LION'S HEART หัวใจสิงห์savedbywolf
ตอนที่ 2




  • LION'S HEART l หัวใจสิงห์
    ตอนที่ 02


    “… คุณโชคดี ... มาก”

    หือ?

    เสียงใคร?

    โอ เซฮุน พยายามจะขยับตัวตอบสนองตามสัญชาตญาณ ... 

    เขาพยายาม แต่ทำไม่ได้ …

    เขาสั่งให้ตัวเองขยับมือ แต่โชคร้ายเพราะนอกจากความเจ็บปวดซึ่งกำลังรุมเร้าอยู่แล้ว เขาไม่รู้สึกอะไรอีกเลย เขายังรู้สึกว่าตัวเองมีมือ มีนิ้วครบทั้งสิบนิ้วแต่กลับขยับมันไม่ได้เลยสักนิด ...

    และเมื่อทดลองดูอีกครั้ง เสียงครางในลำคอจากความเจ็บปวดก็ดังขึ้นทันที เซฮุนสั่งให้ตัวเองลืมตา พอค่อยๆลืมขึ้นได้จนสำเร็จ เขาก็ต้องปิดเปลือกตาลงอย่างเดิมเพราะแสงสว่างมันจ้าจนแทงเสียด ปวดเข้าไปถึงสมอง

    “… คุณฟื้นแล้ว”

    เสียงนี้อีกแล้ว เสียงผู้ชาย ... 

    เสียงใครกัน?

    เซฮุนพยายามจะขยับมืออีกครั้ง ...

    และก็รับรู้ได้ในทันทีว่าเจ้าของเสียงปริศนาขยับตัวเข้ามาใกล้ คล้ายกับเวลาที่เราเกิดความรู้สึกว่ามีใครกำลังยืนซ้อนอยู่ทางด้านหลัง เพียงแต่ว่า เจ้าของเสียงคนนี้เขายืนอยู่ทางด้านหน้าและก็กำลังโน้มตัวลงมาหา เพื่อพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงทุ้มๆขึ้นจมูก อบอุ่นและปลอบประโลมจิตใจมากเหลือเกิน

    “ไม่ต้องกลัวอะไรแล้วนะครับ คุณปลอดภัยแล้ว”

    คราวนี้เขาพยายามลืมตา แต่เปิดได้เพียงนิดเดียวก็ต้องปิดลงอย่างเดิม ร่างกายของเขาอ่อนล้าติดลงกับเตียง แต่ทว่าเขากลับเจ็บมือมากๆ เจ็บจนขยับไม่ได้ เจ็บจนนึกกลัวไปทุกอย่างกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้

    “ชู่ววว ... ผมรู้ว่าคุณเจ็บ ไม่ต้องกลัว ผมไม่ได้จะมาทำร้าย คุณช่วยชีวิตลูกสาวของผมเอาไว้ จำได้ไหม?” 

    เซฮุนพยักหน้า ...

    อย่างน้อยเขาก็คิดว่าตัวเองทำแบบนั้น เขาตั้งใจฟังทุกคำที่อีกฝ่ายพูด ถึงแม้จะยังไม่เห็นหน้าแต่เพราะกลิ่นสะอาดๆที่อยู่ใกล้จนแค่เอื้อมมือกับน้ำเสียงอ่อนโยนของผู้ชายปริศนามันกลับทำให้เขาผ่อนคลายและใจเย็นลงอย่างน่าประหลาด

    “... คุณกล้าหาญมากที่เสี่ยงชีวิตเพื่อลูกสาวของผมขนาดนี้ ผมไม่รู้จะขอบคุณคุณยังไงดี ... ผมสัญญาว่าจะรับผิดชอบต่ออาการบาดเจ็บของคุณทุกอย่าง”

    เขาพยายามจะส่งเสียง แต่ลำคอก็แสบร้อนเกินกว่าจะทำแบบนั้นได้ จนสุดท้ายก็มีแค่เสียงอื้ออึงดังออกมาเพียงเท่านั้น เหมือนอีกฝ่ายจะรับรู้เช่นกันว่าเขาดิ้นรนต่อการตอบสนองมากเพียงใด ชายแปลกหน้านิ่งไปพักหนึ่งก่อนสัมผัสแผ่วเบาจะแตะลงบนหลังมือของเขาแล้วน้ำเสียงนุ่มทุ้มก็ย้ำอีกรอบ

    “คุณปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัว ...”

    ก่อนทุกอย่างก็มืดสนิทลงไปอีกครั้งอย่างง่ายดาย ...




    คิม จงอิน ยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่างห้องทำงานของตัวเอง เขายืนตัวตรงพลางไขว้มือไว้ทางด้านหลังอย่างเงียบๆระหว่างสายตามองเหม่อออกไปยังสวนดอกแดฟโฟดิลภายนอกตัวบ้าน เขามองมันอยู่อย่างนั้นคล้ายกับกำลังครุ่นคิดแต่กลับไม่มีอะไรผ่านเข้ามาในหัวสมองของเขาเลย

    ชายหนุ่มถอนหายใจก่อนจะเบือนสายตาหนีในทันทีราวกับสีเหลืองสดใสของดอกไม้รบกวนจิตใจของเขาอย่างหนัก เสียงเปิด – ปิดประตูดังขึ้น จงอินจึงหมุนตัวกลับมามอง เจ้าบราวน์วิ่งพุ่งผ่านบานประตูที่เปิดอ้าเข้ามาในห้องเป็นลำดับแรก

    สุนัขคู่ใจวิ่งตรงมาหาก่อนมันจะหยุดอยู่ตรงหน้าแล้วกระดิกหางซะลำตัวสั่นไปหมด ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อยเพื่อเป็นรางวัลแก่สัตว์เลี้ยงจากนั้นจึงลูบหัวมันสองสามทีแต่ไม่ได้เล่นกับมันเหมือนปกติ ... เพราะเขาไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้น

    “สารรูปแกทุเรศมาก …”

    ร่างสูงใหญ่ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้นวมก่อนจะเสยผมปกหน้าขึ้นลวกๆ เขาไม่ได้มีทีท่าต่อคำทักทายของเพื่อนรักเท่าไหร่นัก ตรงกันข้ามจงอินกลับมองลู่หานเดินถือถุงอาหารเข้ามาพร้อมกับเบียร์อีกหนึ่งแพคด้วยสายตาเรียบเฉย 

    “ไก่ทอดกับเบียร์ …” ลู่หานพึมพำอีกครั้งก่อนจะถอดสูทตัวนอกของตัวเองออกแล้วโยนมันส่งๆไว้บนโซฟา “... หิว”

    จงอินพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ชายหนุ่มยกมือลูบหน้าตัวเองแรงๆคล้ายกับต้องการเรียกสติก่อนจะตัดสินใจหยิบเบียร์กระป๋องหนึ่งขึ้นมาเปิด แล้วยกจิบผ่านๆพอเป็นพิธีโดยไม่พูดอะไรสักคำ

    “ฉันรู้ว่าแกกำลังเสียหลักนะ จงอิน แต่จะให้ลูกเห็นตัวเองในสภาพนี้จริงๆเหรอวะ?”

    “โทษทีว่ะ ... ฉันก็แค่ ...” ชายหนุ่มส่ายหน้าก่อนจะเลื่อนตัวลงมานั่งหมิ่นเหม่บนขอบเก้าอี้ เขาโน้มตัวลงเอาศอกท้าวหัวเข่าจากนั้นจึงสบตาอีกฝ่ายกลับไปตรงๆ ด้วยรู้ดีว่าลู่หานเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาล หลังจากไปส่งหลานชายของเขาเพราะซื่อซุนอาสาไปอยู่เป็นเพื่อนลิตเติ้ล เจ ในขณะที่เขากำลังวิ่งวุ่นอยู่กับงานศพของภรรยาทั้งวันและไม่สามารถทนมองหน้าลูกโดยที่ไม่คิดถึงฮานึลได้เลย

    “… โฟกัสอะไรไม่ได้ ฉันเอาแต่คิดซ้ำไปซ้ำมาว่าก่อนไปเธอทรมานหรือเปล่า ...”

    “หมอบอกว่าเธอไปแบบไม่รู้ตัว ไม่ได้เจ็บปวดอะไรเลย ... เลิกแบกทุกอย่างไว้ที่ตัวเองสักทีเถอะ”

    ลู่หานตอบพลางทรุดลงนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ... ในเวลาเย็นเช่นนี้ ถึงแม้อีกฝ่ายจะดูโทรมไปบ้าง ทรงผมที่เซ็ทมาอย่างดีเริ่มหลุดลุ่ย กางเกงสแล็คเนื้อหนามีรอยยับแต่รวมๆก็ยังดูดีและเนี้ยบกริบตามปกติ ก่อนชายหนุ่มจะถกแขนเสื้อม้วนขึ้นแล้วเริ่มกินไก่ทอดราวกับเรื่องที่นั่งคุยกันอยู่เป็นเรื่องสัพเพเหระทั่วๆไป

    “… ก็พูดง่ายจัง” จงอินพึมพำตอบ

    “ถ้างั้นก็ลองคิดว่า เจเหลือแกแค่คนเดียว เหตุผลแค่นี้พอไหมล่ะ?”

