LION'S HEART หัวใจสิงห์savedbywolf
ตอนที่ 4



  • LION'S HEART l หัวใจสิงห์
    ตอนที่ 04


    “จงอิน ...”

    ลู่หานส่งเสียงเรียกครั้งที่หนึ่ง ...

    “จงอิน?”

    เงียบ ...

    “จงอิน!!” 

    ... จากเรียกธรรมดากลายเป็นตะเบ็งเสียงในที่สุด

    ชายหนุ่มเจ้าของชื่อสะดุ้งสุดตัว เขาหลุดออกมาจากโลกของตัวเองในทันที จงอินถอนหายใจยาวแล้วจึงเหลือบตามองทีมที่ปรึกษาของตัวเองอย่างรู้สึกผิด 

    “โทษที ทุกคน”

    เขากล่าวเรียบๆก่อนจะกระแอมแล้วยืดตัวตรงบนเก้าอี้ที่กำลังนั่งอยู่ มือวางปากกาด้ามทองแท่งโปรดลงบนแฟ้มเอกสาร จากนั้นจึงเปลี่ยนมาท้าวแขนทั้งสองข้างลงกับโต๊ะประชุม ประสานนิ้วมือทั้งสิบไว้ด้านหน้า ดวงตามองตรงเพื่อโฟกัสในสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ในห้องประชุมนี้

    “ฉันถามว่า แกจะเอายังไงเรื่องที่ชเว จินฮยอกออกมาแถลงข่าวโจมตีพี่จงฮุน” ลู่หานย้ำอีกครั้ง

    “โฆษกคนใหม่ของพรรคฝ่ายตรงข้ามน่ะเหรอ?” จงอินพึมพำเบาๆคล้ายกับกำลังพูดอยู่กับตัวเองเสียมากกว่า ชายหนุ่มนิ่งไปพักนิ่งราวกับครุ่นคิดก่อนจะตอบในวินาทีถัดมา “... ฉันไม่คิดว่าเราควรจะต้องเคลื่อนไหวตอบโต้ในเรื่องนี้ ชเว จินฮยอกกำลังร้อนวิชา เด็กนั่นคิดว่าตัวเองเป็นกระบอกเสียงของคนรุ่นใหม่แต่ก็ยังไม่เก๋าพอที่จะรู้ว่าบางเรื่องมันไม่สามารถเรียนลัดกันได้ คนแบบนี้ทะเยอทะยานได้แค่แปบเดียว เดี๋ยวก็แพ้ภัยตัวเอง”

    “อย่าประมาทไปนะจงอิน ชเว จินฮยอกน่ะ ดูท่าจะอนาคตไกล อย่างน้อยตอนนี้เขาก็มีผู้ใหญ่ฝั่งนู้นสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ถ้าเขาจับจุดได้ พูดถูกที่ ถูกจังหวะขึ้นมาเมื่อไหร่ เราจะเป็นฝ่ายเดือดร้อน ฉันเห็นด้วยกับลู่หานในเรื่องนี้” จูลส์พูดแทรกขึ้นมาเรียบๆระหว่างหญิงสาวหันไปรับเอกสารปึกใหญ่จากเลขาส่วนตัวของจงอินมาวางตรงหน้าตัวเอง

    “มีเม็ดเงินหมุนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้มากเท่าไหร่?” จงอินถามเสียงเรียบ ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างแรงก่อนจะตัดสินใจหยิบปากกาขึ้นมาวงรอบชื่อ ‘ชเว จินฮยอก’ ในเอกสารลับที่ทีมของเขากำลังประชุมหารือกันอยู่

    ลู่หานหัวเราะ ร่างสมส่วนเอนหลังพิงกับเก้าอี้เพื่อหามุมสบาย เขาถอดแว่นสายตาวางลงกับโต๊ะแล้วนวดขมับตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง “... ก็มากพอที่จะซื้อความบ้าบิ่นให้เจ้านั่นได้ล่ะนะ เขากล้าชนกับพี่จงฮุนทั้งๆที่รู้ว่าพ่อแกดันหลังพวกเราอยู่นี่ก็ไม่ธรรมดาแล้ว”

    คิ้วเข้มเลิกขึ้นก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจในที่สุด “... เสียดายความสามารถจริงๆ ชเว จินฮยอกดันเลือกเงินมากกว่าอำนาจ ในวงการนี้น่ะ ตัวแปรสำคัญคืออำนาจล้วนๆ การปกครองก็คืออำนาจสำเร็จในรูปแบบหนึ่ง เงินน่ะ ถ้าใช้ไม่เป็น แปบเดียวมันก็หมด แต่อำนาจ ... คือสิ่งที่คุ้มครองตัวเรา ยิ่งใช้ มันยิ่งเพิ่มมากขึ้นและก็จะอยู่กับเราไปจนวันตาย ถ้าเขาทำเพื่อเงินจริงๆ เด็กคนนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ฉันไม่นับคนที่แยกความต่างของเงินกับอำนาจไม่ออกเป็นคู่แข่ง น่าเสียดายที่เขาอยู่ไม่เป็น ...”

    “แล้วแกจะทำยังไงต่อไป?”

    “ไปสืบมาว่าใครคือผู้สนับสนุนหลักของเขา” ครั้งนี้จงอินหันไปพูดกับเลขาของตัวเอง “... แล้วนัดเวลาให้ฉันเข้าพบให้ได้ บอกทางนั้นว่าฉันขอนัดทานกลางวัน เรื่องนี้ฉันจะจัดการเอง”

    “แล้วพี่จงฮุนล่ะ?” จูลส์ถามระหว่างลุกขึ้นแล้วเดินไปแปะข้อความสำคัญบนบอร์ดสรุปการประชุม

    จงอินส่ายหัวในขณะที่ชายหนุ่มเอียงตัวหลบให้เลขาคนสนิทเข้ามาเคลียถ้วยกาแฟเปล่าบนโต๊ะ “ให้พี่ชายฉันอยู่เฉยๆ ถ้าเขาลงไปเล่นเรื่องนี้ด้วยตัวเอง บุคลิกแบบนายทหารของเขาจะทำให้คนมองว่าเรากำลังรังแกเด็ก ห้ามพี่จงฮุนตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเด็ดขาด ทำเหมือนว่าทางเราไม่ถือสาหาความอะไรกับความปากพล่อยของชเว จินฮยอก ตีกรอบภาพลักษณ์รวมๆให้อยู่แค่ ‘ผู้ใหญ่ใจดี’ แล้วต่อไปนี้ห้ามเขาใส่สูทสีดำ ลดความเคร่งขรึมลง จัดให้ใส่แต่ชุดสีเทาเข้มเท่านั้น สิ่งที่เราต้องทำก็คือปรับภาพลักษณ์ให้เขาดูผ่อนคลาย เข้าหาง่ายมากขึ้น”

