LION'S HEART หัวใจสิงห์savedbywolf
ตอนที่ 1


  • LION'S HEART l หัวใจสิงห์

    ตอนที่ 01


    “วิชาการเมืองสมัยใหม่ POL103 …”

    คิม จงอิน พูดออกไมค์ด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ชายหนุ่มชะงักแล้วกวาดสายตามองนักศึกษาที่กำลังนั่งฟังบรรยายอยู่ด้วยความตั้งใจ ฝ่ามือใหญ่ดึงไมค์ออกจากขาตั้งก่อนจะลุกยืนขึ้นแล้วเดินไปยืนเต็มความสูงอยู่กลางห้อง

    มุมปากของเขายกขึ้นด้วยความพอใจเมื่อดวงตานับสิบคู่มองตามทุกความเคลื่อนไหวตาไม่กระพริบ จงอินเหลือบมองไปยังผู้ช่วยซึ่งนั่งประจำอยู่ที่หน้าคอมพิวเตอร์พร้อมกับพยักหน้าเป็นสัญญาณ เสียงเคาะคีย์บอร์ดดังขึ้นหนึ่งครั้ง จากนั้นภาพบนจอโปรเจคเตอร์ก็เปลี่ยนไปเป็นใบหน้าของผู้นำระดับโลกหลายท่านสลับกัน

    “เทอมที่แล้ว ผมสอนพวกคุณเกี่ยวกับรัฐศาสตร์เบื้องต้นไปจนหมด เทอมนี้เราจะมาเน้นไปที่การเมืองในยุคปัจจุบัน มุมมองใหม่ วิธีใหม่ แนวคิดและการแก้ปัญหาแบบใหม่ ลืมหนังสือเล่มหนาๆที่วางอยู่ตรงหน้าของพวกคุณไปซะ ไม่มีอะไรสอนเราได้ดีไปกว่าประวัติศาสตร์ ถึงแม้มันจะถูกเขียนขึ้นจากผู้ชนะและผู้แพ้ก็ไม่มีสิทธิ์แก้ต่างให้ตัวเองเลยก็ตาม แต่ด้วยมุมมองใหม่ๆ ...”

    ชายหนุ่มเว้นจังหวะ ก่อนจะยกนิ้วชี้ขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มขี้เล่นปรากฏบนใบหน้า จงอินนิ่งอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งแล้วจึงหันไปทางกลุ่มนักศึกษาสาวน้อยที่พากันหัวเราะคิกคัก “… เราสามารถเรียนรู้กลยุทธ์ของผู้ชนะและหาช่องโหว่ของผู้แพ้ได้จากประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงและสิ่งแรกที่ผมอยากบอกพวกคุณก็คือ ทุกอย่างที่ผมสอนในคลาสนี้ ผมสอนในฐานะอาจารย์แต่ถ้าเราเจอกันข้างนอก บางคำถามผมคงไม่สามารถตอบพวกคุณได้เพราะผมอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาให้กับจีเอ็นพี … แต่เอาล่ะ จำไว้ให้ขึ้นใจ ไม่มีนักการเมืองคนไหนมือสะอาดหรือเปื้อนเลือดร้อยเปอร์เซ็นต์ เกมการเมืองเป็นเรื่องของการแพ้ – ชนะ พยายามมองผลลัพธ์ในภาพรวมมากกว่ามองเพียงแค่จุดเล็กๆ ถ้าเปรียบเทียบการเล่นการเมืองเป็นธุรกิจ นักการเมืองก็คือนักฉวยโอกาสดีๆนี่เองเพราะทุกอย่างคือผลประโยชน์เสมอและนักฉวยโอกาสในอนาคตอย่างพวกคุณมีสิ่งเดียวที่ต้องกอบโกย นั่นก็คือ ผลประโยชน์ของประเทศชาติ …”

    เสียงโห่ร้องด้วยความคึกคะนองของนักศึกษาชายดังขึ้นมาทันทีที่ชายหนุ่มพูดจบ พวกเขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะพากันชูหนังสือเรียนวิชาการเมืองและการปกครองเล่มหนาเตอะซึ่งมีธงชาติของสาธารณะรัฐเกาหลีใต้ติดอยู่อย่างชัดเจนขึ้นเหนือศีรษะแล้วเฮดังลั่นห้อง

    จงอินมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม เขาหลุดหัวเราะเสียงทุ้มออกไมค์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกมือเป็นเชิงบอกให้เด็กๆนั่งลง จากนั้นเสียงหัวเราะของทั้งอาจารย์และนักศึกษาก็ดังลั่นห้องเรียนอีกครั้ง

    ในหนึ่งอาทิตย์จะมีคลาสของอาจารย์ คิม จงอิน ทั้งหมดสองวัน ... 

    คาบละสองชั่วโมงครึ่ง เน้นบรรยาย บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการปกครองล้วนๆ แต่เนื่องจากชายหนุ่มสอนที่นี่มาหลายปีแล้ว จึงเป็นที่รู้กันดีว่าคลาสของอาจารย์เจมักจะมีธรรมเนียมก่อนเลิกเรียนเสมอ อาจารย์มักจะเข้าคลาสตรงเวลาและเช็คชื่อหลังจากนั้นสิบนาทีและเมื่อเลยเวลาเข้าเรียนครบสิบห้านาทีเมื่อไหร่ เขาจะสั่งให้ผู้ช่วยล็อคประตูห้องก่อนจะเช็คขาดแบบไม่มีข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น 

    การตรงต่อเวลาเป็นสมบัติซึ่งนักปกครองที่ดีต้องมีติดตัวไว้เสมอ ... 

