POPROCK ON MUSICPOPROCK
Sigur Ros | คอนเสิร์ตที่(ฉัน)ควรไปดูให้ได้สักครั้งก่อนตาย .. และไปมาแล้ว
  • 1. ฉันขอเล่าเรื่องของตัวเองก่อน

    > ข้ามไปที่แนวเพลงและแนะนำวงได้ที่หน้า 2.
    > ข้ามไปที่พาร์ทคอนเสิร์ตได้ที่หน้า 3. - 4.


    ตอนเด็กๆเคยดูหนังแล้วเห็นคนทำพวก "สิ่งที่ฉันจะทำให้ได้ก่อนตาย" กันใช่มะ พวก Life Goal อะไรแบบนั้น สำหรับฉันเองก็มีเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่ว่ายิ่งใหญ่เป็นเป้าหมายในชีวิตอะไรขนาดนั้น ฉันตั้งเป้าหมายนี้ตอนยังเรียนอยู่ม.ต้น ที่เขาว่ากันว่า ทีนเอจ เป็นวัยที่จะส่งผลกับความเป็นผู้ใหญ่ของเราที่สุด เช่น ถ้าเราชอบฟังเพลงแบบไหนมาตอนอยู่มัธยม นั่นอาจจะกลายมาเป็นแนวเพลงที่เราจะฟังไปตลอดตอนอยู่ในวัยผู้ใหญ่

    สำหรับฉันแล้ว ฉันโชคดีที่ได้ฟังเพลงเยอะและหลากหลายแนวมากๆ ตั้งแต่ยุคเจร็อคครองเมือง ดาราฮ่องกง หนังฝรั่ง ละครจีนกำลังภายใน เพลงต่างประเทศที่ฉันร้องได้ในชีวิตเป็นเพลงแรกไม่ใช่เพลงภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ แต่เป็นเพลง Weekend ของ X-Japan ที่ร้องท่อน "วีคเอ้นๆๆ ทานาเคโม ทานา วีคเอ้นนน" เนื้อเพลงจริงมันไม่ได้ร้องแบบนี้หรอก แต่ตอนป.หนึ่งฉันร้องมันแบบนั้น เพราะพี่ชายเปิดกรอกหูให้ฟังอยู่ทุกวัน

    จนมาถึงยุคม.ต้นเป็นยุคที่ฉันเริ่มหาแนวเพลงที่ชอบด้วยตัวเอง หลังจากเจอพี่สาวกล่อมด้วยเพลงอาร์เอส พี่ชายกล่อมด้วยเพลงญี่ปุ่น รวมทั้งเพลงร็อคจากแกรมมี่ เพื่อนพี่ชายแนะนำให้ฟังแต่เพลงเมทัลฮาร์ดคอร์ ไม่มีแนวไหนที่ฉันชอบแบบมากๆเลย จนกระทั่งฉันได้มาพบ Green Day และกลายมาเป็นรักแรก ต่อด้วย Sigur Ros วงที่ฉันไม่เคยเห็นหน้านักร้องนำ หรือ แม้แต่ตัววงด้วยซ้ำ



    แต่แค่ได้ฟังเพลงของพวกเขา ฉันก็ตั้งเป้าหมายไว้แล้วว่า ฉันจะต้องดูวงนี้ก่อนตายให้ได้
    ตอนนั้นฉันอายุ 15 และอยู่ ม.3
    หากจำไม่ผิด

    ในปีนั้นมันมีนิตยสารดนตรีเล่มใหม่บนแผงที่ชื่อว่า 'HOOK' นิตยสารเล่มนี้มีบุญคุณต่อฉันไปชั่วชีวิตการฟังเพลงของฉัน ก่อนหน้านั้นฉันอ่าน พวกนิตยสารเพลงอื่นๆ อย่าง สีสัน, มิวสิคเอ็กเพรส, สตาร์พิค (เมื่อก่อนจำไม่ผิดลงรีวิวอัลบั้มด้วย) จนกระทั่ง Hook ที่เป็นนิตยสารหน้าใหม่เริ่มมาวางบนแผง และมันดึงดูดคนซื้อด้วยรูปเล่มและดีไซน์ที่ฝรั่งจ๋ามากๆ (ฟีลประมาณ DDT เมื่อก่อน) ความสุดยอดของฮุคยังมีมากกว่าแค่เป็นหนังสือที่ภาพสวย และลงบทความวงและเพลงใหม่ๆได้แบบโคตรละเอียดและเลอค่า ทุกเล่ม ยังแถมแผ่นตัดตัวอย่างเพลงใหม่ๆที่มีแนะนำมาให้ฟังด้วย