    จงอินนั่งห่อไหลไปกับคำตอบของเพื่อนรักในทันที ดวงตาคมก้มลงมองกระป๋องเบียร์ในมือของตัวเองราวกับว่ามันสามารถให้คำตอบที่ดีกว่านี้กับเขาได้ ในขณะที่ลู่หานถอนหายใจ ชายหนุ่มโยนอาหารอีกชิ้นเข้าปากก่อนจะใช้มือดันกล่องไก่ทอดมาตรงหน้าคนที่กำลังนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม 

    “กินข้าว อาบน้ำแล้วไปหาลูกที่โรงพยาบาลซะจงอิน ตอนที่ฉันออกมาเจเพิ่งหลับ แกไปถึงก็น่าจะตื่นพอดี”

    “งานนี้ต้องเหนื่อยแน่ๆ เหนื่อยกันทุกคน ...” จงอินพูดพลางหยิบไก่ทอดเข้าปากในที่สุด

    ลู่หานพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยก่อนจะหยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดปากแล้วกระดกเบียร์ตามลงไปอึกใหญ่ “เรื่องงาน ฉันกับจูลส์พอเอาอยู่ เราทำงานเป็นทีมกันเหมือนปกติ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ดูแลลูกให้ดีเถอะ”

    “ถ้าเกิด ... ฉันอยากวางมือ ... แกคิดว่าไง”

    เกิดความเงียบสนิทอย่างน่าอึดอัดอยู่ครู่หนึ่ง

    “เลิกคิดไปได้เลย” ลู่หานตอบกลับมาเรียบๆแล้วจึงหันกลับไปสนใจไก่ทอดต่อ

    “แกทำแทนฉันได้ ทุกคนรู้ว่าเราทำงานด้วยกันมาตลอด จะเป็นอะไรไป ถ้าฉันให้แกออกหน้าแทน”

    “ฉันไม่มีวาจานักการทูตแบบแก ฉันเป็นคนโผงผาง อีกอย่างสื่อเกลียดฉันยิ่งกว่าอะไร แกก็รู้ เป็นไปไม่ได้หรอกจงอิน”

    “แล้วจูลส์ล่ะ? ภาพลักษณ์เธอใช้ได้อยู่นะ”

    ลู่หานส่ายหัวทันที “... เธอเป็นผู้หญิงสวย ถ้าให้รับตำแหน่งใหญ่คนจะสงสัยในความสามารถของเธอมากกว่าจะโฟกัสเรื่องงาน สื่อไม่ให้น้ำหนักกับคำพูดของเธอมากกว่าคำพูดที่มาจากปากแกหรอก”

    “ฉันเกลียดแกว่ะ ลู่หาน” จงอินเน้นเสียง

    “ช่วยไม่ได้ ...” อีกฝ่ายหัวเราะเป็นคำตอบ “แกจ้างฉันมาให้เป็นที่ปรึกษาเรื่องภาพลักษณ์เองนี่หว่า ...”

    “จ้างมาควบคุมชีวิตฉันน่ะสิไม่ว่า”

    “ฉันรู้เหตุผลที่แกคิดจะวางมือนะเพื่อน ฉันเข้าใจว่าเรื่องมันออกมาแบบนี้ แกก็คงอยากอยู่ดูแลเจมากกว่า ...” ลู่หานวางชิ้นไก่ลงกล่องในที่สุด เขาถอนหายใจพลางเอี้ยวตัวไปหยิบทิชชู่มาเช็ดมือเป็นอย่างแรกก่อนจะยกนิ้วขึ้น ชี้หน้าอีกฝ่ายเพื่อเป็นการตอกย้ำคำพูดของตัวเอง “แต่ ... ถ้าฮานึลยังอยู่ ฉันเชื่อว่าเมียแกจะเป็นคนแรกที่ยกมือสนับสนุนให้แกเดินหน้าลุยงานอย่างเต็มที่ พวกแกมันบ้างานเหมือนกันทั้งคู่นั่นแหละ อีกอย่างพี่จงฮุนกำลังจะลงสมัครตำแหน่งใหญ่ในสภา เขาต้องการแกในอีกสามเดือนข้างหน้า เขาต้องการทีมของเรา จงอิน ไม่มีใครรู้ใจพี่ชายแกนอกจากน้องชายแท้ๆของเขาหรอก ... และถ้ามองเรื่องนี้ด้วยมุมมองทางการเมือง นี่เป็นโอกาสดีของจีเอ็นพี เหตุการณ์ครั้งนี้จะช่วยเรียกคะแนนสงสารจากประชาชน เป็นการโฆษณาตัวเองแบบที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ...”

    “ไอ้เวร ...” จงอินสบถเสียงดังก่อนจะตวัดสายตามองสบกับอีกฝ่ายเพื่อเป็นการเตือนลู่หานว่า ล้ำเส้น มากเกินไปแล้ว “ที่ตายไปน่ะ ... เมียฉันนะเว้ย”

    “ใจเย็นสิว่ะ ฉันไม่ได้บอกว่าเราจะใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ฉันกำลังบอกแกว่ามันเป็นผลพลอยได้ต่างหาก ...”

    ลู่หานขยำกระดาษทิชชู่แล้วปาทิ้งลงบนโต๊ะ ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างหนักหน่วงก่อนจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้ในที่สุด ร่างสันทัดทิ้งตัวลงพิงกับพนักโซฟาพลางหวั่นใจกับความคิดที่ว่า จงอินอาจจะตัดสินใจวางมือก่อนการหาเสียงครั้งใหญ่ของพรรคที่กำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้านี้อย่างจริงจัง “… ถึงแกยืนยันว่าจะไม่ลงเลือกตั้งเพราะแกไม่ชอบงานเบื้องหน้า แต่ยังไงก็ตามเราทุกคนอยากเห็นพี่จงฮุนได้เก้าอี้รัฐมนตรีในสภาอยู่ดี แล้วกำลังสำคัญในการวางแผนก็เป็นใครไปไม่ได้ ... นอกจากแก จงอิน”

    เกิดความเงียบอย่างน่าอึดอัดระหว่างที่ชายหนุ่มสองคนกำลังสบตาเพื่อลองเชิงกันอยู่ครู่หนึ่ง ...

    “... ก็ได้” จงอินเป็นฝ่ายยอมแพ้ในที่สุด “ฉันยอมแกแล้ว ลู่หาน ... ที่เราทำงานอย่างหนักมาหลายปีก็เพื่อวางแผนดันให้พี่จงฮุนได้ตำแหน่งใหญ่ในสภานี่แหละ พ่อฉันลงจากตำแหน่งมาหลายปีแล้ว ท่านคงอยากเห็นใครสักคนได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีอีกครั้ง”

    “นี่แหละที่ฉันอยากได้ยินเพื่อน!” ลู่หานยิ้มพลางยกกระป๋องเบียร์ขึ้นชูด้วยความถูกอกถูกใจ “แต่ถ้าแกไม่ไหว เทอมหน้ายกเลิกงานสอนนักศึกษาไหมล่ะ ยังไงเด็กมหาลัยส่วนมากก็ไม่ไปใช้สิทธิ์กันอยู่แล้ว โฟกัสเรื่องอื่นดีกว่ามั้ง?”

    จงอินยิ้มก่อนจะส่ายหัวทันที “เด็กมหาลัยอาจจะยังไม่เห็นความสำคัญของการไปใช้สิทธิ์ แต่พ่อแม่ของพวกเขาเห็นเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน ... ตอนนี้เรามีข้อขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน กระแสการเมืองกำลังเดือดได้ที่ คนเริ่มหันมาสนใจการเมืองมากขึ้น โพลออกมาแล้วว่าคะแนนนิยมของจีเอ็นพีขึ้นมาเรื่อยๆตั้งแต่ฉันรับงานสอน ... ทำไงได้ล่ะ เราต้องการเสียงของพวกให้มากที่สุดและพ่อแม่เด็กก็ดันชอบภาพลักษณ์ แฟมิลี่แมน มากซะด้วย”

    “ตามใจก็แล้วกัน” อีกฝ่ายรับคำเรียบๆก่อนจะลุกขึ้น

    จงอินเลิกคิ้วมองตามร่างของเพื่อนรักไม่วางตา ...

    เขารู้ดีว่าเรื่องนี้ลู่หานยอมเขาส่งๆทั้งที่ไม่เห็นด้วยอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ช่างมัน เขาไม่สน เขาเหนื่อย เขาไม่มีอารมณ์ ไม่มีแรงอยากจะทำอะไรอีกทั้งนั้น มันเหมือนกับแรงบันดาลใจทุกอย่างในชีวิตของคิม จงอิน ถูกฝังลงไปพร้อมกับร่างของฮานึลเสียแล้ว ...

    ในจังหวะที่ลู่หานกำลังจะเดินออกจากห้องไป ชายหนุ่มเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงหันกลับมาถามในทันที “เออ แล้วเรื่องเด็กที่ช่วยชีวิตเจไว้ ได้เรื่องยังไงบ้าง?”