    อาจารย์พูดทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเคาะประตูหลังจากเลยเวลาเข้าเรียนมาสิบห้านาทีเป็นที่เรียบร้อย แต่เขาก็ยอมเปิดให้นักศึกษาคนดังกล่าวเข้ามาเรียนกับเพื่อนแต่ไม่ได้ใจอ่อนเช็คชื่อให้แต่อย่างใด ก่อนจะเริ่มเรียนกันตามปกติ หลังจากสองชั่วโมงผ่านไปก็ถึงเวลาที่เป็น ธรรมเนียม ระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์ที่ปฏิบัติต่อๆกันมารุ่นสู่รุ่น 

    อาจารย์เจมักจะหยุดสอนก่อนเลิกคลาส เขาเผื่อเวลาครึ่งชั่วโมงสุดท้ายไว้ให้ไฟความฝันของเด็กๆด้วยการตอบทุกคำถามที่ลูกศิษย์ของเขาอยากรู้ ทุกๆคำถาม ... เพราะนอกจากความรู้ที่ถ่ายทอดผ่านหนังสือเรียนแล้ว

    อาจารย์เจยังมีประสบการณ์อันโดดเด่นเป็นของแถมมาด้วยและด้วยประสบการณ์นี่แหละที่สอนให้บัณฑิตหมาดๆอย่างคิม จงอินเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วได้เรียนรู้ว่าในโลกแห่งการแข่งขันนั้น ประสบการณ์ สำคัญต่อการเติบโตมากเพียงใด

    ในวันที่มีสอน ... สุดหล่อแห่งจีเอ็นพีมักจะปรากฏตัวด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวซึ่งถูกรีดจนเรียบกริบกับกางเกงบลูยีนส์สไตล์คลาสสิกคล้ายกับหนุ่มใหญ่ทั่วๆไป อาจารย์เจไม่ใช่คนแต่งตัวหวือหวามากนัก เขาเป็นผู้ชายที่ไม่ได้แต่งตัวจัดแต่เขาเป็นผู้ชายมีอายุที่แต่งตัวได้เหมาะสมกับวัยของตัวเองได้ดีที่สุดคนหนึ่ง

    แท้จริงแล้วคุณเจไม่ชอบใส่สูทเอาซะเลย แต่เขาต้องใส่เพราะหน้าที่การงานของอีกบทบาทหนึ่งบังคับ คุณเจชอบความคลาสสิก สไตล์ผู้ชายขาลุยแต่ต้องเรียบง่ายและสะดวกสบายไปพร้อมๆกัน ...

    เขามีไลฟ์สไตล์ที่เน้นความแคชชวลอย่างแท้จริงเพราะเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้มธรรมดาๆ เขาใส่มันคู่กับเข็มขัดหนังสีน้ำตาล รองเท้าหนังกลับจากทิมเบอร์แลนด์และนาฬิกาโรเล็กซ์ขนาดบอย ไซส์ซึ่งเหล่านักศึกษาต่างก็เห็นกันจนชินตา อ้อ แหวนทองคำขาวเรียบๆติดอยู่ที่นิ้วนางข้างซ้ายอีกวงหนึ่งด้วย 

    ในฐานะอาจารย์ คุณเจมักจะแต่งตัวแบบนี้มาสอนเสมอ ดูเผินๆเขาเหมือนกับสถาปนิกหนุ่มซะมากกว่าที่จะเป็นอาจารย์หรือนักการเมืองมาดเนี้ยบตามหน้าหนังสือพิมพ์คนนั้น ...

    ซึ่งตรงกันข้ามกับผู้ช่วยคนสำคัญของเขา

    ผู้ชายคนนั้น ลึกลับแต่ก็น่าค้นหาไม่แพ้กัน ...

    เขาตามอาจารย์เจเข้าคลาสแทบทุกครั้งด้วยชุดสูทสากลซึ่งสั่งตัดจนพอดีกับร่างสมส่วนนั่นตั้งแต่หัวจรดเท้า เขามักจะนั่งเงียบๆอยู่ตรงมุมห้อง ไม่มุมใดก็มุมหนึ่งและคอยมองทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ให้คลาดสายตา ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูเหมือนผู้ชายเจ้าชู้ เนื่องจากใบหน้าหวานจัดหรือแม้กระทั่งดวงตากลมโตของเขามักจะมองตอบนักศึกษาสาวน้อยไปตรงๆเมื่อจับได้ว่าพวกเธอแอบมอง

    หมาหยอกไก่ ... ไม่เล่นด้วยแต่ก็ไม่ปฏิเสธสะพานที่ทอดตรงมาหาเช่นกัน

    ไม่เหมือนกับอาจารย์เจ รายนั้นถึงแม้จะเห็นอยู่เต็มตา แต่ก็ทำเป็นไม่เห็นก่อนจะเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นได้อย่างหน้าตาเฉย ... 

    คุณเจมีผู้ช่วยอยู่สองคน คนหนึ่งคือผู้ชายลึกลับหน้าตาหวานจัดคนนั้น ส่วนอีกคนเป็นผู้หญิงที่สวยหยาดเยิ้มเสียจนหนุ่มๆต้องมองเหลียวหลัง เธอมักจะรวบผมเป็นทรงหางม้ายกสูงเผยใบหน้าสวยจัดกับลิปสติกสีแดงเลือดนกชัดๆ ใส่สูทกับกระโปรงทรงสอบยาวถึงเข่า รองเท้าส้นเข็มสูงสี่นิ้ว เรียบร้อยและเนี้ยบกริบ ไม่เปลือยผิวเลยสักนิดแต่กลับดูเซ็กซี่เร้าใจเกินใคร

    ผู้หญิงคนนี้คือคนที่นั่งอยู่หลังคอมพิวเตอร์เสมอ เธอคอยเปิดเนื้อหา เปลี่ยนสไลด์ เตรียมเอกสารการเรียน การสอนและได้แต่ทำให้นักศึกษาชายกระสับกระส่ายด้วยความประหม่าตลอดทั้งคาบ

    สุดท้ายก็คือกลุ่มบอดี้การ์ดทั้งสี่คนที่คอยตามอาจารย์เจไม่ให้คลาดสายตา ... 