    นี่มันโคตรเจ๋ง

    นี่เอง ทำให้ฉันได้รู้จักกับ Sigur Ros เพราะฉันได้ฟังเพลงของพวกเขา ก่อนที่จะอ่านบทความในเล่ม (แน่นอนว่าคนอ่านส่วนใหญ่ จะเลือกอ่านบทความแค่เฉพาะวงที่เรารู้จักก่อน)

    ฉันจำได้แม่นถึงบทความที่เขียนไว้ใน Hook ถึง Sigur Ros ไม่ว่านั่นจะเป็นแค่การอุปมาอุปมัยหรือเป็นเรื่องจริงๆ แต่นั่นก็เป็นประโยคที่ทำให้ฉันหลงรักวงนี้ทันที ทั้งเสียงและตัวหนังสือที่ถ่ายทอดมาให้ฉันได้รู้จักพวกเขา

    "นี่เป็นวงที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยได้เล่นในเทศกาลดนตรีเดียวกัน บิลลี่ โจ อาร์มสตรองที่กำลังรอขึ้นอีกเวที ได้ยินเสียงของ Sigur Ros กำลังเล่นอยู่ที่อีกเวทีหนึ่ง บิลลี่บอกกับคนอื่นๆว่า 'ฉันต้องดูวงนี้' หรือ แม้แต่คุณพ่อมือใหม่อย่าง คริส มาร์ติน เอง ก็ยังใช้เพลงของ Sigur Ros เพื่อกล่อมลูกนอน"

    นี่เป็นย่อหน้าที่เอาหัวใจฉันไปเลย ฉันหลงรักมันทันที ทั้งคนเขียน ทั้งวงนี้
  • 2. What about Sigur Ros?




    ที่จริงแล้วตอนที่ฉันเติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ (ฉันเกิดยุคปลาย 80's ค่ะ) ฉันไม่ได้วาดฝันว่าจะต้องได้ดู Sigur Ros เพราะมันดูไกลเกินเอื้อมจนเกินไป

    Sigur Ros เป็นวงชาวไอซ์แลนด์ แต่โด่งดังมากในระดับยุโรป ฉันเองไม่รู้จะนิยามวงนี้ด้วยแนวเพลงอะไรถึงจะตรงตัวที่สุด พอคนอื่นถาม ฉันได้แต่บอกว่าเป็นแนว Ambient คือมีการใช้เสียงสภาพแวดล้อมและเสียงจากธรรมชาติมาเป็นส่วนประกอบของเพลง แต่ที่จริงแล้ว Sigur Ros มันก็ไม่ใช่แอมเบียนท์เสียทีเดียว ในวิกิได้นิยาม Genre ของ Sigur Ros ไว้ว่า พวกเขาเป็นวง Post Rock หรือ Experimental rock ซึ่งถามฉัน ฉันก็ว่ามันน่าจะใกล้เคียงสำหรับการอธิบาย Sigur Ros ที่สุดแล้ว

    แต่เอาเข้าจริง ฉันว่า ไม่มีอะไรอธิบายดนตรีของ Sigur Ros ได้หรอก



    ฉันขอยกเคสหนึ่ง ตอนที่มีคนถามฉัน ตอนฉันอยู่ในเกสต์เฮาส์ก่อนไปดูคอนเสิร์ตของ Sigur Ros ผู้ชายคนนั้นถามว่า "ฉันมาดูคอนเสิร์ตเหรอ ชื่อวงอะไร" มันเป็นคำถามที่ตอบยากทุกครั้ง เพราะแค่ชื่อวงก็ออกเสียงค่อนข้างยากแล้ว แต่ฉันก็บอกไป ผู้ชายคนนั้นยังถามต่อว่า "วงแนวไหนเหรอ" คำถามที่ตอบยากเป็นลำดับหนึ่ง ฉันตอบไปว่าแอมเบียนท์ แต่จริงๆก็ร็อค เขาเรียกร้องอยากดูรูป ฉันเสิร์ชให้เขาดู เขาถามกลับมาอีกว่า ทำไมนักร้องถืงถือคันสีไวโอลิน นั่นทำให้ฉันยิ่งอยากหัวเราะ เพราะไม่รู้จะตอบอย่างไรให้เขาเข้าใจ เลยพยายามตัดสินใจบอกไปให้จบๆว่า พวกเขาก็เล่นดนตรีคลาสสิคด้วย แน่นอนว่าเขายังถามต่ออีก แต่ฉันจะไม่เล่าถึงแล้ว

