LION'S HEART หัวใจสิงห์savedbywolf
ตอนที่ 5



  • LION'S HEART l หัวใจสิงห์
    ตอนที่ 05


    คิม จงอิน กำลังเดินทอดน่องออกไปที่สนามหลังบ้าน แสงสลัวยามค่ำคืนส่องกระทบกับน้ำในสระส่องเป็นประกาย ทางด้านซ้ายมองเห็นกอสีเหลืองๆของดอกแดฟโฟดิลอยู่ไม่ไกล เขาหันไปมองมันเพียงครู่และก้าวช้าๆอย่างมั่นคงไปที่เตียงผ้าใบริมสระ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่ง โดยมีเจ้าบราวน์วิ่งเหยาะๆตามมาจากทางด้านหลัง คอยพันแข้งพันขาชายหนุ่มอยู่ไม่ห่าง

    จงอินกำลังคิดถึงเซฮุน

    คิดถึงใบหน้าขาวจัดของคนป่วยที่มองกลับมาเมื่อเขาเดินเข้าไปในห้องพักฟื้น มันช่างซีดเซียวจนน่าใจหายแต่ดวงตาสีเข้มกลับเปล่งประกายราวกับการมาถึงของเขาคือสิ่งที่ทำให้โลกของอีกฝ่ายงดงาม สว่างขึ้น และทั้งหมดนั่นทำให้จงอินไม่สามารถสรุปความรู้สึกของตัวเองได้ มันคือสิ่งที่ทำให้ตัวเขาหงุดหงิด เพราะชีวิตของเขา มีแบบแผน มีขั้น มีตอน ทุกสิ่งทุกอย่างรวบรัดอยู่ในสมองของเขาโดยไม่มีการตั้งคำถาม

    ครั้งหนึ่งเคยคิดว่า เขามีคำตอบให้กับทุกเรื่องที่อยากจะรู้ แต่ในตอนนี้ แม้กระทั่งความรู้สึกของตัวเอง ... เขาก็ยังตอบไม่ได้ มันน่าหัวร่อนัก เพราะคนแบบคิม จงอิน ... อย่างเขานี่แหละ ที่รู้และเข้าใจดีที่สุดว่าความตรงไปตรงมาหรือความจริงในแบบไร้การปรุงแต่งใดๆมักจะมาพร้อมกับความอึดอัด ดังนั้นความเป็นจริงจึงต้องการการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

    แต่อะไรกันล่ะ ระหว่างเขากับเซฮุน ที่จะเปลี่ยนแปลงไป?

    เขาไม่รู้

    จงอินรู้แต่ว่า ในเวลาที่ไม่มีอะไรเป็นใจเลยสักอย่าง ...

    สิ่งที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ เขาเผลอหลงใหลไปกับมัน

    หลงใหลไปกับอะไรสักอย่างที่เบาบางมากๆ จับต้องไม่ได้ ไม่มีชื่อเรียกและขัดกับพื้นฐานความเป็นจริงที่เขาเชื่อมาโดยตลอดอย่างสิ้นเชิง

    ในขณะที่จิตใจกำลังต่อสู้กับตัวเองอย่างรุนแรงนั้น ข้างกายของเขาก็ยังมีกระป๋องเบียร์อยู่เคียงข้างกับกระดานหมากรุกอยู่ชุดหนึ่ง จงอินไม่ชอบเหล้านอก เหล้าหรู หรือแม้แต่โซจูที่เป็นของดั่งเดิม เบียร์คือเครื่องดื่มที่ถูกปากเขามากที่สุด มีเพียงแค่คนใกล้ชิดเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ เพราะอย่างที่รู้ๆกันอยู่ เวลาออกงาน ดำรงตำแหน่งท่านที่ปรึกษา สก็อตช์วิสกี้ที่ถูกบ่มเพาะมาเป็นสิบๆปีคือเครื่องดื่มที่เหมาะสมกับคิม จงอินคนนั้นมากที่สุด

    ระหว่างยกกระป๋องเบียร์ขึ้นจิบอีกครั้ง เจ้าบราวน์ก็กระโดดผลุบขึ้นมาเอาหัวซบขา ชายหนุ่มก้มลงมองพลางลูบหัวสัตว์เลี้ยงคู่ใจด้วยความเอ็นดู เพราะบราวน์ทั้งออด ทั้งอ้อน ไม่ต่างจากลิตเติ้ล เจตอนที่ยังดีๆเลยสักนิด ได้แต่คิดแล้วก็ถอนหายใจ นึกย้อนกลับไปถึงเหตุผลที่บราวน์กลายมาเป็นเจ้าตูบคู่กาย จำได้ว่าสุนัขตัวนี้คือของขวัญวันเกิดของเจเมื่อสามปีที่แล้ว ลู่หานเป็นคนนำมันมาให้ลูกสาวของเขา แต่ไปๆมาๆ เจดันกลายมาเป็นเพื่อนเล่นของเจ้าบราวน์แทน ส่วนเขา เจ้าขนนุ่มกลับจงรักภักดีแบบถวายชีวิตกันเลยทีเดียว

    คิดแล้วก็ได้แต่หัวเราะคนเดียวก่อนจะเอี้ยวตัวไปหยิบเบียร์กระป๋องใหม่ขึ้นมาเปิด จิบอีกรอบและเมื่อหันกลับมา ร่างสมส่วนของลู่หานก็ทรุดตัวลงนั่งเงียบๆบนเตียงผ้าใบตัวถัดไปจากเขาเสียแล้ว คนมาใหม่ยังไม่พูดอะไร เพื่อนรักเลือกที่จะเงียบก่อนยื่นมือไปรับเบียร์ที่จงอินส่งให้แล้วดื่มช้าๆ เจ้าบราวน์ผงกหัวขึ้นมามองลู่หาน มันกระดิกหางราวกับจะกล่าวต้อนรับแต่ก็ไม่ได้ผละออกไปหาชายหนุ่มที่ว่าแต่อย่างใด

    “พรุ่งนี้แกมีสอน” ลู่หานพูดเรียบๆ

    “ฉันรู้” จงอินหัวเราะ “ฉันไม่ใช่ซื่อซุน แกไม่ต้องมาเตือนฉันหรอก”

    ชายหนุ่มอีกคนทำเสียงฮึดฮัดในลำคอก่อนจะปลดกระดุมเสื้อสูทแล้วถอดมันวางพาดไว้กับพนักเก้าอี้ “ฉันไม่เข้าใจแกอยู่ดี ทำไมถึงต้องสละเวลาไปสอน ถ้าเทียบกับสิ่งที่แกทำได้ การไปสอนนักศึกษาเป็นผลพลอยได้เพียงแค่นิดเดียว”

    จงอินถอนหายใจ ...

    ลู่หานไม่เคยเห็นด้วยกับเรื่องนี้ นักข่าวกัดเขาไม่ปล่อยอย่างไร ลู่หานก็ไม่ต่างกัน บางทีนี่อาจจะเป็นข้อเสียของคนที่เก่งเกินไป รอบจัดมันไปเสียทุกด้าน จนสุดท้ายพวกเขามักจะกลายมาเป็นคนขวางโลกอย่างเหลือเชื่อโดยที่ไม่รู้ตัวและจงอินก็เรียนรู้ความจริงข้อนี้มานานแล้วว่าในกรณีนี้ลู่หานก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นแต่อย่างใด

    “เหตุผลของแกมันก็จริงนะ ผลลัพธ์เรื่องนี้ต้องใช้เวลาและมันก็นานมากกว่าจะเห็นผล แต่เชื่อฉันสิ มันคุ้ม ฉันสอนมาจะสิบปี ก็เทียบกับสิบรุ่น คนเป็นร้อยคน แกอย่าลืม ทุกวันนี้ที่แกเคารพพ่อฉันมากเพราะอะไร ท่านพูดอะไร แกก็เกรงใจ ถึงแม้จะไม่เห็นด้วยยังไงก็ตามแต่ก็ยังพร้อมสนับสนุน พร้อมช่วยเหลือเพราะท่านมีบุญคุณที่เคยสั่งสอนเป็นอาจารย์ของพวกเราไง จำได้ไหมล่ะ”

    “จงอิน ...” 