    คนหนึ่งจะคอยยืนอยู่ข้างหลังของเจ้านายเสมอ อีกคนยืนอยู่ตรงบันไดทางเดินลงจากพื้นยกเตี้ยๆที่คุณเจกำลังยืนสอนนักศึกษาอยู่ คนที่สามยืนจังก้าอยู่หน้าพื้นยกระดับคล้ายกับเป็นด่านหน้าไม่ให้ใครพุ่งเข้าใส่ร่างของชายหนุ่มได้ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นมา ส่วนคนสุดท้ายคอยยืนคุมอยู่ตรงประตูทางออกเพื่อคอยเคลียพื้นที่หากต้องพาท่านที่ปรึกษาพิเศษหลบหนีโดยด่วน

    ในครั้งแรกที่ชายหนุ่มพาทีมบอดี้การ์ดเข้ามาในห้องเรียนด้วย เด็กๆต่างเกร็งกันเป็นแถบ ไม่กล้าขยับตัวทำอะไรอย่างเห็นได้ชัด ไม่กล้าแม้กระทั่งพูดคุยกระซิบกระซาบกันด้วยซ้ำและนั่นก็ทำให้จงอินรับรู้ถึงบรรยากาศมาคุในห้องเรียนได้ในทันทีและชายหนุ่มเองก็รู้ดีด้วยว่าสาเหตุมันคืออะไร เขาจึงเดินไปปรึกษากับผู้ช่วยทั้งสองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินกลับมายืนอยู่หน้าห้องพร้อมกับคุณบอดี้การ์ดนัมเบอร์วัน ...

    ในเมื่อรู้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ... ก็เอาตัวปัญหามาแก้ไขเองซะเลย!

    สิบนาทีถัดมา เขาจึงใช้โอกาสนี้เริ่มบรรยายเกี่ยวกับการทำงานด้านการรักษาความปลอดภัยให้กับบุคคลสำคัญโดยมีอาจารย์พิเศษในสายอาชีพซึ่งทำงานในด้านนี้จริงๆและผ่านประสบการณ์มาไม่ต่ำกว่าสิบปีร่วมด้วยอีกหนึ่งท่าน ชายหนุ่มเริ่มด้วยการผายมือเชิญคุณบอดี้การ์ดนัมเบอร์วันมายืนตรงกลางห้องให้นักศึกษาได้เห็นกันอย่างชัดๆ ...

    บอดี้การ์ดของคิม จงอินไม่ใช่ผู้ชายผิวสีร่างใหญ่ยักษ์ ใส่สูทสีดำแพงหูฉี่พ่วงด้วยแว่นกันแดดแบรนด์เนมแบบที่เห็นกันจนชินตาในหนังของฮอลลีวูด แต่ผู้ชายคนดังกล่าวเป็นชายเอเชียร่างสันทัด ใส่ชุดวอร์มกึ่งลำลองกึ่งทางการตามเจ้านายมาติดๆพร้อมกับคลุมทับด้วยแจ๊คเก็ตของหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ เขามีแว่นทรงประหลาดซึ่งปิดดวงตาโดยรอบจนหมด ยืนนิ่งราวกับไม่รู้สึกรู้สาในขณะที่คิม จงอินกำลัง ...

    “… บอดี้การ์ดเป็นอาชีพที่มีมาอย่างเนิ่นนานแล้ว ซึ่งไม่ปรากฏชัดเจนว่าเริ่มมาตั้งแต่ปีไหน เมื่อไหร่และชาติใดเป็นผู้ริเริ่ม แต่บอดี้การ์ดเป็นอาชีพที่พัฒนาขึ้นมาพร้อมกับความเจริญก้าวหน้าทางสังคมสำหรับผู้ที่มีอำนาจหรือผู้ที่ร่ำรวย เพราะคนพวกนี้ ... อย่างที่เรารู้ๆกันอยู่ พวกเขามักจะกังวลในเรื่องของความปลอดภัยจึงจำเป็นต้องมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่คอยคุ้มครอง ดูแลพวกเขาเพื่อแลกกับเงินค่าจ้างและนั่นคือจุดเริ่มต้นของอาชีพบอดี้การ์ดมาจนถึงทุกวันนี้ ...”

    ชายหนุ่มพูดออกไมค์ไปเรื่อยๆพลางผายมือไปทางชายหนุ่มที่คอยอารักขาตนทั้งสี่คนราวกับต้องการให้ลูกศิษย์เห็นภาพชัดๆ เขาหยุดอยู่ครู่หนึ่งเพื่อกวาดตามองนักศึกษาในห้องที่เริ่มผ่อนคลายกันทีละน้อยเมื่อเห็นว่าท่าทางเคร่งขรึมของผู้ชายแว่นดำทั้งสี่ไม่ได้มีเจตนาต้องการคุกคามแต่อย่างใด

    “... ซึ่งมันอาจจะเริ่มมาจากพี่ชายคอยปกป้องน้องสาวหรือคนสนิทที่มีฝีมือด้านการต่อสู้ในแก๊งอาชญากรรมที่คอยคุ้มครองบุคคลสำคัญภายในแก๊งนั้นก็ตาม บอดี้การ์ดมีหลากหลายรูปแบบมาก มีแม้กระทั่งนายทหารหรือองค์กรเอกชนที่ดำเนินการกันเป็นหน่วยงานโดยเฉพาะ และตั้งแต่หนังเรื่อง Kingsman ได้เริ่มฉาย พวกคุณคงเริ่มคุ้นหูกับชื่อหน่วยงาน ‘ซีเคร็ท เซอร์วิส’ กันมาบ้างแล้ว ส่วนตัวผมเองยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ แต่ภรรยาของผมพาลูกสาวไปดูมาแล้วและพวกเธอเอาแต่พูดว่า แฮร์รี่ ฮาร์ท เท่สุดๆไปเลย ...”

    จงอินเว้นจังหวะ เมื่อเสียงฮาครืนดังขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง ใบหน้าหล่อจัดยิ้มแย้มก่อนชายหนุ่มจะยืนกอดอก ถือไมค์จ่อปากตัวเองไว้เงียบๆเพื่อรอให้ทั้งห้องสงบลงอีกครั้ง “... ทำเป็นขำไปเด็กๆ หน่วยงาน ซีเคร็ท เซอร์วิส มีอยู่จริงนะพวกคุณ ... แล้วก็เป็นหนึ่งในหน่วยงานด้านการรักษาความปลอดภัยที่ดีที่สุดในโลกด้วยเพราะมีบุคคลเพียงคนเดียวที่พวกเขาต้องอารักขานั่นก็คือประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา หนึ่งในผู้นำที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของโลก ... ซีเคร็ท เซอร์วิสคือชื่อหน่วยงานของเจ้าหน้าที่ลับซึ่งมีหน้าที่อารักขาผู้นำของอเมริกาและครอบครัวเท่านั้น”

    เงียบกริบกันทั้งห้อง ...