    Sigur Ros เป็นวงแอมเบียนท์ เอ็กเพอริเมนทอล โพสต์ อาร์ต ดรีม ป็อป ร็อค (เอาทุกแนวมารวมกันให้) สัญชาติไอซ์แลนด์ สมาชิกหลักประกอบไปด้วย ยอดมนุษย์ 3 นาย

    นักร้องนำและมือกีตาร์มีชื่อว่า Jónsi Birgisson
    มือเบสโลกตะลึงมีชื่อว่า Georg Hólm
    มือกลองที่อัจฉริยะที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็น Orri Páll Dýrason
    (เดิมสมาชิกยุคก่อตั้งมีอยู่ 5 หรือ 6 คนนี่แหละเข้าๆออก แต่ปัจจุบันเหลือ 3)

    เขา 3 คนบนเวทีและเครื่องดนตรีอีก 5-6 ชิ้น คือ กีตาร์ เบส กลอง คีย์บอร์ด ซินธิไซเซอร์ และอาจรวมไปถึงเครื่องดนตรีชิ้นพิเศษแล้วแต่เพลงที่จะเล่น แน่นอนว่า พวกเขาเล่นมันหมดพร้อมกันเวลาขึ้นไลฟ์คอนเสิร์ต สำหรับเพลงของ Sigur Ros อย่างที่หลายคนทราบ พวกเขาไม่มีเพลงภาษาอังกฤษเลยสักเพลงเดียว แต่โด่งดังมากๆในระดับยุโรป (และอาจรวมไปถึงระดับโลกด้วย พวกเขามี World Tour นะ) ทุกเพลงล้วนแล้วแต่เป็นเพลงภาษาไอซ์แลนดิก ซึ่งแน่นอนว่า แฟนเพลงเกือบ 98% ของพวกเขา ฟังเพลงไม่รู้เรื่องเนื้อหาของเพลงด้วยซ้ำ


    แต่ดนตรีมันไม่มีภาษา แค่ฟังแล้วรู้สึกว่ามันเพราะ มันก็เพราะแล้ว



    ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่ฟังไม่รู้เรื่องสักตัวอักษรเดียว แต่รู้แค่ว่า เสียงจอนซี่กับดนตรีของเขามันทำให้ฉันร้องไห้ได้จริงๆ และฉันได้พิสูจน์มาแล้วตอนไปดูคอนเสิร์ต Sigur Ros พวกเขาทำให้คนร้องไห้ได้จริงๆ เพลงบางเพลงของวงไม่มีชื่อเพลงด้วยซ้ำ มันมีแค่คำอธิบาย (ซึ่งแฟนเพลงก็เหมาเอาว่าเป็นชื่อเพลงนั่นแหละ) อัลบั้มนี้ก็คือ อัลบั้ม () นั่นเอง ทุกเพลงในอัลบั้มไม่มีชื่อเพลง แฟนเพลงก็เรียกเป็นแทร็คเอา แต่สตูดิโอก็พยายามหาชื่อให้เพื่ออำนวยความสะดวกให้แฟนๆ ทำให้เพลงในอัลบั้มนี้มีนิคเนมด้วย ซึ่งเป็นชื่อเรียกตามเรื่องราวที่พูดถึงในเพลง แต่ไม่ใช่ชื่อเพลงนะ 5555

    หลายคนอ่านมาถึงตอนนี้อาจมองว่า วงมันจะยากไปไหน ทำไมต้องทำให้ยาก

    ที่จริงแล้วกับ Sigur Ros มันไม่มีอะไรที่พวกเขาพยายามทำให้ยากเลย เพียงแต่เราไม่ต้องพยายามทำความเข้าใจ การฟัง Sigur Ros ทำให้เราเข้าถึงสัจธรรมที่แท้จริงของดนตรี


    "มีไว้เพื่อให้เพลิดเพลิน"