    “ฉันพูดถูกไหม เวลารัก เคารพใคร เขาวานให้ช่วยอะไร เราก็เต็มใจทำให้ ฉันกับแกถือเรื่องพวกนี้ เราทั้งคู่ยกพ่อแม่กับอาจารย์ขึ้นเหนือหัว แล้วทำไมลูกศิษย์ของฉันจะไม่คิดแบบนั้นด้วยล่ะ แกคิดว่าความจงรักภักดี เงินมันซื้อได้รึไง มันก็อาจจะได้ แต่มันไม่นานหรอก แกกับฉันมองขาดกันคนละมุม แกก็รู้ว่าเรื่องแบบนี้ ฉันแทบไม่เคยพลาด”

    ลู่หานเงียบระหว่างมองจงอินด้วยความครุ่นคิด

    “เราต่างรู้ดีลู่หาน เรื่องทริคพวกนี้ การสอนคือการสร้างความยำเกรงได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุดแล้ว ไม่ต้องใช้กำลังเพื่อให้ใครมานับถือ และเมื่อใดที่เด็กพวกนั้นนับถือฉันเป็นอาจารย์ นั่นก็เท่ากับเราได้คะแนนเสียงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของพวกเขามาอยู่ในมือเป็นที่เรียบร้อย”

    ลู่หานพยักหน้าพลางลูบต้นคอด้วยความเหนื่อยหน่าย “แกหงุดหงิดที่ฉันพูดเรื่องนี้เหรอจงอิน”

    “ไม่ขนาดนั้นหรอก” ชายหนุ่มเจ้าของชื่อถอนหายใจ “ไม่รู้สิ”

    “แต่แกอารมณ์ไม่ดี” อีกฝ่ายสรุปให้

    จงอินพยักหน้าบ้าง “ก็คงงั้นแหละ”

    “ปกติถ้าแนะนำอะไรไป ต่อให้แกไม่เห็นด้วย แกก็จะนิ่ง แต่นี่ ...” ลู่หานนิ่งไปสักพักราวกับกำลังนึกอะไรบางอย่างก่อนจะหัวเราะออกมาคนเดียวอย่างอดไม่ได้ “แกทำให้ฉันนึกถึงเมียเก่า ครั้งสุดท้ายที่ฉันแนะนำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเธอเอง แม่นั่นตะโกนด่าฉันว่า ไอ้คนเฮงซวย”

    ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มมีรอยยิ้ม จงอินหมุนกระป๋องเบียร์ในมือไปมาก่อนจะหัวเราะเสียงทุ้มออกมาเช่นกัน “แกสองคนก็ปากจัดพอกันนั่นแหละ”

    ชายหนุ่มอีกคนส่ายหัว “บอกเลยว่าฉันเข็ดกับผู้หญิงไปอีกนาน”

    “หึ ...”

    ลู่หานเลิกคิ้วเป็นคำถามพลางยกเบียร์ขึ้นจิบ

    “ฉันรู้เรื่องหลังจบงานปาร์ตี้ของพรรคเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว” จงอินว่าพร้อมสบตา

    “แกพูดบ้าอะไร”

    “ไหนบอกเข็ด คืนนั้นก็ไม่เห็นจะเข็ดสักเท่าไหร่นี่ ใช่ไหม?”

    เพื่อนรักของเขายิ้ม ก่อนจะยักไหล่ “ให้ตายสิ ฉันปิดบังอะไรแกไม่ได้จริงๆ”

    คราวนี้จงอินหัวเราะเสียงกังวานจนเจ้าบราวน์รีบลุกขึ้นมานั่ง นึกว่าเจ้านายอยากจะเล่นด้วยแต่ฝ่ามือใหญ่เพียงแค่โอบร่างของมันเข้ามากอดไว้ข้างกายหลวมๆ “นอกจากเป็นเพื่อนรัก ฉันก็ยังเป็นเจ้านายของแกด้วยนะ ลืมไปแล้วรึไง”

    “มันอาจจะเสียมารยาทที่ปล่อยให้สุภาพสตรีรอเก้ออยู่ที่โรงแรมทั้งคืน แต่ไม่ล่ะ ฉันเคยปล่อยให้คนอื่นเอาโซ่มาล่ามคอตัวเองไว้แล้วครั้งหนึ่ง ความสัมพันธ์กับชีวิตคู่ไม่เหมาะกับฉันหรอก”

    จงอินเลิกคิ้วก่อนจะพึมพำราวกับต้องการย้ำกับตัวเอง “แสดงว่าฉันเป็นพวกโชคดี? ที่ชีวิตแทบจะไม่มีปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์ ...”

    “ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น ... แต่ถ้ามองในแบบฉัน ฉันก็จะบอกว่าแกน่ะ ช่างไร้เดียงสา แกก็รู้ดีพอๆกับฉันว่าอาชีพเราก็ไม่ต่างอะไรกับนักขายฝันหรอก เรารู้ดีที่สุดว่าความโชคดีไม่มีอยู่จริง คิดแบบนั้นก็เหมือนดูถูกคนใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก คนที่ทำงานหนักหรือคนที่พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะประคองความสัมพันธ์เอาไว้ ทุกอย่างที่แกกับฉันมีร่วมกันในทุกวันนี้ ก็เลือดตาแทบกระเด็นทั้งนั้นกว่าจะได้มา ใช่ว่า จะได้มาง่ายๆด้วยความโชคดีเสียเมื่อไหร่ ความโชคดีน่ะ เอาไว้ใส่ในสโลแกนหาเสียงครั้งต่อไปเถอะ”

    จงอินส่ายหัวแต่ก็หัวเราะเบาๆคล้ายกับเห็นด้วย “บางทีแกก็ขวางโลกจนน่าเตะนะ ลู่หาน สิ่งที่แกเจอมามันแย่ขนาดนั้นเลยรึไง”

    ลู่หานส่ายหัวพร้อมยกเบียร์ขึ้นจิบด้วยท่าทีสบายๆ “ไม่หรอก แกก็รู้ว่าฉันไม่ได้ขวางโลก อย่างฉันน่ะเรียกว่าเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลน่าจะเหมาะกว่า ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่คนอื่น แต่อยู่ที่ฉันเองนี่แหละ ยังไงดีล่ะ ฉันก็ไม่ได้มานั่งเปิดใจคุยกับแกแบบนี้มานานแล้ว คนแบบฉันคงต้องใช้คำว่า เสพย์ติดการอยู่คนเดียวไปแล้วล่ะมั้ง แต่มันก็ดีอยู่นะ ฉันคิดว่าตอนอยู่คนเดียวก็สะดวกดีเหมือนกัน แต่คนเรา ... มีด้านมืดลึกๆอยู่เสมอ ตอนแรกอาจจะเป็นเพราะความสะดวกเพียงอย่างเดียว แต่หลังจากนั้นมันกลายเป็นว่าฉันไม่อยากรับมือกับผู้คน ฉันอยากอยู่คนเดียวเพราะไม่ได้รู้สึกเหงา แต่ฉันชอบของฉันแบบนี้ จนสุดท้ายก็มารู้ตัวว่า ฉันอยากอยู่แบบนี้ตลอดไป แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่ฉันค้นพบเกี่ยวกับตัวเองก็คือ นอกจากพวกแกกับคนไม่กี่คนในชีวิตของฉันแล้ว ก็ไม่มีใครเป็นคู่คิดที่ดีพอสำหรับฉันเท่ากับตัวเอง”

