LION'S HEART หัวใจสิงห์savedbywolf
ตอนที่ 6



  • LION'S HEART l หัวใจสิงห์
    ตอนที่ 06


    และแล้ววันนี้ก็มาถึง ...

    วันที่โอ เซฮุนจะได้ออกจากห้องพักฟื้นในโรงพยาบาลเสียที

    ที่ซึ่งเขาใช้ชีวิตอยู่มาเป็นเดือนๆหลังจากอุบัติเหตุ ถึงแม้การมาของเทวดาประจำตัวอย่างจงอินจะทำให้เซฮุนรู้สึกว่าตัวเองได้มีชีวิตใหม่ขึ้นมานั้น แต่ตามจริงแล้ว การใช้ชีวิตของเขาภายในห้องสี่เหลี่ยมก็ไม่ใช่การใช้ชีวิตแบบคนปกติสักเท่าไหร่นัก

    ดังนั้น เซฮุนจึงคิดว่าการได้เริ่มชีวิตใหม่อย่างแท้จริงของเขา จะเริ่มต้นหลังจากที่ได้ก้าวเท้าออกจากโรงพยาบาลนี้ต่างหาก และมันก็ช่วยไม่ได้เลย ที่เขาแทบจะลืมความรู้สึกของการได้สบตา มองหน้าจงอินหลังจากไม่ได้เจอกันมาหลายวัน เขาจำได้เพียงรอยยิ้มกับกลิ่นสะอาดๆประจำตัวของชายหนุ่มเพราะอาการตื่นเต้นที่เซฮุนไม่ได้สัมผัสมานานบดบังอาการเขินอายแปลกๆไปจนหมดสิ้น

    แต่ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ เพราะอย่างน้อยจงอินยังอยู่ตรงนี้กับเขา

    แถมเจ้าตัวก็ยังสละเวลามารับเขาด้วยตัวเองอีกด้วย เรื่องที่ผ่านมาก็ช่างมันก่อนไปเถอะ เด็กหนุ่มคิดด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มพลางทำท่าจะหยิบหน้ากากอนามัยมาใส่ในตอนที่จงอินกับลู่หานและผู้ติดตามของชายหนุ่มทั้งสองเดินเข้ามาในห้อง หลังจากออกไปจัดการเรื่องเอกสารกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจนเรียบร้อย

    แน่ล่ะว่าจงอินยิ้มให้เขาก่อนจะทักทายด้วยความเป็นมิตร แต่ลู่หานกลับเดินเข้ามาใกล้พลางขมวดคิ้วมองสิ่งที่เซฮุนถืออยู่ในมือ

    “ผมว่าคุณอย่าใส่มันจะดีกว่า”

    ลู่หานพูดขึ้นเรียบๆ ฝ่ามือแตะข้อศอกของเขาเป็นเชิงขออนุญาต ในขณะที่มืออีกข้างของชายหนุ่มซึ่งขยับเร็วจนเซฮุนมองตามไม่ทันก็ดึงหน้ากากอนามัยที่อยู่ในมือของเขาออกไปรวดเดียวก่อนจะส่งให้บอดี้การ์ดที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆในทันที

    “คุณทำตัวตามปกตินะครับ อย่าใส่อะไรที่มันเตะตา ถ้าหากยังไม่พร้อมที่จะตอบคำถาม”

    “ก็ได้ครับ” เซฮุนยิ้มน้อยๆก่อนจะรับคำ

    เด็กหนุ่มหันกลับไปมองกระจกอีกครั้ง พลางสำรวจการแต่งกายของตัวเอง เสื้อสเวตเตอร์สีเทากับกางเกงสแล็คและมีเสื้อคลุมซึ่งดูเหมือนจะเป็นสูทลำลองสวมทับด้วยอีกชั้น ดวงตาเรียวสวยมองตัวเองในกระจก ดูเผินๆเขาเหมือนเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากจีเอ็นพีไม่มีผิด ถึงแม้มันจะไม่ใช่ชุดที่ดูเป็นทางการมากมายนัก แต่เมื่อเขายืนอยู่รวมกับทั้งจงอินและลู่หาน การแต่งตัวอย่างถูกกาละเทศก็ทำให้สถานะทางสังคมของเซฮุนดูกลมกลืนกับชายหนุ่มทั้งสองจนแยกแทบไม่ออก

    “คุณดูดีแล้วครับ” จงอินพูดยิ้มๆ

    ลู่หานมองตามก่อนจะเสริมด้วยสีหน้านิ่งสนิท “ผมเห็นด้วย คุณดูดีมาก”

    แต่มีอีกสิ่งหนึ่ง ที่ยังทำให้เซฮุนไม่มั่นใจ

    หลายเดือนแล้วที่เขาไม่ได้เล็มผมให้เข้าทรง มันยาวจนตกลงมาปรกหน้าผาก ระเกะระกะดวงตา อีกนิดก็เกือบจะทัดหูได้ ถึงแม้จะคอยหมั่นดูแลตัวเองอยู่เสมอ แต่ด้วยสังคมที่เขาอยู่มองผู้ชายที่ไว้ผมยาวเป็นเหมือนพวกร็อคเกอร์นอกรีต ซึ่งไม่ได้ผิดแต่ก็ไม่ควร แต่เพราะเขาเกลียดการถูกจ้องมองด้วยสายตาตำหนิ ดังนั้นเซฮุนจึงมีนิสัยชอบให้ตัวเองผมสั้นและต้องเล็มให้เข้าทรงอยู่เสมอ

    แต่มาอยู่ที่นี่ก็ยังไม่ได้มีโอกาสทำเสียที เซฮุนเหลือบมองจงอินและลู่หานคล้ายกับไม่อยากจะบ่น แต่ก็ตัดสินใจพูดระหว่างเอามือจับๆที่เส้นผมยาวเกินปกติของตัวเอง “…แต่ทรงผมของผม”

    “ทำไมเหรอครับ” ลู่หานถามพลางกวาดสายตามองหาสิ่งผิดปกติไปด้วย “ทรงผมของคุณก็ดูดีแล้วเหมือนกัน”

    เซฮุนเงียบแล้วจึงหันไปสบตากับจงอินคล้ายกับกำลังขอความช่วยเหลือ เพราะเขารู้ว่าจงอินจะต้องเข้าใจว่าเขากำลังกังวลเกี่ยวกับเรื่องอะไรอยู่ อย่างน้อยชายหนุ่มก็เป็นคนเดียวที่รู้ว่าเขาถูกสังคมแบบไหนหล่อหลอมขึ้นมาจนโตเป็นผู้ใหญ่ แต่เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาก็ทำเพียงแค่ยิ้มอยู่เช่นเดิม สบตากลับ ยืนกอดอกและยิ้มบางๆอย่างเคย 

    “ผู้ชายที่นี่ไว้ผมยาวเป็นเรื่องปกติ คุณไม่ต้องกังวลหรอก”

    ในที่สุดจงอินก็ตอบคำถามแทนเขาและลู่หานเองก็เหมือนจะเข้าใจเช่นกัน ชายหนุ่มอีกคนทำเพียงยกมือขึ้นเป็นเชิงรับรู้ก่อนจะหันไปสั่งงานบอดี้การ์ดที่ติดตามมาด้วย อึดใจถัดมา พวกเราก็ออกจากห้องนี้ด้วยกันเป็นครั้งแรก จงอินเดินนำหน้า ในขณะที่ลู่หานเดินขนาบข้างเขาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเซฮุนอยากจะขอบคุณเจ้าตัวออกไปดังๆเพราะตอนนี้จงอินคงต้องทำหน้าที่ตามสถานะทางสังคมของตัวเอง