    เราไม่ต้องพยายามทำความเข้าใจอะไรเลยด้วยซ้ำ แม้แต่ชื่อเพลงมันไม่สมควรจะต้องมีก็ได้ ฉันเองก็คิดแบบนั้น มันไม่ได้เข้าถึงยาก หรือทำมาเพื่อต้องให้คนฟังพยายามทำความเข้าใจอะไร ฉันไม่ได้สนใจด้วยว่ามันจะเป็นเพลงอะไรของ Sigur Ros ฉันแค่จำได้ว่า เพลงนี้มันจะร้องแบบนี้ เท่านั้นเอง เพลงของ Sigur Ros ไม่มีการทำไวรัล ไม่มีแคมเปญโปรโมต ไม่มีคอนเซ็ป ไม่มีอะไรเลย แม้แต่ชื่อเพลงหรือเพลงต่างๆ มันก็ถูกเปิดและถูกแนะนำกันปากต่อปาก (ณ ทีนี้ฉันหมายถึงเฉพาะในโซเชียลเน็ตเวิร์คเท่านั้นนะ)

    เพราะฉะนั้นถ้าถามฉันว่า Sigur Ros มันดียังไง หรือเจ๋งยังไง เท่ยังไง ฉันตอบไม่ได้หรอก เพราะตอนที่ฉันไปชอบ ฉันฟังแค่เพลงแรกก็หลงรักเลย ที่เหลือก็ถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว และมันช่างโชคดีจริงๆ พอได้มาดูคอนเสิร์ต ฉันก็รู้ว่า ฉันรักไม่ผิดวงจริงๆ

    ฉันขอข้ามประวัติของแต่ละคนไป และเข้าสู่คอนเสิร์ตของพวกเขาเลยแล้วกัน
  • 3. First Time with Sigur Ros Concert


    มันเริ่มจาก facebook แจ้งเตือนว่า Sigur Ros กำลังจะมีคอนเสิร์ตที่สิงคโปร์ ทันทีที่ได้เห็น ฉันก็กรีดร้องลั่นอยู่หน้าจอตรงนั้น ที่จริง Sigur Ros เคยมาสิงค์โปมาแล้วเมื่อปีก่อน แต่ฉันพลาดไป พอโอกาสนี้มาถึง ฉันก็ไม่อยากพลาดอีก คอนเสิร์ตจะมีในเดือน พฤศจิกายน ฉันรู้เรื่องคอนเสิร์ตประมาณกลางๆปี ตอนนั้นราคาบัตร Early Bird ถูกเว่อร์คือราวๆ 2,000 บาทฉันเลยรีบซื้อไป คอนเสิร์ตที่ Sigur Ros จะมาเล่นคือ Neon Lights 2016 at Fort Canning



    เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เมื่อคอนเสิร์ตมาถึงฉันแทบไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย แม้แต่เงินยังแทบไม่มีด้วยซ้ำ (ฮ่าๆ) ถึงกับต้องขอยืมเงินพี่สาวมา ด้วยความที่รักวงมาก จนฉันลืมไปเลยว่าซื้อบัตรคอนเสิร์ตไว้ อาทิตย์หน้าคอนเสิร์ตเริ่ม ฉันพึ่งคิดออกเลยแทบไม่มีเวลาเตรียมตัว ถึงเวลาก็ แบกเป้ เอาเสื้อผ้าไป 2-3 ชุด ลุยเดี่ยว เฮี้ยวที่สิงคโปร์กันเลย

    วันแรกที่สิงคโปร์ ฝนตกทั้งวัน ฉันไม่ได้ไปเที่ยวไหน ก็อยู่เกสต์เฮาส์ทั้งวัน วันต่อมาไปเดินเที่ยวในเมือง ซื้อหนังสือนิดหน่อย ชอบสิงคโปร์มากตรงที่ แทบทุกห้างมีห้องสมุดหมดเลย เจ๋งมากๆ และร้านหนังสือแต่ละร้านก็สวรรค์คนรักหนังสือมาก คือมีหนังสือหลากหลายแนวมากกก เยอะมากกก นี่กรีดร้องด้วยความเสียสติที่ไปเที่ยวแบบไม่มีเงิน ฮือออ ด้วยความเที่ยวแบบคนประหยัด ฉันเลยมุ่งแค่เที่ยววันเดียวคือวันไปคอนเสิร์ต และวันนั้นฉันก็ได้นัดพบกับ ผู้ไทยในสิงคโปร์ เป็นน้องที่ชอบ Sigur Ros เหมือนกัน และรู้โดยบังเอิญว่าซื้อบัตรมาคอนเสิร์ตนี้เหมือนกันนั่นเอง เลยตกลงกันว่างั้นไปดูด้วยกัน (โชคดีมาก เพราะไปคนเดียวลำบากแน่ๆ)