    จงอินถึงกับเงียบไปพักหนึ่ง ดวงตาคมดุมองเพื่อนรักที่ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่ารู้จักลู่หานทุกซอกทุกมุมเป็นอย่างดี แต่วันนี้ เพื่อนของเขากลับยังมีมุมที่คาดไม่ถึงให้ได้ตกตะลึงอยู่เหมือนเดิม

    “ถ้าพ่อฉันได้ยินแกพูดแบบนี้ รู้ไหมว่าท่านจะสั่งสอนแกยังไง”

    ทันใดนั้นลู่หานกับจงอินก็หัวเราะขึ้นมาราวกับรู้กัน ใบหน้าหวานจัดผ่อนคลายลงก่อนจะหยิบเบียร์กระป๋องใหม่ขึ้นมาเปิดพลางโบกไม้โบกมือไปมา “พ่อกับพี่ชายของแกน่ะ เป็นนักอุดมคติ ที่จริงแกเองก็ด้วยนะจงอิน แต่เอาเถอะ ท่านคงเอือมฉันแล้วเหมือนกัน คำว่าสมบูรณ์แบบมันใช้กับฉันไม่ได้หรอก ด้วยความเคารพ”

    จงอินหัวเราะพรืดก่อนจะส่ายหัว “เออ แล้วเรื่องเอกสารของเซฮุน แกจัดการให้ฉันเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”

    “แกคิดดีแล้วนะเรื่องนี้” ลู่หานถามย้ำ

    “อือฮึ” จงอินรับคำเรียบๆ “ถึงจะยังไม่ได้คุยกับเจ้าตัวเป็นเรื่องเป็นราว แต่ฉันคิดว่ายังไงเซฮุนก็คงไม่ปฏิเสธถ้าหากฉันจะขอให้เขาย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้ เขาเองก็ยังไม่ที่อยู่ ถ้าเขารู้สึกไม่ดีฉันอาจจะจ้างเขามาเพื่อบำบัดอารมณ์ของเจหรือถ้าเขาอยากทำงาน ฉันคิดว่าเราก็ยังพอมีตำแหน่งในทีมว่างสักตำแหน่ง แกดูแล้วกันว่าเขาพอจะทำอะไรได้บ้าง ลงไปจัดการด้วยตัวเองเลย แกจะได้เลิกระแวงเขาสักที ดีไหม”

    “อย่ามาประชดหน่อยเลย สิ่งที่ฉันทำก็เพื่อระวังหลังให้แกทั้งนั้น” ลู่หานเสียงเขียวระหว่างหันไปหยิบซองเอกสารจากด้านในเสื้อสูทแล้วส่งให้จงอินก่อนจะพยักพเยิดใบหน้าไปทางกระดานหมากรุกซึ่งถูกตั้งอยู่เฉยๆมานานแล้ว “แกเอากระดานของฮานึลออกมาทำไม?”

    จงอินไม่ตอบ เขามองตามสายตาของลู่หานก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่กระดานหมากรุกเก่าๆที่อยู่ข้างตัว “ก็คิดว่าจะเอาออกมาเล่น”

    “เล่นกับใครล่ะ” ลู่หานถามซ้ำ “เล่นกับคนในจินตนาการมันยากนะเพื่อน ...”

    ชายหนุ่มเงียบ ...

    “คนในจินตนาการของแก เธอจากไปแล้ว ถ้าแกยังยึดติด คอยทำให้เกมที่มันไม่มีอยู่จริงเดินไปเรื่อยๆ มันไม่ช่วยอะไร จงอิน”

    “ฉันรู้ ...” จงอินพึมพำตอบเสียงเบา “แต่ฉันไม่ได้ทำแม้กระทั่งบอกลา”

    ลู่หานวางกระป๋องเบียร์ หมดคำจะปลอบไปอีกพักหนึ่ง ดวงตาคมหวานอ่อนแสงลงทั้งสงสาร ทั้งเห็นใจ ผสมปนเป แต่ในที่สุดร่างสมส่วนก็ลุกยืนขึ้นก่อนจะทรุดตัวลงนั่งอีกครั้งที่ปลายเตียงผ้าใบของจงอิน ฝ่ามือมีกระดานหมากรุกอันเก่าและกล่องใส่หมากทั้งหลายติดมาด้วย

    “แกจะใช้เวลานานแค่ไหนคิดวนไปวนมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ได้ แต่ถ้าแกพร้อมเมื่อไหร่ แกต้องกลับมาเผชิญหน้ากับมันแล้วแกก็ต้องเอาชนะมันให้ได้ด้วย จงอิน แต่ยังไงก็ตาม เล่นคนเดียวมันไม่สนุกหรอกนะ”

    “แกเล่นหมากรุกเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่?”

    จงอินยิ้มพร้อมกับส่ายหัวอย่างเนือยๆ แต่กลับดันให้เจ้าบราวน์ลงไปนั่งที่พื้นเหมือนกำลังจะเตรียมพร้อม จากท่านอนเอนหลังก็เปลี่ยนมาเป็นนั่งตัวตรงแสดงความตื่นเต้นต่างจากสีหน้าเรียบเฉยอย่างเห็นได้ชัด

    ลู่หานยิ้มเยาะ ...

    “แกคิดว่าฮานึลหัดเล่นหมากรุกกับใคร ก่อนที่เธอจะไปเล่นกับเซียนอย่างแก?”




    รอยัล บลู ...

    คือคำที่ผู้หญิงคนหนึ่งใช้นิยามตัวเขา

    แต่ด้วยความสัตย์จริง ลู่หานเองก็ไม่รู้ว่า รอยัล บลูหรือสีน้ำเงินนั้น เป็นตัวแทนของสิ่งใด ใช่ว่าเขาจะสนใจเสียเมื่อไหร่ แต่ก็อาจจะสน ถ้าหากเขามีอารมณ์อยากฟังใครพร่ำพรรณนาเกี่ยวกับสี หลายคนคงมีคำตอบอยู่ในใจว่าเขาเป็นตัวแทนของสีน้ำเงินจริงหรือไม่

    แต่ไม่หรอก ... ถ้าให้ลู่หานนิยาม

    ถึงจิตใจอันล้ำและสุดจะลึกของตัวเองนั้น

    เขานึกอะไรไม่ออก นอกจากสีดำ 

    ร่างสมส่วนก้าวออกจากห้องน้ำ เขาใช้ผ้าเช็ดมือซับตามท่อนแขนและฝ่ามืออย่างประณีตก่อนจะโยนมันทิ้งในถังขยะ ลู่หานปลดกระดุมเสื้อสูท ถอดมันออกแล้วพาดไว้กับราวแขวน จากนั้นจึงย้ายมาปลดที่ข้อมือและตัวเสื้อเชิ้ตตามลำดับ ในจังหวะที่กำลังจะถอดเครื่องแต่งกายให้พ้นตัวนั้น เสียงกุกกักก็ดังขึ้นและในทันทีที่หันกลับไป ชายหนุ่มก็ชะงักกึก

    “นี่มันเรื่องบ้า -”

    “ไฮ ... ฉันแวะมาเยี่ยม”

    ให้ตายสิวะ!

