LION'S HEART หัวใจสิงห์savedbywolf
ตอนที่ 3




  • LION'S HEART l หัวใจสิงห์
    ตอนที่ 03


    “แกอารมณ์เสียเรื่องอะไรนักหนาจงอิน?” 

    และในทันทีที่เสียงของลู่หานดังขึ้น ...

    จูลส์เป็นคนแรกที่ตอบสนองต่อคำพูดนั้น เธอวางแฟ้มลงกับโต๊ะแล้วเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายสองคนในห้องซึ่งกำลังสบตากันอยู่เงียบๆ ลู่หานนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวถัดไปจากเธอ วันนี้เขาแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตดีไซน์เรียบหรูกับกางสแล็คสีอ่อน ถึงแม้จะดูลำลองเกินกว่าจะเป็นการแต่งตัวตามมาตรฐานของลู่หานในเวลาปกติแต่ก็ยังถือว่าเนี้ยบกริบอยู่เหมือนเดิม

    ส่วนจงอิน รายนั้น กำลังยืนเท้าสะโพกอยู่ตรงกระดานไวท์บอร์ดห่างจากโต๊ะที่เธอนั่งไปไม่ถึงหนึ่งเมตรและก็กำลังหันกลับมาจ้องตาลู่หานด้วยความโมโห ... ไม่สิ ยังไม่ใช่ความโมโห เธอรู้จักจงอินมานานพอที่จะรู้ว่ามันเป็นเพียงแค่อาการหงุดหงิดเพราะไม่ได้ดั่งใจเสียมากกว่า 

    ในขณะที่ชายหนุ่มอีกคนซึ่งนั่งอยู่ข้างๆเธอประสานสายตากับท่านที่ปรึกษาพิเศษของพรรคกลับไปด้วยอาการไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาวเพราะทั้งลู่หานและเธอเอง ต่างก็รู้ดีว่าแท้จริงแล้ว จงอินเป็นพวกหงุดหงิดง่ายแต่หายเร็วมากเพียงใด จูลส์หัวเราะเบาๆให้กับท่าทีของคนทั้งคู่ เธอชั่งใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะหยิบปากกามาวงข้อมูลสำคัญในเอกสารต่อจากที่ทำค้างไว้เมื่อครู่

    บางทีเธอก็ไม่เข้าใจจงอินกับลู่หานเท่าไหร่นัก

    พวกผู้ชาย ... 

    จริงอยู่ที่พวกเราเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนประถม เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มและต้องมองคอยพวกเขาเขม่นกันไปเสียทุกเรื่อง ตั้งแต่สไตล์การแต่งตัวที่แตกต่างกัน บุคลิกหรือแม้กระทั่งรสนิยมในเรื่องต่างๆ

    ลู่หานในสายตาของเธอ เขาคือสีน้ำเงิน รอยัล บลูที่ดูสูงส่งแต่ก็เข้มแข็ง เด็ดขาดในตอนที่ต้องตัดสินใจ ส่วนจงอิน เขาคือสีน้ำตาลดาร์ก วู้ด สีน้ำตาลลายไม้เข้มๆประเภทอบอุ่นในครั้งแรกที่เห็น แต่แท้จริงแล้วเขากลับซ่อนอารมณ์อันหลากหลายไว้ภายใต้ภาพลักษณ์ของความมั่นคงอยู่เต็มไปหมด

    พวกเขาเถียงกันไปเสียทุกเรื่องและเธอก็ต้องเป็นคนคอยปรามให้ทั้งคู่ใจเย็นอยู่เสมอ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยยังไม่หัดจีบสาวจนตอนนี้แยกย้ายไปมีชีวิต มีลูก มีครอบครัวกันหมดแล้วก็ยังไม่เลิก เธอนึกถึงเรื่องเก่าๆด้วยความอ่อนอกอ่อนใจก่อนจะแอบส่ายหัวให้กับเพื่อนรักของเธออย่างเงียบๆ

    ถึงแม้ภายนอกพวกเขาจะแตกต่างกันมากเพียงใด แต่ภายในจงอินกับลู่หานกลับรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง มันมีอะไรบางอย่างในตัวสองคนนี้ที่แยกออกจากกันไม่ขาด แน่นแฟ้น กลมเกลียวเหมือนพี่น้องร่วมสายเลือด พวกเขาอาจจะทะเลาะกันจนถึงขั้นลงไม้ลงมือแต่เช้าวันต่อมาสองคนนี้ก็จะกอดคอกันไปเรียนได้อย่างหน้าตาเฉย

    ก็เหมือนกับในตอนนี้ ... ซึ่งเธอมั่นใจมาก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จงอินจะมีทั้งลู่หานและเธอคอยยืนหยัดอยู่เคียงเขาเสมอ

    “ฉันเครียด”

    “เราทุกคนเครียด” ลู่หานตอบกลับมาสั้นๆในทันที

    “แล้วแกยังมีหน้ามาถามว่าทำไมฉันถึงหงุดหงิดอีกเหรอ? ให้ตายสิ ลู่หาน แกก็รู้ว่าช่วงนี้นักข่าวกัดฉันไม่ปล่อยเลย” จงอินพูดก่อนชายหนุ่มจะยกมือขึ้นในอากาศแล้วทิ้งลงข้างตัวด้วยความอารมณ์เสียเต็มที “พวกนั้นเอาแต่ถามอยู่ได้ว่าฉันเป็นไง เมียตายไปทั้งคน ฉันควรจะเป็นยังไงละ? สื่อคิดอะไรอยู่ คิดว่าฉันจะไปตั้งโต๊ะแถลงข่าวเรื่องส่วนตัวงั้นเรอะ?”