    Neon Lights คอนเสิร์ตมี 2 วันคือ 26-27 พฤษจิกายน 2016 เป็นเทศกาลดนตรีที่มีวงดังๆในสิงคโปร์และเอเชีย รวมทั้งวงอินดี้ดังๆฝั่งยุโรปมามั่กมาย (วันแรก Foals มาเป็นวงปิดนะฮะว์ น้องที่ไปด้วยกันก็เชียร์จังบอก Foals ไงพี่ เพลงดีๆ นี่พูดตรงๆว่าไม่รู้จักค่ะ เลยไม่ได้ไปดู รอมาดู Sigur Ros วันเดียว)

    Neon Lights เป็นเทศกาลดนตรี และแสดงงานศิลปะ จัดที่ Fort Canning หลายคนไปสิงคโปร์น่าจะรู้จักกัน มีหลายเวที หลายแนวเพลง มีการแสดงงานศิลปะ เยอะแยะมากมาย ซึ่งเราไม่ได้ไปเลยสักอัน 5555555 เพราะกะมาดู Sigur Ros อย่างเดียวจริงๆ อย่างที่บอกไว้ว่า วันที่เรามาฝนตกทั้งวัน ... นี่ไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะมาเจอสภาพคอนเสิร์ตในฝันขนาดนี้

    เรามาดูคอนเสิร์ต Sigur Ros บนเนิน 'โคลน' ค่ะ


    เราไปถึงคอนเสิร์ตช่วงประมาณ 6 โมงเย็น Sigur Ros จะมาขึ้นช่วง 2 ทุ่ม แต่เมื่อไปถึงก็มืดมากๆแล้ว พอไปถึงเราไม่รู้ว่า สภาพที่ดูคอนเสิร์ตกลายเป็นทะเลโคลนไปแล้ว เลยไม่ได้เตรียมบูธหรือถุงพลาสติกอะไรเลย พอถึงเวลาจริงๆเลยต้องถอดรองเท้า ดูคอนเสิร์ตเท้าเปล่ากลางโคลนค่ะ ได้ฟีลมากๆ นี่โคตรชอบเลย วงหนึ่งที่ชอบมากและรู้สึกโชคดีที่ไปดูทันคือ Blood Orange ค่ะ

    เราไม่รู้จักวงนี้มาก่อน แต่ไปเห็นตอนดูสดเลย คือเป็นไลฟ์ที่แม่งแบบ
    ต้องหยาบเลย




    ไอ้เหี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยย

    มันสุดยอดมาก นักร้องนำ (เดฟ ไฮเนส) แม่งโคตรมหัศจรรย์ เดฟ เป็นนักร้องผิวสีชาวอังกฤษแต่มาทำเพลงที่อเมริกา บนเวทีวันนั้น เดฟทั้งร้อง ทั้งเต้น (เต้นจริงๆค่ะ แทงโก้ แท็ป) สลับกับมาเล่นคีย์บอร์ด สลับไปตีกลอง ต่อด้วยเล่นเบส กีตาร์ แล้วมันสุดยอดทุกอย่าง แบบ โอ้ย แม่งโคตรเท่ ตอนนั้นเราตะลึงมากๆว่า นี่มันวงบ้าอะไรวะเนี่ย เลยหยิบไลน์อัพมาดูแล้วเสิร์ชกูเกิ้ลเดี๋ยวนั้นเลย แม่งโคตรเท่จริงๆ คือ 1 ชั่วโมงนี่สุดทุกวินาทีเลย


    หลังจากนั้นเป็น YUNA ศิลปินสาวชาวมาเลเซียที่ดังในหมู่นักฟังเพลง (ดังในระดับยุโรป) แต่ก็เป็นอีกคนที่เราไม่รู้จัก ไปรู้จักเอาที่งานนั่นแหละ YUNA เป็นดิว่าที่เสียงร้องโดดเด่นมาก ร้องเพลงภาษาอังกฤษ แม้น้องที่ไปด้วยกันจะมองว่าเพลงเธอมันแนวคล้ายๆกันทุกเพลงไปหน่อย แต่สำหรับเราถือว่าเพลงเธอดีมาก ตรงที่เราพึ่งรู้จักเธอครั้งแรก ยังฟังเธอไม่เบื่อเลย แถมเธอยังมีแฟนเกิร์ลเยอะมากๆ ตรงที่เรายืนนี่ก็แฟนยูนามาตะโกนเรียกเธอตลอดทั้งคอนฯ พอช่วงเธอร้องเพลงมาเลฯนี่แฟนๆคลั่งกันไปเลย (แต่เธอร้องเพลงมาเลฯเพราะมาก เราร้องตามได้เลยแม้จะฟังครั้งแรก เพลงดี๊ดี)