    “โอเค เรื่องปรับภาพลักษณ์ของพี่จงฮุน ฉันจะจัดการเอง” ลู่หานพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยก่อนจะหยิบแว่นสายตากลับขึ้นมาสวมอีกครั้ง “ส่วนเรื่องลงไปสำรวจความนิยมทางใต้ก่อนการเลือกตั้ง ฉันยังยืนยันคำเดิมว่าแกควรจะเป็นคนไปด้วยตัวเอง แกมีฐานเสียงที่นั่นอยู่แล้ว จะส่งตัวแทนพรรคลงไปนับหนึ่งใหม่ทำไม”

    จงอินนิ่งเงียบอยู่เกือบนาที ดวงตาคมช้อนขึ้นสบกับคนพูดชั่วขณะหนึ่งก่อนจะย้ายกลับมาให้ความสนใจเอกสารในมือต่อ “... ถ้าลงใต้ ก็เท่ากับฉันต้องลงไปให้ความหวังชาวบ้านตาดำๆ เรื่องพวกเขาจะมีน้ำใช้ไปตลอดทั้งปี แกก็รู้ว่าฉันรู้สึกยังไงเกี่ยวกับการโกหกและคำสัญญาแบบส่งๆ”

    “แต่เราก็เคยทำสำเร็จมาแล้ว” จูลส์พูดขึ้นมาบ้าง “นี่มันเรื่องงานนะจงอิน ในบรรดาพวกเรา นายคือคนที่โกหกได้ที่ดีสุด นายทำให้พวกเขาเชื่อว่านายโกหกไม่เป็น”

    “เพราะฉันรู้ว่าฉันทำอะไรได้บ้างยังไงล่ะ ฉันถึงไม่ทำ!” จงอินพูดเสียงเครียดแล้วกระแทกปากกาลงบนโต๊ะอย่างแรง “ตอนนั้นฉันทำเพราะฉันต้องการพิสูจน์ตัวเอง ฉันเกลียดความรู้สึกที่มือตัวเองเปื้อนเลือด แต่ตอนนี้มันไม่จำเป็นแล้ว เรามีทางเลือกอีกมากมาย อย่าบีบฉันในเรื่องนี้”

    “จงอิน” ลู่หานเตือนสติ

    “ฉันไม่ทำ พวกแกบังคับฉันไม่ได้ ปล่อยวางซะ” ชายหนุ่มสวนออกไปอย่างหมดความอดทน ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นในทันที สองมือซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย

    “ตั้งสติซะ ใจแกไม่ได้อยู่กับงานเลยเพื่อน”

    จงอินเงียบ ...

    “ไหนลองบอกพวกฉันมาสิ อะไรที่กวนใจแกนักหนา?”

    “พอได้แล้ว ลู่หาน” มีหญิงสาวเพียงคนเดียวที่กล้าใช้น้ำเสียงกึ่งขอร้องกึ่งออกคำสั่งกับท่านที่ปรึกษาเรื่องภาพลักษณ์เช่นนี้ นอกจากน้ำเสียงแล้วเธอยังใช้สายตาตอกย้ำความต้องการของตัวเองอีกด้วย

    “แกกระวนกระวายเรื่องที่ไม่มีเวลาไปหาเซฮุนที่โรงพยาบาลใช่ไหม? นี่ใช่ไหมที่ทำให้แกไม่เป็นอันทำอะไร”

    เกิดความเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนชายหนุ่มจะยอมรับออกมาในที่สุด “ใช่”

    “เราคุยเรื่องนี้กันแล้วนะ แกมีปัญหาอะไรในเมื่อเซฮุนอยู่ที่โรงพยาบาล เขาได้รับการดูแลอย่างกับเป็นเจ้าชาย ถึงแกไป แกจะไปทำอะไรได้?”

    “มันไม่ใช่แค่นั้น แกไม่เข้าใจฉัน ลู่หาน” จงอินถอนหายใจ

    “งั้นแกก็รีบๆพูดมาเลย ก่อนที่ฉันจะหงุดหงิดไปมากกว่านี้” ความนับถือในตัวเพื่อนรักทำให้ลู่หานยอมลงให้อีกฝ่ายในที่สุด เขาส่ายหัวก่อนจะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตัวเดิมด้วยสีหน้าและท่าทางไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด

    จงอินนิ่งอยู่พักหนึ่งก่อนจะโบกมือให้ทีมงานที่เหลือออกจากห้องไปให้หมด ...

    “ครั้งสุดท้ายที่ฉันเจอกับเซฮุน เรากำลังคุยเรื่องสำคัญกันอยู่ เขาบอกความลับของเขากับฉัน ...” ชายหนุ่มพูดช้าๆพลางลูบต้นคอของตัวเองไปด้วย พยายามจะคลายความตึงเครียดในน้ำเสียงของตัวเองให้มากที่สุด “... ตอนนั้นเขากำลังรอคำตอบจากฉันอยู่ แต่ยังไม่ทันได้ตอบ ก็ดันมีเรื่องชเว จินฮยอกขึ้นมาซะก่อนแล้วฉันก็ต้องมาประชุมด่วน นี่ก็เกือบอาทิตย์นึงแล้วที่ฉันไม่ได้ไปหาเขา ...”

    เพื่อนรักทั้งสองคนของเขารับฟังเงียบๆและทั้งคู่ยังไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ...

    “บอกตามตรงว่าฉันเป็นห่วงเขานิดหน่อย ...” จงอินพูดต่อพร้อมกับมองใบหน้าอีกสองคนในห้องไปด้วย เขารับรู้ความรู้สึกของทั้งคู่เงียบๆ สีหน้าของแต่ละคนดูเหมือนมีอะไรอยู่ในใจ แต่เพราะยังเกรงใจเขาอยู่มาก จึงเลือกที่จะไม่พูด “เรื่องที่เราคุยกันมันค่อนข้างเซนซิทีฟ การที่จู่ๆฉันหายไปเลย เซฮุนจะต้องเข้าใจผิดไปมาก ฉันกังวลเรื่องนี้”

    ลู่หานกับจูลส์ลอบสบตากันก่อนชายหนุ่มจะเป็นฝ่ายถาม “เรื่องของเซฮุนมันสำคัญสำหรับแกขนาดนั้นเลยเหรอ?”