    ลู่หานถึงกับต้องหลับตาพร้อมกับระบายลมหายใจออกอย่างแรงเพื่อระงับสติอารมณ์ก่อนจะลืมขึ้นแล้วมองสาวงามที่กำลังยืนโพสท่ายั่วยวนอยู่กลางห้องด้วยแววตาตำหนิอย่างชัดเจนที่สุด ในขณะที่สาวงามคนที่ว่าเงยหน้าขึ้น ยิ้มแย้มอย่างไม่รู้สึกรู้สา มือปล่อยเสื้อคลุมลงกับพื้นแล้วก้าวเข้าใกล้ชายหนุ่มเจ้าของห้องอย่างช้าๆ

    “เธอมาทำอะไรในห้องของฉัน” ลู่หานถามเสียงขรึม

    “ก็บอกแล้วไงว่ามาเยี่ยม” พูดตอบเสียงอ่อนเสียงหวานพร้อมกับเดินนวยนาดเหมือนแมว

    “แต่ตอนนี้ฉันไม่รับแขก”

    เสียงทุ้มว่าด้วยความเย็นชา ก่อนจะก้าวเร็วๆไปชะโงกดูนอกหน้าต่างฝั่งที่ติดกับออฟฟิศหาเสียงของพรรค ด้วยกลัวว่าอาจจะมีพนักงานหลงเหลือมาเห็นภาพอะไรที่ไม่ควร ลู่หานเคยเป็นผู้ชายที่มีครอบครัวมาก่อน เขามีบ้านหลังใหญ่พร้อมพื้นที่ใช้สอยอยู่ใจกลางเมืองโซล แต่ ... ตั้งแต่ที่หย่าขาดกับภรรยา บ้านหลังนั้นเขาก็ยกให้เธอเป็นของชิ้นสุดท้ายที่เธอจะได้จากเขานอกจากความทรงจำในชีวิตคู่อันเลวร้าย

    เขาคิดจะซื้อบ้านหลังใหม่ แต่ติดที่ว่า ยังหาบ้านถูกใจและมีระยะทางใกล้กับสำนักงานหาเสียงของพรรคไม่ได้ ที่อยู่ปัจจุบันของท่านที่ปรึกษาเรื่องภาพลักษณ์ผู้สุดจะฉาวโฉจึงกลายมาเป็นห้องชุดภายในตึกสำนักงานแทน เขาอยู่ห้องนี้มาสามปีกว่า ถึงแม้จะไม่ได้หรูหราอะไรนัก แต่เรื่องความสะดวกสบายในชีวิตชายโสดนี่ต้องยอมยกให้เลยทีเดียว ช่างเหมาะกับชายหนุ่มผู้หวงแหนความเป็นส่วนตัวและบ้างานอย่างถึงที่สุด 

    และตอนนี้ความเป็นส่วนตัวของลู่หานกำลังถูกรุกล้ำโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต

    “อะไรกัน ฉันอุตส่าห์มาหา คุณไม่ดีใจเหรอคะที่ได้เจอฉัน”

    “เธอจะให้ฉันตอบตามจริงหรือโกหกล่ะ” ชายหนุ่มถามกลับ ไม่แม้แต่จะพยายามปิดบังความรำคาญในน้ำเสียง

    สาวงามแค่นเสียงหัวเราะ “ข้างนอกนั่น พนักงานกลับบ้านไปหมดแล้ว คุณไม่ต้องทำเป็นไล่ฉันหรอก”

    “เธอนี่มันสุดยอดจริงๆ” ลู่หานแทบจะสบถ ร่างสมส่วนหันกลับมามองใบหน้าหวานหยดของคู่สนทนาชัดๆ ถึงแม้เขาจะไม่ได้เข้าหาเธอแต่ก็ไม่ได้มีความเขินอายหรือต้องการปิดบังร่างกายของตัวเองแต่อย่างใด ตรงกันข้ามลู่หานกลับปล่อยให้เสื้อเชิ้ตยังคาอยู่ที่ท่อนบนของตัวเอง แต่ไม่ได้มีแก่ใจจะติดกระดุมกลับเข้าไปใหม่ให้เรียบร้อย “กลับบ้านไปเถอะ พรุ่งนี้ฉันมีงานสำคัญต้องออกนอกสถานที่กับจงอินแต่เช้า ฉันไม่อยากมาเสียเวลากับเธอ”

    “ฉันขอไปด้วย”

    “ไม่ได้” ลู่หานตอบในทันที

    “ทำไมล่ะ พี่จงอินไม่ว่าอะไรหรอก”

    ชายหนุ่มสั่นศีรษะแทนการปฏิเสธอีกครั้ง

    “ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไปด้วยไม่ได้”

    “ฉันไปทำงาน เอาจงอินมาอ้างก็ไม่ช่วยอะไร กลับบ้านไปซะ ป่านนี้พ่อเธอเป็นห่วงแย่แล้ว”

    หญิงสาวทำปากยื่น เธอพยายามอ้อนทั้งๆที่รู้ว่าลู่หานจะไม่มีวันใจอ่อนด้วยซ้ำ “ถ้าคุณอยากพาฉันไปด้วย คุณทำได้อยู่แล้ว ทำไมถึงต้องใจร้ายกับฉันนัก ลู่หาน”

    ชายหนุ่มเจ้าของชื่อมองสาวงามด้วยหางตา ลู่หานส่ายหัวอีกครั้งก่อนจะเดินฉับๆไปก้มเก็บเสื้อคลุมของแขกที่ไม่ได้รับเชิญแล้วเดินเอามันมายัดใส่มือของเธอ “ก็เพราะเธอมันพูดไม่รู้เรื่องแบบนี้ไง”

    แต่นี่แหละ ... คือลู่หานตัวจริง

    คนที่เธอชอบและอยากจะเห็นมากที่สุด ถ้าได้รู้จักตัวตนลึกๆของเขาจะไม่แปลกใจเลยว่าทำไมลู่หานถึงได้เข้ากับพี่จงอินได้ดีเหมือนพี่น้องคลานตามกันมา ในยามที่ชายหนุ่มสลัดคราบชายมาดเนี้ยบ เจ้าสำอางคนนั้นทิ้งเหลือแต่ผู้ชายสไตล์ขาลุย หุ่นแน่นๆถึงแม้จะไม่ได้สูงใหญ่ แต่ก็ฟิตแบบคนสุขภาพดี ในสายตาของเธอ ถ้าตัดภาพลักษณ์ที่ทุกคนเห็นออกไป เหลือแต่ชายหนุ่มโตเต็มวัย พ่วงตำแหน่งพ่อหม้ายปากร้ายเข้าไปด้วยล่ะก็ อย่างลู่หานน่ะ หล่อเหลือร้าย เร้าใจกว่าพี่จงอินตั้งเยอะ

    “นี่คุณตายด้านหรือเป็นอะไร” สาวงามถามอย่างมีอารมณ์ขึ้นมาบ้างเมื่อโดนปฏิเสธจังๆมานับครั้งไม่ถ้วน

    ลู่หานหัวเราะ รู้อยู่แก่ใจว่าคอเสื้อของคนตรงหน้ามันต่ำเกินความจำเป็น เขาคงไม่ต้องจินตนาการถึงเนื้อหนังมังสาของสาวน้อยไวไฟคนนี้ ถ้าเขาเลือกที่จะมองน่ะนะ “อะไรทำให้เธอคิดแบบนั้น”

    “ก็คุณไม่แม้แต่จะสนใจ ถ้าฉันให้ท่าผู้ชายคนอื่นแบบที่ฉันเทให้คุณ ป่านนี้ฉันคง ... ไปตั้งนานแล้ว”

    “นี่ รู้ตัวไหม ...” ลู่หานพูดช้าๆ ก่อนจะเหลือบตามอง “ว่าเธอน่ะ เป็นเด็กสันดานเสีย ฉันไม่อยากจะใช้คำว่าเหลือขอ คำนั้น เอาไว้ให้พ่อแม่เธอสั่งสอนดีกว่า”

    “ก็รู้อยู่ ใครๆก็บอกฉันแบบนั้น นั่นคือเหตุผลที่พ่อต้องบากหน้ามาของานพี่จงอินให้ฉันทำตั้งแต่แรกไงล่ะ” เธอโน้มตัวเข้ามาใกล้พลางรวบผมยาวสลวยให้พ้นท้ายทอยและปล่อยมันคาอยู่แบบนั้น คราวนี้ลู่หานเห็นเต็มตาว่านอกจากคอเสื้อที่มันถูกดึงจนต่ำก็ยังมีบราเสริมทรงที่ช่วยดันอะไรบางอย่างให้เด่นชัดขึ้นมาอีกด้วย “ฉันเห็นคุณอยู่คนเดียวมาเป็นปีแล้ว ฉันแบให้ขนาดนี้ คุณไม่หวั่นไหวบ้างเลยรึไง”

    ลู่หานเงียบในตอนแรก ในขณะที่สายตาไล่มองตั้งแต่ใบหน้าเรื่อยลงมาตามร่างกายของเธออย่างช้าๆ “ฉันไม่ปฏิเสธว่าเธอเป็นคนสวย ที่จริงใช้คำว่า สวยมาก ก็ยังได้”

    เธอยิ้มกว้างด้วยถูกใจในคำตอบของชายหนุ่มที่หมายปองมานานอย่างถึงที่สุด

    “แต่เธอเป็นลูกสาวเพื่อนรักของท่านว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมคิม จงฮุน ... อีกอย่าง ความสวยจะมีค่าอะไร ถ้าหากเธอโง่?”

