LION'S HEART หัวใจสิงห์savedbywolf
ตอนที่ 8




  • LION'S HEART l หัวใจสิงห์
    ตอนที่ 08


    วันเสาร์มาเร็วกว่าที่เซฮุนคาดไว้มาก

    เด็กหนุ่มใช้เวลาช่วงเช้าหมดไปกับการกังวลและตื่นเต้นกับงานเลี้ยงที่กำลังจะมาถึง อีกทั้งเพื่อนทั้งสองของเขาก็ไม่อยู่บ้าน ซื่อซุนและสาวน้อยคนเดียวของบ้านออกไปเรียนว่ายน้ำด้วยกันตั้งแต่เช้า กว่าจะกลับมา เขาก็คงต้องออกไปงานแล้ว เซฮุนจึงได้แต่ใช้เวลาเล่นกับเจ้าบราวน์อยู่หลายชั่วโมงและค้นพบความจริงอันน่าทึ่งว่าบราวน์เป็นหมาที่ชอบเล่นดินมากเพียงใด ช่วงเที่ยงเด็กหนุ่มจึงตัดสินใจอาบน้ำให้เจ้าตัวใหญ่แทนเจ้านายตัวจริงของมันและระวังไม่ให้บราวน์ออกนอกบ้านไปคุ้ยต้นไม้อีกรอบ

    เกือบสี่โมงเย็นบรรดาผู้ใหญ่ในบ้านก็กลับมาพร้อมกับชุดสูทของเขาและจงอิน สาวใช้รับชุดของเจ้านายคนเล็กของบ้านขึ้นไปเก็บอย่างรู้หน้าที่ ก่อนคุณจูยอนจะเอาชุดของเขามาให้ด้วยตัวเอง เธอถามย้ำอยู่สามรอบว่าเซฮุนต้องการความช่วยเหลือใดๆหรือไม่ เขาได้แต่ตอบปฏิเสธไปแต่ไม่กล้าบอกว่าเขาคุ้นเคยกับการใส่ชุดสูทมาตั้งแต่ยังเด็ก ก่อนที่เธอจะแยกไปแต่งตัวบ้าง

    สี่โมงครึ่ง เซฮุนอาบน้ำก่อนจะแต่งตัวและทาแป้งกับลิป บาล์มบางๆเพียงเท่านั้น ด้วยความโชคดีที่ตั้งแต่ยังหนุ่ม เขาไม่เคยมีปัญหาผิวเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นมันจึงง่ายมาก แล้วจึงแต่งทรงผมด้วยมูสเพื่อให้มันอยู่ทรง เขาพร้อมในตอนห้าโมงสิบห้านาทีเป๊ะ ร่างสูงโปร่งกำลังยืนแตะน้ำหอมที่ข้อมืออยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง จู่ๆเสียงตึงตังก็ดังขึ้นจากห้องข้างๆ

    เซฮุนอดไม่ได้ที่จะเดินไปชะโงกหน้าดูเพราะประตูห้องที่เชื่อมกับห้องของเจจากฝั่งเขาถูกเปิดทิ้งไว้ตั้งแต่เช้า เขาเห็นจงอินที่กำลังยืนหันหลัง ควานหาอะไรบางอย่างใกล้ๆกับเตียงของลูกสาว ความคิดแรกของเซฮุนก็คือ จงอินกลับบ้านมาตั้งแต่ตอนไหน แถมยังดูเหมือนเจ้าตัวได้อาบน้ำและแต่งตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย ก่อนจงอินจะเป็นฝ่ายชะงักเสียเองเมื่อหันมาเห็นว่าเซฮุนยืนอยู่ที่หน้าประตูเชื่อม

    “หาอะไรอยู่เหรอครับ”

    “หูกระต่ายน่ะ” จงอินหันมาตอบก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาหาต่อ “คืนก่อน ผมให้เจเอามาเล่นแล้วก็ลืมเก็บ คุณเห็นบ้างไหม”

    เซฮุนเลิกคิ้ว สังเกตเหมือนกันว่าชายหนุ่มยังแต่งตัวไม่เรียบร้อยดี แต่ทรงผมกับใบหน้า ก็ถูกจัดการโกนหนวดและเซ็ทผมเปิดหน้าผากเสียจนหล่อบาดใจกว่าปกติเป็นที่เรียบร้อย “เหมือนเห็นแวบๆอยู่ในลิ้นชักของเล่นน่ะครับ” เขาว่าก่อนจะเดินไปเปิดลิ้นชักดูและพบของที่จงอินตามหาอยู่ในนั้นจริงๆ

    “ผมช่วยไหมครับ” เด็กหนุ่มถามอีกครั้งพร้อมกับชูหูกระต่ายในมือขึ้น

    “ไม่ต้องก็ได้”

    “ให้ผมใส่ให้เถอะครับ สูทชุดละสองพันดอลลาร์ถ้ายับมันจะดูไม่หล่อเอานะ จงอิน” เซฮุนว่ายิ้มๆ

    ร่างสูงใหญ่นิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเป็นฝ่ายก้าวเข้ามาหาเสียเอง ใบหน้าหล่อจัดนิ่งสนิทจนเซฮุนคิดว่าจงอินจะปฏิเสธอีกรอบ แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร ชายหนุ่มกลับยื่นหน้าเข้ามาใกล้ แกล้งทำกระซิบกระซาบเสียงเบาใกล้ใบหูเสียจนต้องหดคอหนี “ใครบอกสองพัน ... สามพันดอลลาร์ต่างหาก”

    เซฮุนหลุดหัวเราะในทันที ให้ตาย ใครบอกคิม จงอินไม่มีเสน่ห์ เขาจะเถียงให้ขาดใจเลยคอยดู “สามพันก็สามพันครับ มาเถอะ ผมใส่ให้แปบเดียว”

    “โอเค”

    คราวนี้เป็นจงอินเองที่ยอมง่ายๆและมันก็ทำให้เด็กหนุ่มมีรอยยิ้มน้อยๆติดใบหน้าขาวจัด ตั้งแต่ตอนแต่งตัวเสร็จ ลงไปทักทายผู้ใหญ่ ขึ้นรถและไปถึงงานโดยสวัสดิภาพเลยทีเดียว




    เมื่อมาถึงงาน ...

    น่าแปลกใจที่งานไม่ได้ดูเคร่งเครียดอย่างที่เซฮุนนึกกลัว เหมือนปาร์ตี้สังสรรค์ระหว่างผู้ร่วมลงทุนทางธุรกิจเสียมากกว่า แขกเหรื่อทุกคนทานดินเนอร์พร้อมกันหลังจากท่านหัวหน้าพรรคกล่าวเปิดงานและขอบคุณผู้สนับสนุน จากนั้นก็แยกไปที่โต๊ะตามที่ถูกจัดไว้ให้ มีดนตรีเพราะๆคอยบรรเลงคลอไปตลอดทั้งงาน สถานที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหราแต่กลับดูสะดวกสบายไปพร้อมๆกัน บรรยากาศดูผ่อนคลายราวกับเจ้าของงานเชิญกลุ่มคนที่คุยกันถูกคอมาร่วมทานดินเนอร์เพียงเท่านั้น

    ดูจากสีหน้าของลู่หานที่คอยมองเขาอยู่ไม่ให้คลาดสายตาในช่วงแรกๆ เด็กหนุ่มก็เกร็งจนเกือบจะทำน้ำหกใส่สูทของตัวเอง แต่เพราะมีจงอินอยู่ใกล้ๆและคำสัญญาว่าเขาจะไม่มีทางทำให้ชายหนุ่มผิดหวัง เซฮุนก็เริ่มผ่อนคลายจนค่อยๆปรับตัวให้ไหลไปกับบรรยากาศได้ในที่สุด