    จงอินพยักหน้าก่อนจะย้ำ “สำคัญ”

    “ถ้าเด็กคนนั้นทำให้แกสบายใจขึ้น มันก็เป็นเรื่องดี แต่อย่าลืมว่าตัวแกเองมีหน้าที่ให้รับผิดชอบ ตัวฉันกับจูลส์น่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่อย่าให้พ่อกับพี่ชายของแกต้องมากังวลเรื่องนี้ด้วย”

    “ฉันรู้” จงอินรับคำ

    “ฉันรู้ว่า แกรู้ จงอิน พวกเราทุกคนล้วนแต่ใส่หัวโขนด้วยกันทั้งนั้น แต่จะถอดมันออกตอนไหนหรือกับใคร ต้องระวัง”

    จงอินถอนหายใจก่อนใบหน้าหล่อเหลาจะยิ้มน้อยๆ “แกนี่ระวังตัวแจจนเหมือนหมาบ้าขึ้นทุกวันแล้วนะ หัดอ่อนข้อให้คนอื่นซะบ้าง ยังไม่เข็ดอีกเหรอ แต่งงานได้ปีเดียว เมียก็ขอหย่า หนีไปอยู่กับเด็กหนุ่มๆน่ะ”

    ‘ไอ้เวร’ ลู่หานสบถเสียงดัง “ฉันยังเจ็บใจไม่หาย เอาเงินฉันไป ฉันไม่ว่า ดันเอาหนังสือของฉันไปหมดบ้าน ยัยนั่นมันแสบจริงๆ”

    คราวนี้เป็นเสียงของหญิงสาวคนเดียวภายในห้องที่หัวเราะขึ้นมาบ้าง “นายก็ทำกับเขาไว้เยอะ แสบไม่แพ้กันหรอก”

    จงอินยิ้มก่อนจะตัดสินใจพูดเรื่องตัวเองต่อ “พวกแกคงสงสัยว่าทำไมฉันถึงได้ ... อะไรมากมายกับเด็กคนนี้นัก ฉันเองก็บอกไม่ถูก แต่ความเศร้าของเขาทำให้ฉันรู้สึกแย่ พยาบาลคนที่ฉันจ้างไว้ดูแลเซฮุน บอกฉันว่าเขามักจะซึมเศร้าเสมอในตอนที่ฉันหรือเจไม่อยู่ ... ทุกครั้งที่ฉันบอกเขาว่าฉันจะกลับบ้าน แววตาเขาเหมือนลูกหมาหลงทาง เซฮุนมองฉันแบบนั้น ... มันติดอยู่ในความรู้สึกของฉัน เขาทำให้ฉันรู้สึกว่าเขายังอยู่ด้วยตัวเองไม่ได้ ...”

    “เซฮุนอาจจะรู้สึกโดดเดี่ยว ...” จูลส์พูดขึ้นมาในขณะที่จงอินระบายลมหายใจยาว สีหน้าและแววตาของหญิงสาวดูเข้าอกเข้าใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “พวกฉันอาจจะช่วยนายตัดสินใจเรื่องงานได้ แต่การตัดสินใจเรื่องส่วนตัว มีแต่นายเท่านั้นที่ตัดสินใจได้นะ”

    ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ...

    เกิดอะไรขึ้นมากมาย จงอินทั้งคิด ทั้งวิเคราะห์ เรื่องราวเดิมๆอยู่ซ้ำๆแทบทุกวัน แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครสามารถให้คำตอบกับเขาได้เลย คงจะจริงอย่างที่จูลส์ได้พูดไว้ เรื่องส่วนตัวก็ยังคงเป็นเรื่องส่วนตัว เขาเข้าใจก็ใช่ว่าคนอื่นจะต้องเข้าใจด้วย สุดท้ายปลายทางก็มีเพียงแค่เขาเท่านั้นที่จะตัดสินใจได้ว่าจะเอาอย่างไรต่อไป

    แต่เพราะจงอินก็ไม่แน่ใจว่า ความรู้สึกของเขาต่อเซฮุนนั้นเป็นเช่นไร …

    ชื่อเรียกของความสัมพันธ์แบบไหนที่ใช้เรียก เรื่องราวระหว่างเรา ...

    เขารู้สึกได้ถึงความแตกต่าง มิใช่ความรักระหว่างหนุ่มสาวเหมือนคราวที่เขาเคยตกหลุมรัก คิม ฮานึลเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แต่มันคือความห่วงหา ความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งไม่ได้เกิดโดยความตั้งใจและไร้การปรุงแต่งใดๆทั้งสิ้น

    “จะทุ่มนึงแล้ว ...” จู่ๆเสียงของลู่หานก็ดังขึ้น

    จงอินเลิกคิ้วเป็นคำถาม ...

    ใบหน้าคมหวานของเพื่อนรักเงยขึ้นมองนาฬิกาบนผนังอีกรอบ เขาถอนหายใจแล้วพูดต่อในที่สุด “แกจะไปโรงพยาบาลก็ไป”

    จงอินอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นเมื่อได้สติ ร่างสูงใหญ่จึงลุกขึ้น ก้าวยาวๆไปหยิบเสื้อแจ็คเก็ตตัวโปรด สวมใส่มันอย่างเร่งรีบก่อนจะเดินกลับมาตบบ่าของทั้งลู่หานและจูลส์ด้วยแรงที่ไม่เบานัก

    “ขอบใจมาก”




    คิม จงอิน หายไปเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว ...

    หลังจากที่เขาตัดสินใจพูดเรื่องส่วนตัวที่สุดออกไป เราจ้องหน้ากันด้วยความกระอักกระอ่วนอยู่เกือบห้านาที เซฮุนนิ่งเงียบด้วยความรอคอย แต่เมื่อเขาขยับตัว จงอินก็ขยับตามไปด้วย ไม่มีคำพูดระหว่างเราและบรรยากาศก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากการพูดคุยเหมือนเพื่อนที่เพิ่งเริ่มคุ้นเคยกันกลายเป็นความอึดอัดอย่างแท้จริง

    แต่ปฏิกิริยาของชายหนุ่มเมื่อเทียบกับคนในสังคมเก่าของเขานั้น …

    การนิ่งเงียบอย่างมีมารยาทของจงอินถือว่าใจดีต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของ โอ เซฮุน มากที่สุดแล้ว ในทุกๆวันท่ามกลางความโดดเดี่ยวหลังจากลิตเติ้ล เจ กลับห้องของเธอไป เซฮุน ทำอะไรไม่ได้มากนอกจากสั่งให้ตัวเองอดทน แต่เมื่อหมดวัน ในยามที่เขาล้มตัวนอน ความกังวลในเรื่องนี้ เกี่ยวกับความรู้สึกต่อชายหนุ่มอีกคนนั้นเรียกน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อ ต่ำใจให้เอ่อขึ้นได้ไม่ยาก ...