    และวงที่รอคอยก็มาถึงค่ะ คือ Sigur Ros เตรียมขึ้น

    จากเวทีที่มีแค่เครื่องดนตรีแบนด์ไม่กี่ชิ้นของยูนา ตอนนี้ถูกยกออกไปหมด (ศิลปินเตรียมมาของใครของมันอยู่แล้วค่ะ สำหรับคนที่ไม่เคยทราบมาก่อน) แล้วเครื่องดนตรีที่เยอะมากๆของ Sigur Ros ก็ถูกขนเข้ามา จนเรางงมากๆว่า เห้ย มากันกี่คนวะ ทำไมเครื่องดนตรีมันเยอะแบบนี้ ทั้งเสตจทั้งเสาทั้งกลองทั้งคีย์บอร์ดอะไรต่อมิอะไร มันเยอะแยะไปหมด แทบไม่มีที่ยืนแล้ว เราขนลุกตั้งแต่ตอนนั้น เพราะมันดูอลังการมากจริงๆ สุดท้ายพอได้เวลา ไฟบนเวทีก็ดับลง สต๊าฟฟ์เดินลงไป Sigur Ros กำลังจะขึ้นแล้วค่ะ
  • 4. Sigur Ros


    ทั้งชีวิตนี้เรามีวงที่เราชอบมากๆอยู่ 5 วงค่ะ แบบที่ขอดูใหได้ก่อนตาย
    เราดู X-Japan มาแล้ว ดู Green Day มาแล้ว
    เหลือ Red Hot Chilli Peppers, Sigur Ros แล้วก็ Pay Money To My Pain

    พอตั้งเป้าสำคัญไว้แบบนั้น
    วินาทีที่เราได้ดู Sigur Ros กับตา พวกเขาแสดงสดอยู่ตรงหน้าเรา มันสุดยอดจนน้ำตาซึมเลยค่ะ



    เนินชมคอนเสิร์ตที่ Fort Canning เป็นแบบเนินสโลป เพราะฉะนั้นมันจะคล้ายกับการดูคอนเสิร์ตแบบโรงหนังค่ะ แทบไม่ค่อยมีหัวใครบังกัน ทัศวิสัยดี เราเลือกจุดตรงกึ่งกลางพอดี เห็นคอนเสิร์ตได้ชัดเจน พอเพลงเริ่ม เราขนลุกแล้วขนลุกอีก

    ทั้งสามคนโผล่ขึ้นมาพร้อมกันบนเสตจบนสุดก่อน Orri กับ Georg ตีซินธ์ Jonsi ยืนตีด้วยร้องด้วย วิชวลบนจอขึ้นเป็นแนวอัศจรรย์จักรวาล อวกาศ หลุมดำ อะไรทำนองนั้นเราอธิบายไม่ถูก แต่มันสวยมากๆ คือมันเข้ากับเพลงมาก มันเลยดูสวยที่สุดเท่าที่เราเคยเห็น บางเพลงวิชวลขึ้นมาพร้อมเพลงนี่ลืมหายใจเลยค่ะ คนครางฮือกันหมดเลย เพราะแม่งสวยจริง กลางเวทีมีเสาไฟที่มีไฟวิ่งตามจังหวะเพลงอยู่ ไอ้เสาบนเวทีนี้ของเล่นสำคัญของคอนเสิร์ตเลย เพราะบางจังหวะนี่แม่งเหมือนหลุดไปในอวกาศจริงๆ ไม่มีอะไรตื้ดเลยค่ะ แต่บรรยากาศกับเสียงจอนซี่มันสุดยอดจริงๆ

    เซ็ตลิสต์ที่แฟนๆไปดึงมาจากหน้าเวทีค่ะ เห็นพื้นโคลนนั่นไหม? 55555

    เพลงแรกที่เล่นคือเพลง staralur กับ Sæglópur พอช่วงท่อนอินโทรที่พวกพี่เขาตีซินธ์กันเสร็จ ช่วงบริดจ์ พี่เขาก็ลงมาที่เครื่องดนตรีของใครของมันค่ะ จอร์จไปคล้องเบส จอนซี่คว้ากีต้าร์กับคันสี ออริลงมาที่กลองชุดที่มีคีบอร์ดอยู่ติดกันด้วย (ค่ะ ออรีเขาตีกลองไปด้วย เล่นคีย์บอร์ดไปพร้อมกันด้วย ตอนดูสดนี่แม่ง อ้าปากค้างเลย)