    “ฟื้นแล้ว แต่เหมือนยังไม่รู้สึกตัวร้อยเปอร์เซ็นต์” จงอินตอบกลับเรียบๆพลางลุกขึ้นยืนบ้าง “... เด็กคนนั้นพยายามจะพูด แต่เขาดูเหมือนยังพูดไม่ได้ หมอบอกว่า เขาสูดควันพิษเข้าปอดมากเกินไป ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก แต่ที่แน่ๆก็คือ ตำรวจสันนิษฐานว่าเขาบาดเจ็บเพราะย้อนกลับไปช่วยเจ เรื่องนี้ยังไงฉันก็คงต้องรับผิดชอบชีวิตเขาให้มากที่สุด”

    “เด็กเหรอ?” ลู่หานทวนคำพร้อมทำหน้าสงสัยไปด้วย “อายุเท่าไหร่ล่ะ?”

    “ประมาณ 26 -27 ได้มั้ง”

    อีกฝ่ายหัวเราะกลับมาเป็นคำตอบทันที “… ก็ไม่เด็กแล้วนะ ... พวกเราต่างหากที่แก่เกินไป” วินาทีถัดมาลู่หานจึงบอกลาแล้วขอตัวกลับ 

    ส่วนจงอินยังคงยืนนิ่งอยู่ในห้องทำงานพักหนึ่ง เขาผิวปากเรียกเจ้าบราวน์ให้ลุกขึ้นแล้วเรียกแม่บ้านให้มาจัดการทำความสะอาด จากนั้นร่างสูงใหญ่จึงเดินเข้าห้องนอนที่อยู่ติดกัน มือทั้งสองข้างช่วยกันถอดเสื้อผ้าออก ปล่อยให้มันร่วงลงสู่พื้นอย่างไม่ใส่ใจ เขาเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวเตรียมจะอาบน้ำ จงอินทำทุกอย่างด้วยความคุ้นเคยแต่กลับไร้ชีวิตชีวาเหมือนหุ่นยนต์ไม่มีผิด

    ชายหนุ่มมองเตียงหลังใหญ่ด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ...

    แล้วความคิดก็พาจงอินย้อนกลับไปเมื่อตอนเช้า ก่อนงานศพของฮานึลจะเริ่มขึ้น ทนายความส่วนตัวของภรรยาเขานำจดหมายฉบับหนึ่งมายื่นให้ บอกว่าเป็นสิ่งที่เดียวที่เธอได้สั่งเสียเอาไว้ … มันเป็นจดหมายสีขาว เขียนด้วยกระดาษเอสี่ดูเรียบง่าย แต่บนกระดาษใบนั้นมีลายมือหวัดๆซึ่งเขาจำได้ขึ้นใจว่าเป็นของฮานึลอยู่

    เพราะฉะนั้นจดหมายฉบับนี้จึงเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดซึ่งภรรยาของเขาได้ทิ้งเอาไว้ให้ …




              ถึง ... จงอิน

              สามีและเพื่อนแท้ของฉัน

    สวัสดีที่รัก ... คงเดาได้ไม่ยาก ถ้าคุณได้อ่านจดหมายฉบับนี้นั่นก็แปลว่า ฉันคงไม่ได้อยู่เคียงข้างคุณบนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว ฉันมักจะสงสัยอยู่เสมอว่าระหว่างคุณกับฉัน ใครจะเป็นฝ่ายจากไปก่อน ...

    แต่ตอนนี้คุณก็คงรู้คำตอบแล้วใช่ไหม จงอิน?

    แต่เอาล่ะ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากจะพูด : )

    คุณมักจะชอบบ่นเสมอว่า ฉันเป็นคนที่ชอบทำอะไรแปลกๆ ... 

    คุณรู้ดีว่าฉันเป็นแฟนพันธ์แท้ของ นิโคลัส สปาร์ค มาตั้งแต่สมัยสาวๆ ฉันว่ามันน่ารักดีที่ผู้ชายสักคนเขียนแต่นิยายรัก คุณเคยถามฉันครั้งหนึ่งว่าฉันชอบหนังสือเล่มไหนของเขามากที่สุด ตอนนั้นฉันไม่ได้ให้คำตอบกับคุณ ฉันตอบกลับไปว่า ‘หนังสือของ นิโคลัส สปาร์ค ยอดเยี่ยมทุกเล่ม’ 

    แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าฉันชอบผลงานเล่มไหนของเขามากที่สุด

    ‘SAFE HAVEN’

    มันสุดยอดมากจงอิน ถ้าฉันได้นั่งอยู่เคียงข้างคุณในตอนนี้ รับรองว่า ฉันจะบังคับให้คุณอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างแน่นอน ตอนที่โจเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้สามี ลูกๆและคนรักใหม่ในอนาคตของเขานั้น ฉันว่ามันเจ๋งมาก! มันทำให้ฉันคิดได้ว่าฉันรู้จักคุณมากกว่าใคร และมันเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องพูดอะไรสักอย่าง ฉันก็เลยเขียนจดหมายฉบับนี้ทิ้งไว้ให้คุณ

    ฉันตายไปแล้ว จงอิน !

    บ้าชะมัดที่ต้องมานั่งเขียนว่าตัวเองตายก่อนมันจะเกิดขึ้นซะอีก ถ้าคุณรู้ว่าฉันแอบทำแบบนี้ คุณต้องบ่นฉันจนหูชาแน่ๆ แต่ฉันจะเข้าเรื่องละนะที่รัก ... 

    ตั้งใจอ่านแล้วก็พยายามทำตามที่ฉันบอกด้วยนะ โอเค๊?

    คุณรู้เหตุผลที่ฉันชอบแดฟโฟดิลมากๆแล้วใช่ไหม?

    ฉันคิดว่าคุณรู้ แต่ฉันไม่แน่ใจว่าคุณจะจำมันได้หรือเปล่า? 

    เราสองคนรู้จักกันมานานมากจนเหมือนเราเป็นเพื่อนกันซะมากกว่า คุณเป็นทั้งคนรักแล้วก็เพื่อนที่สนิทที่สุดของฉัน เราผ่านอะไรกันมามากมายจนฉันมั่นใจว่าถ้าหากวันหนึ่ง ชีวิตคุณไม่มีฉันอยู่ด้วยอีกต่อไป คุณก็ยังจะยึดติดกับฉันอยู่เหมือนเดิม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า บนโลกใบนี้จะไม่มีคนที่เกิดมาเพื่ออยู่เคียงข้างคุณนอกจากฉันนะ

    ปล่อยวาง จงอิน ... ให้โอกาสตัวเองได้เริ่มต้นใหม่ คุณมีสิทธิ์ทุกประการที่จะเดินหน้าต่อไป มีความรัก ใช้ชีวิตโดยที่ไม่ต้องรู้สึกผิดต่อฉัน สิ่งเดียวที่ฉันต้องการเมื่อเราไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วก็คือ ฉันอยากให้คุณมีความสุข ออกไปใช้ชีวิต หาใครสักคนที่ทำให้หัวใจของคุณเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง 

    ทำให้คนๆนั้นรู้ว่า เขาโชคดีมากแค่ไหนที่ได้รับความรักจากผู้ชายแบบคุณ

    คุณยังจำความมีชีวิตชีวาสมัยตอนที่ตัวเองยังหนุ่มๆได้อยู่ไหมที่รัก? 

    เด็กผู้ชายคนนั้นที่คุณซ่อนเขาจากโลกภายนอกไว้ตลอดเวลา เด็กคนนั้นที่เขายังอยู่ในตัวคุณ ฉันอยากให้คุณปล่อยเขาออกมา พาเขาออกไปหาความแปลกใหม่ อย่าได้ปิดกั้นตัวเองเพียงเพราะฉันจากไป เราไม่ได้หมดรักกัน แต่ฉันปล่อยคุณให้ไปมีอิสระในชีวิตของตัวเองต่างหาก 

    ไม่แน่นะ สักวันคุณอาจจะเจอใครสักคนที่เขารักคุณมากกว่าฉันก็ได้

    อย่างน้อยๆก็ให้โอกาสลูกของเราได้มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ 

    ถึงแม้ฉันหวังให้ ลิตเติ้ล เจ โตมานิสัยเหมือนคุณมากแค่ไหนก็ตาม แต่มันก็ตลกดี ในเมื่อลูกสาวของเราดันได้นิสัยฉันมาเต็มๆ ... 

    ฉันรักคุณมากนะ จงอิน ได้โปรดใช้ชีวิตเพื่ออยู่ดูเจโตขึ้นเป็นสาวน้อยที่น่ารักที่สุดในโลกแทนฉันด้วย

    จำไว้ ‘ฉันมีความสุขเมื่อคุณมีความสุข’ ...

    อย่าดื้อนะ : )

    รักคุณ (มากกว่า)
    คิม ฮานึล
    ภรรยาที่ดีที่สุดในโลก!



    แล้วผมจะไปหาคนพิเศษแบบคุณได้จากที่ไหนอีก ฮานึล?