    ตอนนี้จงอินจะรู้สึกกับตัวเขาอย่างไร

    เซฮุนก็อยากจะรู้เหมือนกัน ...

    ทุกๆวันหลังจากที่จงอินหายออกไปจากชีวิตของเขา เซฮุนเอาแต่คิดถึงเรื่อง ‘การกลับมา’ ของผู้ชายคนนี้ คิดถึงเรื่องที่ชายหนุ่มอาจจะเปลี่ยนไป ในวินาทีที่ร่างสูงสง่ามายืนอยู่ตัวเป็นๆข้างเตียงของเขาอีกครั้ง แววตาที่เคยอบอุ่น เต็มไปด้วยความเป็นมิตรจะมองเขาใหม่ ด้วยสายตาแบบไหนกันแน่

    เขาคิดแม้กระทั่ง ... หาข้อแก้ตัวให้คิม จงอินเป็นที่เรียบร้อย ข้อแก้ตัวที่จู่ๆก็หายไปเพราะอีกฝ่ายอาจจะทำงานหนักหรือข้อแก้ตัวถ้าหากจงอินปฏิเสธให้ความช่วยเหลือต่อเขาในอนาคต เซฮุนคิดไว้หมดแล้ว
    ในตอนที่จงอินไม่อยู่ เคยมีผู้ชายแปลกหน้ามาเยี่ยมเขาครั้งสองครั้ง ผู้ชายคนนั้นแนะนำตัวเองว่าชื่อ ‘ลู่หาน’ และเป็นคนในครอบครัวของจงอิน วันนั้นชายหนุ่มถือตะกร้าผลไม้ติดมือมาด้วยก่อนจะยื่นให้เขาด้วยสีหน้า ท่าทางไม่ยินดียินร้ายเลยสักนิด ลู่หานยืนยันที่จะอยู่กับเขาทั้งวัน โดยที่เราแทบไม่พูดคุยกันเลยเหมือนคนสองคนที่โดนบังคับให้มาอยู่ร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียมากกว่า

    เซฮุนรู้จักตัวเองดีพอที่จะมั่นใจได้ว่าทักษะการเข้าสังคมตัวเองไม่ได้แย่เลยสักนิดแต่เป็นเพราะบรรยากาศกดดันที่ผู้ชายคนนั้นแผ่มันออกมาจากตัวเองตลอดเวลาต่างหาก คือสิ่งที่กันไม่คนอื่นเข้าหาได้และเวลาใดที่เขาเผลอหันไปสบตากับอีกฝ่ายเข้า เซฮุนจะต้องหาข้ออ้างขยับตัวเพื่อที่จะเบือนหน้าหนีสายตาของเขาแทบทุกครั้ง

    แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น น่าแปลกที่ลู่หานมาเพื่ออยู่เงียบๆ ท่าทางไม่สบอารมณ์ ไว้ตัวเวลาพูดคุยหรือใช้สายตามองเขาด้วยความพิจารณาอย่างเห็นได้ชัด … ก่อนจะกลับไป โดยมีเพียงแค่คำบอกลาตามมารยาทเท่านั้น

    ช่างแตกต่างจากบุคลิกดึงดูดผู้คนของคิม จงอินมากมายนัก 
      
    เซฮุนแทบจะไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น เขานอนคิดเรื่องนี้อยู่หลายวัน ...

    แม้กระทั่งตอนนี้ เขาก็ยังคิด จมอยู่กับความคิดของตัวเองโดยที่ไม่ได้ยินเสียงประตูเปิดเลยแม้แต่น้อย เป็นเสียงฝีเท้าต่างหากที่ทำให้เขารู้สึกตัวว่ามีคนเข้ามาในห้อง แสงสว่างยังคงสลัวหลังจากที่หรี่ไฟลงเมื่อเขาทานข้าว ทานยาบำรุงเป็นที่เรียบร้อย เซฮุนนอนหันหลัง ทั้งใบหน้าและสายตามองบรรยากาศของโซลในตอนหัวค่ำผ่านบานหน้าต่าง เขาดึงผ้าห่มขึ้นสูงจนมันทิ้งตัวลงคลุมไหล่ เด็กหนุ่มระบายลมหายใจก่อนจะพูดกับพยาบาลคนที่ดูแลเขาเป็นประจำด้วยความคุ้นเคย

    “คุณไปพักผ่อนเถอะครับ ผมกำลังจะนอนแล้ว”

    เงียบ ...

    ก่อนเธอจะตอบเขาด้วยเสียงลากเก้าอี้เข้ามาใกล้เตียงนอน จากนั้นไม่นานฝ่ามืออุ่นร้อนของใครบางคนก็วางนาบลงกับแผ่นหลังของเขาแผ่วเบา

    “คุณยังต้องการคำตอบจากผมอยู่ไหม?”

    “…”

    เซฮุนพูดอะไรไม่ออกได้แต่นอนตัวแข็งอยู่อย่างนั้น เสียงเลื่อนเก้าอี้ดังขึ้นมาอีกรอบ คราวนี้ตามมาด้วยน้ำหนักของอีกฝ่ายที่ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง ในจังหวะที่ชายหนุ่มโน้มตัวมาวางมือลงบนไหล่ของเขาราวกับกำลังขออนุญาต สะโพกของจงอินก็สีเข้ากับต้นขาภายใต้ชุดคนไข้ด้วยความใกล้ชิดเกินจำเป็น ก่อนมือนั้นจะค่อยๆดึงให้เขาหันกลับมาในที่สุด ช่างเป็นสัมผัสที่เต็มไปด้วยความสุภาพแต่ก็แฝงความดึงดัน หนักแน่นอยู่ในที

    กลับมาแล้ว ...

    จงอินกลับมาแล้ว ...

    ในที่สุดก็มา

    เซฮุนลุกขึ้นนั่ง ดวงตามองตอบอีกฝ่ายไปตามตรง เขาเงียบแล้วรอให้จงอินเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเอง ไม่ใช่เพราะโกรธ ... แต่เขากลัวการโดนปฏิเสธจนไม่รู้จะทำอย่างไร

    “... คุณไม่ต้องตอบแล้วกันนะ ผมไม่อยากให้คุณรู้สึกแย่ไปกว่านี้ ผมขอโทษที่หายไปเลย ผมได้แต่หวังว่าคุณคงจะเข้าใจสถานการณ์ของผมในตอนนี้ ผมไม่ได้ -”

    “ครับ” 

    เซฮุนพูดได้แค่นั้น ...