    “แล้ว?” สาวน้อยถามกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน

    “นั่นแปลว่าฉันและผู้ชายทุกคนในพรรคจีเอ็นพี ไม่มีสิทธิ์แตะต้องเธอ”

    “ตลกชะมัด ครั้งสุดท้ายที่ฉันเห็นคุณนัวเนียกับเมียเก่าที่นี่ คุณก็ดูไม่ได้หัวโบราณขนาดนี้นี่ ลู่หาน”

    “ก็นั่นมันเมียฉัน” ชายหนุ่มว่าตาขุ่น “แต่ถ้าพ่อของเธอรู้เรื่องนี้ มันคงไม่ตลกเท่าไหร่ ถ้าฉันโดนลูกน้องเจ้าพ่อลากไปซ้อม”

    เธอหัวเราะอย่างอดไม่ได้ ฝ่ามือเรียวสวยยกขึ้นมาวางนาบกับแก้มสากพลางไล่ปลายนิ้วไปตามสันกรามของชายหนุ่มช้าๆ “แหม คุณก็พูดเกินไป พ่อฉันไม่ใช่คนใจร้ายใจดำแบบนั้นสักหน่อย”

    ลู่หานไม่เล่นด้วย เขาวาดแขนขึ้นมาปัดมือเธอออกจากใบหน้าด้วยแรงที่ไม่เบานัก “ไม่เกินไปหรอก สำหรับคนที่จะเดือดร้อน”

    “คุณอ้างสารพัดจนฉันนึกสงสัยว่าจริงๆแล้วเป็นเพราะอะไรกันแน่ เป็นเพราะคุณไม่สนใจฉันหรือเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นที่คุณเฝ้ารอแต่เธอ” หญิงสาวเน้นคำ พลางเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นอย่างมีเลศนัย

    ลู่หานแหงนหน้ามองเพดานและหลับตานิ่ง

    ก่อนจะถาม “เธอหมายความว่ายังไง”

    “คุณฉลาดนักนี่ คิดเอาเองสิ”

    คราวนี้ลู่หานเป็นฝ่ายก้าวเข้ามาใกล้ เขาจ้องเธอเขม็ง “ฉันถามเธอก็เพราะฉันไม่รู้คำตอบ”

    “หึ!” หญิงสาวทำเสียงประชดขึ้นจมูก “คุณว่าฉันสันดานเสีย คุณเองก็ตอแหลเหมือนกัน”

    ชายหนุ่มมองใบหน้าของเธอด้วยแววตาเย็นชาคล้ายกับต้องการเตือน ...

    “คุณเฝ้ามองเธอเหมือนคนย้ำคิดย้ำทำ คุณไม่รู้ตัวเลยรึไง ลู่หาน” และแล้วใบหน้าหวานหยดของเธอก็มีรอยยิ้ม แต่น้ำเสียงกลับสั่นจนเหมือนจะร้องคราง “พี่จงอินเคยตามเฝ้าพี่ฮานึลยังไง สองคนนั้นดูเด็กไปเลยเมื่อเทียบกับที่คุณคอยตามเธอเหมือนหมาเชื่องๆ”

    “ถ้าฉันเป็นเธอนะ ...” ลู่หานพูดช้าๆ “ฉันจะไม่แส่เข้ามายุ่งเรื่องนี้”

    “ทำไม? ที่ฉันพูดมันจี้ใจดำคุณเหรอ” คราวนี้เสียงของเธอดูนิ่งและสงบมากขึ้น พูดนุ่มนวลเหมือนผู้หญิงที่ผ่านการอกหักมาอย่างหนัก เธอสวมเสื้อคลุมก่อนจะดึงคอเสื้อให้ขึ้นมาปิดเนินหน้าอกเช่นเดิมแล้วยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู “... มันก็แน่อยู่แล้วที่คุณไม่เคยชายตามองฉัน ก็เพราะคุณรักเธอใช่ไหม คุณรักแต่เธอมาตลอด นานเท่าไหร่แล้วล่ะ สิบ? ยี่สิบปี? คุณอาจจะตบตาพี่จงอินได้ แต่คุณตบตาฉันไม่ได้หรอก”

    ลู่หานส่ายหัว ฝ่ามือแข็งแรงยกขึ้นมาจับเอวของเธอแล้วบีบราวกับจะบังคับให้เธอหยุดพูด “ผู้หญิงคนที่เธอพูดถึงไม่มีอยู่จริง”

    แก้มของเธอเป็นสีแดงจัดในขณะที่น้ำตาเอ่ออยู่ในดวงตาสีน้ำตาลวาววับ “รู้ตัวไหม ผู้ชายฉลาดๆอย่างคุณมักจะพลาดมองข้ามสัญชาตญาณของผู้หญิงเสมอ คุณคิดจริงๆเหรอว่าเรื่องแบบนี้มันปิดกันได้”

    ลู่หานแค่นยิ้ม มือของเขาค่อยๆคลายออก เขาก้าวถอยห่างออกจากเธอในที่สุด “ไร้สาระน่ะ”

    เธอส่ายหัวขึ้นมาบ้าง “เปล่าเลย นี่ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ตรงกันข้าม เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่สุดที่คุณเคยตัดสินใจทำเพื่อใครสักคน คุณรักเธอมากจนไม่กล้าแม้แต่จะดึงเธอเข้าสู่ความสัมพันธ์ชู้สาว คุณอาจจะเคยมีใจให้ผู้หญิงคนอื่นแต่ไม่มีใครที่คุณรักเหมือนผู้หญิงคนนี้ ขนาดคุณ คุณยังกลัวความเป็นตัวคุณว่าจะทำลายเธอเลย คุณคิดแทนเธอขนาดนี้ ... ถึงฉันจะโง่ แต่ฉันก็มีสัญชาตญาณเหมือนที่ผู้หญิงคนอื่นมี จูลส์ช่างเป็นผู้หญิงที่โชคดีจริงๆ คุณคิดแบบนั้นไหมลู่หาน?”

    ชายหนุ่มเจ้าของชื่อได้แต่อึ้งเมื่อฝ่ามือเรียวสวยของหญิงสาวผลักตัวเขาให้พ้นทาง เธอสะบัดเส้นผมยาวสลวยลงคลอเคลียแผ่นหลังแล้วก้าวยาวๆอย่างมั่นคงไปทางประตู

    ก่อนจะไป เธอทิ้งท้ายเอาไว้

    “ถ้าพี่จงอินรู้ เขาคงภูมิใจในตัวคุณน่าดู” 




    ลู่หานขอตัวกลับในตอนเกือบสี่ทุ่ม

    แน่นอนว่าเพื่อนรักของเขาปฏิเสธการนอนค้างที่บ้านตระกูลคิม ถึงแม้ว่ามันจะสะดวกกับอีกฝ่ายอยู่มากก็ตาม แต่จงอินก็เรียนรู้มานานแล้วเช่นกันว่าบางทีบรรยากาศของความเป็นครอบครัวอาจจะทำให้พ่อหม้ายเนื้อหอมอย่างเจ้าตัวรู้สึกอึดอัด ในเมื่อไม่ถึงสองชั่วโมงที่ผ่านมา ลู่หานเพิ่งจะยอมรับกับเขาตามตรงว่า ตัวเองนั้นรักการอยู่คนเดียวมากเพียงใด