    “เรื่องสัมภาษณ์เมื่อวาน ฉันเห็นด้วย นักข่าวล้ำเส้นเกินไปหน่อย แต่มันจะทำให้แกปล่อยวางเรื่องนี้ได้ไหมจงอิน ถ้าพรุ่งนี้ฉันจะโทรไปต่อว่าเจ้านายของพวกเขาด้วยตัวเอง”

    ชายหนุ่มถอนหายใจก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวถัดไปจากลู่หานในที่สุด “ล้ำเส้นเกินไปมาก ... คิดยังไงถึงถามฉันหน้าตาเฉยเรื่องซ่อนอีหนูไว้ในโรงพยาบาล ฉันอยากจะลุกไปซัดหน้ามันให้คว่ำ” จงอินบ่นพลางพ่นลมออกจากปากเสียงดังก่อนจะส่ายศีรษะอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ทั้งๆที่ฉันอุ้มเจไปด้วยเนี่ยนะ? ทำไมนักข่าวสายการเมืองถึงได้ตกต่ำจนต้องมาถามอะไรแบบนี้ พวกเขาคาดหวังอะไรจากฉันกันแน่ ฉันไม่ใช่ดารานักร้อง เรื่องส่วนตัวของฉันไม่ได้สร้างความบันเทิงให้ใครหรอก คิดว่าฉันปัญญาอ่อนรึไง”

    “แต่เมื่อวานแกเอาไม่อยู่ ท่าทางไม่พอใจชัดเจนมาก” ลู่หานตอบกลับมาหน้านิ่งแล้วจึงเปลี่ยนท่านั่งเป็นไขว่ห้าง ทั้งจงอินและจูลส์เหลือบมองอีกฝ่ายพร้อมกันในทันทีเพราะรู้ดีว่าตอนนี้ชายหนุ่มอีกคนเข้าสู่โหมดจริงจังและพร้อมคุยมากเพียงใด

    ปฏิกิริยาของลู่หานเวลาระวังตัวมักจะอ่านยากอยู่เสมอ มองเผินๆเขาดูเหมือนพวกคุณชายเจ้าสำราญทั่วไป แต่แท้จริงแล้วลู่หานกลับฉลาดล้ำลึกไม่ต่างจากจงอินเลยสักนิด เพียงแต่ว่าเขาพอใจที่จะอยู่เบื้องหลัง คอยวางแผน หาช่องโหว่และเป็นมือที่มองไม่เห็นคอยชักใยทุกอย่างให้เป็นไปตามที่เขาต้องการ

    “ฉันไม่ลุกไปต่อยคนถามให้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว”

    “แต่ฉันมาคิดๆดูแล้ว เรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับเรามากกว่า การที่แกแสดงท่าทีไม่พอใจออกไปหลังจากโดนถามเรื่องอุบัติเหตุ ก็เท่ากับแกยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นั้นอยู่ คนจะเห็นใจเราในเรื่องนี้เพราะดูเหมือนแกตกเป็นเหยื่อของสื่อไร้จรรยาบรรณ”

    “ให้ตายสิวะ!” จงอินสบถพร้อมกับยกมือลูบหน้าตัวเองแรงๆในทันที “แกหยุดพูดเหมือนหุ่นยนต์สักทีได้ไหม ฉันจะบ้าตายอยู่แล้ว แกไม่เหนื่อยเหรอวะที่ต้องคอยคิดอยู่ตลอดเวลา นี่ดีกับเรา นู้นไม่ดีกับเรา ฉันเหนื่อย ลู่หาน”

    “ฉันไม่ได้มีเจตนาจะกดดัน แต่มันเป็นงาน ... มันเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องคอยระวังหลังให้แกจงอิน”

    “แต่ตอนนี้ฉันต้องการเพื่อนรักของฉัน พวกแกได้ยินไหม ลู่หาน จูลส์?”

    ลู่หานชะงักไปในทันที เขาเริ่มมองออกว่าอีกฝ่ายกำลังจมอยู่กับความทุกข์ใจมากเพียงใด ในขณะที่จงอินกำลังอยู่กับความคิดของตัวเอง ชายหนุ่มเจ้าของชื่อก็ลอบสบตากับหญิงสาวหนึ่งเดียวภายในห้อง เกิดความเงียบปกคลุมบรรยากาศทั้งหมดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเขาจะขยับตัวแล้วตัดสินใจพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงในที่สุด

    “โอเค” 

    ชายหนุ่มยกมือขึ้นข้างตัวทั้งสองข้างเป็นเชิงยอมแพ้พร้อมกับลุกไปหยิบเบียร์ออกมาสามกระป๋องจากตู้เย็นหลังห้องแล้วเดินย้อนกลับมาที่เดิม ฝ่ามือแข็งแรงวางกระป๋องแรกลงบนโต๊ะแล้วยื่นกระป๋องที่สองให้จงอิน ส่วนกระป๋องสุดท้ายลู่หานสอดนิ้วเข้าไปเปิดฝาแล้วยื่นมันให้กับจูลส์ ก่อนจะลดตัวลงนั่ง

    จากนั้นบรรยากาศก็ย้อนกลับไปในสมัยมหาลัยที่เราสามคนยังชอบมานั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยแบบนี้ทุกวัน
    ท่าทีของลู่หานผ่อนคลายลงอย่างช้าๆ เขาปล่อยขาที่ชอบยกขึ้นนั่งไขว่ห้างออกแล้วยืดมันเหยียดยาวไปกับพื้นพรม ปลายรองเท้าหนังเงาวับยื่นออกไปใกล้ๆกับรองเท้าหนังกลับของจงอิน ขากางเกงยีนส์สีน้ำเงินตัดกับปลายขากางเกงสแล็คสีอ่อนอย่างชัดเจน

    “เรื่องที่โรงพยาบาลเป็นยังไงบ้าง จงอิน?” พวกเขานั่งดื่มเงียบๆอยู่ครู่หนึ่งก่อนน้ำเสียงของจูลส์จะถามขึ้นในระหว่างเธอกำลังสลัดรองเท้าส้นสูงออกแล้วปล่อยฝ่าเท้าเปลือยเปล่าลงบนพื้นพรมอย่างสบายๆ

    “ก็เรื่องเดิมๆนั่นแหละ เยวอนก็ยังมั่นใจเหมือนเดิมว่าเจจะหายเป็นปกติในเร็วๆนี้ แต่พูดตามตรงนะ ที่ฉันเครียดเพราะฉันมองไม่เห็นทางไหนที่เจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม”

    “ยัยนี่พูดจาเหมือนพวกขี้โม้เลยนะ”

    จงอินหัวเราะ ...