    จงอินถึงกับนิ่งไปในทันที ดวงตาคมได้แต่จ้องใบหน้าของเด็กหนุ่มบนเตียงอย่างอึ้งๆเมื่อโดนขัดจังหวะ เซฮุนได้แต่มองตอบ วินาทีถัดมาอีกฝ่ายถึงได้ส่ายหัวแล้วระบายลมหายใจยาว ดูออกว่ากระวนกระวายใจไม่แพ้กัน

    “ผมพยายามหาคำตอบที่ดีที่สุดให้กับคุณ แต่มันไม่มี เหตุผลของผมก็คือผมต้องทำงาน”

    เซฮุนอ้าปาก ตั้งใจจะบอกอีกฝ่ายว่าเขาเข้าใจและไม่ได้สงสัยอะไรอีก ขอแค่กลับมา ... เขาต้องการแค่นี้ แต่ท่าทีกระวนกระวาย อยากอธิบายใจจะขาดของจงอินเองต่างหาก ที่ทำให้เด็กหนุ่มเลือกที่จะนิ่งเงียบต่อไป 

    เขาอยากรู้ว่าคราวนี้คนที่พูดเก่ง พูดเป็นอาชีพอย่างคิม จงอิน จะสรรหาถ้อยคำหว่านล้อมแบบไหนมาใช้กับเขากัน ...

    “ตอนเจครบสี่ขวบ ... วันเกิดของแกตรงกับช่วงวันเด็กพอดี ปีที่แล้วโรงเรียนของลูกสาวผม ได้ขอให้ผมเขียนจดหมายถึงเด็กๆที่กำลังจะกลายเป็นอนาคตของชาติในฐานะพ่อคนนึง ผมยินดีมากเพราะหน้าที่นั้นมักจะเป็นของภรรยาผมอยู่เสมอ” จงอินหยุดเพื่อหัวเราะกับตัวเองเบาๆ “… ผมแทบจะไม่มีโอกาสได้พูดเรื่องแบบนี้เลย แต่ไหนๆเราก็ติดอยู่ในห้องนี้ด้วยกันทั้งคู่แล้ว ผมอ่านจดหมายฉบับนั้นให้คุณฟังดีกว่า ...”

    และแล้วเซฮุนก็ยิ้มออกมาจนได้ ...

    เพราะเวลาเห็นใครสักคนพยายามทำอะไรด้วยท่าทางเงอะๆงะๆนี่ มันก็น่ารักดีเหมือนกัน ...
    ไม่ต้องพูดถึงผู้ชายโตเต็มวัย ใบหน้าหล่อจัดและมีบุคลิกน่าเกรงขาม เซฮุนยิ้มระหว่างมองอีกฝ่ายล้วงกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตแล้วดึงกระเป๋าเงินของตัวเองออกมา เขาเปิดมันออกก่อนจะค่อยๆดึงแผ่นกระดาษยับยู่ยี่ขนาดกลางซึ่งซ่อนอยู่ในช่องใส่บัตรออกมาคลี่ด้วยความระมัดระวัง 

    คิม จงอิน เป็นผู้ชายช่างใส่ใจแต่เขาดูไม่เข้ากับความกระวนกระวายเลยสักนิด

    “ดีนะที่จดหมายฉบับจริงอยู่กับผม ...” ชายหนุ่มพึมพำระหว่างกวาดสายตามองลายมือเป็นระเบียบของตัวเองบนกระดาษ “ผมจะอ่านแล้วนะ คุณตั้งใจฟังล่ะ”



    ถึง ... ลูกสาวของพ่อ

    ผม ... คิม จงอิน

    วันนี้ผมไม่ได้มีตำแหน่งใดๆนอกจากความเป็น ‘พ่อ’ คนหนึ่ง

    พ่อมีลูกสาวอยู่หนึ่งคน เธอกำลังจะอายุครบสี่ขวบในเร็วๆนี้ พ่อภูมิใจในของตัวเธอมาก ถึงแม้สิ่งที่ลูกสาวของพ่อทำได้ในตอนนี้มีเพียงการพูด กินและเล่นเท่านั้น แต่การมีตัวตนอยู่ของเธอทำให้พ่อมีความสุขมากและเฝ้ารอวันต่อๆไปในชีวิตที่กำลังจะมาถึงอยู่เสมอ

    แต่น่าเสียดายที่ปัจจัยหลายๆอย่างมีข้อจำกัดสำหรับเพศหญิง ความไม่เท่าเทียมทางเพศยังคงมีอยู่ทั่วโลกและมันช่างน่ากลัวสำหรับลูกของพ่อนัก ก่อนที่พ่อจะพูดเรื่องอื่น พ่ออยากขอบคุณผู้หญิงทุกคนที่ ต่อสู้เพื่อผู้หญิงด้วยกันและทำให้ผู้หญิงมีที่ยืนในสังคมอย่างทุกวันนี้ ...

    ในฐานะผู้ชาย พ่ออยากจะบอกกับลูกของพ่อว่า ...

    เมื่อลูกเติบโตขึ้น ลูกของพ่อจะต้องได้รับอิสรภาพในการใช้ชีวิต มีเสรีภาพในการเลือกอะไรก็ได้เพื่อตัวเองและมีสิทธิ์ มีเสียงในการแสดงความคิดเห็นเหมือนดั่งที่ผู้ชายคนหนึ่งพึงมี ลูกของพ่อสามารถเลือก เรียนในสิ่งที่ลูกอยากเรียน ตกหลุมรักกับคนที่ลูกอยากจะรักไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นเพศไหน แต่งงานกับคนที่ลูกอยู่ด้วยแล้วมีความสุขหรือจะครองโสดในบั้นปลายชีวิตก็ตามแต่

    ลูกของพ่อ สมควรได้รับความรัก ความเมตตา ได้รับการปกป้อง และได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ ให้เกียรติในความเป็นมนุษย์โดยเท่าเทียมไม่ว่าลูกจะเป็นเพศไหนก็ตาม


    ด้วยรัก ... จากพ่อ

    คิม จงอิน



    เมื่ออ่านจบ ... บรรยากาศอึดอัดดูจะค่อยๆจางหายไปในทันที

    การพูดคุยทำให้คนสองคนกลับมาคุ้นเคยกันได้อย่างง่ายดายอีกครั้ง

    เซฮุนนิ่งค้าง เขามองใบหน้าหล่อเหลาตาไม่กระพริบระหว่างสมองซึมซับคำพูดในจดหมายที่อีกฝ่าย ‘ดึงดัน’ จะอ่านให้เขาฟัง ในขณะที่ชายหนุ่ม … คิม จงอินมีรอยยิ้มเล็กๆติดอยู่ตรงมุมริมฝีปากในระหว่างพับจดหมายเก็บใส่กระเป๋าเงินอย่างเดิม