    จงอินยิ้มเมื่อดวงตาของนักศึกษาหลายคนภายในห้องจ้องตรงมาที่ร่างของเขาด้วยความตกตะลึง ชายหนุ่มพยักหน้าเสริมเพื่อเป็นการยืนยันคำพูดก่อนหน้าพร้อมกับส่งสัญญาณให้ผู้ช่วยเปลี่ยนสไลด์ให้กลายเป็นภาพการปฏิบัติงานของหน่วยซีเคร็ท เซอร์วิสที่คอยตามประกบบารัค โอบามา ประธานาธิบดีคนปัจจุบันไม่ยอมห่างหรือแม้กระทั่งภาพของสมาชิกในหน่วยนี้กำลังเปิดประตูรถให้ลูกสาวของโอบามาก็ตาม 

    “พวกเขาไม่ใช่แค่บอดี้การ์ดธรรมดา แต่พวกเขาคือ ซีเคร็ท เซอร์วิส จำไว้นะ ... แต่เอาล่ะ นี่ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องให้ความสนใจมากเท่าไหร่นัก ที่ผมบอกเพราะอยากให้พวกคุณเก็บไว้เป็นความรู้รอบตัว แต่สิ่งที่ผมตั้งใจจะบรรยายให้พวกคุณฟังก็คือ เวลาเกิดเหตุฉุกเฉินพวกบอดี้การ์ดมีวิธีทำงานยังไงต่างหาก ...”
    และสำหรับคำถามนี้ชายหนุ่มก็หันกลับไปถามคุณบอดี้การ์ดนัมเบอร์วันซึ่งยังคงยืนนิ่งอยู่ทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว “ช่วยตอบด้วยครับ ...”

    ชายคนดังกล่าวชะงักไปพักหนึ่งก่อนเขาจะรับไมค์จากเจ้านายของตัวเองแล้วเริ่มพูดในที่สุด “... จากประสบการณ์ของผม ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ...” ร่างสันทัดกระสับกระส่ายขึ้นมาเมื่อจู่ๆทั้งห้องก็เงียบกริบ ในขณะที่นักศึกษาทุกคนกำลังตั้งใจฟังเขาพูดโดยไม่แม้แต่จะขยับตัว 

    “... หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของพวกการ์ดไม่ใช่การจับคนร้ายส่งให้ตำรวจหรือยิงต่อสู้แบบในหนัง แต่เป็นการพาบุคคลที่กำลังอารักขาหนีออกจากพื้นที่เสี่ยงอันตรายให้เร็วที่สุด ... เราจะเข้าชาร์จต่อเมื่อคนร้ายเข้าประชิดตัวบุคคลสำคัญเท่านั้น เพราะถ้าเราเสียเวลาต่อสู้ เวลาในการพาหนีก็จะน้อยลงเรื่อยๆ ความปลอดภัยของบุคคลสำคัญคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”

    “... แต่การพาหนีก็คือสิ่งที่ยากที่สุดเช่นกัน” จงอินพยักหน้าตามคำพูดของอีกฝ่ายแล้วจึงเสริมขึ้นมาเรียบๆ “ใช่ไหมครับ?”

    คุณบอดี้การ์ดนัมเบอร์วันพยักหน้าเป็นการเห็นด้วยแล้วจึงพูดต่อ “ครับ ... เพราะเราไม่มีทางรู้แผนการ จำนวนของคนร้ายหรือแม้กระทั่งอาวุธแบบไหนที่คนร้ายมีอยู่ในครอบครอง ไหนจะความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเฉพาะหน้าขึ้นอีก แต่อย่างที่คุณจงอินบอกพวกคุณไป ... บอดี้การ์ดมีหลายประเภท บอดี้การ์ดที่คอยตามประกบดารา นักร้อง พวกนั้นจะเน้นร่างสูงใหญ่ แข็งแรงเพื่อเป็นกำแพงมนุษย์โดยเฉพาะ งานของพวกเขาส่วนมากเน้นแค่การกันแฟนคลับไม่ให้เข้าถึงตัวศิลปินได้เท่านั้น แต่งานอารักขาบุคคลสำคัญมันไม่ใช่ เรียกได้ว่าคนละเรื่องเลยมากกว่า แฟนคลับอาจจะแค่อยากแตะตัวนักร้องที่ชื่นชอบ แต่สำหรับบุคคลสำคัญนั้น คนร้ายส่วนมากตั้งใจเอาถึงชีวิต ... สายงานของพวกผมจึงเน้นที่ความคล่องตัว ไหวพริบและการตัดสินใจที่เด็ดขาดซะมากกว่า พวกเราทำงานกันเป็นทีม มีการลงพื้นที่ก่อนวันเดินทางจริงเพื่อหาช่องทางหลบหนีหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา ต้องศึกษาถนนทุกเส้นที่ตัดผ่าน มองหามุมอับเพื่อกันไม่ให้คนร้ายซ่อนตัวได้ กล้องทุกตัวที่อยู่ในพื้นที่หรือแม้กระทั่งวางแผนร่วมกันทุกครั้งก่อนจะเริ่มงาน ...”

    “ช่วยยกตัวอย่างได้ไหมครับ เผื่อเด็กๆอาจจะยังไม่เห็นภาพ ...” ชายหนุ่มถามขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มหล่อบาดใจบนใบหน้า

    “อ่าครับ คุณจงอิน ... ถ้าให้ผมยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดก็คงต้องเป็นงานอารักขาคุณในตอนนี้ ...” 

    เสียงหัวเราะพรืดในห้องเรียนดังลั่นขึ้นมาทันทีหลังจากทุกคนเงียบไปกับคำตอบของคุณบอดี้การ์ดนัมเบอร์วันพักหนึ่ง บรรยากาศผ่อนคลายลงซะจนตอนนี้มีนักศึกษากล้าโห่แซวอาจารย์เจเหมือนปกติแล้ว ... 