    และเขา ... ก็ต้องการใครสักคนที่จะเดินอยู่เคียงข้างกันในวันที่กำลังจะลุกยืนขึ้นมาได้อีกครั้ง

    สำหรับผู้ชายที่เดินหลังตรงอยู่ข้างหน้า ถึงแม้ไม่ได้เดินเคียงข้าง แต่ได้มองจากด้านหลัง ก็ถือว่าเป็นมุมมองที่สวยงามไปอีกแบบ ขายาวก้าวไปตามทางเดิน เซฮุนยกมือโบกลาเจ้าหน้าที่ทุกคนซึ่งคอยดูแลเขาเป็นอย่างดีตลอดเวลาที่ผ่านมา เขายิ้มจนปวดแก้ม มองตามเหล่านางพยาบาลซึ่งคุ้นเคยกันจนเหลียวหลังแต่หูก็ยังได้ยินเสียงตะโกนอวยพรขณะกำลังเดินออกไปที่ลานจอดรถเป็นพักๆ

    “ว้าว” เซฮุนร้องอย่างอดไม่ได้ เมื่อเดินไปที่ลานจอดรถแล้วเห็นคาดิลแล็คสีดำขนาดหกที่นั่งซึ่งถูกขัดจนขึ้นเงาจอดรออยู่ใกล้ๆกับทางเท้าพร้อมกับคนขับรถที่ยืนคอยอยู่ไม่ไกล

    ทันใดนั้นเอง จงอินก็หยุดเดินอย่างกะทันหัน ก่อนจะหันกลับมาถามเสียงนุ่ม “คุณชอบคาดิลแล็คงั้นเหรอ?”

    เซฮุนเหลือบมองลู่หานที่ไม่พูดอะไร ก่อนจะพยักหน้า รู้สึกอายขึ้นมาทันทีที่หลุดทำตัวเหมือนเด็กได้ชิมขนมหวาน “ชอบสิครับ ใครๆก็ชอบคาดิลแล็คกันทั้งนั้นนี่”

    “ผมดีใจที่คุณชอบนะ เพราะคุณจะได้นั่งมันวันนี้นี่แหละ”

    จงอินพูดยิ้มๆระหว่างรอให้บอดี้การ์ดเปิดประตูรถยนต์ ในขณะที่ลู่หานเดินแยกออกไปสั่งงานกับผู้ติดตามด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอีกครั้ง เซฮุนมองตามอย่างอดไม่ได้ ไม่รู้สึกตัวเลยในตอนที่จงอินขยับเข้ามายืนใกล้ๆ

    “อย่าไปถือสาลู่หานเลยนะ บางครั้งเขาอาจจะชอบออกคำสั่ง เจ้ากี้เจ้าการไปบ้าง แต่ผมจ้างเขามาทำหน้าที่พวกนี้ เชื่อผมเถอะ เขาน่ะเป็นมือหนึ่งในวงการเลย”

    เซฮุนสบตากับจงอินพร้อมรอยยิ้มเช่นกัน วันนี้ทั้งวันเขาหยุดยิ้มไม่ได้เลย ในระหว่างมองลู่หานอีกครั้งแล้วก็ตระหนักได้ว่า ผู้ติดตามต่างก็เชื่อฟังและเคารพมือขวาของจงอินไม่ต่างจากเจ้านายสายตรงของตัวเองสักนิด พร้อมทั้งยังจำรายละเอียดเล็กๆเกี่ยวกับเพื่อนรักคู่นี้เพิ่มอีก

    เซฮุนจดใส่สมอง ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ลู่หานอย่างเด็ดขาด เพราะเท่าที่เซฮุนอ่านจงอินมา ถ้าหากเดาไม่ผิด ในความคิดของชายหนุ่ม ลู่หานเป็นคนในครอบครัว เป็นเพื่อนรักและเพื่อนร่วมงานที่จงอินให้ความนับถือในฝีมือของอีกฝ่าย 

    ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สำหรับจงอิน ผู้ชายคนนี้อยู่เหนือคำติติงและที่สำคัญกับคนในปกครอง คำพูดของลู่หานก็ถือเป็นคำสั่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ต่างจากคำพูดของจงอินเลยสักนิด

    เขาถามถึงลิตเติ้ล เจ ในที่สุด

    จงอินชะงักไปพักหนึ่งก่อนจะตอบในอึดใจถัดมา หนูน้อยรอเขาอยู่ที่บ้าน เธอคิดถึงพี่ชายใจดีของเธอ ...
    เสียงนุ่มทุ้มว่าอย่างนั้น แต่สิ่งที่เซฮุนได้ยินกลับมีแต่ความกังวลในน้ำเสียงที่จงอินปิดไม่มิด 

    “ตอนเช้าเจมาอ้อนให้ผมอุ้ม ผมเพิ่งสังเกตว่าเธอสูงเกือบจะถึงเอวผมแล้ว” จงอินพูดพลางยกมือทำท่าวัดความสูงของลูกสาวให้ดู

    เซฮุนพยักหน้า “เธอมีแววจะสูงเหมือนคุณสินะครับ”

    “ก็เป็นไปได้นะ แกดูเหมือนจะสูงขึ้นอีก”

    คนทั้งคู่ยิ้มให้แก่กันอยู่ครู่หนึ่ง แต่จู่ๆแววตาคมเข้มก็จางลง “แต่เจค่อนข้างกลัวการเดินทาง ไม่ต้องพูดถึงการขึ้นเครื่องบินอีกครั้ง บางทีแค่นั่งรถไปโรงเรียนก็ต้องมีคนคอยกอดปลอบแกอยู่ตลอดเวลา”

    “อย่าเครียดเลยนะครับ ให้เวลาแกได้ปรับตัวอีกสักหน่อย บางเรื่องเด็กอาจจะฟื้นตัวเร็วกว่าผู้ใหญ่ด้วยซ้ำไป รู้ตัวอีกที น้องเจอาจจะขึ้นเครื่องบินได้ก่อนผมซะอีก”

    “แล้วคุณจะทำใจขึ้นเครื่องบินได้อีกไหม”

    เซฮุนส่ายหัว “ถ้าเลือกได้ ผมคงไม่ขึ้นแล้วล่ะครับ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ครั้งแรกมันคงยากมากๆสำหรับผม”

    จงอินพยักหน้าราวกับชายหนุ่มกำลังบอกว่า เข้าใจ ฝ่ามือใหญ่เอื้อมมาลูบไหล่ของเด็กหนุ่มเบาๆ แต่เซฮุนก็ขยับปากอีกรอบ เขาอยากจะถามเรื่องราวของเธอเพิ่มเติม เพราะเขาเองก็คิดถึงเพื่อนตัวน้อยมากๆเช่นกัน แต่ฝ่ามือแข็งแรงของชายหนุ่มกลับแตะอย่างมีมารยาทที่บั้นเอวแล้วค่อยๆดันให้เขาขึ้นรถในที่สุด

    ที่ผ่านมา เซฮุนชินกับการถามมาโดยตลอด ถ้าเราไม่ได้เจอกันในสถานการณ์แบบนี้

    จงอินกับเขา ก็เรียกได้ว่าอยู่กันคนละฝั่งเลยทีเดียว

    นักการเมือง อาจารย์และหัวหน้าครอบครัว ล้วนแล้วแต่เป็นบทบาทที่จะต้อง ตอบ ทั้งสิ้น

    ส่วนตัวเซฮุน ซึ่งใกล้เคียงกับนักประวัติศาสตร์ นักเขียนเชิงวิชาการและบุคคลที่ถูกสังคมผลักไสจนอาจจะกลายมาเป็นนักเรียกร้องเพื่อสิทธิมนุษยชนในอนาคตนั้นก็ชินกับการตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบมาโดยตลอดเช่นกัน