    “ขอบคุณที่กลับมา” เขาหาเสียงของตัวเองเจอในที่สุด

    “คุณยอมรับได้กับคำตอบของผมใช่ไหม?” อีกฝ่ายถามกลับในทันทีโดยมีรอยยิ้มเสน่ห์อยู่บนใบหน้าเช่นเดิม

    เซฮุนพยักหน้าก่อนจะยิ้มตามจนเห็นเขี้ยวเล็กๆโผล่ออกมาริมฝีปากของเจ้าตัว “... อันที่จริง แค่คุณพูดว่าขอโทษ ผมก็เข้าใจแล้วครับ”

    จงอินถึงกับหัวเราะเสียงดังเป็นการตอบกลับ “แล้วคุณปล่อยให้ผมพูดทำไมตั้งนาน ... ” 

    “ก็ผมเคยบอกคุณไปแล้ว วิธีพูดของคุณทำให้ผมรู้สึกดี ...” เด็กหนุ่มยอมรับเงียบๆก่อนจะหันไปพยักพเยิดใส่โต๊ะวางของข้างโซฟา “… แต่ถ้าคุณจะส่งขนมมาให้ผมอีก ช่วยบอกคุณพยาบาลด้านนอกว่าไม่เอาคุ้กกี้สำหรับเด็กแล้วได้ไหมครับ? มันหวานเกินไปสำหรับผม”

    จงอินหัวเราะอีกครั้งก่อนชายหนุ่มจะพยักหน้า “โอเค ผมจะบอกเธอให้ก็แล้วกัน แล้ว ... คุณสบายดีนะ? ไม่อยากได้อะไรใช่ไหม ที่จริงผมคิดว่าคุณอาจจะอยากได้สมาร์ท โฟนสักเครื่อง เดี๋ยวนี้เขานิยมอะไรกันนะ ทวิตเตอร์? อยากเล่นไหม ผมเห็นคุณอ่านแต่หนังสือ กลัวคุณจะเบื่อซะก่อน”

    เซฮุนเลิกคิ้วก่อนจะพูดเรียบๆ “นี่คุณ ผมศึกษาประวัติศาสตร์มาเป็นสิบปี ผมไม่มีวันเบื่อหนังสือหรอก” ชายหนุ่มยกมือลูบหลังคอของตัวเองแก้เก้อราวกับติดเป็นนิสัย จงอินเงียบไปพักหนึ่งจนทำให้เซฮุนรู้สึกว่าตัวเองต้องพูดอะไรสักอย่าง “... คุณไม่ต้องกังวล ผมรักหนังสือและก็ไม่จำเป็นต้องใช้โซเชียล เน็ตเวิร์คในตอนที่มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นในชีวิต” เขาย้ำพร้อมรอยยิ้ม

    “ผมถามเพื่อให้แน่ใจว่าคุณสบายดี” เจ้าของน้ำเสียงนุ่มๆถามก่อนชายหนุ่มจะขยับตัวเปลี่ยนท่านั่ง

    “ตอนนี้ผมก็สบายดีเท่าๆกับคุณนั่นแหละครับ ถึงคุณไม่อยู่ น้องเจก็มาหาผมทุกวัน คุณแม่ของคุณก็ด้วย ผมสบายดีจริงๆ จงอิน” 

    น่าเสียดายที่เซฮุนต้องพูดมันด้วยรอยยิ้ม ...

    ทั้งหมดนั่นคือความจริง แต่เพียงแค่ครึ่งเดียว เขาไม่มีวันยอมรับต่อหน้าจงอินว่าตัวเองแทบจะกินไม่ได้ นอนไม่หลับเหมือนคนอกหักเมื่ออีกฝ่ายหายไป อีกอย่างตอนนี้เทวดาประจำตัวของเขาก็มานั่งตัวเป็นๆอยู่ตรงหน้านี่แล้ว จะพูดเรื่องที่ผ่านมาให้เราทั้งคู่ไม่สบายใจไปทำไมกัน

    “... แต่อาทิตย์นี้ก็มีเรื่องดีๆนะครับ ที่จริง ผมเหงานิดหน่อยที่คุณไม่อยู่ แต่ผมอ่านหนังสือได้เป็นตัน เรียกว่าครบทุกเล่มที่คุณหามาให้ผมเลย”

    “อือฮึ แล้วคุณชอบเล่มไหนมากที่สุด?”

    “ก็ต้องเดอะ เฮลป์ (The Help) สิครับ ผมอ่านนิยายเรื่องนี้มาสี่รอบแล้ว ทุกๆรอบ ผมตกหลุมรักนิยายเรื่องนี้ด้วยเหตุผลแตกต่างกันทุกครั้ง”

    “แล้วครั้งนี้ล่ะ?” จงอินรีบถามราวกับสนใจที่จะรู้ สิ้นเสียงของชายหนุ่มปุ๊บ ดวงตาสีน้ำตาลขอคนป่วยก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าเดิมเยอะเมื่อได้พูดเกี่ยวกับเรื่องราวที่เจ้าตัวชอบ

    “คุณคงเบื่อ ถ้าผมบอกว่า ผมชอบเดอะ เฮลป์ในแง่ของประวัติศาสตร์สังคม คุณแม่ของคุณบอกผมว่าคุณเป็นนักการเมือง คุณคงฟังผู้คนพูดถึงเรื่องนี้หรือพูดเกี่ยวกับมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์มาเป็นพันครั้งแล้ว”

    จงอินตาโต เขายิ้มกว้างก่อนจะตอบโดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่นิดเดียว “ผมไม่เคยเบื่อ เขาเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนคนโปรดของผม ...”

    คนทั้งคู่ยิ้มให้แก่กันก่อนเซฮุนจะเริ่มพูดอีกครั้ง “… แต่ครั้งนี้ ผมตกหลุมรัก มิสสกีเทอร์!”

    จงอินเลิกคิ้วก่อนจะตั้งคำถาม “ผมถามได้ไหมว่าทำไม?”