    เขายังจำได้ดี ... วันนั้นที่ได้เห็นใบหน้าของเธอเป็นวันสุดท้าย

    ก็คือวันที่เขาไปส่งเธอและลูกสาวขึ้นเครื่องไปลอนดอน …

    มีเพียงจูบลาบนริมฝีปากและคำสัญญาว่าจะกลับมาเครื่องยึดเหนี่ยวระหว่างเราทั้งคู่

    ก่อนโชคชะตาจะพาเธอไปจากเขาตลอดกาล ...




    “… ที่ผมมาปรึกษาคุณหมอเพราะผมอยากรู้ว่าลูกสาวของผมเป็นอะไรกันแน่ ผมต้องการคำตอบที่ดีกว่านี้ พวกคุณเอาแต่พูดว่า ‘มันเป็นเรื่องปกติที่ผู้เคราะห์ร้ายจากอุบัติเหตุมักมีอาการเช่นนี้’ … แต่ในฐานะพ่อ มันไม่ได้อธิบายอะไรเกี่ยวกับอาการของลูกสาวผมเลยและก็ไม่ได้ทำให้ผมสบายใจขึ้นเลยสักนิด”

    แพทย์หญิงเยวอน ... กุมารแพทย์หญิงมือหนึ่งแห่งโรงพยาบาลโซลยิ้มอย่างใจเย็น เธอค้อมตัววางแขนลงกับโต๊ะทำงานก่อนจะพูดขึ้นมาบ้าง 

    “ถ้าพูดกันง่ายๆ ลูกสาวคุณยังอยู่ในอาการช็อก ... เรื่องนี้เราคงต้องเชิญจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกับเด็กโดยเฉพาะมาให้คำปรึกษาเพราะเรายังไม่รู้ว่าเธอช็อกจากเหตุการณ์ไหนมากกว่ากัน เครื่องบินตกหรือการเสียชีวิตของ ... ภรรยาคุณ แต่เพราะผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ลิตเติ้ล เจ กลายมาเป็นเด็กเก็บตัวเงียบ เธอไม่พูด เธอไม่เล่น เธอแทบจะไม่ทานอะไร จริงอยู่ที่เธอไม่ได้รับบาดเจ็บภายนอกมากนัก แต่มีสิ่งหนึ่งที่หมอมั่นใจ ตอนนี้จิตใจของเธอแตกละเอียด”

    “… คุณช่วยบอกอะไรที่ผมยังไม่รู้ได้ไหม” จงอินสวนกลับมาอย่างเคร่งขรึมแต่มันก็เต็มไปด้วยแววหงุดหงิด ร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มอ้าปากทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างออกมาอีก แต่ทันใดนั้นเสียงกระแอมในลำคอของจูลส์ก็ดังขัดขึ้นมาก่อน

    “คุณจงอินหมายถึง เขาต้องการคำตอบที่เจาะจงมากกว่านี้น่ะค่ะ คุณหมอ” 

    จูลส์พูดด้วยน้ำเสียงไพเราะน่าฟัง พลางยิ้มน้อยๆให้กับคุณหมอสาว ซึ่งรู้กันดีว่าทั้งสองอย่างนั้นมีไว้สำหรับการเจรจาธุรกิจโดยเฉพาะ วินาทีถัดมาเธอจึงใช้ดวงตาคู่สวยจ้องชายหนุ่มสองคนในห้องเป็นเชิงสั่งให้ทั้งสองหุบปากซะดีๆ...

    ลู่หานเลิกคิ้วก่อนใบหน้าหวานจัดนั้นจะเบือนหนีพลางหัวเราะกับตัวเองเบาๆ

    ส่วนอีกราย จงอิน ... เขาทำเพียงแค่จ้องเธอกลับแล้วขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งเล็กน้อย

    ในที่สุดชายหนุ่มคนหลังก็ถอนหายใจออกมาดังเฮือกแล้วยอมปล่อยให้เธอรับมือกับคุณหมอตรงหน้าด้วยตัวเอง เพราะเขาเองก็รู้ดีว่าตอนนี้ความเป็นห่วงมันกัดกินทั้งจิตใจจนไม่สามารถบังคับตัวเองให้ใจเย็นกับอะไรได้ทั้งนั้น

    ทั้งที่ความจริงแล้ว จงอินแทบจะทนหญิงสาวตรงหน้าไม่ไหว ...

    ถึงแม้แพทย์หญิงคิม เยวอนจะมีชื่อเสียงดีเยี่ยมในวงการกุมารแพทย์ แต่ความเย็นชาในบุคลิกนั้นขัดกับลักษณะอาชีพของเธออย่างเห็นได้ชัด เขาไม่เข้าใจว่าเธอทำงานกับเด็กแล้วยังประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้อย่างไร

    เพราะมันเป็นอาชีพของเขาเช่นกันที่บังคับให้จงอินอ่านคนได้อย่างทะลุปรุโปร่งแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ การอ่านคนก็เหมือนการเล่นแปรธาตุ ซึ่งพื้นฐานของอารมณ์ที่แสดงออกมาของมนุษย์มันมาจากจิตใจเพียงล้วนๆ วิธีที่เธอพูด วิธีที่เธอแสดงออก เขาไม่เห็นความเอื้ออาทรหรือสัญชาตญาณของเพศแม่ในตัวเธอเลยสักนิด

    เขาไม่ได้สงสัยในความสามารถของเธอ เยวอนเก่ง จงอินรู้ดี แต่อาชีพหมอเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยความเมตตาควบคู่กับความสามารถไปด้วย ไม่อย่างนั้น ในวันที่เธอประสบความสำเร็จในอาชีพจนถึงขีดสุด เยวอนจะกลายเป็นปีศาจมากกว่าเป็นนักบุญที่คอยช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

    ชายหนุ่มสงสัยว่าเธอมีครอบครัว มีสามีที่ต้องคอยดูแล มีลูกเล็กๆที่ต้องคอยห่วงอยู่ทุกลมหายใจหรือไม่ เพราะเขาไม่ชอบใจเลยสักนิดกับการที่เธอเมินเฉยต่อความกังวลของเขาในฐานะพ่อแม่ได้อย่างสงบ เยือกเย็นถึงเพียงนี้

    “ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ดิฉันคิดว่าลูกสาวคุณอดทนได้ดีมาก ...”

    และประโยคนี้ของคนเป็นหมอก็ทำให้คนเป็นพ่อเดือดพล่านในที่สุด ...

    คิม จงอินผู้แสนมีเสน่ห์ ฟิวส์ขาดสะบั้นลงในตอนนั้นเอง

    “คุณหมอครับ ก่อนที่เราจะคุยกันเรื่องอื่น ผมขอถามคุณกลับสักคำถามได้ไหม?” ชายหนุ่มเสียงขรึม ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยแววจริงจังมากกว่าครั้งไหนที่ผ่านมา “คุณมีลูกหรือเปล่าครับ เยวอน?”

    หญิงสาวในชุดกาวน์ถึงกับนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนใบหน้าเรียบเฉยจะเงยขึ้นแล้วประสานสายตากับจงอินในที่สุด “ไม่ค่ะ”

    “... ถ้าอย่างนั้น คุณควรรู้ไว้ ธรรมชาติของเด็กห้าขวบไม่ควรมีคำว่าอดทน ... ผมจะบอกคุณในฐานะพ่อแม่ เด็กๆอดทนไม่เป็นหรอกเยวอน พวกแกเล่นเมื่ออยากจะเล่น วิ่งซนทั่วบ้าน ทำข้าวของพังไม่เว้นวัน ร้องไห้ งอแงเมื่อไม่ได้ดั่งใจ ผมไม่มีความรู้ทางการแพทย์เท่าคุณ แต่ลูกผม ผมเลี้ยงมาเองกับมือ ลูกผมอยู่ในวัยเรียนรู้และเธอไม่ควรต้องอดทน ... ผมไม่อยากให้เธออดทน! ผมอยากให้เธอร้องไห้ ผมอยากให้เธอพูด ผมอยากให้เธอกิน ผมอยากให้เธอสดใสเหมือนเด็กคนอื่นๆ ลูกสาวของผมเคยเป็นแบบนั้น แต่ตอนนี้เธอไร้ชีวิตชีวาเหมือนหุ่นยนต์และผมก็เป็นห่วงเธอแทบบ้า! คุณเข้าใจไหม?!”