    เขาตั้งคำถาม เพราะต้องการคำตอบ

    แต่แทบจะไม่เคยคิดเลยว่าอีกด้านหนึ่งของผู้ตอบจะรู้สึกหรือเป็นอย่างไร

    โชคดีที่เขาไม่ได้ทำงานกับปัจจุบัน ทั้งผู้คนหรือเหตุการณ์ที่เซฮุนเคยตั้งคำถามล้วนแล้วแต่เป็นอดีตทั้งสิ้น ไม่อย่างนั้นสำนึกส่วนตัวคงทำให้เซฮุนเกลียดงานของตัวเองในสักวันหนึ่ง

    ในช่วงวินาทีนั้น เขาลืมไปเสียสนิทว่าลู่หานก็ยังนั่งตัวตรงอยู่เบาะด้านหน้า เพราะเขาเกือบจะโน้มตัวเข้าไปหาจงอิน เรียกชื่อของชายหนุ่ม จับมือของเจ้าตัว ทำตัวเป็นเด็กหนุ่มแสนว่าง่ายให้อีกฝ่ายปลอบโยนหรือเอาใจ เพราะใบหน้าหล่อจัดที่หมองลง ความกังวลที่ปิดไม่ได้อีกต่อไป ทำให้เซฮุนอยากจะโถมตัวกอดจงอินเข้าสักที

    แต่โชคดีที่เขาไม่ได้ทำ

    เพราะไม่อย่างนั้น เซฮุนคงสูญเสียความไว้วางใจจากจงอินไปจนหมดสิ้น

    รถเคลื่อนตัวออกจากที่จอด ภายในห้องโดยสารก็เงียบลงโดยอัตโนมัติ ใบหน้าขาวจัดหันไปมองนอกหน้าต่างรถ เห็นภาพข้างนอกเลื่อนผ่านก่อนจะกลายเป็นคลื่นตามความเร็ว ช่วงขณะหนึ่งที่เซฮุนรู้สึกเหมือนจะอาลัยอาวรณ์ที่แห่งนี้อย่างอดไม่ได้ นึกถึงสิ่งที่ผ่านๆมา แต่เมื่อความอ่อนไหวจางหายไป เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจปล่อยให้โอ เซฮุนคนเก่าตายไปกับอดีต

    ในช่วงที่เขารักษาร่างกายในโรงพยาบาล เซฮุนติดตามข่าวการเมืองอย่างใกล้ชิด มีทั้งใบหน้าที่เขาไม่รู้จักและใบหน้าที่เขาแสนคุ้นเคย อีกทั้งสมาชิกครอบครัวของจงอินก็ปรากฏตัวในข่าวอีกหลายคน ถึงแม้จะไม่ได้ลงสมัครชิงตำแหน่งด้วยตัวเอง แต่เซฮุนก็รู้ว่าจงอินกับทีมงานเหนื่อยมากเพียงใด เพราะตัวเขา ถ้าว่ากันตามระบบ เซฮุนเองก็ทำงานในตำแหน่งเบื้องหลังเหมือนกัน

    ผู้คนมักจะชอบพูดว่า ...

    ถ้าทุกคนที่ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างเจ็บแสบในโลกโซเชียลลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อขับเคลื่อนสังคมไปในทางที่ดีขึ้นในชีวิตจริง ก็คงจะดีมาก คนเหล่านั้นคงกลายมาเป็นแรงขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพไม่แพ้คนทำงานเบื้องหน้าอย่างนักการเมือง นโยบายและแนวคิดใหม่ๆ คงจะสำเร็จได้ไม่ยากถ้าหากทุกคนช่วยกันลงมือทำ

    แล้วคนพวกนั้น รู้ได้อย่างไรว่าพวกเราไม่ได้ทำ ...

    สุดท้ายแล้ว คุณคิดว่าการเปลี่ยนแปลงต้องผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง กว่าจะกลายมาเป็นคลิปสั้นๆที่คุณดูผ่านอินเตอร์เน็ตหรือโทรทัศน์แค่ไม่กี่นาที

    ในเมื่อโลกยุคปัจจุบัน กระแสสังคมแปดสิบเปอร์เซ็นแปรผันตามทิศทางของสื่อโซเชียลทั้งนั้น

    ศาลอาจจะตัดสินให้คุณถูกเพราะคุณหาช่องโหว่ของกฎหมายได้ แต่ถ้าโลกโซเชียลตัดสินว่าคุณผิดเพราะขัดต่อหลักศีลธรรม จริยธรรม เมื่อนั้นคุณก็จะไม่มีที่ยืนในสังคม แล้วมันจะต่างอะไรกัน ถ้าหากคุณเดินชนะคดีออกมาจากศาล แต่กลับถูกสังคมลงโทษ

    แต่เมื่อไม่นานมานี้ เซฮุนได้มีโอกาสเห็นจงอินในบทบาทนักการเมืองผ่านโทรทัศน์เป็นครั้งแรก
    มันช่าง ...

    พูดง่ายๆ ถึงแม้ว่าคิม จงอินในทีวีคนนั้นจะไม่ได้มีภาพลักษณ์ดุดันเหมือนดั่งผู้นำของรัสเซียที่เรารู้ๆกันอยู่ จงอินในสายตาของนักข่าวสายการเมืองในเกาหลีใต้ ก็ยังคงเป็นชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์อยู่เช่นเดิม เพียงแต่เพิ่มความเก่าและเก๋าประสบการณ์ตามระยะเวลาการทำงานเข้าไปด้วย

    แต่สำหรับเซฮุนเอง เพราะเขาได้รู้จักตัวตนของจงอินคนที่อยู่กับครอบครัว กับลูกสาวมาแล้ว ถ้าหากจงอินเลือกใส่หน้ากากเวลาทำงาน เขาก็ต้องยอมรับว่าผู้ชายที่เป็นข่าวโด่งดังคนนั้น ตีบทแตกและใส่หน้ากากได้อย่างแนบเนียนเป็นที่สุด

    เนื่องจากการสัมภาษณ์ล่าสุด นักข่าวถามล้ำเส้นเกี่ยวกับข่าวฉาวของผู้สมัครซึ่งเป็นที่นับหน้าถือตาของสมาชิกพรรคจีเอ็นพีท่านหนึ่ง ด้วยอารมณ์หรือสคริปต์ หรืออะไรที่เขาเองก็ไม่รู้ ... วันนั้นจงอินตอบคำถามด้วยน้ำเสียงดุดัน ถ้อยคำที่ตรงไปตรงมา แถมยังค่อนข้างรุนแรง กลับไปโต้งๆเสียจนนักข่าวคนที่ถาม หน้าเสียเปลี่ยนประเด็นสัมภาษณ์แทบไม่ทัน

    โอ้ และเซฮุนต้องยอมรับกับตัวเองเลยทีเดียวว่า ...

    การวางอำนาจของจงอินในวันนั้น ทำให้เขาใจสั่นมากเพียงใด

    เซฮุนโตมากับครอบครัวที่เคร่งศาสนา เรามองผู้นำเป็นเหมือนเจ้าแห่งชีวิต ... 