    “พวกแกก็ให้โอกาสเด็กมันหน่อยสิ” ลู่หานพูดพร้อมกับเดินไปหยิบเบียร์จากตู้เย็นมาเพิ่ม “โดยเฉพาะเจ บางทีการปล่อยให้เธอเยียวยาตัวเองมันอาจจะเป็นทางเลือกนึงก็ได้ ขนาดผู้ใหญ่เจอเรื่องเลวร้ายมายังเอาตัวเองแทบไม่รอด นับประสาอะไรกับเด็กห้าขวบล่ะ”

    “ฉันเข้าใจเรื่องนี้ดีน่า” จงอินตอบกลับพร้อมรับกระป๋องเบียร์แล้วส่งต่อให้จูลส์ซึ่งยื่นมือออกมารออยู่แล้ว “แต่ฉันทำใจไม่ได้ที่ลูกสาวฉันนั่งตาลอยเหมือนเธอแบกทุกปัญหาไว้กับตัวเอง ฉันไม่รู้จะทำยังไงแล้ว เมื่อวานซื่อซุนพาเจออกมาเจอเจ้าบราวน์ยังทำให้เธอเล่นกับมันไม่ได้เลย”

    “นายมองโลกในแง่ร้ายเกินไปนะจงอิน ใจร้อนมากเกินไปด้วย ไม่ใช่ทุกคนที่รอดจากเครื่องบินตกแล้วออกมาใช้ชีวิตปกติได้เลย” จูลส์แนะนำขึ้นมาเรียบๆ น้ำเสียงของเธอมีแววใจเย็นมากกว่าลู่หานเยอะ “เรื่องแบบนี้น่ะ บางคนใช้เวลารักษาเป็นปีหรือหลายปีด้วยซ้ำ ฉันไม่ได้บอกว่าสิ่งที่นายทำอยู่มันเสียเวลาเปล่า แต่ให้เวลาเจได้ปรับตัวบ้าง”

    “ฉันรู้ ...” ชายหนุ่มพึมพำตอบก่อนจะถอนหายใจยาว “เชื่อเถอะว่าฉันเข้าใจเจดีเพราะฉันเองก็ไม่รู้จะผ่านมันไปได้ยังไงเหมือนกัน”

    “เอายังงี้ก็แล้วกัน” ลู่หานพูดขึ้นมาก่อนชายหนุ่มจะโน้มตัวไปวางกระป๋องเบียร์ลงกับโต๊ะ “แกจำสมัยที่เรายังชอบต่อยมวยอยู่ได้ไหม?”

    จงอินขมวดคิ้วคล้ายกับกำลังนึกภาพตามก่อนวินาทีถัดมา ... “มันนานแล้วเหมือนกัน แต่ก็นิดหน่อย”

    “แล้วแมตช์ที่แกไปท้าดวลกับพวกเด็กนิติล่ะ?”

    “อือฮึ” 

    “… ที่เราแอบเอาปืนงาช้างของพี่จงฮุนไปพนันไว้ คืนก่อนที่แกจะลงแข่ง เราไปดวลเบียร์กับดาวคณะจนเมาแอ๋ สิบโมงเช้าวันต่อมา ยัยนี่ ...” ลู่หานหยุดพูดก่อนจะยกนิ้วโป้งขึ้นแล้วชี้ไปที่จูลส์ “ต้องไปลากเราออกมาจากเตียงของเธอน่ะ เพราะยังไงก็ต้องไปแข่งให้ทันและต้องชนะให้ได้ด้วย ไม่งั้นเราสองคนโดนพี่ชายแกฆ่าด้วยมือเปล่าแน่ๆ”

    คราวนี้จงอินหัวเราะให้กับความทรงจำเก่าๆเสียจนไหล่สั่นเทิ้ม “สิบกว่าปีมาแล้วนะ ประเด็นของแกคือ?”

    “หรือจะเป็นตอนที่ยัยนี่ ...” ลู่หานย้ำอีกครั้งก่อนจะชี้มือไปทางหญิงสาวที่กำลังยกกระป๋องเบียร์ขึ้นจิบด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ “โดนนอกใจแล้วนอนร้องไห้ทั้งวันทั้งคืนได้ไหม อาทิตย์ถัดมาแกกับฉันต้องไปลากคอไอ้ผู้ชายคนนั้นมาคุกเข่าขอโทษยัยขี้แยนี่จนได้”

    “ฉันว่าแล้ว เรื่องนี้ต้องเป็นความคิดของนายแน่ๆลู่หาน!” หญิงสาวตะโกนดังลั่นพร้อมชี้นิ้วใส่หน้าอีกฝ่ายไปด้วย

    “พวกแกจำความรู้สึกนั้นได้ไหม ทำไมพวกเราถึงต้องทำ?”

    ลู่หานถามพร้อมกับกวาดสายตาสบกับอีกสองคนที่เหลือไปด้วย ทันใดนั้นความเงียบก็เข้าปกคลุมห้องที่พวกเขากำลังนั่งอยู่ในทันที ท่าทีของจงอินเปลี่ยนมาเป็นครุ่นคิด ส่วนจูลส์ก็ลอบสบตากับเจ้าของคำถามเงียบๆเพราะเธอเริ่มจะเข้าใจในเจตนาที่ลู่หานต้องการจะสื่อขึ้นมาบ้างแล้ว

    “ถ้าถามฉัน ตอนนั้นมันไม่มีเหตุผล แต่ฉันทำเพราะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องทำ” จงอินตอบกลับมาเรียบๆก่อนจะตัดสินใจวางเบียร์ลงกับโต๊ะในที่สุด

    “เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องทำ?”

    “ใช่”

    “นั่นแหละ คือประเด็นของฉัน” ลู่หานยิ้ม ... “ตอนนั้นเราผ่านประสบการณ์บ้าสุดโต่งมาได้ ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่พร้อม ไม่มีสติ ไม่มีการยั้งคิดใดๆทั้งสิ้น เพียงเพราะแค่สมองเราสั่งร่างกายว่า ‘ต้องทำ ต้องเอาตัวรอด ต้องผ่านมันไปให้ได้’ ในตอนที่ความหวังริบหรี่ยิ่งกว่านี้ด้วยซ้ำ ใครจะไปคิดว่าแกต่อยมวยชนะเด็กนิติทั้งๆที่ยังแฮงค์เพราะถ้าเราแพ้ เราต้องตายคามือพี่จงฮุนแน่นอนหรือใครจะไปคิดว่าเราจะบ้าถึงขั้นกล้าบุกขึ้นหอนักศึกษาแพทย์ไปลากคอไอ้เลวนั่นมาคุกเข่าต่อหน้าจูลส์เพียงเพราะเราต้องการทำให้ยัยนี่รู้สึกดีขึ้น ทุกอย่างมันเป็นเรื่องธรรมชาติน่ะ จงอิน ปล่อยให้ความรู้สึกมันตกตะกอนเดี๋ยวสมองก็ดิ้นรนหาทางออกได้เองนั่นแหละ”

    “มันเหมือนกันที่ไหนวะ เราไม่ใช่เด็กๆกันแล้ว แกคิดว่าวิธีนี้จะทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้นได้รึไง?”