    เกิดความเงียบอย่างน่าอึดอัดอยู่ครู่ใหญ่ ... ไม่มีใครในห้องกล้าขยับตัวหรือพูดอะไรขึ้นมาอีก

    จนในที่สุด เยวอนก็พูดด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง ไว้ตัวอย่างเห็นได้ชัด “ถ้าคุณสงสัยในความสามารถของดิฉัน ... คุณสามารถยื่นเรื่องขอเปลี่ยนแพทย์ผู้ดูแลลูกสาวคุณได้ที่หน้าเคาน์เตอร์ค่ะ”

    จงอินส่ายหัวก่อนดวงตาคมดุจะมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของหญิงสาวในชุดกาวน์นิ่ง ... “ผมไม่ได้สงสัยในความสามารถของคุณ ถ้าผมคิดจริงๆ ป่านนี้ผมสั่งย้ายโรงพยาบาลไปตั้งนานแล้ว ...” เขาพูดตรงๆแบบไม่อ้อมค้อมในขณะมองใบหน้าซีดเผือดของแพทย์สาวอีกครั้งแล้วจึงถอนหายใจกับตัวเอง

    จงอินไม่ชอบเด็กหยิ่งผยอง ไม่รู้จักกาละเทศหรือไม่มีความเห็นอกเห็นใจให้กับผู้อื่น ไม่ใช่เพียงแต่ไม่ชอบ แต่เขาจะสอนให้รู้สำนึกเสียด้วย ยิ่งเด็กกร่างนี่เขาชอบนัก ... ต้องจับละลายพฤติกรรมเสียให้เข็ด ดีเอ็นเอความเป็นพ่อและอาจารย์ของเด็กๆในตัวเขามันคงแรงเกินไป

    เขาเองก็ไม่ชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้เท่าไหร่ ในเมื่อไม่ใช่เรื่องของเขาที่ต้องเข้าไปยุ่ง ปล่อยผ่านไปก็จบเรื่อง แต่นั่นแหละ …

    จงอินปล่อยผ่านไปไม่ได้ มันกลายเป็นนิสัยเสียๆของเขาไปเสียแล้ว

    พื้นฐานความมั่นใจของคนเรามักจะมาจากการที่คนนั้นๆรู้ตัวว่าตัวเองมีดีอะไรอยู่ในมือและในกรณีนี้ เยวอนมีความสามารถ มีเยอะเสียด้วย แต่เพราะเธอเก่งจนปีนพรวดๆไปถึงจุดสูงสุดเร็วเกินไป เธอจึงลืมมองความสวยงามระหว่างทางและนั่นก็ทำให้เธอกลายเป็นคนแข็งกระด้าง

    แต่เพราะเธอมีความสามารถ เขาจึงเสียดายเด็กแบบนี้ ถ้าปล่อยให้เธอหลงทางแบบผิดๆต่อไป ... เพราะฉะนั้นจงอินคิดว่า เธอคนนี้คุ้ม ถ้าเขาคิดจะลองเสี่ยง!

    “… รู้อะไรไหมเยวอน เมื่อก่อนผมก็เคยเป็นแบบคุณ ... ผมเก่ง ผมมั่นใจ ผมไม่แคร์ ในเมื่อผมมีความสามารถ ผมจะต้องแคร์อะไรล่ะ จริงไหม? … แต่ในวันที่ผมล้ม วันนั้นพี่ชายตบหัวผมซะคว่ำ ... ใช่ พี่ชายคนที่กำลังจะลงสมัครตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่ในตอนนี้นี่แหละ ...”

    จงอินพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงอีกนิดพร้อมกับมองดวงหน้าของคุณหมอสาวด้วยความพิจารณาไปด้วย ‘’เขาตบผมแล้วเขาก็สอนผมด้วย เขาว่า ... ‘การอวดเก่งเป็นเรื่องปกติของเด็กเมื่อวานซืน ... แต่การโดนผู้ใหญ่ตบคว่ำกลับมาก็เป็นเรื่องปกติของเด็กอวดเก่งเหมือนกัน’ พี่ชายผมเป็นทหารมาหลายปี ระดับนั้น รับรองว่าตบที ไม่เบาหรอก ผมเข็ดและไม่กล้าลองของอีกเลย …”

    เขาหยุดพูดไปพักหนึ่งก่อนใบหน้าหล่อเหลาจะยิ้มเมื่อเธอที่เขากำลังตั้งใจพูดด้วยเงยหน้าขึ้นมองสบตา “... คุณเป็นเด็กเก่ง เยวอน ... ซึ่งความจริงข้อนี้ คุณไม่จำเป็นต้องรอให้ผมมาบอกหรอก คุณเองก็รู้ดีใช่ไหม คุณเข้าข่ายเด็กอัจฉริยะด้วยซ้ำ ดูจากใบประกาศต่างๆในห้องของคุณ ใครๆก็รู้ ... แต่เวลาคุณออกไปข้างนอก คุณเห็นสิ่งที่แตกต่างระหว่างอาจารย์หมอใหญ่กับตัวคุณไหม? ความสามารถก็มีเหมือนกัน ประสบการณ์คุณเองก็มี ตำแหน่ง คุณก็เป็นถึงหัวหน้าแผนกกุมารแพทย์ด้วยซ้ำ แต่ทำไมถึงไม่มีใครเคารพคุณเหมือนที่พวกเขารักและเคารพอาจารย์หมอใหญ่ ... คุณเคยสงสัยไหม?”

    แพทย์หญิงเยวอนพยักหน้าตอบสนองโดยไม่รู้ตัว ...

    “เพราะคุณขาดความถ่อมตนยังไงล่ะ ... คนเก่งมีสองประเภทเท่านั้น เก่งแล้วมีแต่คนเกลียดหรือเก่งแล้วมีแต่คนรัก ... คุณอยากเก่งแบบไหน ผมจะปล่อยให้คุณเลือกเอง แต่ผมจะบอกความลับให้ ...”

    ท้ายประโยค ชายหนุ่มลดเสียงจนกลายเป็นกระซิบกระซาบและมันก็ทำให้หญิงสาวเอียงตัวเข้าหาเพื่อที่จะฟังเขาให้ชัดขึ้นในทันที

    “... การจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานไม่จำเป็นต้องเหยียบหัวคนอื่นขึ้นไป คุณสามารถผ่อนตัวเองให้ช้าลงแล้วประสบความสำเร็จด้วยกันได้ ถ้าคุณเก่ง คุณจะได้เพียงอำนาจ แต่ถ้าคุณจะสร้างบารมี คุณต้องอาศัยความรักและความเคารพ ถึงคุณขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดได้ แต่มันจะมีค่าอะไร ถ้าไม่มีคนร่วมชื่นชมมันไปกับคุณล่ะ เยวอน? … ผมขอโทษ ถ้าคำพูดของผมจะทำลายความมั่นใจของคุณจนย่อยยับ แต่ที่ผมพูดเพราะผมเห็นศักยภาพในตัวคุณ คุณยังไปได้อีกไกล ถ้าไม่สะดุดอีโก้ของตัวเองล้มไปซะก่อน ...




    เซฮุนก้มหน้าลงดูดน้ำเปล่าที่พยาบาลท่าทางใจดีส่งให้จนหมดก้นแก้ว เขาส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธเมื่อเธอทำท่าจะขนสารพัดเครื่องดื่มบำรุงร่างกายมาให้เขาดื่มอีกรอบ เด็กหนุ่มยิ้มในขณะที่พยายามขยับตัวเพราะในตอนนี้ร่างกายของเขาค่อยๆฟื้นตัวได้อย่างประสบผลสำเร็จ

    เซฮุนเริ่มบังคับนิ้วมือ นิ้วเท้าให้ขยับได้ตามใจต้องการ แต่กล้ามเนื้อยังคงอ่อนแรง ยกขึ้นได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็ยังดีกว่าตอนที่เขาฟื้นขึ้นแรกๆมากนัก เป็นเวลาหลายวันแล้ว นับตั้งแต่เขารู้สึกตัว .... ผู้ชายแปลกหน้าคนเดิมที่แนะนำตัวเองว่าชื่อ คิม จงอิน นั้นยังคงหมั่นมาหาในยามที่เขาเยี่ยมลูกสาวของตัวเองเสร็จแล้ว

    เซฮุนไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ แต่สิ่งเดียวที่เขารู้สึกได้ก็คือ จงอินอบอุ่นและเป็นคนสม่ำเสมอ ... มันก็แปลกดีเหมือนกัน เขาไม่สามารถบอกได้ว่า ผู้ชายเป็นคนนี้เป็นคนดีจริงหรือไม่ เขาดูเฟรนด์ลี่แต่วินาทีถัดมากลับกลายเป็นคนเข้าถึงยากได้อย่างหน้าตาเฉย

    เขารู้ดีว่า คิม จงอิน อายุมากกว่าเขาหลายปีนัก ทั้งจากท่าทาง การพูดการจา มารยาท การแต่งตัวก็ดูดีไปหมดทุกอย่าง เขาเคยพูดว่าตัวเองเป็นนักการเมือง คงทำงานเป็นพวกมีหน้ามีตาในสังคมแน่ๆ ... เซฮุนคิดอยู่ในใจเงียบๆ

    ถึงแม้ชายหนุ่มแปลกหน้าจะเอาแต่พูดว่า เขาจะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์เศร้าสลดนี้ แต่ยังไงก็ตาม เซฮุนกลับคิดว่ามันไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่งอยู่ดี เขาจะมีหน้าไปโทษใครได้ ในเมื่อเขาเต็มใจเลือกกลับไปช่วยเด็กผู้หญิงคนนั้นเอง
      
    ในตอนนั้น เธอขดตัวสั่นๆอยู่ใต้เบาะโดยสารในซากเครื่องบินที่กำลังเผาไหม้ไปอย่างช้าๆ ไฟโหมกระหน่ำด้วยแรงลมและควันหนาทึบจนมองอะไรแทบไม่เห็น เซฮุนตัดสินใจได้ในตอนนั้นเอง ถ้าไม่ย้อนกลับไปช่วยเธอ ... เด็กผู้หญิงที่น่าสงสารคนนั้นต้องตายอย่างทุกข์ทรมานที่สุดภายในสิบนาทีแน่ๆ

    แต่เหนือสิ่งอื่นใด เซฮุนคาดหวังว่าจงอินจะมาเยี่ยมในทุกๆวันเพราะเขารู้สึกปลอดภัย เวลาที่ชายหนุ่มมีตัวตนอยู่ในห้องนี้ด้วย

    “สวัสดีเซฮุน วันนี้รู้สึกยังไงบ้าง?”