    ครึ่งชั่วโมงต่อมา เซฮุนก็รู้ตัวว่าเขาสอบผ่านฉลุยเกี่ยวกับเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารเป็นที่เรียบร้อย ลู่หานไม่ได้ยิ้มหรือดูเป็นมิตรมากกว่าแต่ก่อน แต่ด้วยความช่างสังเกตของตัวเอง การที่ชายหนุ่มคอยพยายามดึงเขาให้เข้าไปมีส่วนร่วมในสนทนาเรื่องเบาๆทั่วไปบนโต๊ะอาหารนั้น ทำให้เด็กหนุ่มเบาใจไปครึ่งหนึ่งอย่างเหลือเชื่อ

    เพราะคนอย่างลู่หาน ถ้าหากไม่แน่ใจว่าเขาเอาอยู่ ชายหนุ่มคงไม่เสี่ยงให้เซฮุนเปิดปากพูดแล้วทำให้ผู้ใหญ่ในพรรคเสียหน้าหรอก หลังจากทานอิ่ม เด็กหนุ่มก็อารมณ์เบิกบานมากกว่าปกติเพราะความเป็นมิตรและเจ้าชู้นิดๆของโด คยองซู ช่วยสร้างบรรยากาศให้กับทุกคนบนโต๊ะ หลายครั้งที่เพื่อนคนนี้ของจงอินแซวคุณจูลส์เสียจนเธอไปแทบไม่เป็น แต่ก็เป็นลู่หานอีกนั่นแหละ ที่ช่วยแก้สถานการณ์ได้ทุกครั้ง
    และวันนี้เองที่เซฮุนได้เรียนรู้ว่าผู้ชายหน้าไม่รับแขกซึ่งคอยเดินเคียงข้างจงอินอยู่ทุกวันนั้น แท้จริงแล้วเขาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร เจ้าตัวก็แค่มีกำแพงหนาๆและเข้าถึงยากมากกว่าคนปกติ

    “งานวันนี้ดูสบายๆมากเลยนะครับ ผมสนุกมาก”

    “งานนี้เป็นงานเลี้ยงขอบคุณผู้สนับสนุนของพรรคน่ะ มันจะมีอะไรมากกว่าการมาเลี้ยงขอบคุณล่ะ หื้อ”
    จงอินพูดน้ำเสียงติดจะขบขัน เซฮุนมองใบหน้าของคุณพ่อลูกหนึ่งนิ่งๆแต่ก็ตัดสินใจที่จะยิ้มระหว่างเปลี่ยนไปมองลู่หานที่ตอนนี้เขากำลังยืนเคียงข้างจูลส์ พูดคุยกับแขกซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนสำคัญอยู่กลางห้อง

    ฝ่ามือของชายหนุ่มวางแนบกับแผ่นหลังของเธออย่างเป็นธรรมชาติระหว่างพูดคุยตามหน้าที่คล้ายกับอาการแสดงความเป็นเจ้าของในตัวหญิงสาว แต่เซฮุนรู้ดีว่าไม่ใช่ เพราะเขาคิดว่ามันคืออาการปกป้องเพศที่อ่อนแอกว่าโดยสัญชาติญาณเสียมากกว่าเพราะตอนนี้ในกลุ่มคนที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น มีจูลส์เพียงคนเดียวที่เป็นผู้หญิงท่ามกลางวงล้อมของผู้ชายทั้งหมด และด้วยความเป็นผู้นำหรือความเป็นผู้ชายของลู่หาน อะไรก็แล้วแต่ ตามสัญชาติญาณแล้ว ถึงแม้ผู้หญิงเก่งอย่างจูลส์จะไม่จำเป็นต้องให้ใครมาทำอะไรเพื่อเธอเลยก็ตาม แต่เขาก็คิดว่ามันเป็นทั้งหน้าที่ของทั้งจงอินและลู่หานที่ต้องปกป้องเธอ

    “นอกจากครอบครัวของคุณโด คยองซูแล้ว ผมเห็นแต่เพื่อนๆของคุณพ่อคุณแม่ของคุณกับคุณจงฮุนมาร่วมงาน แล้วผู้สนับสนุนหลักของทีมคุณล่ะครับจงอิน พวกเขาไม่มาเหรอ”

    จงอินยิ้ม ดูเหมือนชายหนุ่มจะพอใจกับความช่างสังเกตของเขาอยู่ไม่น้อย “คุณนี่หูตาไวแบบที่ผมคิดไว้ไม่มีผิดเลยนะ ผมอยากได้คนแบบคุณเป็นลูกศิษย์เป็นบ้า เจ้าพวกนั้นน่ะ ทำผมปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน”

    เซฮุนหัวเราะ ร่างสูงโปร่งยืนนิ่งก่อนจะยิ้มอย่างมีมารยาทให้กับหญิงสาวที่เพิ่งเดินผ่านไป “ก็พวกเขายังเด็กนี่ครับ คนที่จะประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อยๆมีแค่หนึ่งในร้อย ต่อให้เป็นคุณเองก็ตาม สมัยหนุ่มๆ ทั้งคุณ ทั้งคุณลู่หานก็เอาเรื่องเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ”

    “นั่นสินะ” ชายหนุ่มยิ้มกว้าง ชอบใจกับคำตอบมากเพียงใดคงไม่ต้องให้ใครมาบอก

    “อย่าเฉไฉสิครับ จงอิน ตอบคำถามผมดีๆสิ” เซฮุนว่าให้เสียงอ่อน

    “ผู้สนับสนุนหลักดั้งเดิมตั้งแต่สมัยผมเริ่มทำงานใหม่ๆ มีอยู่สามคน ... ไม่สิ ต้องบอกว่าสามทางใหญ่ๆ ก็อย่างที่คุณเห็นนั่นแหละ ผมโชคดีที่ครอบครัวพอมีเส้นสายอยู่บ้าง” เสียงนุ่มทุ้มเล่าเรื่อยๆ จงอินพูดเหมือนตัวเองไม่ได้มีอะไรพิเศษกับการใช้คำว่า มีเส้นสาย ‘อยู่บ้าง’ แต่เซฮุนกลับอยากจะแย้งใจจะขาด

    ระดับจงอินน่ะเหรอ จะมีเส้นสายอยู่บ้าง

    ไม่มีทาง อย่างจงอินน่ะ ต้องเรียกว่า เส้นใหญ่ ด้วยซ้ำ

    “... ตอนผมเริ่มทำงานใหม่ๆ ก็เป็นธรรมดาล่ะนะ ที่ผู้คนจะสงสัยในความสามารถของผม แต่อย่างที่บอก ผมโชคดีเพราะผู้สนับสนุนหลักทั้งสามเชื่อในตัวผมว่าจีเอ็นพีในยุคของคนรุ่นใหม่จะไม่ทำให้คนผิดหวัง ซึ่งทางแรกคือคยองซู เจ้านั่นเป็นเพื่อนกับพวกเรามาตั้งแต่สมัยเรียน เขาพร้อมที่จะสนับสนุนผมอยู่แล้วเพราะเราก็เริ่มโตไปด้วยกันนี่แหละ อีกอย่างพ่อของเจ้านั่นก็เคยเป็นนายทหารระดับผู้บัญชาการเหมือนพ่อและพี่ชายของผม ระหว่างผมกับเขา ถ้าตัดความเป็นเพื่อนออกไป ความสัมพันธ์ในเชิงธุรกิจของเราถือว่า วิน – วิน ด้วยกันทั้งคู่ ตอนนั้นเขาก็เพิ่งเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง เข้ามาเทค โอเวอร์กิจการครอบครัวได้ไม่นาน ถ้าหากผมโต เขาก็จะโตไปด้วย กับคยองซูเลยง่ายที่สุด”

    “ครับ ...” เด็กหนุ่มพูดพร้อมพยักหน้า ไม่ขัดเพื่อให้จงอินเล่าต่อได้อย่างสบายๆ

    “ทางที่สองก็คือ คิม เอ็นเตอร์ไพรส์”

    “คิม เอ็นเตอร์ไพรส์?” เซฮุนถามทวน “กลุ่มธุรกิจในเครือตระกูลคิมกับโอ กรุ๊ปน่ะเหรอครับ?”