    “ทำเป็นเล่นไปเพื่อน” ลู่หานตอบกลับพร้อมกับยักคิ้วหลิ่วตาไปด้วย ชายหนุ่มยกมือขึ้นกอดอกราวกับมั่นใจในสิ่งที่กำลังจะพูดต่อมากมายนัก “ตั้งแต่ฉันรู้จักแกมา รู้จักครอบครัวแกมา จะปัญหาเล็กน้อยหรือใหญ่โตขนาดไหน แกแทบไม่เคยพลาดในการตัดสินใจเลยนะ แกมีวิธีคิดที่ดีกว่าฉันเสมอจงอิน อย่าโหดกับตัวเองมากไปนัก”

    จงอินยิ้มก่อนฝ่ามือแข็งแรงจะเอื้อมไปตบบ่าเพื่อนรักด้วยแรงที่ไม่เบานักราวกับกำลังขอบใจ “ฉันเด็ดขาดไม่พอว่ะ”

    จากนั้นร่างสูงใหญ่จึงลุกขึ้น ฝ่ามือของชายหนุ่มจับกระดาษที่อยู่บนโต๊ะพลิกไปพลิกมาด้วยความพิจารณาอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจได้ในที่สุด “ฉันจะไปโรงพยาบาล ตรงนี้ไม่น่าจะมีอะไรเพิ่มเติม ฉันร่างกำหนดการคร่าวๆไว้ให้แล้ว พวกแกดูต่อก็แล้วกัน อ้อ กำชับทีมประชาสัมพันธ์ให้ส่งจดหมายไปถึงหนังสือพิมพ์ทุกฉบับเรื่องการอมรมมารยาทของสื่อมวลชนด้วย ใช้ชื่อฉันออกหน้าได้เลย”

    ลู่หานมองหน้าของอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเลื่อนสายตาสบกับจงอินในที่สุด “ช่วงนี้แกเฝ้าเด็กนั่นแจเลยนะ มีอะไรที่ฉันควรรู้รึเปล่า?”

    ชายหนุ่มหัวเราะเสียงทุ้มก่อนจะส่ายหัวออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ “เด็กนั่น? แกหมายถึงเซฮุนน่ะเหรอ? ไม่เอาน่า เขาดูใช้ได้อยู่นะ ให้โอกาสเขาหน่อยสิ”

    “ฉันกับจูลส์เป็นห่วงแกนะ จงอิน” ลู่หานทำท่าจะพูดต่อ แต่อีกฝ่ายก็ขัดขึ้นมาโดยการขยับตัวเดินหนีไปทางประตูเสียก่อน

    “อ้อ คนที่ติดเซฮุนแจน่ะ ไม่ใช่ฉันหรอก หลานรักพวกแกต่างหาก ฉันไปล่ะ” 




    ในตอนที่เราเลือกคุยกัน ... แม้แต่สภาพอากาศก็พลอยโศกเศร้าไปด้วย

    สิ่งที่ยังหลงเหลือมีเพียงเสียงฝนกระทบพื้นและบานหน้าต่างจางๆ ฝนเริ่มตกในตอนที่จงอินเดินเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยและเห็นร่างเล็กๆของลิตเติ้ล เจหลับสนิทอยู่บนเตียงพักฟื้นที่ไม่ใช่ของตัวเธอเอง ลูกสาวของเขานอนขดตัวกอดผ้าห่มราวกับกำลังหนาวแต่เขารู้ดีว่าไม่ใช่เพราะมันเป็นท่านอนท่าโปรดของเธอ ส่วนเจ้าของเตียงตัวจริงกลับลากเสาน้ำเกลือไปยืนเหม่ออยู่ริมหน้าต่าง
      
    โอ เซฮุน ยื่นนิ้วไปแตะกับกระจก แช่ค้างอยู่อย่างนั้นอย่างไม่รู้สึกรู้สาต่อความเย็นเฉียบที่ตอบกลับมา น้ำตาหยดลงมาตามร่องแก้มขาวจัด มีบางหยดที่ไหลผ่านปลายจมูกแดงๆและไม่มีแม้แต่เสียงสะอื้นลอดผ่านริมฝีปากบางเฉียบนั่นเลย

    จงอินมองภาพนั้นด้วยความคาดไม่ถึง ร่างสูงใหญ่ยืนกระสับกระส่ายเพราะเขาไม่รู้วิธีรับมือกับผู้ใหญ่ที่กำลังร้องไห้ ด้วยความสัตย์จริง เขาทำอะไรไม่ถูกเพราะเซฮุนไม่ใช่เจที่จะหยุดร้องไห้เพียงเพราะเขาเอาขนมมาล่อหรือพาแกออกไปซื้อตุ๊กตาสักตัว ลูกสาวเขาน่ะ มักจะพอใจกับการเอาอกเอาใจด้วยวิธีเรียบง่ายแบบนี้อยู่เสมอ

    แต่เด็กหนุ่มที่กำลังยืนหันหลังให้เขานี่สิ ...

    ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าเซฮุนกำลังเสียใจเรื่องอะไรอยู่ก็ตาม ...

    แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว ... มันก็คงเดาได้ไม่ยาก

    “ไม่รู้ว่าเจเคยเล่าให้คุณฟังรึเปล่า แต่คุณแม่ของผมเพาะพันธุ์กุหลาบบัลแกเรียเป็นงานอดิเรกอยู่ที่บ้าน ถ้ามันจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น ช่วยรับไปด้วยนะ ...”

    ร่างสูงโปร่งหันกลับมาในทันทีระหว่างที่จงอินยื่นช่อดอกกุหลาบสีชมพูจัดช่อรวมกับสีขาวให้อีกฝ่ายไว้คอยท่า สีสันสดใสและกลิ่นหอมอ่อนๆทำให้บรรยากาศเลวร้ายลดไปเปราะหนึ่ง เซฮุนก้มหน้าพลางยกหลังมือปาดน้ำตาลวกๆและเมื่อเด็กหนุ่มเงยมาอีกครั้งก็มีรอยยิ้มบางๆติดอยู่บนใบหน้าขาวกระจ่างเสียแล้ว 

    “ครอบครัวของผมส่งความปรารถนาดีมาให้” จงอินย้ำระหว่างมองอีกฝ่ายด้วยความพิจารณาอย่างอดไม่ได้ มันเป็นอีกหนึ่งนิสัยเสียๆที่เขาชอบทำเวลาคนเราไม่ยอมสื่อสารกันด้วยคำพูด 