    “คงเพราะ มิสสกีเทอร์ เธอแตกต่างล่ะมั้งคุณ ... คิดดูสิ เธอแทบจะเป็นผู้หญิงคนเดียวในยุคนั้น ที่ไม่ได้สวยหวาน นั่งเสิร์ฟชาหรือทำกับข้าวให้ผู้ชาย เธอชอบทำงานแต่มิสสกีเทอร์ก็ยังเป็นผู้หญิงประเภทที่จะรักคุณไปจนวันตาย ในขณะเดียวกันเธอจะไม่มีวันยอมทนกับเรื่องแย่ๆของผู้ชายเหมือนกัน ผมว่าเธอกล้าหาญดี”

    “คุณนี่สุดยอดจริงๆ” ชายหนุ่มหลุดยิ้มออกมาจนได้

    “คุณไม่คิดว่าเธอมีเสน่ห์เหรอครับ?”

    “เปล่าหรอก ...” จงอินยิ้มอีกครั้ง “... ที่ผมหัวเราะก็เพราะผมคิดเหมือนคุณต่างหาก ผมโตมาในสังคมที่มีแต่ผู้หญิงยุคใหม่น่ะ”

    “เธอเข้มแข็งนะ เมื่อตอนที่มีปัญหาเข้ามา เธอทำทุกอย่างที่ทำได้ เธอก็เหมือนคนอื่นที่เคยผิดพลาดมาในชีวิต วันหนึ่งคุณอาจจะพูดว่า ‘ฉันชอบสีแดงมากที่สุด’ แต่เวลาผ่านไป คุณอาจจะไม่ได้ชอบมันอีกต่อไปแล้ว คุณพูดเพราะคุณหวังว่ามันจะเป็นเช่นนั้น แต่สุดท้ายมันไม่เป็นอย่างที่พูดก็ไม่เห็นเป็นไรสักหน่อย คุณว่าไหม จงอิน?”

    “อืมมม ...” ดวงตาคมกระพริบ วินาทีถัดมาเขาก็ตอบคำถามด้วยน้ำเสียงเนือยๆ “... ถ้ามันเปลี่ยนไปบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก”

    เซฮุนเหลือบมองจงอินหลังจากที่พยายามหาความหมายของคำพูดที่ดูเหมือนจะเรื่อยเปื่อยของอีกฝ่าย เด็กหนุ่มยกมือที่ไม่เจ็บอีกต่อไปแล้วขึ้นปัดลูกผมบนหน้าผากของตัวเองให้พ้นดวงตาแล้วรับคำเรียบๆ “นั่นสิครับ”

    ในตอนนี้ เขาแทบละสายตาจากอีกฝ่ายไม่ได้ ...

    จะว่าไป ... ผู้ชายอย่าง คิม จงอินคือทุกอย่างที่เซฮุนเคยใฝ่ฝันไว้ก็คงไม่ผิดจากความจริงเท่าไหร่นัก ถ้าสิ่งต่างๆยังเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นตามชีวิตประจำวันดั่งปกติ ... พูดให้ถูกก็คือ ก่อนที่จะมาเจอกัน เราอยู่กันคนละโลกเลยด้วยซ้ำ แต่วันนี้ชายหนุ่มยังสวมยีนส์เหมือนเคย ไม่ได้ใส่ชุดสูทเหมือนผู้บริหารระดับสูงที่เพิ่งเลิกงานเหมือนวันนั้น เซฮุนพยายามสั่งให้ตัวเองหยุดอยากรู้อยากเห็นเรื่องของจงอินเสียทีก่อนที่จะหลุดปากถามโดยไม่ยั้งคิด เขาทำได้เพียงแค่มอง

    “เป็นอะไร ทำไมเงียบไป คุณหนาวเหรอ?”

    ใบหน้าขาวจัดส่ายเป็นการปฏิเสธ คลายมือที่ประสานกันอยู่บนตักออกด้วยท่าทางสบายๆ ในใจนึกขันกับคำถามของผู้ชายตรงหน้า ... การเงียบมันเกี่ยวอะไรกับสภาพอากาศกัน ...

    “เปล่านี่ครับ คุณถามอะไรของคุณน่ะ”

    จงอินหัวเราะก่อนจะยักไหล่อย่างอารมณ์ดี ... ร่างสูงสง่านั่งอยู่บนขอบเตียงอย่างเป็นธรรมชาติ

    “ผมเห็นคุณหายไปหลายวัน ... เรื่องงานไม่มีปัญหาใช่ไหมครับ”

    “ก็ปกตินะ แต่ช่วงนี้ผมเหนื่อยเป็นบ้า”

    “คุณแม่ของคุณ ท่านชอบเล่าเรื่องคุณให้ผมฟัง” เซฮุนพูดเรียบๆ

    จงอินนิ่วหน้าด้วยความสงสัยแล้วจึงตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มอันเป็นเอกลักษณ์ “ผมหวังว่ามันจะเป็นเรื่องดีนะ ...” ก่อนจะโน้มตัวมาวางมือบนศีรษะของเด็กหนุ่มเบาๆ นิ้วแข็งแรงขยับไปมาบนเส้นผมราวกับต้องการกล่าวขอโทษอีกครั้ง “... นี่ก็มืดแล้ว คุณคงอยากพักผ่อน ผมว่าจะไปหาเจสักหน่อย คงต้องไปแล้วนะ”

    “อย่าเพิ่งไป!” เซฮุนจับแขนอีกฝ่ายไว้ทันที

    “พรุ่งนี้ผมจะมาหาใหม่” จงอินลังเล

    “แต่ผมไม่อยากให้คุณไป อยู่ต่ออีกสักพักได้ไหมครับ”

    ชายหนุ่มสั่นศีรษะแล้วลุกขึ้น เขาดึงผ้าห่มคลุมตัวคนป่วยเอาไว้แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่คล้ายกับเวลาปลอบลูกสาวในตอนที่เธอเริ่มงอแง “นอนซะ”

    “ถ้าอย่างนั้นให้ผมเดินไปส่งหน้าห้องนะ”

    เด็กหนุ่มปัดผ้าห่มออกให้พ้นตัว เซฮุนลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาเอื้อมไปคว้าเสาน้ำเกลือตั้งใจจะเอาไว้เป็นหลักในตอนยืน แต่ฝ่ามือชื้นเหงื่อจากความตื่นเต้นลื่นหลุดจากเสาอลูมิเนียมโดยที่ไม่คาดคิด ทำให้ร่างสูงโปร่งเสียการทรงตัวในทันทีเช่นกัน

    “คุณนี่รั้นจริงๆเลย”

    จงอินบ่นในขณะที่โฉบเข้ามาโอบแขนรอบเอวของคนป่วยเอาไว้ ผ้าห่มตกลงไปกองอยู่ที่พื้น แต่คนทั้งคู่ไม่สนใจ เซฮุนเกาะร่างของชายหนุ่มแน่นและปล่อยให้อีกฝ่ายพยุงตัวเองขึ้นไปนั่งบนเตียงอีกครั้ง กลิ่นสะอาดของจงอินยังคงเด่นชัดเหมือนในวันแรกที่เขาฟื้นและได้ยินเสียงอีกฝ่ายเป็นอย่างแรก

    เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าเสียเต็มปอด ...