    แน่ล่ะ ว่าจงอินไม่เข้าใจความรู้สึกนั้น

    เพราะทั้งชีวิตของเขา ไม่ว่าจะขยับตัวทำอะไรก็มักจะถูกรายล้อมไปด้วยครอบครัวและเหล่าเพื่อนสนิทอยู่เสมอ

    ชายหนุ่มกำลังเตรียมตัวจะเข้านอน เตียงกว้างขนาดหกฟุตยังคงดูเหงาและเศร้าสร้อย เตียงฝั่งของเขามีรอยยับเป็นปกติแต่อีกฝั่งนั้นทั้งว่างเปล่าและเย็นชืด สองเดือนจะเข้าเดือนที่สามแล้ว ที่ไม่มีคนนอนเคียงข้าง เขามีเพื่อนคู่คิดแต่ยังไม่มีเพื่อนคู่ใจเพราะเธอได้จากเขาไปแล้วตลอดกาล

    คนบางคนเคยกล่าวเอาไว้ ความทรงจำถึงหญิงสาวผู้เป็นที่รักจะทำให้ชายหนุ่มมีความสุข มันอาจจะใช้ได้สำหรับชายหนุ่มคนอื่น แต่สำหรับจงอิน ความทรงจำของเขาถึงแม้จะมีเยอะเต็มไปหมด แต่มันก็เบาบางเกินกว่าจะคว้าเอามาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจได้ ใบหน้าหล่อจัดหมองลงก่อนฝ่ามือจะตวัดทีเดียว ผ้าคลุมเตียงก็ร่วงไปอยู่ที่พื้นอย่างง่ายดาย จงอินกำลังจะสอดตัวเข้าไปในผ้าห่ม

    แต่ก็ชะงัก ... เพราะจู่ๆก็ดันคิดถึงลูก

    ดังนั้นเขาจึงอดไม่ได้ที่จะเดินไปอีกฝั่งแล้วค่อยๆหมุนลูกบิดประตูซึ่งเชื่อมห้องนอนของเขากับเจเอาไว้ด้วยกัน ในขณะที่กำลังเคลื่อนไหวให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ชายหนุ่มก็ชะโงกหน้าเข้าไปมองในห้อง ก่อนจะยิ้มเมื่อเห็นร่างเล็กๆของลิตเติ้ล เจ นอนซุกผ้าห่มอยู่กลางเตียงของเธอ ลูกสาวของเขาหลับสนิทไปแล้ว แต่จงอินก็ตัดสินใจจะเปิดประตูแง้มทิ้งไว้แบบนั้น เพราะการที่เห็นเธอปลอดภัยคือความสุขใจอย่างหนึ่งของเขา

    ก่อนจะเดินกลับไปนอนก่ายหน้าผากคิดเรื่องลูกอยู่คนเดียว

    บ่ายวันนี้ ...

    จงอินโดนที่บ้านโทรตามตัวให้กลับมาดูเจอย่างเร่งด่วน เนื่องจากลูกสาวของเขาร้องไห้โฮกลับมาจากที่โรงเรียน ลิตเติ้ล เจเพิ่งกลับมาอยู่บ้านได้อาทิตย์กว่าๆ เธอทำตัวเหมือนดั่งปกติ มีบ้างที่ซึมเศร้าและบ่นคิดถึงแม่ของแกตามประสาเด็ก เขาจึงวางใจให้เธอไปโรงเรียนได้ ด้วยคิดเอาเองว่าสังคมเดิมๆของเธอจะช่วยเยียวยาจิตใจของลูกสาวเขาได้ไม่มากก็น้อย แต่เปล่าเลย จงอินกลับพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย เขาโกรธตัวเองที่การตัดสินใจของเขา ทำให้เจระเบิดกับอะไรก็ตามซึ่งเธอเลือกจะเก็บมันเอาไว้ข้างในใจ

    บอกตามตรง เขารู้อยู่เต็มอกว่าลูกเป็นอะไร แต่สิ่งที่จงอินไม่รู้ก็คือตอนนี้ เจรู้สึกอย่างไรต่างหาก ...

    เป็นครั้งแรกที่จงอินต้องยอมรับกับตัวเองว่าเขาต้องการความช่วยเหลือจากใครสักคน

    และนั่น จึงเป็นสาเหตุหลักของการที่เขาเร่งให้เซฮุนเข้ามาอยู่ในบ้าน ...

    ในเมื่อคนในครอบครัว คนใกล้ชิดและเพื่อนๆของเธอที่โรงเรียน ทำให้เจมีความสุขไม่ได้ ดูเหมือนเขาจะไม่มีทางเลือกอะไรอีก โอ เซฮุน ... เด็กคนนั้น คนที่พักหลังๆได้เริ่มเข้ามารบกวนจิตใจของเขาไม่ต่างจากเรื่องของเจเลยสักนิดได้กลายมาเป็นความหวังสุดท้ายของครอบครัวคิมเข้าแล้ว

    และถ้าหากเซฮุนทำสำเร็จ เจก็จะกลับมาเป็นสาวน้อยที่แสนมีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อนั้น เด็กหนุ่มก็คงจะกลายมาเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในชีวิตของเขาด้วยเช่นกัน จงอินคิดแบบนั้นก่อนจะผล็อยหลับไปพร้อมสีหน้าผ่อนคลาย

    ชายหนุ่มคิดว่าตัวเองหลับสนิทไปได้พักใหญ่ ก่อนเสียงกุกกักข้างเตียงจะทำให้เขากึ่งหลับกึ่งตื่น จงอินงัวเงีย เขาพลิกตัวหนีเสียงที่ว่า ก่อนแรงดึงเบาๆที่ชายเสื้อจะทำให้เขาสะดุ้งตื่นแล้วพลิกตัวหันกลับมา ในครั้งแรกที่ลืมตา ภาพของลิตเติ้ล เจดูเลือนราง ฝ่ามือแข็งแรงจึงยกขึ้นมาลูบใบหน้าแล้วเพ่งมองผ่านความมืดอีกครั้ง

    คราวนี้ภาพเด็กหญิงในชุดนอนสีครีมซึ่งกำลังยืนนิ่งอยู่ข้างเตียงก็เด่นชัดขึ้นมาในทันที

    “ปะป๊า ...” ลิตเติ้ล เจร้องเรียก

    จงอินยิ้มน้อยๆ นึกชอบใจทุกครั้งที่ลูกสาวมีชื่อเรียกพิเศษให้กับเขา น่าแปลกที่เจเรียกคนอื่นอย่างที่ควรจะเป็น เช่น คุณปู่ คุณย่า หรือแม้กระทั่งฮานึล ลูกสาวเขาก็เรียกเธอว่า คุณแม่เต็มปากเต็มคำ มีแต่กับเขานี่แหละ ที่เธอเรียกว่า ‘ปะป๊า’ แต่เมื่อมาคิดๆดูแล้ว ก็ไม่ได้แปลกอะไร เพราะพี่สะใภ้ของเขาก็เป็นคนจีนแท้ เจอาจจะได้ยินซื่อซุนเรียกพ่อแม่ของเจ้าตัวด้วยภาษาจีนก็เป็นได้ เธอก็เลยจำมาเรียกเขาบ้าง

    “หนูตื่นมาทำไมลูก” 

    จงอินถามเธอแต่ร่างสูงของชายหนุ่มกลับกระถดตัวไปด้านข้างเพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างข้างๆกายแล้วเลิกผ้าห่มออกราวกับจะบอกให้ลูกสาวปีนขึ้นเตียงมานอนด้วยกัน เด็กหญิงก้าวเข้าหาอย่างว่าง่าย เจปีนขึ้นเตียงด้วยความคุ้นเคย ในขณะที่ดวงตาคมมองใบหน้าซึ่งถอดมาจากตัวเองด้วยแววตาแสนรัก เขาวาดแขนออกโอบร่างเล็กๆให้ขึ้นมานอนคว่ำบนอก ก่อนจะเอาผ้าห่มคลุมร่างของเราทั้งคู่