    “ขอบคุณครับ” เด็กหนุ่มรับช่อดอกไม้มาถือก่อนจะเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาวข้างหน้าต่างแล้วผายมือออกเป็นการเชิญจงอินนั่งไปในตัว

    “เสียงของคุณฟังดูดีแล้วนะ ไม่เจ็บคอแล้วใช่ไหม” เขาถามพลางลดตัวนั่งบนปลายโซฟาอีกด้าน เว้นระยะห่างอย่างมีมารยาทและกระอักกระอ่วนกับบรรยากาศแปลกๆเต็มที

    เซฮุนพยักหน้าเป็นคำตอบ มือขาวสะอาดไล้เล่นกับกลีบดอกไม้ราวกับไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาพูดคุยเช่นกัน “นี่ใช่ดอกกุหลาบที่น้องเจเคยเอามาให้ผมรึเปล่า มันสวยมากเลยครับ”

    จงอินยิ้ม “อือฮึ ถ้าคุณแม่ผมได้ยินคุณชมเมื่อกี้ ท่านคงดีใจตายเลย”

    น่าแปลกที่ตอนนี้ ... ในตอนที่คนทั้งคู่กำลังยิ้มให้กันอยู่นั้น ท่าทางและสีหน้าหม่นหมองปนรอยยิ้มฝืนๆมันเหมือนกับภาพสะท้อนของกันและกันอย่างน่ากลัว ลึกลงในใจระหว่างเรานั้น คงไม่มีใครตอบได้ว่าความเจ็บปวดของใครที่รุนแรงมากกว่ากัน

    “ผมหาอะไรให้เราทั้งคู่ดื่มดีกว่า ...”

    จงอินพูดอีกครั้งก่อนชายหนุ่มจะลุกขึ้น ดึงช่อดอกไม้จากมือของเซฮุนไปใส่ไว้ในแจกันเปล่าบนโต๊ะข้างเตียง “ผมขอโทษแทนเจด้วย แกดันหลับปุ๋ยบนเตียงคุณซะได้ คุณอยากให้ผมพาแกกลับห้องไหม เผื่อคุณจะได้พักผ่อน”

    “ให้แกนอนเถอะครับ ผมนอนมาทั้งวันแล้ว อีกอย่างผมอยากนั่งตรงนี้ ผมชอบฝน”

    “อ่า คุณมาจากลอนดอนนี่นะ ที่นั่นฝนตกบ่อย คงจะถูกใจคุณมากเลยสิ”

    เขาถามถึงเครื่องดื่มที่คนป่วยอยากจะได้ เซฮุนพึมพำตอบกลับมาเสียงเบาว่าอยากได้ชาร้อน ในขณะที่จงอินยืนหันหลังชงชาให้อีกฝ่ายตามคำขอนั้น เสียงเบาๆที่เขาเริ่มคุ้นเคยในช่วงหลังก็ค่อยๆเล่าว่าตัวเองใช้เวลาทำอะไรกับลูกสาวของเขาตลอดทั้งบ่าย

    เขาเดินกลับมาพร้อมชาร้อนกับกาแฟอย่างละแก้วและมีคุกกี้รสนมของเจหนีบอยู่ใต้รักแร้อีกหนึ่งถุง จงอินวางของทั้งหมดลงบนโต๊ะแล้วทรุดตัวลงนั่งอีกครั้ง ชายหนุ่มยื่นทั้งชาร้อนและขนมให้อีกฝ่าย เซฮุนรับชาร้อนไปจิบอึกหนึ่งก่อนเด็กหนุ่มจะหัวเราะให้กับถุงคุ้กกี้ในมือ

    “อะไรทำให้คุณคิดว่าผมอยากทานคุ้กกี้ล่ะครับ”

    “ผมไม่ได้คิดน่ะซิ” จงอินส่ายหัวแล้วพูดต่อ “ผมไม่รู้หรอกว่าคุณอยากทานคุ้กกี้รึไม่ แต่คุณดูเหมือนคุณต้องการมัน ถ้าคุกกี้สำหรับเด็กมันทำให้ลูกสาวผมอารมณ์ดีได้ บางทีมันอาจจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้เหมือนกัน”

    เกิดความเงียบอยู่อึดใจหนึ่ง ...

    ก่อนเสียงฉีกถุงขนมจะตามมา เซฮุนหยิบคุกกี้ชิ้นเล็กเข้าปากแล้วปล่อยให้มันละลายในนั้น รสชาติแรกหวานเหมือนดื่มน้ำเชื่อมเพียวๆเข้าไปเต็มคำ เขาไม่ชอบทานหวานเพราะมันทำให้เขาเสียวฟัน เด็กหนุ่มหยีตาลงก่อนจะสูดหายใจเข้าอย่างแรง น้ำตาที่ไม่มีที่มายังคงเอ่ออยู่ในดวงตาระหว่างยกชาขึ้นจิบตาม

    “คุณอยากรู้ใช่ไหมว่าผมร้องไห้ทำไม?”

    “... ถ้าคุณสบายใจที่จะเล่า” จงอินตอบกลับไปเบาๆ

    “คุณก่อน” 

    “หือ? คุณว่าอะไรนะ” เสียงฝนกระทบหน้าต่างเกือบทำให้เขาไม่ได้ยินที่อีกฝ่ายพูด

    “ผมอยากฟังเรื่องของคุณ วิธีการพูดของคุณทำให้ผมสบายใจ ...” เซฮุนพูดช้าๆ “คุณพูดเรื่องของคุณก่อน จากนั้นคุณอยากรู้อะไร ผมจะบอกคุณทุกอย่าง โอเคไหมครับ”

    จงอินยิ้มในระหว่างชายหนุ่มลดสายตามองปลายนิ้วของตัวเองที่กำลังหมุนแก้วกาแฟบนจานรองเล่นไปมา “ผมคิดถึงภรรยาทุกวัน ... การใช้ชีวิตคนเดียวมันยากมากๆเลย คุณรู้ไหม” เขาถามอย่างไม่ต้องการคำตอบ ชายหนุ่มเงียบไปพักหนึ่งราวกับว่าความเงียบของคู่สนทนากำลังบั่นทอนความรู้สึกสูญเสียและเดียวดายของตัวเอง 

    เด็กหนุ่มไม่พูดอะไร เซฮุนยกชาขึ้นจิบอีกครั้งและจ้องตรงมาเหมือนกำลังบอกให้เขาพูดต่อ ...
    และจงอินก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงต้องพูด ต้องเล่า ต้องระบาย เรื่องส่วนตัวให้คนแปลกหน้าที่แทบจะไม่มีความคุ้นเคยต่อกันฟังด้วย? 