    พูดถึงเทวดา ... เทวดาก็มา

    งดงาม สว่างไสว ไม่ต่างอะไรกับแสงอาทิตย์อุ่นๆในเช้าวันอาทิตย์เลยสักนิด

    เขารู้ตัวว่าพยายามจะยิ้ม ... ยิ้มกว้างจนเจ็บไปทั้งหน้า แต่ก่อนที่เซฮุนจะได้ทักทายอะไรกลับไป เสียงของพยาบาลประจำตระกูลคิมก็เรียกอีกฝ่ายเอาไว้ซะก่อน

    “คุณจงอินคะ”

    ชายหนุ่มเจ้าของชื่อเอี้ยวตัวกลับไปทันที “ครับ?”

    “มีนักข่าวมารอพบคุณที่ห้องโถงด้านล่างค่ะ ตอนนี้บอดี้การ์ดของคุณกำลังกันพวกเขาไม่ให้มาวุ่นวายอยู่”

    จงอินเลิกคิ้วเป็นคำถามพลางยกมือกอดอกก่อนดวงตาคมกริบจะหันมาสบตาเขาแวบหนึ่ง “นักข่าวเหรอ? ผมไม่ได้สั่งให้มานะ”

    “ดิฉันทราบค่ะ ... พวกเขาตามคุณมาจากตึกกุมารแพทย์ เพราะนักข่าวสงสัยว่าคุณซ่อนใครไว้ที่นี่ ทำไมต้องมาที่ตึกนี้แทบทุกวัน ในเมื่อคุณฮานึล ... เอ่อ ก็เสียไปแล้ว พวกเขาต้องการสัมภาษณ์คุณค่ะ จะให้ดิฉันบอกพวกเขาว่ายังไงดีคะ?”

    “บอกให้พวกนั้นสนใจแต่เรื่องของตัวเองเถอะ”

    “ดิฉันตอบแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ ...” เธอพูดพลางก้มลงมองพื้นด้วยอาการอึดอัดใจอย่างเห็นได้ชัด

    “ดีแล้วที่คุณคิดแบบนี้” จงอินพูดช้าๆในขณะที่มีรอยยิ้มติดริมฝีปาก แต่สีหน้าโดยรวมของชายหนุ่มกลับปิดไม่มิดเลยว่าเขาเหนื่อยใจกับสถานการณ์ในตอนนี้มากเพียงใด

    “ถ้าคุณตอบตามที่ผมบอก ลู่หานกับจูลส์เอาผมตายแน่ๆ … ให้ตัวแทนของผมโทรติดต่อไปที่สำนักงานใหญ่ของพวกเขา บอกว่าผมไม่พร้อมให้สัมภาษณ์ใดๆทั้งสิ้น ถ้านักข่าวไม่ยอมกลับ ผมจะไฟเขียวให้ทีมบอดี้การ์ดจัดการตามสมควรและถ้ามายุ่งวุ่นวายกับที่นี่หรือเข้าใกล้ลูกสาวผมล่ะก็ ผมจะใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดจัดการกับคนที่อยากลองของ”

    “ค่ะ ดิฉันจะจัดการตามที่คุณสั่ง”

    “ขอบคุณครับ มีอะไรก็เข้ามาเรียกผมได้ตลอดเวลา วันนี้ผมว่าจะอยู่กับเขานานหน่อย”

    และเมื่อเทวดาของเซฮุนหันกลับมาอีกครั้ง ...

    ใบหน้าหล่อเหลานั่นก็เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ถึงแม้จงอินจะไม่พูดอะไร แต่เซฮุนก็ยังเห็นใจเพราะอย่างน้อยเขาก็โตพอที่จะรู้ว่าโลกแห่งความจริงมันโหดร้ายแค่ไหน ...

    เขาจึงไม่แปลกใจเลยสักนิดที่จงอินมีท่าทางเหนื่อยมาก ดูเหมือนว่าชายหนุ่มคงเป็นคนสำคัญไม่น้อยเพราะไม่ว่าจะมีการเคลื่อนไหวอะไรเกิดขึ้นภายนอก จะต้องมีคนเข้ามาปรึกษากับจงอินก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรเสมอ ทั้งหน้าที่การงาน ไหนยังเสียภรรยาไปแบบไม่รู้ตัวและต้องเป็นเสาหลักให้กับหนูน้อยที่มีปัญหาทางอารมณ์อย่างใหญ่หลวงด้วย

    ครั้งหนึ่ง ... เขาเคยตื่นขึ้นมาเจออีกฝ่าย ยืนอุ้มพลางกล่อมหนูน้อยให้หลับอยู่ปลายเตียงเพียงเพราะพยาบาลโทรไปบอกจงอินซึ่งกำลังนอนเฝ้าลูกสาวอยู่อีกตึกว่า ‘คุณเซฮุนละเมอหาใครสักคนไม่หยุดเลยค่ะ’ 

    และเมื่อลืมตาขึ้นมา เซฮุนก็เจอจงอิน ... เทวดาประจำตัวของเขา

    หลังจากนั้น จงอินก็มักจะมาอยู่กับเขาบ่อยๆ แทบทุกวัน บางวันก็อุ้มลิตเติ้ล เจ ที่หลับคาอกพ่อมาหาด้วยซ้ำ ... เขามาเพียงแค่ต้องการอยู่เป็นเพื่อน ต่างคนต่างนั่งเงียบๆ เขานอนดูทีวีแต่ปิดเสียง ในขณะที่จงอินนั่งเอนหลังเป็นเบาะให้ลูกสาวนอนหลับซุกหาความอบอุ่นอยู่นานสองนาน 

    เหมือนชายหนุ่มเองก็รู้ว่าเขาร่ำร้องหาความอบอุ่นจากใครสักคนมากมายไม่แพ้กัน

    เหมือนจงอินจะได้ยินเวลาที่เซฮุนมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายไม่ให้คลาดสายตา .... 

    อย่าไป ผมกลัว ได้โปรดอย่าทิ้งผมไป ...

    “พรุ่งนี้ผมจะพาเจมาเยี่ยมคุณ”

    จงอินพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มๆพลางเคลื่อนกายเข้ามาใกล้ “แกพูดถึงพี่ชายใจดีสองครั้ง ในเวลาแบบนี้ ลูกสาวผมไม่ร้องหาใครนอกจากผมเลย การที่แกพูดถึงคุณ ถือว่าเป็นเรื่องดีมาก”

    เซฮุนเงยหน้ามองตอบอีกฝ่ายและทันเห็นจงอินยิ้มบางๆตอบกลับมาราวกับชายหนุ่มเองให้กำลังใจเขาผ่านรอยยิ้มอบอุ่นนั่นเหมือนกัน ... ผมซาบซึ้งในน้ำใจของคุณมาก จงอิน 

    แต่สิ่งที่เซฮุนตอบออกไปก็มีเพียง “ค ... ครับ”

    จงอินยิ้มอีกครั้ง “เสียงยังแตกอยู่เลย คุณต้องหมั่นดื่มน้ำเยอะๆ ผมจะกำชับพยาบาลคนที่ดูแลคุณเอาไว้ ถ้าเจ็บคอ ยังไม่ต้องพูดก็ได้ ...” คราวนี้เขากลับล้วงมือเข้าไปในเสื้อสูทของตัวเองพลางดึงสมุดโน้ตเล่มเล็กๆกับปากกาด้ามทองออกมาวางไว้บนตักของคนบนเตียง

    “กลับไปยุคหินหน่อยเป็นไง เด็กหนุ่มอย่างคุณ สนใจเขียนจดหมายคุยกับผมไหม?”