    เพราะฉะนั้นก็คงไม่แปลกอะไร ถ้าหาก ผู้ชายทรงอำนาจ จะทำให้เขาหวั่นไหวอย่างรุนแรง

    เซฮุนก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร แต่ยังไงก็ตาม จงอินก็ยังคงเป็นเทพบุตรในสายตาของเขาอยู่ดี
    แต่ตอนนี้จงอินกำลังขยับตัวหาองศาสบายบนเบาะที่นั่งของตัวเอง หัวเข่าของชายหนุ่มบังเอิญแตะโดนหัวเข่าของเขา ข้อศอกภายใต้เสื้อสูทสีน้ำเงินเข้มๆขยับมาจนต้นแขนของเราแทบจะแนบเป็นแนวเดียวกัน ทั้งๆที่เบาะก็ออกจะกว้าง แต่จงอินกลับไม่ได้ขยับตัวออกห่างแต่อย่างใด แต่ในเมื่อเจ้าตัวสบายใจที่จะให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ เซฮุนเองก็ไม่มีปัญหา

    เพราะเวลาปัจจุบันนั้น เซฮุนได้อยู่ในที่ที่เขาอยากจะอยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 




    ครึ่งชั่วโมงต่อมา

    จากบรรยากาศใจกลางเมืองก็ค่อยๆเปลี่ยนมาเป็นวิว ทิวทัศน์แทรกธรรมชาติของย่านชานเมืองในที่สุด
    เซฮุนเกิดในโซลแต่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่ลอนดอนมาตั้งแต่จำความได้ แต่ในใจลึกๆนั้น เขาก็เหมือนชาวเกาหลีใต้ส่วนใหญ่ที่ภาคภูมิใจในประเทศของตัวเอง สีเขียวและธรรมชาติหรือทิวเขาในแบบเฉพาะของทวีปเอเชียคือพื้นที่สุดโปรดแห่งหนึ่งของเขา แม่น้ำ ลำธาร ต้นไม้ ดอกไม้ที่ขึ้นตามธรรมชาติมักจะทำให้เซฮุนผ่อนคลายอยู่เสมอ

    เขารักชนบท

    เพราะมันเต็มไปด้วยเรื่องราวแสนเรียบง่ายอย่างที่มันควรจะเป็น

    จงอินเองก็น่าจะชอบธรรมชาติเช่นกัน หลังจากหันไปมองที่คนนั่งเบียดอยู่ข้างๆก็พบว่าจงอินก็กำลังเพลิดเพลินไม่ต่างจากเขา และจากที่รู้มาจากลิตเติ้ล เจหรือที่คนในครอบครัวของจงอินเคยเล่าเกี่ยวกับบ้านของตระกูลคิมนั้น เซฮุนก็พอจะรู้มาว่า บ้านของชายหนุ่มรวมพื้นที่ใช้สอยมากมาย บรรพบุรุษของตระกูลได้รับมอบที่ดินผืนนี้เมื่อนานมาแล้วและตอนนี้ท่านอดีตรัฐมนตรีคิม ชูซอนและภรรยาก็คือประมุขของบ้าน

    และบัดนี้เมื่อคาดิลแล็คคันงามชะลอความเร็วลงก่อนจะค่อยๆหักเลี้ยวเข้าประตูไม้ขนาดใหญ่

    วิวที่เห็นอยู่ไม่ไกล ทำเอาเซฮุนอ้าปากค้าง เด็กหนุ่มขยับนั่งตัวตรงพลางชะโงกศีรษะออกไปมองโดยไม่รู้ตัว เขาคิดว่าได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ รับรู้ได้ทันทีว่าก็คงจะเป็นจงอินนั่นแหละ แต่เซฮุนไม่ได้สนใจอีกต่อไปในเมื่อสายตาของเขาถูกผูกติดกับเรือนกระจกหลังงามและสวนดอกไม้ขนาดใหญ่เข้าให้แล้ว สีสันสดใสของมันทำให้เขาอยากจะทุ่มตัวลงไปคลุกอยู่ในนั้นเป็นวันๆ

    ในขณะที่รถเคลื่อนเข้าใกล้ตัวบ้านไปเรื่อยๆ ดวงตาสีน้ำตาลก็มองเห็นตัวบ้านในที่สุด มันไม่เหมือนบ้านทั่วไปที่เขาเคยเห็น สไตล์การสร้างซึ่งดูเหมือนจะเป็นแนวเกาหลีประยุกต์ ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมและเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว ถ้าให้เดา บ้านหลังนี้คงสร้างและตกแต่งตามความชอบของท่านประมุขคนปัจจุบัน ไม่ก็นายทหารอย่างคุณจงฮุนอย่างแน่นอน เพราะเจ้านายคนเล็กของตระกูลคิม อย่างจงอิน ดูเหมือนจะชอบสไตล์ที่ดูเคร่งขรึมน้อยลงกว่านี้สักหน่อย

    ตัวบ้านสร้างเป็นรูปตัวยู ซึ่งมีสระน้ำอยู่ตรงกลาง สวยงามน่าชมมากเลยทีเดียว น้องเจเคยเล่าด้วยเสียงเล็กเสียงน้อยติดจะเขินอายอยู่ครั้งหนึ่ง คุณปู่ คุณย่าอยู่บ้านซ้าย คุณลุง คุณป้า พี่ซื่อซุน ปะป๊า คุณแม่ บราวน์อยู่บ้านขวา บ้านตรงกลางเป็นของทุกคน ตอนนั้นเซฮุนได้แต่ยิ้มกับการเลือกใช้คำของเธอก่อนจะค่อยๆสอนให้เด็กห้าขวบเข้าใจคำว่า ปีกซ้าย ปีกขวาได้ในที่สุด

    ในที่สุดรถก็หยุดลง

    ลู่หานก้าวนำลงจากรถคนแรก ตามด้วยจงอิน ชายหนุ่มทั้งคู่ยืนรอเขานิ่งๆอยู่ข้างรถ

    เซฮุนก้าวลงยืนบนพื้นได้ในที่สุดก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆด้วยความชื่นชม

    ที่นี่สวยมาก ... สวยจนคนมองแทบจะลืมหายใจ

    นั้นใดนั้นเสียง ‘โฮ่ง!’ ก็ดังขึ้น แล้วจงอินก็ผิวปากคล้ายกับเป็นรหัสอะไรสักอย่างเพื่อบอกทิศทางให้เจ้าตูบรู้ว่าชายหนุ่มกำลังยืนอยู่ตรงส่วนไหนของบ้าน เสียงตึกๆดังตามมาพร้อมกับเสียงเห่าอีกสองสามครั้ง แล้วก็ปรากฏสุนัขพันธ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ตัวใหญ่ขนสีน้ำตาลสด มันวิ่งห้อตรงเข้าหาจงอินเป็นอย่างแรก

    นี่คงเป็นเจ้าบราวน์ของน้องเจไม่ผิดตัวอย่างแน่นอน

    และเมื่อมันเห็นเจ้านายกลับบ้าน บราวน์ก็เริ่มกระดิกหางด้วยความดีใจจนลำตัวสั่นไปตามจังหวะ มันพยายามจะตะกุยเพื่อให้ชายหนุ่มย่อตัวลง อยากจะเสียหน้าแสดงความรักใจจะขาด เจ้าตูบครางหงิงๆเมื่อจงอินส่ายหัวก่อนจะเดินเอาลำตัวถูขาออดอ้อนอยู่อย่างนั้น จนร่างสูงใหญ่ใจอ่อนค้อมตัวลงลูบหัวสัตว์เลี้ยงคู่ใจแล้วโอบมันเข้ามาฟัดหอม