    “รู้จักด้วยเหรอเรา” จงอินถามด้วยความประหลาดใจ

    “โธ่ จงอิน ผมก็ต้องรู้จักสิครับ” เซฮุนว่า ทำหน้านิ่ว คิ้วขมวดแบบไม่ได้จริงจังอะไรนัก “ผมตามอ่านข่าวสารบ้านเมืองตลอดนะ วันก่อนยังมีข่าวแซวท่านประธานคิมอยู่เลย ว่าช่วงหลังๆตั้งแต่ที่เขากลับมาคืนดีกับภรรยา คุณคิมดูเหมือนจะเลือกใส่แต่เสื้อผ้าของแบรนด์ทอม ฟอร์ด โดยเฉพาะพวกชุดสูทเพราะเป็นแบรนด์ที่ภรรยาของเขาชอบมาก ถ้าเขาทำขนาดนั้นเพื่อเอาใจภรรยาจริงๆ ผมว่าคู่นี้เขาก็น่ารักดีนะครับ แต่ผมคิดไม่ถึงว่าครอบครัวคิมจะเล่นการเมืองด้วย เท่าที่ทราบดูเหมือนพวกเขาจะสนใจแต่การลงทุนอย่างเดียว”

    “ก็ไม่เชิงเล่นการเมืองหรอก แต่คนระดับนั้น ก็ต้องมีเขี้ยวเล็บเก็บไว้บ้างเป็นธรรมดา” จงอินพูดยิ้มๆ ชายหนุ่มกระตือรือร้นอยากจะคุย ดวงตาเป็นประกาย ทำให้เซฮุนตื่นเต้นไปด้วย

    “เศรษฐกิจกับการเมือง บางครั้งมันก็ต้องไปด้วยกันนะ ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งล้ม มันก็จะล้มตามๆกันไปหมด อันที่จริงคุณคิม เขาไม่แตะเรื่องพวกนี้หรอก รายนั้นเขาเกิดมาเพื่อเป็นนักลงทุนจริงๆ หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด ผมนับถือเขามากเพราะเขาสร้างตัวมาจากคนที่ไม่มีอะไรเลย ถ้าจะลงทุนซื้อที่ดินสักผืน ก็ต้องไปปรึกษาเขาล่ะ อีกอย่างรสนิยมการฟังเพลงของเราก็คล้ายๆกันด้วย”

    ชายหนุ่มหยุดพูดก่อนจะหัวเราะ “... แต่คนที่ดึงเขาเข้ามาในวงการการเมืองก็คือคุณโอ ซึงฮยอน พ่อตาของเขาน่ะ ครอบครัวโอเป็นตระกูลเก่าแก่ จะมีเส้นสายกับนักการเมืองดังๆมันก็ไม่แปลก”

    “แล้วทำไมวันนี้เขาไม่มาล่ะครับ”

    “ภรรยาเขาเพิ่งคลอดลูก” จงอินพูดสบายๆ “คนที่สองแล้วนะ หน้าตาน่ารักเชียว คนนี้เป็นเด็กผู้หญิง ดูท่าจะได้คุณหนูโอมาเต็มๆ”

    “ดีจังเลยนะครับ อีกไม่นาน น้องเจจะได้มีเพื่อนเล่นเพิ่ม”

    “น่าเสียดายนะที่เขาไม่ได้มาวันนี้ ไม่งั้นคุณอาจจะได้เจอลูกชายคนโตของเขาด้วย โฮปทำให้ผมอยากมีลูกชายอีกสักคน ครอบครัวนี้เขารักกันดี ใครอยู่ใกล้ๆก็มีความสุข”

    เซฮุนถึงกับนิ่งไปพักหนึ่ง ...ก่อนจะทำใจกล้า วางฝ่ามือบนต้นแขนของชายหนุ่มราวกับจะปลอบใจ แต่จงอินกลับยิ้มน้อยๆ ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นมาแตะหลังมือของเขา บอกโดยไม่ต้องใช้คำพูดว่า เจ้าตัวไม่ได้เป็นอะไรเลย

    “ตอนนี้คิม เอ็นเตอร์ไพรส์กำลังโตอย่างรวดเร็วในปูซาน การมีครอบครัวคิมเป็นผู้สนับสนุนหลัก อีกไม่นานจีเอ็นพีในยุคของพี่จงฮุนก็จะได้ปูซานมาอยู่ในมือด้วยเช่นกัน”

    เซฮุนพยักหน้าด้วยรอยยิ้มก่อนจะถามต่อ “แล้วทางที่สามล่ะครับ”

    “ทางที่สาม เรียกได้ว่า เขาเป็นผู้มีพระคุณของผมเลยนะ ผมเรียกเขาว่าพี่ชายได้เต็มปากเต็มคำด้วยซ้ำ ...”

    จงอินพูดด้วยดวงตาเป็นประกายยิ่งกว่าเดิม ก่อนชายหนุ่มจะขยับตัวแล้วค่อยๆดันหลังให้เซฮุนหันไปมองภาพถ่ายขนาดใหญ่ซึ่งถูกติดอยู่หน้าทางเข้าห้องจัดเลี้ยงภายในที่ทำการพรรค “คุณเห็นรูปนั้นไหม วิวสวยๆในรูปนั้นคือ ไร่โอ ไว้วันไหนถ้ามีโอกาส ผมจะพาคุณไปเที่ยวที่นั่นก็แล้วกัน ผู้มีพระคุณของผมเขาเป็นเจ้าของไร่นั้น”

    “ฝูงแกะในรูปคือของจริงใช่ไหมครับ”

    “ของจริงสิ รับรองว่าคุณจะต้องชอบ ที่นั่นมีทั้งแกะ ทั้งม้าแล้วก็ทุ่งลาเวนเดอร์ เดซี่ กุหลาบพันธุ์หายากก็มีนะ พันธุ์สวยๆแปลกๆที่คุณแม่ผมได้มาเพาะในเรือนกระจก พี่เขาก็ให้มาทั้งนั้น เวลาผมลงใต้ทีไร ก็ต้องแวะเข้าไปพักผ่อนที่นั่นสักสองสามคืนทุกครั้ง” เด็กหนุ่มตาโต ในหัวจินตนาการถึงสิ่งที่จงอินพูด คงจะสวยน่าดูอย่างที่เจ้าตัวอวดเชียวล่ะ

    “… จริงอยู่ ที่ผมมีครอบครัวปูทางทุกอย่างให้หมดแล้ว แต่เมื่อก่อนน่ะ ผมบ้าเข้าขั้นอยู่นะ สมัยหนุ่มๆ ตอนนั้นผมยังไม่มีผลงาน พอเริ่มทำงานปุ๊บ ผมก็โดนโจมตีอย่างหนัก พวกเขาคิดว่าผมก็คงเป็นเหมือนลูกชายคนมีเงินทั่วไปที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ผมโกรธมากเชียวล่ะ แต่มากกว่าความโกรธคือผมอยากเอาชนะ คุณรู้ไหม ตอนนั้นผมทำไง ...”