    เซฮุนพยักหน้าก่อนจะเอื้อมมือสั่นๆไปหยิบปากกาด้ามทองของอีกฝ่ายมากำไว้แน่น ... เขาไม่ได้ห่วงเรื่องคอ เพราะคุณหมอเจ้าของไข้ได้บอกเอาไว้แล้ว เสียงของเขาจะค่อยๆหายกลับมาเป็นอย่างปกติ ถ้าเริ่มเจ็บคอให้หยุดพูดไว้ก่อน เนื่องจากเส้นเสียงถูกทำลายจากควันพิษที่สูดเข้าปอดมากเกินไป แค่รอเวลาให้ร่างกายค่อยๆฟื้นตัวเท่านั้น ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

    “พรุ่งนี้คุณอยากได้อะไรไหม หนังสือสักเล่ม นิตยสาร เกมคอมพิวเตอร์ ... อ่า ผมก็ไม่ค่อยรู้หรอกนะ ว่าตอนนี้วัยรุ่นเขาฮิตอะไรกัน แต่ผมพยายามจะหาของแก้เบื่อให้คุณ” จงอินถามพลางหย่อนตัวนั่งลงแถวๆปลายเตียงอย่างเป็นธรรมชาติ

    เขามองรอยยิ้มของอีกฝ่ายไม่วางตา ... จงอินยิ้ม แต่เขากลับมั่นใจว่าข้างในชายหนุ่มไม่ได้ยินดียินร้ายกับอะไรก็ตาม น่าแปลก แทนที่เซฮุนจะนึกสงสารตัวเอง ในสภาพตอนนี้ที่ช่วยตัวเองยังไม่ได้และไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น เขากลับสงสารจงอินยิ่งกว่า

    ผู้ชายคนนี้ใจเด็ดและพยายามเข้มแข็ง มองโลกในแง่ดีอย่างสุดความสามารถ ความทรงจำแรกเกี่ยวกับรูปหล่อคนนี้ก็คือ เสียงนุ่มทุ้มพร่ำปลอบว่า ทุกอย่างเรียบร้อยและเขาปลอดภัยแล้ว ...

    ชายหนุ่มให้กำลังใจอย่างอ่อนโยน จงอินบอกเขาซ้ำๆและยังคงบอกอยู่ทุกวัน

    นั่นทำให้เซฮุนรู้ว่า จงอินเป็นผู้ชายที่วางท่าปกป้องคนใกล้ตัวอย่างถึงที่สุด 

    จงอินดูแลความรู้สึกทุกคน ... แต่เจ้าตัวเล่า มีใครดูแลความรู้สึกผู้ชายคนนี้หรือไม่?

    เซฮุนยิ้มก่อนจะจับปากกาแล้วลากบนกระดาษช้าๆ ...

    มื อ เจ็ บ ... เก ม .. N O

    เมื่อเขียนเสร็จ อีกฝ่ายก็ยื่นหน้าเข้ามาอ่านก่อนเสียงหัวเราะเบาๆจะตามมา จงอินสบตาเขาเพียงเสี้ยววินาที จากนั้นฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งจึงยกขึ้นลูบหลังคอของตัวเองคล้ายกับแก้เขิน “นั่นสินะ ... โทษที คุณยังเจ็บมืออยู่ ...” เขาพูดคล้ายกับกำลังพึมพำกับตัวเอง

    คนบนเตียงยิ้มบางๆเป็นการตอบกลับ ... นึกอยากจะตะโกนบอกเหลือเกินว่า ไม่เป็นไรเลย ไม่เป็นไรสักนิด แต่เขาก็ทำได้เพียงมองใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายโดยเฉพาะจมูกคดๆของชายหนุ่มนั้น เซฮุนนึกถูกใจมันอย่างน่าประหลาด 

    อันที่จริงจงอินถือว่าเป็นคนหล่อจัดเลยทีเดียว 

    เขาชอบมองจงอิน ... ชอบ จนตอนนี้ คิม จงอินกลายมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เป็นศูนย์กลางอันเข้มแข็งในโลกใบน้อยๆของ โอ เซฮุนไปเสียแล้ว แต่ตอนนี้ชายหนุ่มดูอ่อนล้าและมันก็มากกว่าความเหน็ดเหนื่อย … 

    ถ้าเขากล้าเอื้อมมือไปแตะอีกฝ่ายก็คงดี แต่เซฮุนไม่กล้า เขาคิดแต่เขาไม่กล้าเพราะจงอินไม่เคยแตะต้องเขานอกจากเพียงต้องการปลอบโยนเท่านั้น 




    เซฮุนคิดว่าตัวเองไม่เคยตื่นเต้นมากขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ...

    ในขณะที่พยาบาลช่วยเขาอาบน้ำ แต่งตัวในชุดเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมที่จงอินส่งมาให้เป็นของขวัญ อีกยี่สิบนาทีให้หลังเซฮุนก็มานั่งอยู่บนเตียงด้วยสภาพที่ดูดีจนไม่เหมือนคนป่วยเลยสักนิด

    “คุณนี่โชคดีเป็นบ้า”

    พยาบาลคนที่ดูแลเขามาตลอดพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เธอสางผมให้เขาเบาๆก่อนจะพูดอีกครั้งอย่างหน้าตาเฉย “… เพราะคุณแท้ๆเลย พวกพยาบาลสาวๆเลยได้รับอานิสงส์กันไปด้วย คุณจงอินน่ะ หล่อระเบิด เดินอุ้มลูกมากลางดึกยังหล่อไม่เสียลุคเลยค่ะ สาวแถวนี้พร่ำเพ้อถึงเขาจนไม่เป็นอันทำการทำงานหมดแล้ว”
    หล่อระเบิดงั้นเหรอ?

    เซฮุนหัวเราะพรืดในลำคอทันที ... ระหว่างมองร่างของพยาบาลคนสนิทที่กำลังเดินวุ่นไปทั่วห้อง เธอเปิดม่าน จัดที่นอน เติมน้ำแจกันดอกไม้แต่ปากก็ยังขยับชม ‘คุณจงอิน’ ไม่ยอมหยุด “... ทั้งเก่ง ทั้งหล่อ โอ๊ยยยย สุดยอดชายในฝัน ฉันเคยอ่านพวกกอสซิปอยู่นะคะ เขาว่าตอนหนุ่มๆนี่เฮี้ยวเอาเรื่องเหมือนกัน เมื่อก่อนเขามีคู่หูคนนึง ไปไหนไปด้วยกัน กินด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน พากันเสียคนก่อนจะเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ก็ผ่านมาพอตัวอยู่นะคะ”

    “ทุกวันนี้ คู่หูคนนั้นของผมก็ยังอยู่นะครับ” 

    เมื่อได้ยินเสียงที่จำได้จนขึ้นใจ เซฮุนก็หันขวับกลับไปทันที ...

    หัวใจของเขาเต้นแรงเมื่อมองไปที่ประตูและเห็นร่างสูงใหญ่ของคนที่กำลังพูดถึงยืนอยู่ตรงนั้น วันนี้จงอินไม่ได้ใส่สูท แต่เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีเหลืองอ่อนดูสดใสกับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้ม เสริมด้วยรองเท้าหนังกลับและนาฬิกาเรือนทองฝังมุก ดูง่ายๆแต่ก็ดูเป็นจงอินเหลือเกิน ที่สำคัญเขาดูดีจนทำให้นางพยาบาลที่กำลังเจื้อยแจ้วคนนั้นนิ่งอึ้งไปเลย 

    “... ตอนนี้คู่หูคนนั้นกำลังอยู่กับลูกสาวผมในห้องพักข้างๆและพวกเขาก็หิวน้ำมาก ถ้าไม่รบกวนเกินไป เชิญคุณพยาบาลช่วย ...” เขาพูดกลั้วหัวเราะเบาๆก่อนจะผายมือไปทางประตูอย่างมีนัยยะ

    “ได้ค่ะ ดิฉันจะรีบเอาน้ำไปต้อนรับพวกเขาเดี๋ยวนี้เลย” เธอเข้าใจในสิ่งที่จงอินพยายามจะสื่อ วินาทีถัดมาเธอจึงยิ้มให้เซฮุนก่อนจะกระซิบ “สู้ๆนะ หนุ่มน้อย”

    “เซฮุน” เขาเรียกชื่อคล้ายกับจะทักทาย

    ฝ่ามือขาวสะอาดยกขึ้นโบกเล็กน้อยเป็นการทักทายกลับ ในขณะที่เจ้าของมันนั่งเรียบร้อย สงบเสงี่ยมอยู่บนเตียงคนป่วย ดวงตาสีน้ำตาลสดเฝ้ามองร่างของชายหนุ่มอีกคนไม่วางตาระหว่างจงอินเดินเข้ามาใกล้จนเซฮุนได้กลิ่นอาฟเตอร์ เชฟหอมๆลอยมาตามลม

    “วันนี้หน้าตาสดใส ดูดีเชียว” จงอินเอ่ยชมเรียบๆพลางกวาดสายตามองสำรวจไปทั่ว ก่อนชายหนุ่มจะหมุนตัวกลับไปที่ประตูแล้วเรียกชื่อหนูน้อยสองสามครั้ง เซฮุนหลับตาลงด้วยความตื่นเต้นและเมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง...