    แต่อะไรบางอย่างในตัวของเซฮุนกลับทำให้เขาสบายใจที่จะเป็น ‘ตัวเอง’ อย่างไม่มีข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น ณ ตอนนี้ ... ตอนที่ตัวตนของเขากำลังดำดิ่งสู่ความมืดมิดที่น่ากลัวที่สุด เขาเป็นท่านที่ปรึกษาไม่ได้ เป็นอาจารย์เจไม่ได้ เป็นลูก เป็นพ่อ เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีไม่ได้อีกต่อไป

    สิ่งที่เขาทำได้ก็คือเป็นตัวเอง ... ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ยังคงตั้งตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้

    “ผมยังจำได้ วันที่เจเกิด ผมอยู่ในห้องคลอดกับภรรยา หมอและพยาบาลเดินพล่านไปมารอบตัวเรา ผมแทบไม่รู้สึกถึงพวกเขาเลย เธอเจ็บส่วนผมกระวนกระวาย ผมคิดว่าผมกลัวมากกว่าเธอซะอีก เราเหงื่อแตกซิกๆด้วยกันทั้งคู่ แต่สุดท้ายเธอก็ได้ให้ของขวัญที่มีค่าที่สุดกับผม ผมจำวันนั้นได้แม่น แต่ตอนนี้ผมกลับต้องมาจำวันตายของเธอซะแล้ว ...”

    จงอินวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะด้านข้าง หมดความสนใจในเครื่องดื่มไปโดยปริยาย ชายหนุ่มเอนหลังพิงกับพนักพิงอย่างแรง สบตากับดวงตาอีกคู่เงียบๆก่อนจะพูดต่อ “ที่จริง ผมกับภรรยาวางแผนกันไว้ว่า เราอยากจะมีลูกอีกสักคน สองคน มีเด็กๆวิ่งเล่นในบ้าน มันก็เป็นความวุ่นวายที่มีความสุขดีนะคุณ”

    “จงอิน คุณรู้ใช่ไหมว่าเรื่องทั้งหมดนี่ มันไม่ใช่ความผิดของคุณ”

    ชายหนุ่มเจ้าของชื่อไม่ตอบคำถามนั้น ใบหน้าหล่อจัดหันไปมองร่างของหนูน้อยที่กำลังหลับสนิทบนเตียงก่อนจะถอนหายใจ “คุณเคยต้องไปยืนยันการตายของใครสักคนไหม เซฮุน” เขาเอานิ้วกดหัวตาของตัวเองไว้ ถึงแม้จะยังไม่มีน้ำตาแต่เสียงแตกพร่าก็ไม่อาจห้ามได้ 

    “พวกเขาเอาเธอนอนในถุงสีดำ ... ผม ...”

    “คุณโอเคนะ ...”

    ถึงแม้คำถามนี้อาจจะไม่ได้ช่วยอะไร แต่เด็กหนุ่มก็จนปัญญาจะสรรหาคำไหนมาปลอบ เซฮุนวางแก้วชาบนโต๊ะก่อนจะเอื้อมมือไปแตะที่หลังมือของอีกฝ่ายราวกับต้องการให้กำลังใจ จงอินยกมืออีกข้างขึ้นเป็นเชิงว่าไม่เป็นไรก่อนจะใช้มือข้างเดียวกันนั้นตบลงบนหลังมือขาวกระจ่างอีกที

    “... ยังดีที่อย่างน้อย เจยังไม่โตพอที่ต้องไปเห็นแม่แกในสภาพนั้น ไม่อย่างนั้นผมคงรู้สึกผิดกับเรื่องนี้ไปจนวันตาย”

    เซฮุนพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ เขาพยายามปลอบจงอิน ... ในแบบของตัวเองให้ดีที่สุด “แล้วเวลา ... มันช่วยได้จริงไหม?” 

    “ผมก็คิดว่าอย่างนั้นนะ ตอนแรกผมพยายามทำเหมือนที่คนอื่นๆทำนั่นแหละ ผมไม่ไปที่ที่เราเคยไป ผมทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังและก้าวไปข้างหน้า งานทำให้ผมไม่มีเวลาคิดถึงเธอ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะผมเพิ่งมาคิดได้เมื่อไม่นานนี้เอง ถ้าผมไม่คิดถึงฮานึล แล้วใครจะมาคิดถึงเธอกันล่ะ? คุณเข้าใจผมไหม? เธอไม่สมควรได้รับความรู้สึกแบบนั้น ผมรักเธอ ตอนนี้ผมก็ยังรักและผมต้องการให้เจรู้ว่าผมยังคิดถึงแม่ของแกเสมอ”

    เซฮุนเงียบในขณะที่ปล่อยให้ชายหนุ่มค่อยๆคลายความเศร้าด้วยวิธีของตน วันนี้จงอินแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแล็คตามที่เห็นจนชินตา แต่มีเน็กไทซึ่งเอียงไม่ถูกองศาห้อยอยู่รอบคอและมันทำให้เขาสงสัยว่า มันอาจจะถูกเจ้าของดึงทึ้งมาหลังจากเลิกงานหรือไม่ก็ ... วันนี้น่าจะเป็นวันหนึ่งที่เลวร้ายสำหรับจงอินจริงๆก็ได้

    “คุณน่ะ ทำให้ผมกลัวรู้ไหม”

    “ผมน่ะเหรอ” เซฮุนชี้มือหาตัวเอง “ทำไมล่ะครับ?”

    “เพราะคุณทำให้ผมกล้าพูดในสิ่งที่ผมไม่กล้าแม้แต่จะบอกตัวเองน่ะสิ”

    เซฮุนยิ้มทั้งตาและปากไปกับคำพูดที่เพิ่งออกมาจากปากของชายหนุ่มอย่างแท้จริง ... “ผมดีใจที่ได้ยินอย่างนั้นนะครับ”

    จงอินหัวเราะก่อนจะยิ้มสว่างไสวจนทำให้เน็กไทที่เอียงกระเท่เร่หมดความหมายไปเลย “ผมหมายความอย่างที่พูดจริงๆ”

    “ทีนี้ก็ถึงตาของผมแล้วซินะ” เด็กหนุ่มพูดในที่สุด “คุณอยากรู้อะไร ในเมื่อคุณสั่งให้ลูกน้องสืบประวัติผมเรียบร้อยแล้ว?”