    ด้วยรู้ว่าเจชอบนอนบนอกพ่อมากเพียงใด โตขนาดไหนเธอก็ไม่เคยเบื่อ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีเพราะจงอินไม่อยากให้เธอเบื่อเช่นกัน นี่เป็นเรื่องราวส่วนตัวเล็กๆระหว่างเจกับเขา ถ้าทำได้ จงอินก็อยากจะเก็บไว้ให้นานมากที่สุด

    “เจ หนูนอนไม่หลับเหรอลูก หรือว่าหนูฝันร้าย”

    น้ำเสียงนุ่มทุ้มตะล่อมถามหนูน้อยอีกครั้ง ในตอนแรกลูกสาวของเขาไม่ยอมตอบ ถึงแม้จะเป็นเด็กว่าง่าย ไม่ก้าวร้าว แต่ถ้าเธอต้องการ เจก็มีมุมดื้อเงียบของเธอเองเช่นกัน เพราะเขารู้ จงอินจึงเลือกที่จะให้เวลาเธอ ในขณะที่มือลูบศีรษะลงไปจนถึงแผ่นหลัง แล้วจึงย้อนกลับมาที่ศีรษะอีกรอบเมื่อรู้สึกว่ามีใครบางคนมัดผมแกละสองข้างไว้ให้เธอก่อนจะเข้านอน มือแข็งแรงค่อยดึงๆหนังยางทั้งสองเส้นออกอย่างช้าๆเพราะกลัวว่าเธอจะนอนหลับไม่สบาย

    เขากำลังปลอบเธอ โดยไม่มีเสียงและทำให้เจผ่อนคลายเพื่อให้เธอนอนหลับต่อได้อย่างง่ายดายตลอดทั้งคืน

    “หนูไม่อยากไปโรงเรียน ...” ในที่สุดลิตเติ้ล เจก็ยอมเปิดปากพูด “... หนูคิดถึงคุณแม่ แต่คุณครูบอกว่าให้หนูตั้งใจเรียน ถ้าหนูเก่ง คุณแม่จะภูมิใจ”

    เขาอึ้ง ... และค่อนข้างแน่ใจ ว่าคิม จงอินล้มเหลวอย่างถึงที่สุดกับบทบาทของความเป็นพ่อ ...

    เพราะอะไร

    ทำไม

    ลูกสาวของเขา ... เด็กห้าขวบถึงคิดว่าตัวเองจะต้องเก่ง

    ลิตเติ้ล เจ ป่วย เธอต้องการการช่วยเหลือ ไม่ใช่ถูกกดดันว่าเธอจะต้องเก่งเพื่อคนอื่น จงอินไม่อยากให้เจสมบูรณ์แบบ เพราะเขารู้ดีที่สุด แม้กระทั่งตัวตนของเขาเอง ความสมบูรณ์และบุคคลในอุดมคตินั้นมันไม่มีอยู่จริง

    “หนูเหนื่อยรึเปล่าเจ?”

    แค่นั้นจริงๆ ที่จงอินบังคับตัวเองให้พูดออกไปได้ 

    เขาหลุดปากถามออกไป ก่อนจะคิดได้ว่า เจอาจจะเด็กเกินไปที่จะเข้าใจความนัยของคำถามนี้ แต่ลูกสาวของเขาก็ตอบกลับมาด้วยเสียงเล็กเสียงน้อยอย่างซื่อๆว่า “เหนื่อยค่ะ ปะป๊า”

    และคำตอบของลูกสาวก็ทำให้จงอินหัวใจสลายอย่างบอกไม่ถูก

    เขาถามตัวเองในตอนนี้ว่าอยากให้ ลิตเติ้ล เจ เลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเอง โตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่แบบไหนในสังคม …

    จงอินสอนคนมาเยอะ เขาเข้าใจบทบาทของครูบาอาจารย์เป็นอย่างดี เพราะคนอื่นมักจะบอกว่า เด็กต้องเก่ง ต้องฉลาด ต้องพยายามมากกว่าคนอื่นเพื่อที่จะได้ไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของชีวิต แต่ในบทบาทของพ่อแม่ เขาเองก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำให้ลูกสาวเข้าใจว่า เธอไม่จำเป็นต้องเก่งเพื่อให้เขาหรือคนในครอบครัวรักเธอ

    นี่คือสิ่งที่อยากพูด ... แต่มันจุกอกจนพูดไม่ออกอยู่ตรงนี้

    และจงอินก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเจจะเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อด้วยหรือไม่ ถ้าหากเขาพูดมันออกไป ... ด้วยความสัตย์จริง พ่อไม่ได้อยากให้หนูต้องเก่งเพราะสังคมของคนเก่งมีแต่ความกดดัน พ่อไม่ได้อยากให้หนูโตมาเป็นแบบพ่อ ... ไม่เลยเจ พ่ออยากให้หนูมีความสุข ตื่นมาในทุกๆเช้าโดยที่ไม่มีความคิดที่จะเอาชนะใครหรือผลักดันตัวเองให้เป็นที่หนึ่ง

    เพราะหนูมีสิ่งล้ำค่า หนูมีจิตวิญญาณของผู้หญิงที่รักอิสระมากที่สุดเท่าที่พ่อเคยเจออยู่กับตัว ...

    “เจ้าหญิงของพ่อ” จงอินกล่อมลูกสาวเสียงนุ่มก่อนจะจูบกลางศีรษะของเจช้าๆ ค้างอยู่อย่างนั้นระหว่างกอดเธอแน่นกว่าเดิม

    เขาตัดสินใจแล้ว ...

    คงเป็นการดีถ้าหากจะให้เจหยุดเรียนไปอีกสักเดือน เพื่อรักษาเยียวยาจิตใจ เพราะสภาพแวดล้อมที่ดี ท่ามกลางความรักและความเอาใจใส่จะทำให้ลูกสาวของเขากลับมาเป็นเหมือนเดิมในสักวันหนึ่ง จงอินมั่นใจ การศึกษานั้นสำคัญต่อการเติบโตมากเพียงใด เขาเองก็รู้ดีที่สุด

    แต่เมื่อไหร่ที่เธอเข้มแข็ง และพร้อมจะเริ่มต้นใหม่กับสังคมภายนอก เขาก็จะปล่อยให้เธอไปเผชิญกับสิ่งที่เธอหนีอีกครั้ง ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไรเลยสักนิด ถ้าหากเด็กคนอื่นจะวิ่งแล้วลูกสาวเขาเลือกที่จะเดินเพราะสุดท้าย จุดหมายปลายทางก็เป็นที่แห่งเดียวกัน ดีกว่าที่ลิตเติ้ล เจจะโดนบังคับให้โตแล้วกลายมาเป็นหญิงสาวที่มีจิตใจบิดเบี้ยว

    เพราะจงอินกลัวว่า สักวันความรู้สึกเหล่านั้น มันจะเปลี่ยนตัวตนของเธอ




    ในระยะเวลาสองเดือนกว่าที่เซฮุนใช้พักฟื้นร่างกายอยู่ที่โรงพยาบาล ...

    ตั้งแต่รู้จักกันมา คิม จงอินไม่เคยผิดสัญญากับเขาเลยสักครั้ง

    แต่เมื่อสามสี่วันก่อน หลังจากบทสนทนาสั้นๆของเราสองคน เขาจำได้ขึ้นใจว่าอีกฝ่ายสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า วันพรุ่งนี้เจ้าตัวจะกลับมา และเซฮุนก็เชื่ออย่างนั้น แต่จงอินก็ไม่ได้ปรากฏตัวแต่อย่างใด ช่วยไม่ได้ที่เขาผิดหวังอย่างรุนแรงในวันแรก

    แต่ในวันที่สอง เมื่อประตูห้องพักฟื้นของเขาเปิดออกในตอนบ่าย ...