    เซฮุนส่ายหัว ... เขามองใบหน้าหล่อจัด แต่ยิ่งมองก็ยิ่งถลำลึก

    “ผมก็ลาออกจากทุกตำแหน่งในจีเอ็นพีมันเลยไง”

    “จริงเหรอครับ?” เซฮุนตาโต ... จงอินนี่นะ จะมีมุมเลือดร้อนแบบนั้นด้วย ให้ตาย เขาคิดภาพไม่ออกเลย

    “จริงสิ ผมก็เคยเป็นวัยรุ่นมาก่อนนะคุณ อะไรที่คุณคิดว่าผมไม่เคยทำในตอนนี้ สมัยยังซ่า ผมทำมาหมดแล้ว” เจ้าตัวหัวเราะเสียงดัง “ตอนนั้น ผมลาออกแล้วเดินทางลงใต้ ตั้งใจจะไปเมืองใหญ่ที่คู่แข่งครองคะแนนเสียงข้างมากด้วยนะ แน่นอนว่าช่วงแรกๆที่ผมไป พยายามพิสูจน์ตัวเอง ผมโดนต่อต้านอย่างหนัก ที่นู่นผมมีแค่ทีมของผม ทั้งลู่หาน ทั้งจูลส์เห็นแบบนี้ทั้งสองคนก็เคยไปช่วยผมล้างคอกม้ามาแล้ว”

    เซฮุนยิ้มตามให้กับภาพในหัวอย่างอดไม่ได้

    “อยู่ที่นั่น ผมไม่มีพ่อ ไม่มีพี่ชาย ไม่มีใครทั้งนั้น ฐานเสียงของพวกเราอยู่ในเมืองหลวง ที่นี่จีเอ็นพียิ่งใหญ่แต่กับที่นั่น มันไม่ใช่ ลำบากจริง โหดจริง พวกผมเคยโดนต่อต้านจนถึงขนาดไม่มีที่จะนอน หันไปทางไหนก็ไม่มีใคร จนมีครอบครัวหนึ่งอ้าแขนปกป้องพวกเรา ก็เจ้าของไร่โอนี่แหละ ให้พวกเราเข้าไปอยู่ในไร่เป็นเดือนๆ ให้ข้าว ให้น้ำ พวกผม ...”

    จงอินเล่าเรื่อยๆแต่บนใบหน้ากลับมีรอยยิ้มราวกับเจ้าตัวกำลังดึงความทรงจำที่ดีที่สุดออกมา “พี่จงอินน่ะ เขาเชื่อในตัวผม เขาเชื่อว่าถ้าหากจีเอ็นพีเข้ามาพัฒนาพื้นที่ เมืองของเขาก็จะเจริญขึ้นไปด้วย เขามองเห็นสิ่งที่ชาวบ้านคนอื่นไม่แม้แต่จะเปิดใจมองด้วยซ้ำ เขาเป็นคนที่สอนผมทุกอย่าง เวลาลำบากขึ้นมาจริงๆแล้วจมไม่ลงมันจะเป็นยังไง เขาเป็นอาจารย์คนหนึ่งของผมก็ว่าได้ สอนว่าทำยังไงถึงจะชนะใจชาวบ้านที่นั่น เขาสอนให้ผมทำตัวกลมกลืน สอนให้ผมทิ้งความเป็นคนกรุง เดินเป็นกิโลๆเพื่อไปเคาะทุกประตูบ้านทักทายผู้ใหญ่ด้วยความนอบน้อม ตอนนั้นผมไม่คิดเลยว่ามันจะสำเร็จ แต่ก็ต้องทำเพราะมันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”

    * พี่จงอิน - ตัวละครจากฟิคคาวบอย *

    “แล้วมันสำเร็จไหมครับ” เซฮุนถาม

    “สำเร็จสิ” จงอินยิ้มกว้าง “เพราะผมไม่ได้เดินคนเดียวไง ตอนนั้นผมมีเขาเดินนำหน้า มีลู่หานกับจูลส์เดินข้างๆและมีทีมงานคนอื่นเดินตามหลัง มันสำเร็จเพราะเราทุกคนช่วยกันทำ ผมไม่ได้เดินอยู่คนเดียว ที่จริงผมแอบคิดนะ ว่าเขานั่นแหละ ที่เหมาะจะเป็นผู้นำชาวบ้านมากที่สุด แต่น่าเสียดายที่พี่จงอินเขาไม่ชอบอะไรวุ่นวาย จุดประสงค์ของเขาที่ช่วยเหลือผมเพราะอยากให้การเป็นอยู่ของผู้คนในเมืองนั้นดีขึ้น”

    เซฮุนคิด ... คนแบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้เขายังไม่หมดหวังในการใช้ชีวิตต่อไป

    “รายนั้นทั้งดี ทั้งดุ ...” จงอินพูดทันที “แค่บุคลิกของเขาก็ทำเด็กหนุ่มๆกลัวหงอแล้ว เขาใจกว้างด้วยนะ ที่ผมเคารพเขามากเพราะเขาไม่ได้พยายามควบคุมผมด้วย เขาสอนผมเหมือนเป็นน้องชายเขาคนหนึ่ง เขาให้ความรู้สึกเหมือนพี่จงฮุนเลยให้ตาย ผมคิดว่ามันคงเป็นข้อดีของคนที่เป็นพี่ใหญ่ เขาช่วยให้ผมเข้าถึงชาวบ้านได้ในตอนแรก แล้วพอผมทำได้ เขาก็ปล่อยให้ผมใช้วิธีของตัวเองในการซื้อใจคนต่อมา ถึงแม้เขาจะพูดตลอดว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเลยก็ตาม แต่ผมกลับคิดว่าถ้าเขาไม่ก้าวเข้ามาช่วยในตอนนั้น ผมคงไม่มีวันนี้เหมือนกัน”

    “คุณพูดซะทำให้ผมอยากเจอเขาเลยนะครับ”

    “สักวันคุณจะได้เจอเขาแน่นอน” ชายหนุ่มพูดด้วยความมั่นใจ “เขาเป็นเพื่อนที่ดีของครอบครัวผมมานานมาก ตั้งแต่ลูกชายของเขายังเล็กๆจนป่านนี้ซึงฮวานน่าจะโตเป็นหนุ่มแล้ว เขาเท่มากด้วยนะ ขี่ม้า แต่งตัวเหมือนคาวบอยในหนังของคลินต์ อีสต์วูดเลย”

    เซฮุนยิ้มจนตาปิดเพราะตอนนี้จงอินเหมือนเด็กน้อยที่กำลังพูดถึงไอดอลของตัวเองไม่มีผิด “คุณดูท่าจะชอบเขามากเลยนะ จงอิน”

    “ใครๆก็ชอบเขากันทั้งนั้น ไม่เชื่อก็ลองไปถามจูลส์ดูสิ เมื่อสิบกว่าปีก่อน เธอเคยหลงรักเขาหัวปักหัวปำมาแล้ว” เจ้าตัวพูดก่อนจะหัวเราะเป็นการตบท้าย

    “ห๊ะ” เด็กหนุ่มตกใจก่อนจะหันไปมองหญิงสาวที่ถูกพูดถึงแล้วหันกลับมามองจงอินอย่างไม่เชื่อสายตา “จริงเหรอเนี่ย ... แต่คุณจูลส์คงได้แอบรักฮีโร่ของคุณได้แค่เมื่อก่อนล่ะครับ ถ้าเป็นตอนนี้คุณลู่หานคงไม่ยอม”

    จงอินถึงกับชะงักไปในทันที ...