    เรื่องเพลงไหนเป็นเพลงไหน สารภาพว่าตอนดูคอนเสิร์ต เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำ รู้แค่ว่าเพลงนี้จบอีกเพลงขึ้นแล้ว มันก็ดีซ้ำแล้วซ้ำอีก ดีจนเราคิดว่า นี่ยังขนลุกกว่านี้ได้อีกเหรอ มีอยู่เพลงหนึ่งเราไม่แน่ใจว่าเป็นเพลงอะไร แต่จอนซี่ทิ้งท้ายด้วยการลากเสียงยาวประมาณนาทีกว่าๆ อาจนานกว่านั้นเราจำไม่ได้ แต่ที่จำได้คือเราตกใจ เพราะมันนานจนเรากลัวจอนซี่หายใจไม่ทันแล้วชักตายไปตรงนั้น นานจนเราต้องมองหน้าคนที่มาด้วยกันแล้วถามว่า ลิปซิ้งเหรอวะ คนปกติไม่น่าจะลากเสียงได้นานขนาดนี้ แต่จอนซี่ไม่ใช่คนปกติ และไม่ใช่แค่เรา แค่ทุกคนเริ่มหันมองหน้ากัน

    จนกระทั่งจอนซี่ปัดไมค์ออก เสียงเหือดหายไป
    แล้วทุกคนข้างล่างก็กรีดร้อง ส่งเสียงเฮกันดังสนั่น

    จอนซี่แม่งยอดมนุษย์จริงๆ
    พูดถึงยังขนลุกไม่หายเลย


    เพลงของ Sigur Ros ส่วนใหญ่จะค่อนข้างยาว และใช้พลังเยอะมากในการแสดงสด อีกคนที่เราไม่เคยคิดว่าจะเจ๋งขนาดนี้คือ Orri คือเรารู้ว่าเขาอัจฉริยะ แต่พอมาเห็นด้วยตาตัวเองก็สตั๊นไปเลย เพราะตีกลองได้โหดสัสมาก มันไม่ใช่ว่ากระเดื่องจากนรกอะไรขนาดนั้น คือเป็นการตีที่ดุเดือดและหนักแน่นมาก การยกไม้ขึ้นสูงแล้วฟาดลงไปที่กลอง มันโหดร้ายทารุณจนเราปวดหัวใจเลย แม่งหล่อเกินไป คือนี่แพ้มือกลอง มันหล่อและเก่งขนาดนี้ไม่ได้โว้ย


    เหมือนออริจะทำร้ายจิตใจเราไม่พอ คือนอกจากจะตีกลองได้โหดมากๆแล้ว แม่งหันมาเล่นคีย์บอร์ดสลับกับตีกลองด้วย มึงบ้าไปแล้ววววว คือแม่งเทพสัสมากๆ แล้วตีละเอียดมาก และเมโลดี้คีย์บอร์ดก็พลิ้วมาก ไม่มีอะไรสะดุดเลยสักอย่างเดียว สิ่งที่ต้องชมเชยอีกอย่างคือ การมิกซ์เสียงบนคอนเสิร์ตมันดีมากๆ เสียงทุกอย่างชัดมาก ไม่มีเสียงสะท้อนหรือเสียงหายเลย คือได้ยินเสียงเครื่องดนตรีโคตรชัด แม้แต่เสียง broom drum stick ยังชัดแจ๋ว แม่งโหดทุกสิ่งจริงๆคอนเสิร์ตนี้



    นอกจากเล่นของเล่นบนเวทีแล้ว เขายังมียิงแสงสีเสียงตระการตาฝังลูกนิมิตรมากกับวิชวลบนตึกด้วย และอย่างที่เราบอกไปข้างต้นว่า เราเองจำเพลงไหนเป็นเพลงไหนไม่ได้เลย แต่จำได้ว่า มันมีโมเมนท์นึงที่มันดีมากจนเราปาดน้ำตาเลย คือ จอนซี่พี่เขาไม่ได้โชว์ลากเสียงอะไรนะ แต่มันเป็นเพลงและวิชวลบนเวที มันพาเราหลุดมาก เหมือนหายไปอยู่อีกโลกนึงเลย มันเข้ากันได้ดีมากกับเพลง (เปล่าค่ะ นี่ไม่ได้ขี้เหล้าเมายาอะไรไปก่อนเลย 5555) นอกจากนั้นอย่างที่หลายคนทราบว่า จอนซี่ไม่ได้มีดีแค่เสียงร้องและลักษณะการร้องที่โคตรยูนิค แต่ฝีมือการเล่นกีตาร์เขาก็ไม่เป็นรองใครค่ะ