    เป็นกลิ่นที่ช่างสะอาด ... แต่ไม่เจ้าสำอางเหมือนเพื่อนที่ชื่อ ลู่หาน คนนั้น

    “ขอบคุณครับ” เซฮุนตอบโดยอัตโนมัติเมื่อฝ่ามืออุ่นร้อนปล่อยออกจากร่างของเขาในทันที่นั่งลงบนเตียงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ร่างสูงใหญ่ผละมายืนตัวตรงอยู่ตรงหน้า แต่ก็ยังใกล้จนลมหายใจของอีกฝ่ายเป่ารดกระหม่อมของเขาโดยไม่รู้ตัว มันช่างใกล้จนเกินความจำเป็นนัก ... แต่เขารู้ตัวดีว่าตัวเองโหยหาความใกล้ชิดจากอีกฝ่ายมากเพียงใด เซฮุนอยากให้จงอินอยู่ ... เขาแทบจะอ้อนวอนและได้แต่สงสัยว่าอีกฝ่ายจะได้ยินความสิ้นหวังในน้ำเสียงของเขาด้วยหรือไม่

    เขาอยากให้จงอินอยู่ที่นี่ ... อยากให้กอดและเขาเองก็อยากกอดจงอินไม่ต่างกัน

    อยู่ต่ออีกสักห้านาทีได้ไหม ... ได้โปรด อย่าเพิ่งไป

    คราวนี้จงอินจับมือเขาก่อนจะย้ำด้วยน้ำเสียงเหมือนที่ใช้พูดกับลูกสาวในตอนที่เจกำลังร้องไห้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน “อย่ารั้งผมไว้เลย คุณควรจะพักผ่อน”

    เซฮุนได้ส่ายหัวน้อยๆด้วยความดื้อดึง “ผมไม่อยากทำให้คุณลำบากใจ แต่คุณสัญญาได้ไหมว่าพรุ่งนี้คุณจะมา”

    ใบหน้าหล่อเหลายิ้มราวกับกำลังเอ็นดูพลางดึงมือที่กุมฝ่ามือของเขาออกด้วยความสุภาพอยู่ในที “ผมสัญญา”

    จงอินใช้การสัญญาเป็นคำบอกลา ก่อนจะเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม ...

    ดวงตาสีน้ำตาลได้แต่มองบานประตูอยู่นาน เขามองบานกระจกเรียบๆที่ขวางกั้นเขากับโลกภายนอกเอาไว้ เซฮุนวาดขาเอาเท้าเหยียบลงกับพื้นอีกครั้ง ผ้าห่มผืนเดิมถูกทิ้งระเกะระกะอยู่ปลายเตียง คราวนี้เด็กหนุ่มคว้าเสาน้ำเกลือด้วยความระมัดระวังมากขึ้น แล้วค่อยๆลุก เดินจากเตียงไปยืนอยู่หน้ากระจก
    ใบหน้าขาวจัดยิ้มให้เงาสะท้อนของตัวเองเล็กน้อย แสงสลัวของไฟที่ถูกหรี่ไว้ทำให้หน้าตาของเซฮุนดูซีดเซียวมากกว่าความเป็นจริง แต่ผิวหน้าของเขายังคงไร้ที่ติอยู่เหมือนเดิม รอยขีดข่วนเล็กๆน้อยๆจากอุบัติเหตุตามร่างกายหายไปเกือบไร้ร่องรอยแล้ว ทั้งคุณหมอเจ้าของไข้และพยาบาลหลายๆคนดูแลเขาเป็นอย่างดี

    ทุกคนที่นี่ ... ในประเทศใหม่แห่งนี้ เป็นมิตรและดีกับเขาทุกคน

    คิม จงอิน ช่างมีบุญคุณมากมายต่อเขานัก ...

    เซฮุนตัดสินใจได้ในตอนนั้นเอง นอกจากความตั้งใจที่จะดึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คนหนึ่งของตัวเองกลับคืนมาให้ได้แล้ว เขายังอยากจะรักษาความสุขของ คิม จงอิน รวมไปถึงสาวน้อยที่น่าสงสารเป็นที่สุดอย่างลิตเติ้ล เจ ให้กลับมาในเร็ววันด้วย เพราะในตอนนี้คนทั้งคู่ได้กลายมาเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตอันโดดเดี่ยวของโอ เซฮุนไปเสียแล้ว

    แน่นอน ... เซฮุนไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับอารมณ์รักใคร่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เขามองในแง่ของความเป็นจริง การรักษาและเยียวยาจิตใจจะช่วยคนทั้งคู่ได้มาก ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ชั่วครู่ชั่วยาม จงอินช่างน่าดึงดูด เซฮุนรู้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าชายหนุ่มจะรู้สึกกับเขาอย่างไร ... เซฮุนคิดว่าตัวเองรับได้ทั้งหมด

    แต่เขาจะทำได้ไหม?

    เขาจะมีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเหมือนดั่ง มิสสกีเทอร์ สาวน้อยเจ้าเสน่ห์คนนั้นหรือไม่?
    เด็กหนุ่มได้แต่ถามตัวเอง แต่ก็เหมือนที่เขากับจงอินคุยกัน บางครั้ง ผิดพลาดไปบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก ความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ว่าจะแย่ไปเสียทุกเรื่อง ไหวพริบและประสบการณ์ชีวิตที่อยู่มายี่สิบเจ็ดปีจะช่วยให้เขาหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เองในที่สุด

    เซฮุนจะไม่ปล่อยให้ตัวเองจมกับความเศร้า นี่คือสิ่งที่เขาต้องเผชิญในตอนนี้ เพราะจงอินได้มอบชีวิตใหม่ให้กับเขาแล้ว

    พรุ่งนี้ ... ชายหนุ่มจะกลับมาอีกครั้งตามสัญญา เซฮุนมั่นใจ

    ส่วนตัวเขานั้น ... ก็ไม่มีอะไรต้องเสียอีกต่อไป





    เขียนโดย AyahSoo LONE WOLF
    Twitter hashtag: #หัวใจสิงห์KH

    -  Thank You  -






เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
ehyukjaebt (@BBaekhyun)
สู้ๆนะเซฮุน