    เซฮุนยิ้มเมื่อเจ้าบราวน์สังเกตเห็นเขาซึ่งเป็นคนแปลกหน้าในที่สุด

    เจ้าตูบเดินด้อมๆมองๆมาดมกลิ่นก่อนจะนิ่ง แล้วมันก็นั่งลงกับพื้นพลางใช้ดวงตากลมโตจ้องเขา กระดิกหางด้วยความรอคอย เซฮุนค่อยๆยื่นมือออกไปแตะที่ปลายหูของเจ้าบราวน์ราวกับต้องการลองเชิง ทั้งสุนัข ทั้งคนดูกล้าๆกลัวๆด้วยกันทั้งคู่ แต่ในที่สุด เจ้าบราวน์ก็เอียงหัวใช้ปลายลิ้นเลียฝ่ามือของเขาหลังจากมันแน่ใจแล้วว่าเซฮุนไม่ได้มาร้าย

    เซฮุนเงยหน้าสบตากับจงอินด้วยความดีใจ

    ซึ่งดวงตาคมเข้มของเจ้าของบ้านก็มองมาที่เขาอยู่ก่อนแล้ว

    ในตอนนั้นเองที่เซฮุนเข้าใจถึงความหมายของคำว่า บ้าน อย่างแท้จริง




    “ป่ะ ผมจะพาคุณไปดูห้องนอน” จงอินเอ่ยเรียบๆก่อนจะยกมือห้ามเมื่อสาวใช้ทำท่าจะเข้ามาช่วยยกกระเป๋าของเซฮุนไปถือเสียเอง “ไม่ต้อง เดี๋ยวผมจัดการเอง”

    “ผมถือเองดีกว่าครับ” เซฮุนแทบจะร้องเสียงหลง ร่างสูงโปร่งเดินเข้าไปใกล้ แต่จงอินก็เบี่ยงตัวหลบในทันทีเช่นกัน

    “ผมถือให้นี่แหละ” ชายหนุ่มย้ำ

    “แต่ -” เขาช้อนตามอง “อย่างน้อยก็ให้ผมถือใบหนึ่ง”

    จงอินส่ายหัว “ผมถือสองใบได้ สบายมาก”

    พูดจบอย่างหน้าตาเฉยแล้วเดินนำเข้าบ้านตัดบทฉับไปเลย เซฮุนถึงกับอึ้งก่อนจะรีบเดินตามเข้าไปอย่างรวดเร็วเมื่อชายหนุ่มหันกลับมาตะโกนเรียกเขาดังลั่น ไม่นาน คนทั้งคู่ก็หยุดที่ประตูไม้สีขาวบานหนึ่งบนชั้นสอง ถัดไปมีประตูอีกสองบาน บานหนึ่งมีป้ายตัวอักษรน่ารักๆติดชื่อของเจ้าของห้องอยู่ด้วย 

    “ Little J 

    แทบไม่ต้องเดาว่าเป็นห้องของใคร ส่วนสุดริมทางเดินเป็นประตูไม้คู่ ถ้าให้เขาเดาก็คงจะเป็นห้องนอนของเจ้านายคนเล็กของบ้านนี่แหละ

    ชายหนุ่มเป็นคนเปิดประตูให้เขาแล้วจึงเดินนำ เอากระเป๋าเสื้อผ้าทั้งสองใบของเซฮุนไปวางไว้ที่โซฟาปลายเตียงให้อย่างเรียบร้อย 

    “ห้องนี้เคยเป็นห้องทำงานของผม” จงอินอธิบายช้าๆ “ผมสั่งรื้อเครื่องเรือนเก่าๆออกเหลือแต่ของที่จำเป็นไว้ นอกนั้นเป็นของใหม่ทั้งหมด หวังว่าคุณจะชอบนะครับ ต่อจากนี้คุณจะตกแต่งยังไงก็ได้ ห้องนี้เป็นของคุณแล้ว”

    “ขอบคุณมากครับ” เซฮุนตอบพร้อมกับโค้งให้เจ้าของเดิมอย่างอดไม่ได้

    “ห้องน้ำอยู่ทางนู้น” จงอินพูดต่อ “ส่วนประตูบานนี้คือประตูที่เชื่อมกับห้องของลิตเติ้ล เจ ถ้าเปิดไปเจอประตูอีกบานที่อีกฝั่งของห้องก็ไม่ต้องตกใจ ประตูบานนั้นเชื่อมกับห้องนอนของผมเอง”

    เซฮุนพยักหน้าเป็นการรับรู้ สรุปว่า ห้องนอนของสาวน้อยคือห้องที่คั่นกลางระหว่างห้องนอนของเขากับจงอินนี่เอง แต่ห้องทั้งหมดเชื่อมกัน เดินผ่านหากันได้ ดีจริงๆ

    เขาได้ยินเสียงนุ่มๆของอีกฝ่ายพูดทุกอย่าง แต่ช่วยไม่ได้ที่ความสนใจของเซฮุนในตอนนี้มัวแต่จดจ่ออยู่กับห้องนอน เป็นห้องที่ช่างผสมความเก่าของเครื่องเรือนไม้กับความใหม่ของสไตล์การตกแต่งได้อย่างลงตัว ไหนจะลายวอลเปเปอร์ที่มาเสริมทุกอย่างให้ดูดีเข้าไปยิ่งขึ้น เซฮุนเก็บรายละเอียดได้จากการมองปราดเพียงแค่ครั้งเดียว เขาไม่อยากจะคิดถึงราคาของมัน เพราะทุกอย่างดูมีราคาและเหมือนจะเป็นงานฝีมือซึ่งทำขึ้นอย่างประณีตเป็นที่สุด

    “ผมคิดว่าคุณคงอยากได้เวลาส่วนตัวจัดของสักพัก ถ้าถึงเวลาของว่าง ผมจะให้เด็กขึ้นมาตาม -”

    แต่ท่าทีประหลาดใจของเซฮุนทำให้ชายหนุ่มหยุดพูดกะทันหัน จงอินมองตามสายตาของร่างสูงโปร่งและเห็นว่าเซฮุนกำลังจ้องอยู่ที่รูปของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งถูกใส่กรอบสีดำอย่างสวยงาม ถูกวางไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือข้างหน้าต่างบานใหญ่

    “นั่น -” จงอินยกมือลูบหน้าแล้วกลืนน้ำลายก่อนจะเดินฉับไปหยิบกรอบรูปอันนั้นมาถือไว้เสียเอง “ฮานึล ... ภรรยาของผมเอง”

    คนบนฟ้า ช่างตลกร้ายเกินไปแล้ว

    เซฮุนพูดอะไรไม่ออก

    จงอินเองก็เงียบ แต่เป็นที่ชัดเจนว่าชายหนุ่มก็ตกใจไม่แพ้เขา “ผม-”

    “เธอสวยนะครับ คุณฮานึล ...”