    จงอินยิ้มอย่างช้าๆก่อนชายหนุ่มจะยกนิ้วโป้งให้กับคำตอบแฝงอารมณ์ขันของลูกน้องด้วยความชอบใจ หลังจากนั้น ร่างสูงใหญ่จึงผละออกแล้วเดินไปนั่งทิ้งสะโพกกับขอบโต๊ะตัวที่ใกล้ที่สุดแล้วจึงผายมือ ...

    “ตามสบาย ...”

    “ขอบคุณครับ คุณจงอิน” คุณบอดี้การ์ดนัมเบอร์วันพูดพร้อมกับโค้งเก้าสิบองศาให้กับเจ้านายและเมื่อชายหนุ่มอีกคนโบกมือเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร เขาจึงยืดตัวขึ้นแล้วเริ่มพูดอีกครั้ง “... เราคงต้องเริ่มจากตัวผม อย่างที่ทุกคนรู้ ผมคือคุณบอดี้การ์ดนัมเบอร์วัน ...”

    ฮาครืนกันทั้งห้องจนจงอินได้แต่ส่ายหัว ดวงตาคมหันกลับไปสบกับผู้ช่วยลึกลับซึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่หลังห้องเงียบๆ อีกฝ่ายพยักหน้ากลับมาพลางยักไหล่แล้วจึงสนใจคนที่ยืนอยู่หน้าห้องต่อ 

    “… อย่างที่ผมบอก ก่อนเริ่มงานจริงทุกครั้ง ทีมของผมต้องวางแผนเพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันตลอดเวลา ... พวกคุณคงสงสัยว่าทุกครั้งที่อาจารย์จงอินมาสอนในห้องนี้ ทำไมพวกผมถึงต้องยืนอยู่ตรงตำแหน่งเดิม ที่เดิมๆด้วย ... อย่างแรกทีมของผมเช็คแล้วว่าห้องนี้ไม่มีหน้าต่าง ฝ้าก็อยู่สูงเกินกว่าที่ใครสักคนจะปีนหนีหรือถ้ามีคนโรยตัวลงมา อันนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะพิมพ์เขียวโครงสร้างของอาคารนี้ไม่มีช่องให้คนอยู่บนนั้นได้และทางเข้า - ออกทางเดียวก็คือประตูหน้าห้องเท่านั้น” เขาพูดพร้อมกับชี้ไปทางประตูที่บอดี้การ์ดนัมเบอร์โฟร์กำลังยืนคุมเชิงอยู่ไม่ห่าง 

    “ในกรณีที่มีคนร้ายแฝงตัวเข้ามาเป็นนักศึกษา ... อาจารย์ของพวกคุณกำลังยืนสอนอยู่ตรงที่ที่ผมกำลังยืนอยู่ คนร้ายชักปืนขึ้น ชี้มาที่ผม ... บอดี้การ์ดนัมเบอร์วันซึ่งยืนเยื้องอยู่ทางด้านหลังจะเห็นภาพมุมกว้างทุกอย่าง เขาจะพุ่งเข้าหาร่างของอาจารย์ของพวกคุณเพื่อกดศีรษะเขาให้ต่ำลงเป็นลำดับแรก เพื่อหลบวิถีกระสุน หลังจากนั้น นัมเบอร์ธรีจะพุ่งเข้าชาร์จคนร้าย ... แล้วก็เป็นหน้าที่ของบอดี้การ์ดนัมเบอร์วันและทูที่ยืนอยู่ตรงทางลงต้องทำงานร่วมกัน วันประกบข้างตัว ทูประกบด้านหลังคอยเคลียทางหากธรีพลาด เอาคนร้ายไม่อยู่ ส่วนโฟร์ที่ยืนอยู่หน้าประตูต้องเคลียคนให้ออกห่างจากทางออก เพื่อให้วันพาคุณจงอินออกไปขึ้นรถให้เร็วที่สุด ... และนี่ก็คือวิธีการทำงานคร่าวๆของบอดี้การ์ดอย่างพวกผมครับ”

    เสียงปรบมือเกรียวกราวดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงจากบรรดานักศึกษาเมื่อเขาพูดจบ ... คุณบอดี้การ์ดนัมเบอร์วันถอดแว่นดำออกก่อนจะค้อมหัวลงนิดหน่อยและมีรอยยิ้มเล็กๆจุดอยู่บนริมฝีปากของเขาในตอนที่ชายหนุ่มใส่แว่นกลับเข้าไปบนใบหน้า จากนั้นจึงเดินไปหยุดอยู่ตรงที่เดิมปล่อยให้อาจารย์ตัวจริงมาทำหน้าที่ต่อในที่สุด

    “เอาล่ะ ... ทีนี้ก็เลิกเกร็งกันได้แล้วนะเด็กๆ เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าพวกบอดี้การ์ดทำงานยังไง พวกเขามาที่นี่เพื่อปกป้องไม่ใช่คุมคาม ...” จงอินพูดพร้อมรอยยิ้มใจดีบนใบหน้า ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆห้องเมื่อลูกศิษย์หลายคนเริ่มพยักหน้าราวกับเห็นด้วย “เหมือนเดิมนะ ก่อนเลิกคลาส ใครมีคำถาม ยกมือขึ้นได้เลย”

    นักศึกษาชายหลังห้องคนหนึ่งยกมือขึ้นในทันทีคล้ายกับเด็กหนุ่มเองก็รอคอยเวลานี้มานานแล้ว เขาผุดลุกยืนขึ้นด้วยความประหม่าเมื่อชายหนุ่มชี้มือเป็นเชิงบอกให้ลุกขึ้นถามได้ ดวงตาของนักศึกษาคนดังกล่าวเหลือบมองแว่นตาทรงประหลาดของคุณบอดี้การ์ดนัมเบอร์วันแวบหนึ่งก่อนจะเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงกล้าๆกลัวๆ

    “ผม ... ผมอยากรู้ว่าทำไมบอดี้การ์ดถึงต้องใส่แว่นดำตลอดเวลาครับอาจารย์?”

    เสียงหัวเราะพรืดดังขึ้นมาอีกรอบ ... 

