : 3/5
    เสียงเครื่องดนตรีชิ้นหลักๆในเพลงนี้คือเปียโน ซึ่งก็ทำให้เพลงดูเป็นเพลงหวานๆนุ่มๆขึ้นมาทันที เพลงนี้มีฮุคที่ค่อนข้างติดหูและบีทที่หลากหลายดีทั้งเพลง แต่ไม่ค่อยประทับใจกับการมิกซ์เสียงร้องบางช่วงให้เป็นเสียงแตกเท่าไหร่ เพลงนี้ดูธรรมดามากแต่ก็ฟังเพลินจนคิดว่าสั้นไปเลย

    Wake up alone : 4/5
    เพลงนี้เสียงของ Jhene aiko ทำให้เพลงดูสดใสและเปี่ยมไปด้วย energy มาก เป็นอีกเพลงที่เลือกใช้บีทได้แตกต่างจากเพลงอื่นๆในอัลบั้มดี และมันช่วยส่งเสริมการร้องของ Jhene ได้ดีมาก โดยรวมออกมาดีพอสมควรและเสียงของเจเน่ดูเท่มาก

    Young : 4/5
    เพลงนี้เริ่มด้วยซาวด์เสียงเกาอคูสติกกีตาร์สวยๆ ประกอบกับเสียงร้องดรูว์ ก่อนจะเข้าซินธ์ที่มีความเป็นซินธ์ป็อปเล็กๆ นี่เป็นอีกหนึ่งเพลงในอัลบั้มที่ดรูว์ร้องเองทั้งเพลง ซึ่งก็มิกซ์เสียงออกมาลงตัวดี เนื้อเพลงยังพูดเรื่องเกี่ยวกับการเติบโตและการใช้ชีวิตอิสระตามแนวทางของวง เราชอบการใช้เสียงอคูสติกกีตาร์เป็นเครื่องดนตรีชิ้นหลักในเพลงนี้ เพราะมันมให้ความรู้สึก Young สมชื่อเพลงจริงๆ

    Last Day Alive : 4/5
    เพลงนี้อลังการทุกสิ่งอย่าง ตั้งแต่เสียงร้อง ดนตรี แต่โชคดีที่มันไม่ใส่บีทประเภทตื้ดๆหรือ noisy เข้ามา เอาเข้าจริงมันออกจะเป็นเพลงร็อคที่สุดในอัลบั้มนี้ด้วยซ้ำ เพลงนี้ได้คู่หูคันทรี่ดูโออย่าง Florida Georgia Line มาร้องให้ แม้เนื้อเพลงไม่มีอะไรมากกว่า Last day alive now or never แต่เพลงก็มีพลังของเพลงร็อคเต็มเปี่ยมมาก ถือเป็นความพยายามในการบอกว่า แนวร็อคๆวงก็สามารถทำได้เหมือนกัน แม้จะไม่ได้ว้าวมาก แต่ก็ถือเป็นความพยายามที่น่าสนใจมาก

    **

    Japan Edition : 
    เพลงฮิตอย่าง Closer, Don't let me down และ Roses ที่ถูกตัดเป็นซิงเกิ้ลไปก่อนแล้ว จะไม่ได้บรรจุอยู่ในอัลบั้ม US แต่จะอยู่ในฝั่ง Japan Edition แทน
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in