    เอกลักษณ์ของจอนซี่คือการใช้คันสีไวโอลีนมาสีกีต้าร์ค่ะ เราเคยคิดว่า ตอนไปฟังจริงแม่งต้องน่ารำคาญมากแน่ๆ แต่จริงๆแม่งดีมากๆ ทั้งที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่งถูกโน๊ตหรือถูกคีย์หรือเปล่า แต่มันเป็นเสียงโหยหวนที่รวดร้าวแต่ละมุนละไมมาก งงเหมือนกันมันเป็นแบบนั้นได้ไง แต่มันก็มีบางซีนเหมือนกันที่เราแบบรู้สึกว่า พี่หยุดมะ จอนซี่ น้องไม่ไหวแล้ว มันจะไฮเกินไปแล้ว ลอยไปแล้ว หยุด หยุดเถอะ ได้โปร๊ดดดดดดดดดดดด แล้วในที่สุดพี่เขาก็หยุดให้ เป็นอีกจุดหนึ่งที่เรารู้ว่า เขาไม่ได้ลิปซิ้งหรือแบคอัพแทร็คอะไรเลย เพราะเสียงกีตาร์ที่พี่เขาโยนทิ้งไว้แม่งหอนบาดหูมาก

    (หมายเหตุ คอนเสิร์ต Sigur Ros ไม่มีเรื่องของการเสพย์สารเสพย์ติดอะไรทั้งสิ้นนะคะ เดี๋ยวคนเห็นว่ามีไฮๆ ลอยๆอะไรไปทางแนวนั้นหรือเปล่า คำตอบคือไม่ค่ะ เมาดนตรีกันล้วนๆ เราแค่ยืมคำมาใช้ให้มันดูเข้ากับฟีลเฉยๆ)

    เมื่อถึงเพลงสุดท้ายที่แฟนๆรู้แล้วว่ามันจะจบแล้วแน่ๆ เพราะดูจากเวลา ทุกคนก็พร้อมใจกันส่งเสียงว่า
    'Hoppipolla'
    ซึ่งเป็นเพลงที่น่าจะดังที่สุด และ แมสที่สุด (หมายถึงเป็นที่รู้จักในวงกว้าง) ที่สุดของวง
    แฟนๆส่งเสียงกันอยู่นานมาก แต่อีวงก็ไม่สนใจเลยค่ะ สุดท้ายคืออออออออออออออออออ
    มาถึงนี่ แต่ไม่ได้ฟังเพลงที่ดังที่สุดแบบ 'Hoppipolla'

    แม่ง โว้ยยยยยย มาก 555555555

    เชื่อว่าทุกคนก็รู้สึกโว้ยเหมือนกัน เพราะเพลงนั้นมันดีมากจริงๆ แต่เพราะคอนเสิร์ตมันสุดยอดมากๆแล้ว เราเลยไม่ได้ติดใจอะไรกันขนาดนั้น สุดท้ายยังทำเหมือนมีเซอรืไพรซ์นะ คือทุกคนออกมารวมตัวกัน คิดว่าจะอังกอร์อะไรเหรอ ไม่ค่ะ พี่เจ้าของคอนเสิร์ต NL เขาควง Sigur Ros มาดื่มแชมเปญฉลองความสำเร็จ และจบคอนเสิร์ต Neon Light 2016 และพบกันใหม่ปี 2017 นั่นเอง 55555555



    เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว แต่จริงๆก็ไม่รู้จะอธิบายความสุดยอดของ Sigur Ros ให้คนที่ไม่ได้ไปฟังด้วยกันตรงนั้นให้เข้าใจได้ยังไง วันนั้นมีคนไทยไปเยอะมาก คนที่อยู่ด้านหน้าเราก็คนไทย น่าจะเป็นเหมือนกับเรา คือไม่รู้จะอธิบายความสุดยอดในวันนั้นได้อย่างไร

    ทั้งอากาศที่เป็นใจ ทั้งพื้นเละๆที่เหยียบยืน ทั้งวงดนตรีที่ไร้คำบรรยาย

    Sigur Ros ในเกือบชั่วโมงสุดท้ายของคอนเสิร์ต Neon Light วันนั้น
    มันสุดยอดในความทรงจำจริงๆ

    กับ Sigur Ros มันไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน
    แล้วพบกัน

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in