    “ผมไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับเรื่องนั้นนะ คุณเข้าใจใช่ไหมว่าผมจำเป็นต้องทำ ผมจำเป็นต้องรู้ว่าคุณไม่เป็นอันตรายต่อครอบครัวของผม”

    “ผมเข้าใจครับ” เซฮุนยิ้มอีกครั้งก่อนจะหยิบคุ้กกี้ที่ตัวเองไม่ชอบเลยแม้แต่น้อยเข้าปากอีกชิ้นราวกับต้องการแก้เขิน “... ผมแค่แหย่คุณเล่น”

    จงอินพยักหน้าก่อนจะยิ้มบางๆเป็นการตอบกลับมา

    “แล้วประวัติของผม บอกคุณว่ายังไงบ้าง?”

    ชายหนุ่มเงียบไปพักหนึ่งทำท่าราวกับกำลังครุ่นคิดพลางดึงเน็กไทสีน้ำเงินเข้มออกจากคอไปด้วย “มันบอกผมว่า คุณเป็นแฟนพันธ์แท้ของ ไบรอัน อดัมส์”

    “ให้ตาย ...” เซฮุนสบถก่อนริ้วแดงๆจะพาดเต็มแก้มและลำคอลามขึ้นไปถึงปลายหู เด็กหนุ่มสบตากับคนที่เพิ่งแหย่เขาด้วยใบหน้าและน้ำเสียงที่นิ่งสนิทก่อนจะทนไม่ไหว ซุกหน้าลงกับฝ่ามือของตัวเองในที่สุด “... มันน่าอายมาก”

    จงอินหัวเราะเสียงนุ่ม “ไม่เห็นมีอะไรน่าอาย สมัยก่อนมันก็เป็นยุคของเขาจริงๆ ถึงแม้ผมจะแปลกใจนิดหน่อยเพราะผมคิดว่า อีริค แคลปตัน เจ๋งกว่ามาก”

    “นี่ ผมโตมากับเพลงของเขานะ ผมต้องคิดว่าไบรอันเจ๋งที่สุดอยู่แล้ว” เซฮุนว่า หน้างอ “อีกอย่างเพลง (Everything I do) I do it for you หรือ Please forgive me ก็ไม่มีใครเทียบได้!”

    “แม้กระทั่งตำนานอย่าง Wonderful tonight กับ Tear in heaven ของอีริคน่ะเหรอ?”

    “มันคนละสไตล์กันต่างหาก” เด็กหนุ่มเถียง “เราควรเปลี่ยนเรื่องคุย ยังไงคุณก็ไม่มีทางเปลี่ยนความคิดผมได้หรอก”

    “โอเค ผมยอมแพ้ คุณทำท่าเหมือนจะกระโดดมากัดคอผม ถ้าผมยังแหย่คุณต่อ”

    “ผมทำแน่ๆถ้าคุณยังไม่เลิก” เซฮุนตอบกลับก่อนจะหัวเราะเบาๆ

    “คุณหัวเราะแล้ว ...”

    “คุณก็หัวเราะเหมือนกัน”

    “แล้วมันดีไหม?” จงอินถาม

    “ดีสิครับ” 

    “ดี” ชายหนุ่มหัวเราะอีกครั้ง “แบบนี้คุณคงอารมณ์ดีพอที่จะตอบคำถามของผม คุณร้องไห้ทำไม เซฮุน”

    “ผมรู้สึกไม่ดี อยู่ๆก็อยากร้องไห้ ...”

    “ถ้าผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายกว่านี้ล่ะก็ ผมจะคิดว่าคุณกำลังจงใจกวนประสาทผมอยู่นะ”

    จงอินพูดเสียงนุ่ม รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อจัดยังคงอยู่แต่แววตาล้อเล่นหายไปแล้ว กลายเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความพินิจพิเคราะห์ต่อคำตอบกว้างๆของเด็กหนุ่มตรงหน้าแทน “คุณจงใจตอบคำถามเลี่ยง ผมพอจะรู้ว่าเหตุการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ มันไม่มีอะไรปกติ แต่มันเป็นเพราะอะไร ผมอยากรู้ว่าคุณกังวลอะไร เรื่องสุขภาพ งาน เงิน ครอบครัว หรืออะไร ถ้าคุณต้องการ ... ผมเต็มใจช่วยทุกอย่าง”

    “คุณช่วยผมไม่ได้ ... ไม่มีใครช่วยผมได้”

    จงอินส่ายหัวก่อนจะเอื้อมมือไปแตะไหล่ของคนตรงหน้า แววตาเหมือนลูกหมาหลงทางทำให้ความรู้สึกอยากปกป้องใครสักคนของเขากลับมาอีกครั้ง “... เพราะคุณไม่ยอมให้ผมช่วยต่างหาก”

    เงียบ ... และจงอินก็ปล่อยให้มันครอบคลุมบรรยากาศระหว่างเราเกือบสองนาที

    ก่อนเซฮุนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาบางกว่าเดิมมากนัก “ครอบครัว ...”

    จงอินพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ แต่เขาไม่กดดันและรอคอยอย่างอดทนให้อีกฝ่ายสบายใจพอที่จะพูดต่อด้วยตัวเอง

    “... หลังจากสิ่งที่ผมบอกพวกเขาไป พวกเขาตัดขาดผม ครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน สังคม ... ทุกคน ผมไม่มีที่ยืน ผมอยู่ที่นั่นไม่ได้ ผมไม่มีที่ไป ผมเลยตัดสินใจกลับมาที่นี่ ... เพื่อเริ่มต้นใหม่”

    จงอินขมวดคิ้ว “ผมไม่เข้าใจ”

    “ผมบอกคุณไม่ได้” เซฮุนเม้มปากจนเป็นเส้นตรง เด็กหนุ่มส่ายหัวก่อนจะเริ่มพูดต่อ “เพราะคุณไม่รู้ คุณเลยไม่ตัดสินผม ที่ผ่านมาครอบครัวของคุณ ตัวคุณและน้องเจ ดีกับผมเกินกว่าที่จะเป็นจริง ผมกลัวว่า ถ้าพวกคุณรู้ พวกคุณก็จะรังเกียจผมเหมือนกัน”