    และในตอนที่ชายหนุ่มเข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะสื่อ ใบหน้าหล่อจัดก็อมยิ้มน้อยๆ เพราะเซฮุนคิดว่าจงอินรู้ในสิ่งที่คนอื่นคิดว่าเจ้าตัวไม่รู้ พลางยกนิ้วชี้ขึ้นส่ายไปมา ราวกับจะบอกว่า เรื่องนี้อย่าเสียงดังไป




    จนถึงเวลางานเลิกทั้งจงอินและเซฮุนก็ก้าวขึ้นคาดิลแล็คคันงาม ก่อนจะพบว่ามีเพียงแค่พวกเขาสองคนที่จะโดยสารไปด้วยกันในค่ำคืนนี้ ลู่หานกับจูลส์แยกไปอีกคัน รวมทั้งท่านชูซอนกับคุณจูยอนและคุณจงฮุนกับภรรยาด้วย ต่างก็แยกไปในรถยนต์ส่วนตัวของตนทั้งสิ้น

    คิม จงอินเป็นชายหนุ่มที่มักจะซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองอยู่เสมอ เขาฉุกคิดถึงความจริงเกี่ยวกับตัวเองได้ในตอนที่มองเซฮุนก้าวขึ้นรถมานั่งเคียงข้างกับเขา ด้วยบุคลิกและการวางตัวของเด็กหนุ่มในค่ำคืนนี้ จงอินคิดว่าตัวเองจะไม่ผิดหวังกับอะไรก็ตามที่เขากำลังจะตัดสินใจทำลงไปในอนาคต

    เพราะตอนนี้ความรู้สึกอยากจะเริ่มต้นใหม่ กลับมาอีกครั้ง

    ด้วยความสัตย์จริง เวลารู้สึกดี หัวใจมันไม่เลือกหรอก

    พูดง่ายๆ เขาก็เริ่มรู้สึกดีกับเซฮุนเข้าให้แล้ว เพราะจงอินชอบที่อีกฝ่ายเป็นแบบนี้ พูดจานุ่มนวลแต่กลับทันคนอย่างเหลือเชื่อ ไม่เจ้าอารมณ์และมีเสน่ห์ในแบบที่เรียบง่าย เพราะจงอินไม่ชอบอะไรหวือหวา เขาไม่คาดหวังให้เซฮุนกลายมาเป็นอะไรในอนาคต เด็กคนนี้ฉลาด แต่เขายังไม่แน่ใจว่าเซฮุนจะเฉลียวด้วยหรือไม่ แต่ความมีชีวิตชีวาที่ค่อยๆออกมาจากตัวของอีกฝ่าย ทำให้ชายหนุ่มคิดได้ว่าเซฮุนดีเกินกว่าที่จะเป็นแค่ทางผ่านของใคร

    เหมือนเวลาเราปลูกต้นไม้ เริ่มตั้งแต่เพาะเมล็ดและค่อยๆมองดูมันเติบโต

    นานวันเข้าจากต้นไม้ที่โตมาจากดินก็เริ่มออกดอกก่อนจะบานเต็มที่ ล้อกับแสงตะวันเมื่อมาถึงจุดๆหนึ่งอย่างที่มันควรจะเป็น นั่นไม่ใช่ความรู้สึกสมบูรณ์แบบที่สุดของการเฝ้ารออะไรบางอย่างมานาน อย่างนั้นเหรอ?

    จงอินยอมรับกับตัวเองระหว่างนั่งเงียบๆ เขาคิดถึงสิ่งที่เขาเคยมี คู่คิด คู่ใจ สิ่งที่เขาเสียไปแล้ว การที่มีใครสักคนนอนอยู่เคียงข้างในยามไม่ค่ำคืน ไม่ใช่คนที่ผ่านมาเพียงแค่ช่วยให้ที่นอนของเขาอุ่นขึ้นแล้วก็ไป แต่คนอย่างเขา ใช่ว่าจะทำอะไรปุบปับกับใครง่ายๆได้เสียที่ไหน

    ซึ่งตอนนี้เขาและเซฮุนมีความใกล้ชิดสนิมสนมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

    การแลกเปลี่ยนความคิดลึกๆและความผูกพันทางจิตวิญญาณคือสิ่งที่จงอินมองหามากเท่าๆกับความเสียสละ ถ้าหากคนๆนั้นเลือกที่จะยืนเคียงข้างเขา ถ้าหากคนที่เขาถูกใจให้สิ่งนั้นกับเขาไม่ได้ ชายหนุ่มมั่นใจ ว่ายังไง เขาก็ไม่คิดจะเอาตัวเองหรือลูกสาวเข้าไปเสี่ยง

    แม้แต่ฮานึลเองก็ตาม เพราะเขายืนอยู่ตรงจุดนี้ เธอเองก็ต้องทั้งเสียสละ ทั้งอดทนไปพร้อมๆกัน จงอินจึงไม่กล้าคิดถึงสิ่งที่เขาจะให้เธอได้ ถ้าหากเขาเป็นเพียงคนธรรมดา ที่เวลาจะทำอะไรก็ตามไม่ต้องคอยมานั่งระวังมันไปเสียทุกเรื่อง โชคดีที่เขาได้คู่ชีวิตที่เข้าใจว่าถ้าหากอยู่ด้วยกันตรงนี้ 

    การเสียสละชีวิตส่วนตัวเพื่อส่วนรวมนั้น สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด

    แต่จงอินก็ได้เลือกเส้นทางนี้มานานมากแล้วเช่นกัน ...

    ชายหนุ่มแอบถอนหายใจก่อนดวงตาคมเข้มจะเหลือบมองเซฮุนจากหางตา เด็กคนนี้มีอะไรมากกว่าที่เห็น จูลส์พูดถูก ... เซฮุนไม่ใช่แค่ผู้ชายหน้าตาดี แต่คนๆนี้ดูมั่นคงเหมือนคนที่ผ่านเรื่องร้ายๆมาเยอะ เข้าใจโลกจนบางครั้งจงอินก็ประหลาดใจและมีความอบอุ่นแบบแปลกๆในแบบที่เขาร่ำร้องหา
    เขาไม่อยากจะใช้คำนี้

    แต่แววตาที่เซฮุนใช้มองเขาเหมือนแววตาของภรรยาอันเป็นที่รัก ...

    แววตาแบบเดียวกับของฮานึล ... แววตาของคู่ทุกข์คู่ยาก

    แววตาของคู่ชีวิต

    เหมือนมาก จนจงอินอยากจะก้าวผ่านโดยไม่สนใจกฎเกณฑ์ของชีวิต




    เสียงบางอย่างตกกระแทกพื้นทำให้เซฮุนสะดุ้งตื่นในกลางดึก ต่อมาเสียงร้องไห้ฮือก็ทำให้เด็กหนุ่มตื่นเต็มตา

    และเมื่อมั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเอง เซฮุนจึงสะบัดผ้าห่มออกจากตัวแล้วรีบเดินไปที่ประตูเชื่อม เขาเงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง ยังไม่รู้ถึงที่มาของเสียง แต่สัญชาติญาณสั่งให้เขาเดินไปดูลิตเติ้ล เจก่อนเป็นลำดับแรก เมื่อเปิดประตูเชื่อมเข้าไปได้ ก็ได้เห็นถึงสาเหตุของเสียงดังตึงใหญ่เมื่อครู่ มีโคมไฟตกอยู่บนพื้น เด็กหญิงคงจะฝันร้ายแล้วเผลอปัดมันตกลงจากโต๊ะข้างเตียง เซฮุนมองหาความเสียหายแต่โชคดีที่มันไม่แตก