    ในทันทีที่เซฮุนรู้สึกตัว เขาคาดหวังว่าจะเป็นจงอินที่เดินเข้ามาแต่ก็ไม่ใช่ กลับกลายเป็นผู้ชายท่าทางไว้ตัวคนนั้น ลู่หานมาเยี่ยมเขาพร้อมกับทนายและเอกสารสำคัญอีกปึกหนึ่ง ...

    เซฮุนตกใจในตอนแรก แน่นอนว่าเขากลัว

    แต่ ...

    หลังจากฟังข้อตกลงที่จงอินเป็นฝ่ายเสนอให้เขาผ่านทางลู่หาน ผู้ซึ่งมีเวลาว่างมาจัดการทำให้เรื่องนี้ถูกต้องอย่างที่ควรจะเป็น เซฮุนกลับรู้สึกว่าความผิดหวังในวันแรกที่เขายังไม่สามารถปล่อยมันไปได้ ระเหิดหายไปในอากาศทันที เขาคิดถึงจงอิน คิดถึงใบหน้ายิ้มน้อยๆและน้ำเสียงนุ่มทุ้มกับคำที่อีกฝ่ายจะพูดกับเขาระหว่างตวัดลายเซ็นลงชื่อบนเอกสารสำคัญจนทุกแผ่นหลังจากที่อ่านมันอย่างถี่ถ้วนแล้ว

    ความรวมๆกล่าวถึงการปฏิบัติตัวของเขาในรั้วบ้านของตระกูลคิมและความปลอดภัยกับผลประโยชน์สูงสุดของเด็กหญิงคิม ลิตเติ้ล เจ และนั่นยังรวมไปถึงการที่เขาต้องเก็บความลับให้มิดชิดเสียด้วย

    “วันนี้ผมอยู่นานไม่ได้ แต่มันจะเป็นการดีกับคุณเอง ถ้าหากคุณอ่านทวนข้อตกลงของเราอีกรอบ” ลู่หานพูดเรียบๆ ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมาวางไว้ตรงหน้า

    “ครับ?” เซฮุนถามเมื่ออีกฝ่ายยังปิดปากเงียบ

    “จดไซส์พวกเสื้อผ้า รองเท้า ของใช้จำเป็นทุกอย่างใส่ในนี้ ไม่ต้องเกรงใจ คุณจะได้ของใช้อำนวยความสะดวกเท่าที่คุณต้องการ”

    เซฮุนขมวดคิ้ว ก่อนจะตอบเสียงดังฟังชัดพลางโบกมือเป็นการปฏิเสธ “แต่ของที่มีอยู่ในห้องนี้ก็เยอะอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่หรอกครับ”

    ลู่หานถอนหายใจและลูบชายเสื้อสูทของตัวเองราวกับต้องการปัดฝุ่นที่ติดออก “... จงอินเองเขาก็กลัวว่าคุณจะไม่รับน้ำใจ เขาเป็นคนกำชับเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นช่วยทำตามที่ผมขอร้องด้วยครับ”

    เด็กหนุ่มถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งกับโทนเสียงและคำพูดที่ดูเหมือนจะออกคำสั่ง โอ้ ... เขาไม่ชอบมันเลยสักนิด แต่แล้วเมื่อตั้งตัวได้ เซฮุนก็ตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้ม ยืนยันที่จะปฏิเสธกลับไปแบบหน้านิ่งๆเช่นเดียวกัน “ไม่ล่ะครับ ตอนนี้ผมต้องการแค่เสื้อผ้าสุภาพสำหรับตอนที่ต้องย้ายออก ถ้าผมคาดการณ์ไม่ผิด วันนั้นผมคงต้องพบกับผู้ใหญ่หลายท่าน ผมอยากแต่งตัวให้ถูกกาลเทศะ ผมคงรบกวนคุณเพียงแค่นั้น”

    เซฮุนไม่รู้ว่าทั้งจงอินและลู่หานรู้อะไรลึกๆเกี่ยวกับตัวเขาบ้าง ...

    แต่สิ่งที่ทั้งคู่ไม่รู้ก็คือ เขารู้ดีทีเดียวว่าควรจะทำตัวอย่างไรในที่สาธารณะ เพราะบุคลิกนิ่งเฉย อาจจะทำให้เขาดูเหมือนเป็นคนยอมคนจนทำให้สายตาหลายคู่ประเมินโอ เซฮุนต่ำกว่าความเป็นจริงมากมายนัก นอกจากความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่เขาใช้เวลาศึกษามาเป็นสิบปีนั้น เซฮุนยังเชี่ยวชาญด้านการใช้สื่อต่างๆอีกด้วย และมีอีกอย่างหนึ่งที่ลืมไม่ได้ เพราะการที่เขาโตมากับครอบครัวคาทอลิกที่เคร่งมาก สิ่งแรกที่ต้องเรียนรู้เมื่อพ่อแม่พาคุณไปโบสถ์ในเช้าตรู่วันอาทิตย์ก็คือ มารยาททางสังคมและอาการสำรวม
    แต่มีสิ่งหนึ่งที่เซฮุนอยากให้ลู่หานมั่นใจก็คือ เขาไม่มีวันทำให้จงอินอับอายต่อหน้าสาธารณะอย่างเด็ดขาด

    “ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่ผมอยากรู้ ผมจะไปถามกับพยาบาลประจำตัวคุณเองก็แล้วกัน” ลู่หานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งก่อนชายหนุ่มจะลุกขึ้น เขากล่าวบอกลาด้วยท่าทีไว้ตัวอย่างที่ทำเป็นประจำ แต่เซฮุนก็ไม่ได้ถือสาอะไร ถึงแม้จะเย็นชาจนเรียกได้ว่าเกือบจะไร้มารยาทเลยทีเดียวแต่ในแววตาของลู่หานกลับไม่ได้มีท่าทีคุกคามหรือมุ่งร้ายแต่อย่างใด

    เขาเดินมาส่งอีกฝ่ายที่หน้าประตูห้อง หลังจากที่โค้งเก้าสิบองศาเพื่อเคารพผู้ที่อายุมากกว่าแล้ว เซฮุนก็อดไม่ได้ที่จะพูด “คุณไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับตัวผม ผมเข้าใจดีว่าการวางตัวในที่สาธารณะสำคัญต่อพวกคุณอย่างไร”

    ลู่หานหยุดฟัง ใบหน้าคมหวานพยักขึ้น ลงตามคำพูดของเด็กหนุ่มก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายลงเยอะ “ถ้าหากจงอินยอมให้ผมตัดสินใจเรื่องนี้นะ คุณจะไม่ได้ปรากฏตัวในที่สาธารณะพร้อมๆกับเขาอย่างแน่นอน ผมพอรู้มาบ้างว่าคุณเองก็มีเรื่องส่วนตัวให้กังวล เพราะฉะนั้น การตอบคำถามเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของสังคม ไม่ดีกับตัวคุณในตอนนี้หรอก”

    เซฮุนยิ้มราวกับได้กลับไปเป็นเด็กหนุ่มว่าง่ายของคิม จงอินอีกครั้ง “ขอบคุณครับ”

    “ด้วยความยินดี” ลู่หานหมุนตัว แต่ก่อนจะจากไป ชายหนุ่มก็ย้ำอีกครั้ง “เจกลับไปอยู่บ้านได้อาทิตย์กว่าแล้ว คุณเองก็เตรียมตัวไว้ให้พร้อมล่ะ อีกไม่นานก็จะได้ย้ายออกจากโรงพยาบาลเสียที”





    เขียนโดย AyahSoo LONE WOLF
    Twitter hashtag: #หัวใจสิงห์KH

    -  Thank You  -




เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
ehyukjaebt (@BBaekhyun)
สงสารหลาน