    ในขณะที่จงอินเลิกคิ้วด้วยความสนใจขึ้นมาในทันที

    นั่นสิ ... คำถามนี้ ทุกคนสงสัยแต่กลับไม่มีใครหาคำตอบ ได้แต่มองเป็นเรื่องล้อเล่นโดยที่ไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงเลยสักนิด ...

    “ชู่ววว ... เงียบก่อน อย่าเพิ่งหัวเราะเพื่อน คำถามนี้น่าสนใจนะ” จงอินยกมือชี้ปากเป็นเชิงบอกให้ลูกศิษย์เงียบ เขาพยักหน้าให้นักศึกษาชายคนดังกล่าวเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้เด็กหนุ่มก่อนจะหันกลับมามองนักศึกษาซึ่งกำลังนั่งสลอนตั้งใจฟังอย่างพร้อมเพรียง “ลืมหนังตลกไปให้หมดก่อน มีใครรู้คำตอบที่เพื่อนถามไหม?” 

    ส่ายหัวกันเป็นแถว ...

    นั่นไง ...

    “ถ้าพวกคุณสังเกต ... แว่นดำที่พวกบอดี้การ์ดใส่จะไม่เหมือนกับแว่นกันแดดธรรมดา” น้ำเสียงนุ่มทุ้มเริ่มพูดก่อนจะก้าวเดินอย่างช้าๆไปขอแว่นของบอดี้การ์ดนัมเบอร์วันที่ยืนอยู่ทางด้านหลังมาถือไว้ในมือแล้วชูสูงๆให้ลูกศิษย์เห็นกันครบทุกคน 

    "อย่างที่เราเห็น ... แว่นตาดำสำหรับพวกหน่วยรักษาความปลอดภัยทรงประหลาดๆแบบนี้ เนื่องจากแว่นในการใช้งานที่ดีต้องมีคุณสมบัติ ‘Wrap Around’ รอบดวงตาเลยไปจนถึงข้างขมับ มองไม่เห็นดวงตาแม้จะมองจากด้านข้างก็ตาม ... เพราะสาเหตุที่บอดี้การ์ดใส่แว่นตาดำเวลาทำงานเนื่องจากต้องการปกปิดสายตา เวลาจับจุดโฟกัสต้องไม่วอกแวกเพราะมีแสงแวบเข้ามารบกวน ไม่ได้ใส่เอาเท่แบบที่คนอื่นคิด เวลารักษาความปลอดภัยให้กับบุคคลสำคัญ พวกเขาต้องตื่นตัวและสังเกตความเป็นไปรอบด้านอยู่ตลอดเวลา แว่นตาดำจึงเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ นอกจากเอาไว้ปกปิดสายตาแล้วยังทำให้คนร้ายไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกจับตามอง ทำให้การเข้าจับกุมง่ายขึ้นหรือถ้าเปิดเผยมากเกินไป ระแวงคนที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด เราเองก็เสี่ยงจะโดนฟ้องกลับได้เหมือนกัน ดังนั้นถ้าทีมรักษาความปลอดภัยสวมแว่นตาดำเอาไว้ ถึงแม้เราจะรู้ว่าเขาหันหน้าไปทางไหน แต่ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าเขากำลังเจาะจงมองใคร เข้าใจหรือยังเด็กๆ?"

    คราวนี้ได้แต่นั่งพยักหน้าพร้อมกันโดยไม่ต้องให้บอก ...

    “พวกคุณนี่ตลกจริงๆ แต่เอาล่ะ ใกล้จะหมดเวลาแล้ว งานที่ผมสั่งให้ส่งสัปดาห์หน้า ถ้าส่งเลทผมหักคะแนนครึ่งหนึ่งนะครับ มีคำถามอะไรอีกไหม?” จงอินได้แต่ยิ้มขำกับลูกศิษย์ของตัวเองก่อนจะโบกมือให้นักศึกษาชายคนดังกล่าวนั่งลง

    “อาจารย์ครับ ... ที่จริง” เสียงดังมาจากเด็กหนุ่มคนเดิมอีกครั้ง นอกจากจะไม่นั่งแล้วเขายังยืนตัวตรงแล้วชูกระดาษสองสามแผ่นขึ้นมาตรงหน้าด้วย “ผมมีอีกคำถามครับ ...”

    ชายหนุ่มเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจอย่างแท้จริงก่อนจะตอบในที่สุด “ถามมาสิคุณ ...”

    “เอ่อ ... ตอนต้นเทอม อาจารย์แนะนำให้พวกผมไปอ่านหนังสือ ‘เสรีภาพนำหน้าประชาชน’ ที่เขียนโดยคุณปาร์ค ซุนวู มันเป็นหนังสือที่ดีมากๆแต่ ... ผมไปค้นเจอบทความที่เขาเคยเขียนถึงอาจารย์ใน The Korea Herald ด้วย เกี่ยวกับกลยุทธ์การหาเสียงทางตอนใต้ของอาจารย์ ผมมีอย่างนึงที่ยังสงสัยครับ ...”

    “คุณอยากรู้อะไร?” จงอินยืนขึ้นเต็มความสูงพลางถามเด็กหนุ่มกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

    นักศึกษาคนนั้นส่ายหัวพรืดขึ้นมาทันที “ผมก็แค่ ...”

    ทันใดนั้น ร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มก็ถอนหายใจดังเฮือก เขาลุกออกมาจากที่นั่งพลางหยิบสมุดโน้ตสีแดง-เหลืองลายหัวสิงโตกำลังคำรามอยู่บนปกหน้าและปกหลังของมันก็เขียนว่าเป็น อภินันทนาการเพื่อสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนโดยพรรคจีเอ็นพี อยู่อย่างชัดเจนติดมือข้างหนึ่งมาด้วย

    ส่วนมืออีกข้างก็มียางลบ ดินสอ อุปกรณ์เครื่องเขียนอย่างดีครบชุดซึ่งทุกอย่างต่างก็มีตราของพรรคจีเอ็นพีติดอยู่พร้อมกับเคลือบสีแดง-เหลืองเหมือนกันไปหมด … เด็กคนนั้นถือทุกอย่างติดตัวมาด้วยก่อนจะชูให้ทุกคนในห้องเห็นกันจะๆในขณะที่เริ่มตั้งถามอีกครั้ง