    เขามองหาจงอินเป็นลำดับถัดมา แต่ก็ไม่กล้าที่จะเคาะประตูฝั่งห้องนอนของชายหนุ่ม เจร้องอีกครั้ง มือเล็กๆไขว่คว้าหาอะไรบางอย่างในอากาศและนั่นก็ทำให้เซฮุนตัดสินใจได้ในทันที ท่อนขาเรียวยาวรีบเดินเข้าไปประชิดเตียงของเธอ เขาก้มตัวเหนือร่างของหนูน้อยแล้วจับมือเล็กๆของเธอไว้

    ลิตเติ้ล เจ สะอื้นอีกครั้ง

    “น้องเจครับ” เซฮุนกระซิบปลอบ “ชู่วววววว ไม่ร้องนะ”

    ก่อนจะตัดสินใจปล่อยมือเธอแล้วก้มไปคว้าร่างเล็กๆของเด็กห้าขวบขึ้นมากอดแนบอก เซฮุนไม่รู้จะทำอย่างไร เขาไม่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อน สิ่งที่ทำได้มีเพียงกอดเธอไว้ให้แน่นแล้วเดินไปรอบห้องเหมือนดั่งที่เคยเห็นแม่กล่อมลูกน้อยในโทรทัศน์ ลิตเติ้ล เจดูเหมือนจะสงบลงบ้าง เธอกอดเขากลับแล้วซุกใบหน้าลงกับบ่า แต่ก็ยังไม่ยอมตื่น สะอื้นสลับกับร้องไห้เป็นพักๆ เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจด้วยความกดดัน เขาไม่รู้ว่าควรจะต้องปลุกเธอก่อนหรือกล่อมให้เธอหลับอีกครั้งทั้งแบบนี้ เซฮุนคิดถึงจงอินแต่ก็กลัวว่าจะเสียมารยาทถ้าหากเขาเคาะประตูเรียกชายหนุ่ม

    แต่ก่อนที่เซฮุนจะได้ตีกับความคิดของตัวเองต่อ ประตูห้องนอนของลิตเติ้ล เจก็เปิดผ่างออก จงอินรีบเดินเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตกใจ ดูท่าว่าจะเจ้าตัวจะได้ยินเสียงก่อนหน้านี้เหมือนกันเขา แล้วชายหนุ่มจึงชะงักเมื่อเห็นว่าเขายืนเก้กังอุ้มเจอยู่กลางห้อง เซฮุนขยับปากแบบไม่มีเสียง ‘ช่วยด้วยครับ’

    อีกฝ่ายเลิกคิ้วเป็นคำถามแต่เมื่อดวงตาคมไล่มองสีหน้า ท่าทางของเขาสักพักก็เข้าใจ จงอินหัวเราะเสียงนุ่ม ตอนนั้นเองที่เขาสังเกตว่าอีกฝ่ายมีแว่นสายตากรอบบางๆอยู่บนหน้า ในมือข้างหนึ่งถือเอกสารที่ดูเหมือนยังอ่านไม่จบติดมาด้วย

    “ป่านนี้ยังทำงานอยู่อีกเหรอครับ”

    เขาถาม ในตอนที่จงอินเดินเข้ามาใกล้พอที่จะกระซิบคุยแล้วได้ยิน เซฮุนมองชายหนุ่มถอดแว่นแล้ววางทับไว้บนปึกกระดาษก่อนจะเดินมาพยายามจะอุ้มลูกสาว แต่ลิตเติ้ล เจกลับไม่ยอมปล่อย จงอินจึงดูเหมือนจะทำอะไรไม่ถูกอยู่หนึ่ง

    “เจคงคิดว่าคุณเป็นผม”

    เสียงนุ่มทุ้มกล่าวเรียบๆ ฝ่ามือใหญ่เอื้อมมาลูบศีรษะของเธอแผ่วเบาแล้วจึงย้ายไปลูบวนบนแผ่นหลังเล็กๆทำให้เธอผ่อนคลาย ก่อนจะพยายามคว้าร่างของหนูน้อยมาอุ้มเองอีกครั้ง แต่ดูเหมือนเจก็ยังไม่ยอมให้ความร่วมมือแต่อย่างใด วงแขนเล็กป้อมกอดคอเซฮุนในทันที หนูน้อยส่งเสียงฮือประท้วงจนเขากลัวว่าเธอจะกรีดร้องขึ้นมาอีกรอบ

    เซฮุนส่ายหัว “ไม่เป็นไรหรอกครับจงอิน ผมอุ้มเองก็ได้ เมื่อกี้แกร้องดังซะจนผมตกใจตื่น”

    จงอินถอนหายใจอย่างแรงในขณะที่มองเซฮุนพาทั้งตัวเองและลูกสาวของเขานั่งลงบนเตียงของลิตเติ้ล เจ หนูน้อยก็ยังคงเกาะร่างของเด็กหนุ่มไม่ยอมปล่อย จนจงอินต้องส่งสัญญาณให้เซฮุนเอนหลังนอนทั้งๆแบบนั้น

    “แบบนี้ท่าจะง่ายกว่า” ชายหนุ่มพึมพำพร้อมกับกดฝ่ามือกับผิวแก้มของลูกสาวเบาๆ “เจ ... ลิตเติ้ล เจ พ่อเองลูก ตื่นเถอะ”

    เซฮุนมองอีกฝ่ายที่ลดตัวนั่งบนริมขอบเตียง เขาไม่พูดอะไรเพราะรู้ดีว่าจงอินคงรู้ดีที่สุดว่าจะรับมือกับอาการของน้องเจได้อย่างไร ได้แต่กอดเธอไว้และลูบหลังอย่างให้กำลังใจเท่านั้น

    “หนูปลอดภัยแล้วนะ พ่ออยู่ตรงนี้ ตื่นเถอะ เจ” จงอินยังคงกระซิบ

    เจลืมตาตื่น เธอกระพริบตามองเซฮุนอย่างงงๆ แต่ก็ไม่ได้ตกใจหรือผงะหนีแต่อย่างใด เธอยังยอมอยู่ในอ้อมกอดของเซฮุนเหมือนเดิม เด็กหนุ่มกอดเธอไว้ เขายิ้มเมื่อดวงตากลมโตของเธอช้อนมองก่อนจะซุกใบหน้าเปียกชื้นจากน้ำตาลงกับแผ่นอก หนูน้อยนอนนิ่ง สะอื้นและร้องครางเป็นพักๆเหมือนเด็กน้อยเพิ่งหย่านม

    จงอินไม่พูดอะไร แต่ก็ไม่ได้กดดันให้เธอออกห่างจากเขาเช่นกัน ฝ่ามืออุ่นๆของชายหนุ่มยังลูบวนที่แผ่นหลังของเธอ “โทษทีนะ ช่วงนี้เจไม่ค่อยได้ฝันร้ายแล้ว คืนนี้คุณตื่นมาเจอแจ๊คพอตพอดี”

    เซฮุนยิ้ม ที่จริงเขาอยากจะหัวเราะแต่ก็กลัวว่าแรงสั่นจะทำให้เจผวาขึ้นมาอีก 

    “น้องเจเป็นแบบนี้บ่อยเหรอครับ” เซฮุนอดไม่ได้ที่จะถาม ... แล้วคุณล่ะจงอิน ต้องตื่นมาปลอบเธอแบบนี้ทุกคืนด้วยหรือเปล่า อยากจะพูดออกไปจะแย่ แต่ยังดีที่ยั้งตัวเองไว้ทัน

    “ไม่หรอก เป็นแค่ช่วงแรกๆ ผมถึงบอกไงว่าคุณน่ะ ตื่นมาเจอแจ๊คพอต แต่เจเป็นแบบนี้แค่แปบเดียวเดี๋ยวก็หาย แกสงบลงเยอะแล้ว สักพักคุณก็กลับไปนอนต่อได้” ถึงแม้จะพูดเล่นแต่บนใบหน้าหล่อจัดก็ยังมีแววกังวลอยู่บ้าง

    “ไม่เป็นไรหรอกครับ ถ้าคุณกลัวผมจะลำบาก ผมนอนกับเธอได้ ถ้าคุณอนุญาต” 

    “ผมจะไปว่าอะไรล่ะ” จงอินตอบกลับมาในทันที “ผมหมายถึง ... ถ้าหากคุณอยากจะนอนเป็นเพื่อนเธอ”

    “แน่นอนครับ” เซฮุนรับคำโดยไม่ลังเล

    คนทั้งคู่เงียบกันไปพักหนึ่ง ...