    “เซฮุน ... คุณฟังนะ ผมไม่รู้ว่าคุณกลัวอะไร แต่ผมค้นพบว่าทุกอย่างรอบตัวเรามันไม่มีความพอดีหรอก สังคมมนุษย์แท้จริงแล้วเป็นสังคมประหลาดน่ะ คุณรู้ไหม วันนึงคุณอาจจะไปเจอใครสักคนที่ทำให้คุณอยากฆ่าตัวตายหรือหายไปให้พ้นๆ ... แต่อีกวัน คุณอาจจะเจอใครสักคนที่ฉุดคุณขึ้นมาจากนรกขุมนั้นรวดเดียวเลยก็ได้ อย่าพึ่งหมดหวังในการใช้ชีวิตสิ แบบนี้มันจะไปสนุกอะไร” 

    จงอินพูดยิ้มๆ เขาเอื้อมมือไปคว้าแขนของอีกฝ่ายไว้ ดึงเข้ามาใกล้พยายามจะกอดปลอบเหมือนพี่ชายปลอบน้องชายคนหนึ่ง แต่เด็กหนุ่มกลับขืนตัวไว้ราวกับจู่ๆเซฮุนเกิดไม่มั่นใจกับการถูกแตะเนื้อต้องตัวขึ้นมา 

    “... ผมเองก็ไม่ใช่คนดีไปซะทุกเรื่อง เพียงแต่ว่าคุณยังไม่เห็นด้านร้ายๆในตัวผมต่างหาก 35 ปีที่ผมเกิดมา ผมทำพลาดมานับครั้งไม่ถ้วน คุณนึกไม่ถึงหรอกว่าผมเคยทำอะไรมาบ้าง ผมเคยทำร้ายจิตใจใครหรือทำให้ใครต้องเดือดร้อนเพราะผมเลือกอย่างอื่นที่ดีกว่า แต่ที่คุณเห็นผมเป็นเทวดาทุกวันนี้เพราะอะไรรู้ไหม เพราะเด็กผู้หญิงที่กำลังหลับไม่รู้เรื่องบนเตียงคุณนั่นไง เพื่อลูก ผมทำได้ทุกอย่าง ถ้าเธออยากให้ผมเป็นพระเจ้า ผมก็จะเป็นให้เธอ ผมไม่ได้พูดว่าเรื่องของคุณมันเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเรื่องของผม แต่ผมกำลังบอกคุณว่า บนโลกเบี้ยวๆใบนี้ยังมีเรื่องที่คาดไม่ถึงอีกมากมาย เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องกลัวว่าผมจะตัดสินคุณ”

    “น้องเจโชคดีมากที่มีพ่อแม่อย่างพวกคุณ ...” เซฮุนกระซิบ

    “ผมยังไม่ลืมสิ่งที่คุณเคยทำให้เจนะ พ่อแม่ของคุณต่างหากที่โชคดี” จงอินพูดพร้อมเอื้อมไปโยกหัวของเด็กหนุ่มอย่างอดใจไม่ไหวอีกต่อไป

    เซฮุนส่ายหัวในทันที “ไม่มีใครคิดแบบคุณหรอก”

    “พวกเขาทำอะไรคุณ ทำไมถึงดูถูกตัวเองขนาดนี้?” 

    “เปล่า ไม่ได้ทำ แต่พวกเขาทำให้ผมรู้สึก”

    “... ว่าตัวคุณน่ารังเกียจน่ะเหรอ?”

    เซฮุนพยักหน้า ....

    “แต่สำหรับผม คุณไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าน่ารังเกียจเลย” ชายหนุ่มถอนหายใจก่อนจะกวาดสายตามองร่างสูงโปร่งตรงหน้าอีกครั้ง “... อย่างน้อยถ้าผมอยู่ในวงการการศึกษา ตามประวัติของคุณแล้ว ระดับภาษา ความรู้และประสบการณ์ระดับนี้ ผมคงอยากได้ตัวคุณมาร่วมงานเป็นบ้า แต่ยังมีอีกเรื่องที่ผมไม่เข้าใจ ผมมั่นใจว่าหมอที่นี่ตรวจร่างกายคุณอย่างละเอียด แต่ทำไมถึงไม่มีรายงานความผิดปกติใดๆนอกจากบาดแผลภายนอกจากอุบัติเหตุ ... คุณพูดเหมือนคุณเป็นโรคร้ายบางอย่าง ผมเป็นห่วงคุณนะ”

    “คุณเข้าใจผิดไปเยอะเลย จงอิน”

    “ถ้าอย่างนั้นคุณก็บอกปัญหาที่แท้จริงของคุณมาสิ” ชายหนุ่มยิ้มในขณะที่ฝ่ามือเอื้อมไปลูบหัวไหล่ของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว “ผมสัญญาว่าผมยังจะนั่งอยู่ตรงนี้”

    “... ครอบครัวของผมเป็นคาทอลิกที่เคร่งมาก คุณคงนึกไม่ถึงหรอกว่าสิ่งที่ผมเป็นมันเหยียบย่ำหัวใจของพวกเขาขนาดไหน ชุมชนที่ผมอยู่ โลกของผม โลกของพวกเขา ... มองเรื่องนี้เป็นเหมือนโรคร้ายไม่ต่างจากโรคติดต่อพวกนั้นเลยสักนิด”

    จงอินเงียบ ...

    “... เพราะผมบอกครอบครัวว่าผมไม่ได้ชอบผู้หญิงในวันที่พวกเขาอยากให้ผมแต่งงาน ทั้งชีวิตผมทำให้พ่อแม่ผิดหวังเพียงแค่ครั้งเดียวและมันก็เป็นสิ่งที่ท่านให้อภัยผมไม่ได้ ...”

    เกิดความเงียบอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ชายหนุ่มไม่พูดอะไรราวกับเขากำลังประเมินในสิ่งที่อีกฝ่ายเพิ่งพูดออกมา “คุณว่าอะไรนะ?”

    และครั้งนี้ ... เซฮุนก็จงใจพูดอย่างช้าๆและสบตากับจงอินด้วยความกล้าหาญที่เพิ่งปรากฏ

    “คุณได้ยินไม่ผิดหรอกจงอิน ผมเป็นเกย์





    เขียนโดย AyahSoo LONE WOLF
    Twitter hashtag: #หัวใจสิงห์KH


    -  Thank You  -





เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
ehyukjaebt (@BBaekhyun)
ขอกอดน้องที
fishypug (@fishypug)
น้องบอกความจริงแล้ว
raisarapat (@raisarapat)
แงๆๆๆ สงสารเซฮุนนนนนน จงอินอึ้งไปเลย จะรังเกียจน้องไหม