    เซฮุนเอ่ยชมด้วยความจริงใจในขณะที่ยิ้มอย่างเก้อๆให้กับจงอิน เพราะ ... ด้วยความสัตย์จริง คุณฮานึลก็สวยจริงๆนั่นแหละ เธอสวยธรรมชาติ สวยเย็นตา ไม่ได้สวยหยาดเยิ้มเหมือนคุณจูลส์ แต่ก็สวย ที่สำคัญแววตาในรูปของเธอดูฉลาดล้ำลึกและเป็นประกายไม่ต่างจากของน้องเจเลยสักนิด

    “เจอกันตอนทานของว่างนะครับ” จงอินว่าอย่างนั้นก่อนจะเดินออกจากห้อง แล้วปิดประตูตามหลังให้อย่างมีมารยาท

    นี่คือห้องของคุณ

    ต่อไปนี้ ที่นี่คือห้องของโอ เซฮุน

    เซฮุนทำใจให้ลืมเรื่องเมื่อครู่ ใบหน้าขาวจัดมีรอยยิ้มก่อนจะโถมตัวลงบนเตียงกว้างอย่างอดใจไม่ไหวอีกต่อไป

    ถ้าจะเริ่มใหม่ ก็คงต้องเริ่มจากที่นี่แหละนะ




    เมื่อเก็บของเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาที่สาวใช้มาเคาะประตูเรียกเขาถึงบนห้อง ถึงแม้เซฮุนจะรู้จักสมาชิกในครอบครัวของชายหนุ่มครบทุกคนแล้วก็ตาม แต่เขาก็อดที่จะรู้สึกตื่นเต้นไปกับบรรยากาศใหม่ๆไม่ได้ เพราะท่านอดีตรัฐมนตรีและภรรยาก็ยังคงดูน่าเกรงขามอยู่เหมือนเดิม

    โดยเฉพาะท่านประมุขของบ้านและคุณจงฮุน ที่ในวันนี้ถึงแม้จะไม่ได้ใส่เครื่องแบบด้วยกันทั้งคู่ แต่มองปราดเดียวก็รู้ว่าบุคลิกที่ดูดุดัน แผ่อำนาจอยู่ตลอดเวลานั้นคือบุคลิกของนายทหารแบบแท้ๆ

    การตกแต่งภายในและสไตล์รวมๆก็ยังคงดูออกเช่นเดิมว่าไม่ใช่รสนิยมของเจ้านายคนเล็กของบ้านแต่อย่างใด แม้จะตกแต่งด้วยเครื่องเรือนสีเข้มเสียส่วนใหญ่ แต่น่าแปลกที่การจัดวางทำให้บ้านทั้งหลังดูอบอุ่นและสบายตามาก พื้นที่ใช้สอยส่วนรวมกว้างขวางแสนสะดวกและมีเพดานสูง แปลกจากสไตล์ดั้งเดิมทั่วไป

    แต่เซฮุนกลับหลงรัก บ้านกลาง ของน้องเจเข้าให้อย่างจัง เพราะพื้นที่ตรงนี้มองเห็นวิวแทบจะทั้งหมดภายในอาณาเขตทั้งบ้านและสวน แถมยังมีลมโกรก โล่ง อากาศถ่ายเทอีกด้วย ในหน้าร้อน ถ้าหากดอกไม้บานรับแสงแดดด้วยล่ะก็ ... มองเผินๆ ที่นี่คงเหมือนกับบ้านพักตากอากาศในประเทศเขตร้อนเลยทีเดียว 

    ใครก็ตามที่ออกแบบและตกแต่งบ้านหลังนี้ คนๆนั้นคงรู้ดีทีเดียวว่าจะสร้างบรรยากาศอย่างไรให้เหมาะกับคำว่า ครอบครัว

    เขาหันไปมองจงอินอีกครั้งและทันเห็นชายหนุ่มถอดเสื้อสูทตัวนอกออกแล้วส่งให้สาวใช้นำไปเก็บ เหลือแต่เสื้อเชิ้ตตัวในก่อนจะค่อยๆปลดกระดุมคอและข้อมือตามลำดับ จงอินดูสบายๆมากกว่าที่เซฮุนเคยเห็น เขามอง สมองซึมซับเรื่องราวใหม่ๆรอบตัวเหมือนฟองน้ำดูดเอาน้ำเข้าไปจนเต็ม ร่างสูงใหญ่เดินนำ เจ้าบราวน์ก็คอยวิ่งตามพะเน้าพะนอเจ้านายสุดที่รักไม่ยอมห่าง อึดใจถัดมาชายหนุ่มก็โบกมือให้เซฮุนเดินตามลึกเข้าไปในสวน

    เขาคาดว่าทุกคนคงรออยู่ในนั้น

    และก็คิดไม่ผิด เมื่อสายตาเห็นสีแดงๆดูสดใสอยู่ไม่ไกล เมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็พบว่ามันคือสีชุดเดรสของลิตเติ้ลเจ เซฮุนยิ้มเมื่อมองเห็นหนูน้อยชัดๆ วันนี้เธอน่ารักมาก หนูน้อยถูกจับแต่งตัวและทำผมอย่างดี เธอมัดผมแกละสองข้าง ปล่อยผมหน้าม้าในแบบที่เธอเคยบอกเขาว่า ปะป๊าบอกว่าเจน่ารัก

    แน่ล่ะว่าเธอโผเข้าหาจงอินเป็นอย่างแรก โดยมีเจ้าบราวน์พยายามจะเล่นด้วยโดยการเอาหัวใหญ่ๆของมันดุนตัวเธอ แต่เจคว้าขาจงอินไว้ไม่ทัน ก่อนจะตั้งตัวได้หนูน้อยก็หงายหลังก้นจ้ำเบ้ากับพื้นหญ้าในทันที เสียงดังตุ๊บ! ทำเอาผู้ใหญ่ทุกคนชะงักแล้วหันไปมองเธอโดยอัตโนมัติ ซื่อซุนทำท่าจะโผเข้ามาอุ้มหลานเป็นคนแรก แต่จงอินกลับยกมือห้ามแล้วชายหนุ่มก็ย่อตัวลง ยื่นมือออกไปหาลูกสาวแต่เขากลับไม่ได้ก้าวเข้าหาเธอแต่อย่างใด

    “เจลุกขึ้นลูก” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “มาหาพ่อมา”

    แต่เซฮุนรู้ดีว่าจงอินต้องบังคับตัวเองมากเพียงใดที่จะไม่อุ้มลูกสาวขึ้นมาโอ๋ เพราะเมื่อตะกี้ เขาเห็นกับตาว่าตอนที่เธอล้มไปต่อหน้าต่อตา ชายหนุ่มทำท่าจะเข้าไปดูเธอด้วยสีหน้าตกใจไม่แพ้กัน แต่จู่ๆอีกฝ่ายก็เปลี่ยนใจ จงอินย่อตัวนั่งนิ่งอยู่กับที่แต่สายตามองลิตเติ้ล เจที่ค่อยๆลุกขึ้นยืนตาไม่กระพริบ

    หนูน้อยเดินเตาะแตะมาพร้อมกับเจ้าตัวต้นเหตุที่หูลู่ หางตกด้วยความรู้สึกผิดเป็นที่เรียบร้อย บราวน์ร้องหงิงๆ มันนอนหมอบกับพื้น เอาจมูกเปียกๆซบกับเท้าของเจคล้ายกับจะขอโทษ จงอินยิ้มในระหว่างโอบร่างของลูกสาวเข้ามาในอ้อมกอด ฝ่ามือใหญ่ไล้ไปตามเนื้อตัวของเธอ ปากก็พึมพำถามว่าเธอเจ็บตรงไหนด้วยหรือไม่ ลิตเติ้ล เจส่ายหัวในขณะที่แขนกอดคอพ่อไม่ยอมปล่อย

    ดวงตากลมๆของเด็กหญิงมองเจ้าบราวน์ที่เปลี่ยนไปอ้อนจงอินแทน ก่อนฝ่ามือแข็งแรงจะจับมือเธอไปลูบหัวสุนัขคู่ใจเบาๆ บราวน์หันไปเลียมือทั้งคู่ด้วยความรักก่อนจะโถมตัวลงไปคลุกกับหญ้าเหมือนที่มันชอบทำเป็นประจำ ลิตเติ้ล เจหัวเราะเสียงเล็กราวกับเธอเองก็ไม่ได้ติดใจอะไร

    ท่าจะจริงอย่างที่ คุณจูยอน คุณแม่ของจงอินเคยพูดไว้ว่า หลานสาวของเธอกับเจ้าบราวน์น่ะ เป็นเพื่อนรักกัน

    เซฮุนยิ้ม ...