    จงอินก็ย้ายมายืนอยู่ข้างเตียงเสียแล้ว ... โดยที่ท่อนแขนแข็งแรงกำลังอุ้มเจแนบอก ริมฝีปากเต็มอิ่มกดจูบลงบนกลางศีรษะของหนูน้อยราวกับต้องการให้กำลังใจเธอ สองมือใหญ่เอื้อมไปถอดรองเท้าคู่เล็กๆของลูกสาวออกแล้วปล่อยให้เด็กหญิงยืนอยู่บนเตียงคนป่วยใกล้ๆกับที่เซฮุนกำลังนั่งเอนหลังพิงหมอนอยู่
    วันนี้เด็กหญิงลิตเติ้ล เจ ไม่ได้ใส่ชุดคนไข้ เธอใส่เสื้อยืดแขนยาวสีฟ้าอ่อนกับกระโปรงสีขาวปักลายนางฟ้ามีปีกตัวน้อยๆดูน่ารัก สดใส สมวัยและมีถุงเท้าหนานุ่มสีครีมติดเท้าเล็กๆของเธอทั้งสองข้าง ทั้งใบหน้า สีผม ดวงตา ท่าทาง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าถอดใครมา ... 

    ถอดกันมาเป๊ะ แค่ยืนข้างกันก็ดูรู้ได้เลยว่านี่ลูกสาวใคร 

    “ได้ผมมาหมดเลยใช่ไหมล่ะ ...” จงอินพูดยิ้มๆราวกับชายหนุ่มกำลังอ่านใจได้ว่าเขาคิดอะไร

    เซฮุนยิ้มแจกทั้งพ่อทั้งลูกก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย ...

    ลิตเติ้ล เจ เป็นเด็กหน้าตาน่ารัก ... เธอมีดวงตาสีน้ำตาลเข้มๆที่ตอนนี้มันกลมโตราวกับลูกแก้ว แต่เซฮุนกลับคิดว่าเมื่อเธอโตขึ้น ดวงตาคู่นี้จะทรงพลังไม่ต่างจากพ่อของเธอแน่ๆ เจน่ารักตามวัยอย่างที่ควรจะเป็น แต่ก็ดูเย็นชาผิดวิสัยเด็กน้อยตามธรรมชาติเพราะหนูน้อยไม่ได้แสดงสีหน้า ท่าทางใดๆออกมาเลย

    “หนูอยากมาหาพี่เขาไม่ใช่เหรอ คุยกับพี่เขาสิลูก ...” 

    จงอินลดน้ำเสียงพูดกับลูกสาวอ่อนโยนเสียจนคนฟังหัวใจสะท้าน ดวงตากลมโตของเจมองหน้าพ่อนิ่งก่อนจะส่ายหัวแล้วซุกกับอกของจงอินอย่างอายๆและเมื่อชายหนุ่มพยายามขยับตัว เธอกลับขยับซุกพ่อแน่นยิ่งกว่าเดิม หนูน้อยส่งเสียงครางฮือในลำคอแล้วกำปกเสื้อเชิ้ตของจงอินจนยับยู่ยี่

    “โอเค โอเค เจ ... พ่อไม่ได้จะไปไหน พ่อจะนั่งกับหนูบนเตียง” เขาพูดพลางขยับตัวนั่งซ้อนหลังลูกสาว กอดร่างเล็กๆของเจเอาไว้แน่น หนูน้อยเอนศีรษะซบใต้คางของจงอินอย่างเป็นธรรมชาติ ค่อยๆผ่อนคลายอาการเกร็งคนแปลกหน้าอย่างช้าๆ

    “เอาของขวัญที่หนูเตรียมมาให้พี่เขาสิลูก” 

    ลิตเติ้ล เจ นิ่งไปพักหนึ่งก่อนมือเล็กๆของเธอจะล้วงเข้าไปในกระเป๋ากระโปรงแล้วดึงดอกกุหลาบสีชมพูสวยซึ่งสภาพเละเทะไปนานแล้ว จากนั้นจึงยื่นให้เซฮุนอย่างเขินอายในขณะที่มือข้างหนึ่งของเธอกำต้นขาของพ่อเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

    เซฮุนค่อยๆเอื้อมมือไปรับดอกกุหลาบมาวางบนตัก เขายิ้มเพื่อตั้งใจสร้างความมั่นใจให้กับเจ จากนั้นน้ำเสียงแหบแห้งจึงกระซิบถามราวกับไม่รู้ “นี่ดอกอะไรครับ น้องเจ ...”

    จงอินลอบสบตากับเขาเหนือศีรษะของหนูน้อยอย่างขำๆ ก่อนลิตเติ้ล เจจะเงยหน้ามองพ่อเป็นเชิงขอความช่วยเหลือ ชายหนุ่มก้มลงจูบหน้าผากของลูกสาวเบาๆก่อนจะพยักหน้า ทันใดนั้น เจก็กระซิบกลับมาเบาบางจนแทบไม่ได้ยิน “กุหลาบ”

    “ดอกกุหลาบ” จงอินช่วยพูดพลางจับมือเล็กๆไว้ราวกับต้องการให้กำลังใจ “ที่บ้านเราปลูกต้นกุหลาบ หนูเห็นมันสวยดีเลยเก็บมาฝากพี่เขา ใช่ไหมเจ?”

    เซฮุนมองดูสองพ่อลูกด้วยความรู้สึกที่ตัวเขาเองก็อธิบายไม่ได้ มันผสมปนเปกับไปหมดระหว่างความเห็นใจกับความสงสาร เพราะเขาเห็นอย่างชัดเจนว่าจงอินพยายามมากแค่ไหน ชายหนุ่มพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะรวบรวมจิตวิญญาณที่แตกสลายของหนูน้อยให้กลับมาต่อติดกันเหมือนเดิม

    อุบัติเหตุทิ้งบาดแผลเหวอะหวะไว้ให้คนที่ยังอยู่ มันมากกว่าความสูญเสียมากมายนักเพราะคนเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามและหนูน้อยคนนี้ก็คือคนๆนั้น ลิตเติ้ล เจ รอดมาได้ ในวัยเพียงแค่นี้ แต่แกต้องดิ้นรนที่จะอยู่ต่อไป เอาชนะความหวาดกลัว ความสูญเสีย ความรู้สึกโดดเดี่ยวและกลัวที่จะเสียของรักไปอย่างไม่มีวันกลับเหมือนกับที่เขาเคยต้องเผชิญ

    เซฮุนเห็นตัวเองซ้อนทับเด็กคนนี้อย่างชัดเจน ในใจของเขาเต็มไปด้วยความสงสารในโชคชะตาของพวกเขาทั้งคู่เหลือเกิน แล้วจู่ๆลิตเติ้ล เจก็ยื่นมือออกมาโดยที่ไม่มีใครคาดคิด ... มือเล็กนั้นแตะลงบนริมฝีปากของเซฮุนแผ่วเบาราวกับยังไม่กล้า ในวินาทีแรก จงอินทำท่าจะคว้าตัวเธอเอาไว้ แต่แล้วชายหนุ่มกลับเปลี่ยนใจ ร่างสูงใหญ่นั่งนิ่งอยู่บนเตียง เฝ้ามอง รอคอยว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่างเงียบๆ

    พี่เจ็บ ... พี่ร้องไห้” 

    เสียงของเธอยังคงเบาบางจนเหมือนกระซิบและเซฮุนไม่อาจทนดูความสิ้นหวังในแววตาหนูน้อยได้อีกต่อไป เด็กหนุ่มวาดแขนออก ค่อยๆดึงร่างเล็กบอบบางของสาวน้อยเข้ามากอด ในขณะที่น้ำตาไหลลงอย่างสุดกลั้น เขากลั้นเสียงสะอื้นเสียจนปากสั่นในขณะที่ลิตเติ้ล เจก็กอดตอบเขาแน่นจนเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกัน

    เซฮุนใจละลายอย่างช้าๆ เขาลูบเส้นผมนุ่มลื่นเป็นมันเหมือนเส้นไหม อยากบอกเธอเหลือเกินว่า ไม่เป็นไร หนูจะผ่านมันไปได้เหมือนที่พี่เคยผ่านมา ... แต่เขาก็ทำได้เพียงมองจงอินดึงลูกสาวกลับไปสู่อ้อมกอดและกระซิบให้กำลังใจหนูน้อยว่าเธอกล้าหาญมากเพียงใด

    ลิตเติ้ล เจ พยักหน้าตามคำพูดของพ่ออย่างน่ารักและเชื่อฟัง สองแขนเล็กๆกอดคอของจงอินไว้แน่นในขณะที่เอนร่างซบกับความอบอุ่นของพ่ออย่างต้องการที่พึ่ง 

    เซฮุนยิ้มเมื่อดวงตากลมโตของหนูน้อยหันกลับมาสบกับเขาเป็นระยะๆ ...

    พร้อมกับกลั้นความเจ็บ บีบกระชับกับฝ่ามืออุ่นร้อนซึ่งเลื่อนมาจับมือเขาเบาๆราวกับต้องการให้กำลังใจกลับไปด้วยความหนักแน่นไม่แพ้กัน …





    เขียนโดย AyahSoo LONE WOLF
    Twitter hashtag: #หัวใจสิงห์KH

    -  Thank You  -




เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
ehyukjaebt (@BBaekhyun)
จะร้องตาม
raisarapat (@raisarapat)
งือเจอกันซักที น้องฮุนท่าจะชอบจงอินมากๆ เลยนะ แต่เศร้ามากเลยอ่ะ รู้สึกว่ามันจุกมาก อยากร้องไห้