    จู่ๆจงอินก็ลุกขึ้นจากขอบเตียงและเซฮุนก็ได้แต่มองตามเรือนร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่ม ชั่วขณะหนึ่งเขาคิดว่าเจ้าตัวคงจะกลับไปทำงานต่อ แต่ก็ผิดคาดเมื่อจงอินกลับเดินไปยกเก้าอี้ไม้โยกมาวางใกล้ๆเตียงก่อนจะเดินย้อนไปหยิบแว่นมาใส่กับหยิบเอกสารปึกเดิมแล้วเดินย้อนกลับมาอีกครั้ง

    เซฮุนมองเงียบๆ มือยังกอดหนูน้อยไว้เช่นเดิม ได้แต่มองแล้วค่อยๆย้ายมาสบตากับดวงตาคมเข้มเมื่อร่างสูงของชายหนุ่มโน้มตัวพาดกลางเตียงไปหยิบหมอนอิงของลูกสาวที่อยู่ใกล้ๆ แล้วโยนมันอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่นักลงบนเก้าอี้ จากนั้นก็หันไปจัดการกับโคมไฟ จับมันขึ้นมาตั้งบนโต๊ะเช่นเดิม เปิดแล้วหรี่แสงไฟจนมันสลัว ส่งแสงโทนอบอุ่นไปทั่วทั้งห้องของน้องเจ

    เสียงลมหายใจของลิตเติ้ล เจเริ่มสม่ำเสมอ เซฮุนยิ้มแล้วก้มมองเธอ ดูเหมือนว่าหนูน้อยจะเหนื่อยจากการร้องไห้เพราะเขาคิดว่าเธอคงจะหลับลึกลงไปอีกรอบเป็นที่เรียบร้อย และเมื่อหันกลับมาเขาก็สบตากับจงอินอีกครั้ง อีกฝ่ายย้ายตัวเองมานั่งบนเก้าอี้โยกแล้วเช่นกัน มีหมอนอิงอยู่ที่หลัง เอกสารวางอยู่บนตัก ในขณะที่ท่อนขายาวพาดอย่างสบายๆอยู่ที่ปลายเตียง

    “ทำไมไม่ไปเปิดไฟอ่านในห้องทำงานดีๆล่ะครับ แบบนี้คุณมองเห็นเหรอ”

    “หื้อ” จงอินฮึมฮัมรับ ใบหน้าหล่อจัดที่ดูผ่อนคลายลงเป็นที่เรียบร้อยหันมามอง “เห็นสิ ผมชินแล้ว”

    เด็กหนุ่มพยักหน้า น้ำหนักของลิตเติ้ล เจที่นอนทับลงบนอก ไม่ได้หนักจนเกินรับไหวแต่หนักพอที่จะรู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว “ตามใจ สายตาเสีย ผมไม่รู้ด้วยนะ”

    จงอินหัวเราะ “รู้ไหม ตอนนี้คุณเริ่มพูดจาเหมือนลู่หานแล้ว”

    เซฮุนยู่หน้าในทันที ก่อนจะส่ายหัว “ไม่ดีกว่าครับ คุณลู่หานน่ะ ... เป็นตัวของตัวเองเกินไป”

    คราวนี้ชายหนุ่มถึงขั้นวางเอกสาร ยืดตัวขึ้นมายิ้ม หัวเราะแล้วปรบมือเบาๆราวกับชอบใจในคำตอบของเขามากมายนัก “คุณฉลาดนะ ที่เลือกใช้คำนี้”

    เมื่อเห็นจงอินผ่อนคลายมากพอ เซฮุนก็คิดว่าเขาควรจะพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไป “คุณไม่เคยพูดเลยว่าน้องเจฝันร้ายรุนแรงขนาดนี้ ผมคิดมาตลอดว่าแกแค่มีอาการซึมเศร้า”

    ร่างสูงใหญ่วางเอกสารลงบนโต๊ะข้างเตียงในที่สุด จงอินนิ่งไปพักหนึ่ง ชายหนุ่มโยกเก้าอี้ไม้ไปมาราวกับกำลังครุ่นคิดหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุดมาให้เขา “เพราะคุณเองก็มีปัญหาของตัวเองมากพอแล้ว”

    ในที่สุดน้ำเสียงนุ่มทุ้มก็ตอบกลับมาเรียบๆ และคำตอบสั้นๆที่แหละที่ทำให้เซฮุนอุ่นไปทั้งอก “ขอบคุณครับ”

    “อย่างที่ผมบอกคุณไป เจดีขึ้นเยอะมากแล้ว แกไม่ค่อยฝันร้าย สิ่งที่ผมกังวลเหลือแค่อาการซึมเศร้า ซึ่งอาการของแกก็เป็นไปตามที่หมอบอกทุกอย่าง ผมเลยค่อนข้างวางใจ ผมหวังจริงๆว่าลูกสาวผมจะหายในเร็วๆนี้”

    “น้องเจจะต้องหายแน่นอนครับ จงอิน”

    เซฮุนพูดอย่างมั่นใจในขณะที่กอดหนูน้อยแนบอก

    “ผมไม่รู้ว่าคุณเองก็ฝันร้ายเหมือนกันด้วยรึเปล่า …”

    เซฮุนนิ่งในทันที เขาหลุบตามองศีรษะของหนูน้อยเมื่อนึกถึงฝันร้ายของตัวเอง จงอินเริ่มพูดอีกครั้ง ท่ามกลางความเงียบสงบในกลางดึก เขาได้ยินทุกอย่างชัดเจน “ฝันของเจ เกี่ยวกับเสียงระเบิด ไฟ คนกรีดร้อง เหตุการณ์ในวันนั้น ผมกลัวว่าถ้าผมพูด คุณก็จะกลับไปนึกถึงมันอีกเหมือนกัน”

    เด็กหนุ่มถึงกับเงียบไปพักหนึ่งและเมื่อเงยหน้ามองจงอินอีกครั้งก็พบว่าดวงตาคมเข้มมองเขาอยู่ก่อนแล้ว อีกฝ่ายรอด้วยความอดทน เซฮุนอึดอัดเมื่อกลับไปคิดถึงอุบัติเหตุ เขาไม่ได้กลัวจนตัวสั่นเหมือนน้องเจ แต่ก็อึดอัด หายใจไม่ออกและก็ต้องใช้เวลาเป็นนาทีเพื่อรวบรวมสติอีกครั้ง

    แต่ก็เข้าใจเป็นอย่างดีว่าลิตเติ้ล เจต้องสู้กับปีศาจในความทรงจำของเธออย่างไร เขาโตเป็นผู้ใหญ่ยังรู้สึกว่าทุกอย่างนั้นยากจะรับมือ แล้วเด็กห้าขวบเล่า จะเอาแรงที่ไหนมาสู้กัน