    และหลังจากทำความเคารพและทักทายผู้ใหญ่ในบ้านเป็นที่เรียบร้อย เขาก็เห็นว่าถัดไป มีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ไม่ไกล จานของว่างและแก้วน้ำบรรจุเครื่องดื่มหลากหลายถูกวางรออยู่บนนั้น มีกระถางไม้ดอกสีขาวสวยงามตกแต่งเป็นจุดๆโดยรอบ

    ให้ตาย ที่นี่สวยจริงๆ

    แล้วเซฮุนก็พูดมันออกไปในตอนที่ซื่อซุนเดินถือแก้วชาเย็นมาให้เขา ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มยิ้มอย่างสดใสระหว่างหยิบของว่างเข้าปากแล้วเคี้ยวจนแก้มตุ่ย เขาจิบชาพอให้ชุ่มคอแล้วก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหาลิตเติ้ล เจก่อนจะคุกเข่าลง

    “น้องเจครับ พี่มาหาแล้วนะ”

    เจพยักหน้าก่อนจะก้มหน้ามองพื้นอย่างอายๆ “ยิน ... ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะ พี่เซฮุน”

    จงอินหัวเราะเบาๆในทันทีก่อนเจ้าตัวจะปล่อยลูกสาวไว้กับเขาและสุนัขอีกหนึ่งตัว เซฮุนก็ยิ้มบ้างก่อนจะค่อยๆพูดช้าๆเพื่อให้เธอได้เข้าใจ “ยินดีต้อนรับ เฉยๆครับน้องเจ” เขาว่าเสียงนุ่มก่อนจะยื่นปลายนิ้วไปแตะแก้มของเธอเบาๆ “ยินดีต้อนรับกลับบ้านเอาไว้พูดเวลาคุณพ่อกลับมาจากที่ทำงานนะครับ”

    “ค่ะ พี่เซฮุน” เธอพยักหน้าอีกครั้งแล้วจึงเงยหน้ามองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย ยังมีบ้างที่น้องเจยังเขินอายแต่ก็ถือว่าน้อยกว่าครั้งแรกๆที่เจอกันมากนัก

    “วันนี้น้องเจแต่งตัวน่ารักมาก ใครเลือกชุดให้ครับ หรือเลือกเอง” เซฮุนตะล่อมถาม เขาเรียนรู้มาจากจงอินนี่แหละว่าการพูดคุยก็เป็นการสร้างความคุ้นเคยในแบบหนึ่ง

    “คุณย่าค่ะ” เจตอบเสียงเบา ในขณะที่สองมือเล็กบิดชายกระโปรงของตัวเองไปมา

    เซฮุนแกะมือของเธอออกช้าๆ เขาจับมันมาวางบนฝ่ามือของตัวเองแล้วลูบลงเพื่อให้เธอผ่อนคลาย ทำแบบนั้นอยู่พักหนึ่งจนแน่ใจแล้วว่าลิตเติ้ล เจหายเกร็ง ร่างสูงโปร่งก็ลุกขึ้นก่อนจะจูงมือเธอไปที่โต๊ะไม้ หนูน้อยก็เดินแยกไปเกาะขาพ่อของเธอโดยอัตโนมัติ เขามองจนแน่ใจว่าเจได้นั่งบนเก้าอี้ของเธอเรียบร้อย จากนั้นเซฮุนก็นั่งลงบ้าง

    “ที่บ้านนี้ดื่มแต่ชานะ ดื่มได้รึเปล่าล่ะเรา” เสียงของคุณจงฮุนถาม

    “ได้ครับ คุณจงฮุน” เซฮุนตอบด้วยรอยยิ้ม

    “ดีเลย เราลองดื่มดูก็แล้วกัน ชาของที่นี่อร่อยอย่าบอกใครเชียวล่ะ” คุณจงฮุนพูดด้วยสำเนียงและน้ำเสียงลงหนักดั่งที่ได้ยินเป็นประจำ แต่น่าแปลกที่เซฮุนกลับไม่ได้รู้สึกเหมือนถูกกดดันหรือคุมคามจากคนในบ้านนี้เลยแม้แต่น้อย

    เขามองตามเมื่อคุณจงฮุนตักอาหารวางใส่จานน้องชายคนเดียวอย่างเป็นธรรมชาติ เผื่อแผ่ไปถึงลู่หานอีกด้วยและตัวจงอินเองก็ไม่ได้ดูขัดเขินหรืออึดอัดต่อการดูแลของพี่ชายแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ชายหนุ่มเพียงแค่เอ่ยขอบคุณด้วยโทนเสียงสุภาพ จากนั้นคุณจงฮุนก็หัวเราะเสียงดังลั่นแล้วจึงตบบ่าน้องชายคนเดียวราวกับบอกว่าไม่เป็นไรแม้แต่น้อย

    “ขนมในจาน เยอะไปหรือเปล่าจ๊ะ”

    เซฮุนสะดุ้งเมื่อมีปลายนิ้วมาสะกิดที่ต้นแขน เขาหันไปมองก่อนจะสบตากับรอยยิ้มสว่างจ้าของคุณจูยอน ในขณะที่มือก็ยื่นออกไปรับจานของว่างที่เธอยื่นให้จากอีกฟากของโต๊ะ “ไม่เลยครับ ขนมของคุณจูยอนอร่อยมาก”

    “ถ้าอย่างนั้นก็กินเข้าไปให้เยอะๆ ผอมเก้งก้างแบบนี้ ไม่ได้เรื่อง” คราวนี้เป็นสำเนียงและคำพูดดุๆในแบบฉบับคนยุคเก่าของท่านประมุขของบ้าน “ไม่ต้องเกรงใจเรื่องของกิน ของใช้ ฉันไม่ชอบให้คนในบ้านตัวผอมเหมือนคนขาดสารอาหาร”

    ถึงแม้คำพูดจะตรงแน่วเป็นไม้บรรทัด แต่ดูจากปฏิกิริยาของคนในโต๊ะที่จู่ๆก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกันนั้น ทำให้รู้ว่าท่านเป็นคนปากร้ายแต่ใจดีมากเพียงใด ทำให้เซฮุนพลอยอมยิ้มตามอย่างอดไม่ได้ เขารับคำกับท่านชูซอนเรียบๆแล้วเริ่มตักขนมเข้าปากในที่สุด

    “ซื่อซุน หยิบน้ำตาลส่งให้ม๊าหน่อยลูก”

    เซฮุนแอบมองตามในทันที ...

    ซื่อซุนลุกขึ้นไปหยิบกระปุกน้ำตาลที่ตั้งอยู่บนโต๊ะวางเครื่องเคียงอย่างว่าง่ายโดยที่ไม่มีทีท่าไม่พอใจเลยสักนิด ทั้งๆที่สาวใช้ก็รอคอยบริการอยู่ไม่ไกล แต่คุณอี้เฟยก็เลือกที่จะวานลูกชายของเธอเอง ถ้าเขามองเรื่องนี้ไม่ผิด การทำแบบนี้ก็ไม่ใช่เพื่อใคร คงเพื่อตัวซื่อซุนเองนั่นแหละ 

    เพราะเด็กคนนี้เกิดมาในครอบครัวที่มีเพียบพร้อมไปทุกอย่าง

    ถ้าหากไม่ฝึกให้ถ่อมตัวหรือทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ไม่สอนให้รู้จักก้มหน้าในยามที่ต้องทำ เด็กคนนี้ก็จะโตมาแบบผิดๆ เซฮุนเคยได้ยินเรื่องเล่าจากในค่ายทหาร เขาว่ากันว่า ลูกนายทหาร ถ้าหากกร่างไม่เลือกที่ ไม่ต้องให้ใครหน้าไหนมาจัดการหรอกเพราะจะโดนพ่อปราบก่อนเลยคนแรก

    ส่วนเซฮุน ตอนนี้มีลิตเติ้ล เจ นั่งอยู่ตรงกลางระหว่างตัวเขากับจงอิน แม้เขาจะร่วมพูดคุยกับทุกคนบนโต๊ะแต่เซฮุนรู้ตัวดีว่าเขาสังเกตสองคนนี้เป็นพิเศษ ด้วยทั้งเหตุผลและความรู้สึกส่วนตัว

    ขนมในจานของน้องเจถูกตัดแบ่งมาอย่างเรียบร้อย พอดีคำ เธองอแงนิดหน่อยแต่จงอินก็ตะล่อมจนลูกสาวยอมกินอย่างนิ่งเงียบ ที่จริงเซฮุนแทบจะไม่มีประสบการณ์กับเด็กเลย แต่ถ้าพูดถึงเด็ก ... พวกเขาเหล่านั้นก็มักจะเสียงดัง โวยวาย ตามประสาช่วงวัยที่ยังควบคุมตัวเองไม่ได้ไปเรื่อย

    แต่กับน้องเจต่อให้เธองอแง ต่อต้าน เธอก็ยังเงียบ แทบจะไม่ขอหรือเรียกร้องอะไรเลย

    ลิตเติ้ล เจ ทำให้เขานึกถึงตุ๊กตาที่นั่งนิ่งๆไร้ชีวิตชีวา ช่างน่าสงสารที่ชีวิตของเธอต้องมาเป็นแบบนี้ เซฮุนนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยก่อนเสียงอุทานของจงอินจะดังขึ้น ใบหน้าขาวจัดรีบหันไปมองในทันที ก็พบว่าลิตเติ้ล เจ ทำจานขนมคว่ำใส่ตัวเองจนเลอะเทอะไปหมด เศษน้ำตาลเปรอะเต็มชุดกระโปรงตัวสวย ในขณะที่จงอินถอนหายใจเสียงดังอย่างชัดเจนจนลูกสาวสะดุ้งเพราะนึกว่าพ่อจะต้องดุเธอ แต่เปล่าเลย เซฮุนรู้ว่าจงอินไม่ได้ตั้งใจ ก็คนปกติที่มีอารมณ์เหมือนกันนี่แหละ ต่อให้ระวังแค่ไหนก็พลาดกันได้

    มือเล็กๆของเด็กห้าขวบจึงพยายามแก้ปัญหาโดยการกอบเศษขนมจากกระโปรงขึ้นมาวางลงบนโต๊ะ ซึ่งจงอินก็ปล่อยให้เธอทำ ชายหนุ่มยังไม่พูดอะไร แต่นั่นมันก่อนที่ลิตเติ้ล เจจะลืมตัวแล้วใช้ฝ่ามือทั้งสองปาดแก้มของตัวเองจนเศษน้ำตาลเหนียวเหนอะเลอะไปทั้งหน้า

    “เจ ...” จงอินเรียกชื่อลูกสาวพร้อมกับยื่นมือมาหา

    แต่เป็นเซฮุนก่อนที่โน้มตัวเข้าไปอุ้มเธอมานั่งบนตักโดยไม่รู้ตัว เขาหยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาเช็ดมือเธอเป็นอย่างแรก ก่อนใครบางคนจะส่งผ้าชุบน้ำให้ เซฮุนรับมาแล้วเริ่มเช็ดใบหน้าของเด็กหญิงด้วยความใจเย็น “ไม่เป็นไรเนอะ เลอะนิดเดียว เช็ดออกก็สะอาดเหมือนเดิมแล้ว” เขาปลอบเธอเสียงนุ่มในขณะที่บรรยากาศบนโต๊ะเริ่มผ่อนคลายมาเป็นดั่งปกติ

    “เจ หนูลุกไปเปลี่ยนชุดกับพี่ซื่อซุนนะลูก”

    จงอินกลับมาอารมณ์คงที่อีกครั้ง ใบหน้าหล่อเหลาเอียงมองสบตากับลูกสาวเพื่อให้เธอรู้ว่าเขาไม่ได้โกรธเธอเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่พยักหน้าเป็นสัญญาณให้หลานชายพาเจไปเปลี่ยนชุด เด็กหญิงพยักหน้าก่อนจะเอ่ยขอบคุณเซฮุนเสียงเบาแล้วลุกขึ้นไปโถมตัวกอดพ่อเสียเต็มรัก

    เจนิ่งเงียบ จงอินเองก็ไม่พูดอะไร ชายหนุ่มกดจูบบนกลางศีรษะของหนูน้อยเสียงดังจุ๊บในแบบที่เซฮุนได้ยินเต็มสองหู ไม่มีทีท่าไม่พอใจแม้น้อยเมื่อน้ำตาลเหนียวๆจากชุดกระโปรงของลิตเติ้ล เจเปื้อนเป็นคราบเต็มเสื้อเชิ้ตของตัวเอง

    เด็กหญิงอ้าแขนเป็นเชิงให้อุ้มเมื่อซื่อซุนเดินเข้ามาใกล้ เด็กหนุ่มยิ้มก่อนจะอุ้มหนูน้อยแล้วเดินหายเข้าไปในตัวบ้าน

    “ขอบคุณนะครับ” จงอินเขยิบเข้ามานั่งแทนที่ของลูกสาวแล้วโน้มตัวมากระซิบใกล้ๆ

    เซฮุนยิ้มก่อนจะส่ายหัว “ไม่เป็นไรเลยครับ ผมยินดี”

    และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นสบตากับทุกคนในโต๊ะ ถึงแม้บรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลายจะไม่พูดอะไร แต่ทุกคนต่างก็ทราบดีถึงอาการของลิตเติ้ล เจ มีเพียงแค่คุณจูยอนที่ยกมือวางทาบกับอกแล้วขยับปากเอ่ยขอบคุณแบบไม่มีเสียงส่งผ่านมาจากอีกฟากของโต๊ะเท่านั้น

    จากหางตา เซฮุนเห็นว่าจงอินก็ยิ้มบ้าง อึดใจถัดมา ชายหนุ่มจึงขยับตัวล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วยื่นให้ด้วยท่าทีสุภาพทั้งๆที่เสื้อของเจ้าตัวก็เลอะเทอะไม่แพ้เขา “เอาไปเช็ดเนื้อเช็ดตัวเถอะครับ ผมให้คุณ”

    เซฮุนขอบคุณอีกครั้งระหว่างยกชาขึ้นจิบเพื่อซ่อนรอยยิ้มบนใบหน้า

    สิ่งเหล่านี้เองน่ะเหรอ ... ที่หล่อหลอมทั้งจงอิน ซื่อซุนและลิตเติ้ล เจ จนโตมาได้ขนาดนี้

    เซฮุนไม่แปลกใจเลยสักนิด ไม่แปลกใจอีกต่อไปแล้ว

    ว่าทำไมคำว่า ครอบครัว ถึงได้สำคัญนัก




    เขียนโดย AyahSoo LONE WOLF
    Twitter hashtag: #หัวใจสิงห์KH

    -  Thank You  -





เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
ehyukjaebt (@BBaekhyun)
คือแบบ น่ารักอ่ะ