    “ผมผ่านมันมาแล้ว จงอิน” เซฮุนพูดอ่อนโยนราวกับกำลังปลอบตัวเอง “ผมยอมรับว่าช่วงแรกๆผมกลัวที่จะกลับไปคิดถึงมัน แต่ตอนนี้มันไม่ได้ส่งผลกระทบกับผมรุนแรงเท่าเมื่อก่อนแล้วครับ”

    “ผมดีใจนะที่ได้ยินคุณพูดออกมาเอง รู้ไหมว่าจิตแพทย์ที่ดูแลทั้งเคสของคุณและเจให้คำปรึกษาผมว่าไง เธอบอกว่าให้ผมทำยังไงก็ได้ ให้คุณยอมรับออกมาว่าคุณกลัว ถ้าคุณยอมเปิดใจว่าคุณกลัวเมื่อไหร่ นั่นเท่ากับว่าคุณพร้อมจะรับมือและเอาชนะมันได้แล้ว คนทั่วไปมักทำผิดพลาดโดยการไม่ยอมรับความกลัวในตัวเอง ...” จงอินพูดเรียบเรื่อยเหมือนเล่าเรื่องทั่วๆไปให้เขาฟัง แต่เซฮุนรู้ดีว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนพูดจาไร้สาระ คำถามต่อไปต่างหากที่จะวัดใจเขา

    “คุณเห็นด้วยไหม เซฮุน?”

    นั่นไง ผิดจากที่คิดเสียเมื่อไหร่ ...

    “เห็นด้วยสิครับ” เซฮุนตอบเรียบๆแต่ก็ไม่ยอมพูดอะไรต่อ จงอินสบตาคล้ายกับมองหาอะไรในแววตาและคำพูดที่เด็กหนุ่มยังไม่ได้พูดออกมา แต่ให้ตาย ... ท่าทีตอนนี้ของอีกฝ่ายทำให้เขานึกรัก ปลายเท้าของจงอินเขี่ยผ้าห่มที่คลุมทั้งตัวเขาและลิตเติ้ล เจเบาๆฮึมฮัมกับตัวเองไปเรื่อยราวกับไม่ได้ติดใจอะไร

    “ผมกลัว ...” เซฮุนเริ่มพูดอีกครั้งและนั่นก็ทำให้จงอินหันกลับมาให้ความสนใจในตัวเด็กหนุ่มทันที

    “คุณกลัว?”

    “ครับ ผมกลัว” เขาย้ำ หนักแน่น

    “คุณกลัวอะไร ...”

    เซฮุนกลืนน้ำลาย เขามองจงอินอีกครั้ง มองด้วยความเชื่อใจกว่าครั้งไหนๆที่ผ่าน ... แบคฮยอน

    “ผมกลัวว่า ... จะฝันร้าย”

    เกิดความเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจงอินจะลุกยืนขึ้น ยังไม่ได้พูดอะไรอยู่เช่นเดิม วันนี้บนเรือนร่างสูงใหญ่มีเพียงแค่เสื้อยืดสีขาวและกางเกงนอนขายาวบางๆเพียงเท่านั้น แสงไฟที่สาดมาจากด้านหลังทำให้เซฮุนเห็นโครงร่างของชายหนุ่มที่อยู่ภายใต้เนื้อผ้าอย่างชัดเจน ร่างกายของจงอินดูแข็งแรงเหมือนคนสุขภาพดี ถึงแม้จะไม่ได้ฟิตไปทุกส่วน คงเพราะยุ่งกับงานจนไม่มีเวลาฟิตหุ่น แต่ก็ยังถือว่า งดงาม ในแบบของบุรุษเพศในสายตาเขา

    ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นมาถอดแว่นตาออกจากใบหน้าและถือมันนิ่งๆไว้ข้างตัว ขณะที่โน้มตัวลงมาบนเตียง ดวงตาของจงอินสบกับเขาอยู่ตลอดเวลา เซฮุนได้กลิ่นอาฟเตอร์เชฟหอมเย็นๆเมื่อชายหนุ่มเท้ามือลงบนพื้นที่วางข้างตัว เขากลั้นหายใจเมื่อผมของจงอินคลอเคลียใบหน้า ยอมรับว่าตกใจกับความใกล้ชิดที่จู่ๆก็เกิดขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าโหยหาสัมผัสจากอีกฝ่ายมากเพียงใด เด็กหนุ่มไม่กล้าขยับตัวเมื่อริมฝีปากอิ่มหนาก้มลงจูบที่แก้มของลูกสาวก่อนจะเอ่ยราตรีสวัสดิ์เสียงนุ่ม 

    “ราตรีสวัสดิ์นะลูก”

    จงอินพูดเบาๆ ตอนนั้นเองที่เซฮุนคิดว่า ชายหนุ่มคงจะผะถอยห่าง แต่เขาไม่ได้คาดหวังว่า จงอินยังจะโน้มตัวเหนือร่างเขาอยู่เหมือนเดิม ดวงตาเรียวรีกระพริบแล้วมองอีกฝ่ายอย่างงงๆ ถึงแม้จะหวังมากเพียงใด แต่ก็คิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ แล้วในตอนที่จงอินลดใบหน้าลงมาอีกครั้ง ก็ทำให้เซฮุนเกือบจะผงะ เขามองริมฝีปากที่อยู่ใกล้จนลมหายใจรดกันแล้วเลื่อนขึ้นสบตาก็เห็นอีกครั้งว่าอีกฝ่ายมองอยู่ก่อนแล้ว จงอินยังนิ่งแล้วไม่พูดอะไร แต่สีหน้าที่จู่ๆกลับเปลี่ยนเป็นจริงจังนั้นทำให้เซฮุนใจเสีย เขาดีใจที่อีกฝ่ายเข้าหาก่อนแต่ก็กลัวว่าถ้าหากผงกหัวขึ้นจูบปากชายหนุ่มอย่างที่ใจปรารถนา ทุกอย่างจะพังไปกับตาในวินาทีถัดไป

    ใบหน้าหล่อจัดเลื่อนเข้ามาใกล้อีกครั้ง ดวงตาสบตากันแบบไม่มีใครยอมใคร วัดใจกันไปเลยว่าใครกันแน่ที่จะถอยหรือเริ่มก่อน และในตอนที่เซฮุนขยับศีรษะ แพ้ใจตัวเองราบคาบในที่สุด เขาไม่ได้ขยับขึ้นหรือโน้มจงอินลงมา เพียงแต่เปิดริมฝีปากไว้รอและคิดว่าชายหนุ่มคงเข้าใจความนัยของมันเป็นอย่างดี เขาสูดหายใจเข้าในตอนที่ปลายจมูกของเราแตะกัน ชั่ววินาทีนั้น คิดแน่แล้วว่าจะได้จูบ แต่จงอินกลับไล้ปลายจมูกขึ้นไปตามใบหน้าขาวจัด เซฮุนหลับตาลง ได้ยินเสียงจุ๊บเบาๆและรับรู้อย่างชัดเจนถึงรอยจูบชื้นๆข้างขมับ ก่อนแรงยวบบนที่นอนและบรรยากาศวาบหวิวแปลกๆจะหายไป

    “ไม่ต้องกลัว คืนนี้คุณจะฝันดี เซฮุน”





    เขียนโดย AyahSoo LONE WOLF
    Twitter hashtag: #หัวใจสิงห์KH


    -  Thank You  -




เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
ehyukjaebt (@BBaekhyun)
เกร็งไปหมด
raisarapat (@raisarapat)
โอยยยยตอนสุดท้ายมันแบบดีย์อ่ะ