    “… อาจารย์แจกของพวกนี้ให้พวกเราทุกๆต้นเทอม สมุด ดินสอ ปากกา ยางลบ ทุกอย่างเป็นของคุณภาพอย่างดีแต่มันมีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมากก็คือ ในของทุกอย่างที่อาจารย์ให้พวกผมจะต้องมีตราหรืออะไรสักอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ของพรรคจีเอ็นพีติดมาด้วยทุกครั้ง ...” เด็กหนุ่มพูดพร้อมกับเกาศีรษะราวกับกำลังประหม่าจนวางตัวไม่ถูกเช่นกัน 

    “… คือ ... ผมไม่ได้หมายความในเชิงไม่ดีนะครับ อาจารย์ดีกับพวกผมมาก แต่ผมสงสัยมาตั้งนานแล้วว่า อาจารย์กำลังใช้จิตวิทยาชักจูงให้พวกผมคล้อยตามเหมือนที่ใช้ดึงฐานเสียงจากพรรคฝั่งตรงข้ามในตอนลงไปหาเสียงที่ใต้หรือเปล่าครับ? ... แบบ ... ถ้าผมเดินเข้าไปในคูหา พอรู้ตัวอีกทีผมก็ลงคะแนนเสียงให้จีเอ็นพีไปแล้วเพราะติดภาพหัวสิงโตที่โดนยัดเยียดตลอดเวลา ...”

    คราวนี้ถึงกับเงียบกันไปทั้งห้องของจริง ...

    ก่อนดวงตาทุกคู่ในห้องเรียนจะหันกลับมาจ้อง คิม จงอิน เป็นตาเดียวในทันที!

    ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังลอบแลกเปลี่ยนสายตาซึ่งรู้กันเป็นอย่างดีกับผู้ช่วยลึกลับที่คราวนี้ชายหนุ่มที่มีใบหน้าหวานจัดราวกับผู้หญิงคนนั้นไม่ได้มีท่าทางเฉยเมยอีกต่อไป ... 

    แต่เขากลับยิ้ม ยิ้มด้วยความถูกอกถูกใจราวกับกับกำลังสนุกอย่างเห็นได้ชัด!

    เด็กนี่ฉลาดไม่เบาแฮะ ...

    “พวกคุณคือนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโซลใช่ไหม?” จงอินถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน

    “ใช่ค่ะ /ครับ”

    “แล้วผมสอนพวกคุณเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการหาเสียงเข้าพรรคของนักการเมืองดังๆไปหมดแล้วเหมือนกันใช่หรือไม่?” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับส่งสัญญาณให้ผู้ช่วยทั้งสองคนกับทีมบอดี้การ์ดเพื่อเตรียมตัวกลับ

    “ใช่ค่ะ / ครับ อาจารย์”

    “เพราะฉะนั้น ... สำหรับคำตอบ”

    คราวนี้ คิม จงอินกลับยิ้มกว้างจนทำให้นักศึกษาคนที่ถามคำถามเมื่อครู่ถึงกับตะลึงไปเลย ... เพราะมันไม่ใช่รอยยิ้มที่ถูกเจือปนด้วยความโกรธหรือแววไม่พอใจเลยสักนิด ตรงกันข้ามมันคือรอยยิ้มที่แสดงถึงความพอใจ ภูมิอกภูมิใจในตัวลูกศิษย์ของตัวเองมากกว่าอะไรทั้งหมด

    ไปคิดเอาเอง

    แล้วก็เดินหล่อออกจากห้องพร้อมกับผู้ช่วยและทีมบอดี้การ์ดในทันที!




    มีคนช่างพูดเคยเปรียบเทียบเอาไว้ว่า ...

    ‘การได้โอบกอดช่อดอกแดฟโฟดิลสีเหลืองสดไว้เต็มอ้อมแขนนั้นเหมือนได้โอบกอดแสงอาทิตย์อุ่นๆในยามเช้าเลยทีเดียว’

    คิม จงอิน ยิ้มกว้างระหว่างสอดตัวเข้าไปนั่งประจำที่คนขับของรถกอล์ฟขนาดสี่ที่นั่ง บนเบาะหลังมีตะกร้าใบหนึ่งซึ่งบรรจุกรรไกรตัดกิ่งและม้วนเชือกป่านวางนิ่งอยู่ในนั้น ชายหนุ่มสอดกุญแจลงล็อคของมันก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์ เขาหันซ้ายหันขวาราวกับจะมองหาอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นเสียงเห่าดังโฮ่งก็ดังขึ้น จงอินยิ้มอีกครั้งแล้วจึงผิวปากเป็นทำนองที่รู้กันเป็นอย่างดี ไม่กี่อึดใจต่อมา ‘เจ้าบราวน์’ ก็วิ่งกระดิกหางหน้าตั้งมาแต่ไกล

    ฝ่ามือใหญ่ตบเบาะข้างตัวสองสามครั้ง สุนัขพันธ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ขนสีน้ำตาลสดก็กระโดดขึ้นมานั่งเคียงข้างด้วยความแสนรู้ในแทบจะทันที มันเห่าโฮ่งๆคล้ายกับดีใจที่จะได้ไปเที่ยว บราวน์เอาจมูกเปียกๆดันต้นแขนของจงอินราวกับต้องการออดอ้อนก่อนวงแขนแข็งแรงจะวาดออกโอบร่างเจ้าตูบตัวโตเข้ามากอดแล้วเริ่มขับรถมือเดียวไปตามทางโรยกรวดเข้าสู่สนามหลังบ้านขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยดอกแดฟโฟดิลในที่สุด

    เขาขับวนไปตามทางเท้าเพื่อจะเข้าสู่ใจกลางของสวนซึ่งใหญ่ประมาณสองเท่าของตัวบ้านและมันกินพื้นที่ไปเยอะพอสมควร ... โชคดีที่ครอบครัวคิมชอบต้นไม้กันทุกคน นอกจากบ้านไม้ขนาดแปดห้องนอนสไตล์เกาหลีประยุกต์นอกตัวเมืองโซลแล้ว เรายังมีสวนและพื้นที่สีเขียว มีสระว่ายน้ำ มีพื้นที่ให้ผ่อนคลายหลังจากทำงานหนักกันมาทั้งวัน

    พวกเราอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ปีกซ้ายเป็นของพ่อกับแม่ของเขา ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีคิม ชูซอนและภรรยา ส่วนปีกขวาแบ่งกันระหว่างครอบครัวของพี่ชาย คิม จงฮุนกับภรรยาชาวจีนและ ‘ซื่อซุน’ หลานชายคนโตอายุสิบเจ็ดปีและสุดท้ายก็ครอบครัวของเขา คิม จงอินกับคิม ฮานึลตามมาด้วยเด็กหญิงลิตเติ้ล เจซึ่งพ่วงเจ้าบราวน์มาด้วยอีกตัว

    อึดใจต่อมา รถกอล์ฟคันเล็กๆก็พาชายหนุ่มกับสุนัขหนึ่งตัวเข้าสู่ใจกลางสวนแดฟโฟดิลสีเหลืองสดในที่สุด ... จงอินบิดกุญแจดับเครื่องยนต์ก่อนจะก้าวลงจากรถเดินไปหยิบตะกร้ามาถือไว้ในมือ โดยที่เจ้าบราวน์กระโดดผลุบเดียวจากเบาะหนังแล้วจึงทุ่มตัวลงคลุกกับสนามหญ้าอย่างมีความสุขในทันที
    จากหางตาเห็นลูกน้องคอยตามดูแลรักษาความปลอดภัยให้อยู่ไม่ห่างแต่เขาเลือกที่จะไม่พูดอะไรเพราะเข้าใจดีว่ามันเป็นหน้าที่ จงอินยิ้มกว้าง ร่างสูงใหญ่ย่อตัวลงเพื่อที่จะเล่นกับเจ้าตูบคู่ใจ เสียงหัวเราะขึ้นจมูกดังขึ้นพร้อมๆกับเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงบลูยีนส์ของชายหนุ่มค่อยๆเปื้อนดิน เศษหญ้ากระเด็นใส่ดูสกปรกแต่เขาก็ไม่ได้มีทีท่ารังเกียจแต่อย่างใด

    เพราะตอนนี้เขาอยู่บ้าน ... อยู่ในที่ๆเขารู้สึกสบายใจมากที่สุด …

    คนมากมายต่างก็มอง คิม จงอิน ด้วยแววตาชื่นชม เขารู้ตัวดีอยู่แล้วว่ารูปร่างหน้าตาของตัวเองนั้นไร้ที่ติ ตั้งแต่เรือนร่างสูงโปร่งในวัยหนุ่มจนมาถึงความหนาที่เพิ่มขึ้นในวัยสามสิบกว่าเมื่อเขาโตเต็มที่ โดยเฉพาะผมสีน้ำตาลเข้มยุ่งๆบนศีรษะไปจนถึงท่อนขาเรียวยาวเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อในกางเกงยีนส์ตัวเก่งที่เห็นกันจนชินตา ...

    จงอินคือผู้ชายแบบที่เด็กหนุ่มๆอยากจะเป็นเมื่อพวกเขาโตขึ้น 

    แต่ไม่ว่ากี่ปีผ่านไป ... เขาก็ยังคงเป็นความใฝ่ฝันของหญิงสาวอยู่เช่นเดิม

    ไม่ว่าภายนอก คิม จงอิน จะถูกนิยามไว้แบบไหน …

    แต่สุดท้ายเมื่อกลับมาบ้าน ... เขาก็เป็นเพียงแค่ผู้ชายธรรมดา

    ชายหนุ่มเล่นกับเจ้าบราวน์บนสนามหญ้าอยู่พักหนึ่งก่อนจะลุกขึ้น ทำตามความตั้งใจแรกในที่สุด ร่างสูงของจงอินเดินไปหยุดอยู่ตรงกอแดฟโฟดิล แล้วจึงลดตัวลงนั่งยองๆ เขาสูดกลิ่นหอมของดอกไม้เข้าปอดเฮือกใหญ่ ดวงตาคมมองมันด้วยความรู้สึกคุ้นเคย จากนั้นจงอินจึงกวาดสายตาไปมาเพื่อมองหาดอกสีเหลืองบานสะพรั่ง สวยที่สุด ใหญ่ที่สุดและส่งกลิ่นหอมมากที่สุด

    เพื่อเอามาต้อนรับดวงใจทั้งสองดวงของเขากลับบ้าน ...

    วันนี้ทั้งฮานึลและลิตเติ้ล เจจะกลับมาจากลอนดอนหลังจากหนีไปเที่ยวกันสองคนมาเกือบสามอาทิตย์
    ฮานึลชอบดอกไม้ ... แต่ภรรยาของเขาหลงรักแดฟโฟดิล

    เธอมักจะพูดเสมอว่า แดฟโฟดิลทุกสายพันธุ์ล้วนมีกลิ่นหอม แต่แดฟโฟดิลสีเหลืองหอมที่สุด ... เขายังจำได้ดีราวกับน้ำเสียงของเธอยังคงพูดซ้ำๆอยู่ข้างหู ใบหน้าหล่อจัดเผยรอยยิ้มก่อนจะโน้มตัวลงไปตัดกิ่งเจ้าดอกไม้ที่ว่า เขาคุกเข่าลงกับดินแล้วเลือกแดฟโฟดิลให้ภรรยาดอกแล้วดอกเล่าด้วยหัวใจที่เป็นสุขในขณะที่เจ้าบราวน์กำลังวิ่งห้อไปรอบๆสนามหญ้าด้วยความเป็นสุขไม่แพ้กัน

    ไม่กี่นาทีถัดมาแดฟโฟดิลสีเหลืองสดก็นอนนิ่งอยู่เต็มตะกร้า จงอินหันกลับมา ร่างสูงใหญ่ทรุดตัวลงนั่งชันเข่ากับผืนหญ้าแล้วใช้เวลาดื่มด่ำกับบรรยากาศในสวนของตัวเอง เขานิ่งอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งเพื่อมองเจ้าบราวน์กำลังกินน้ำในบ่อปลา

    มันรีบเลียอย่างตะกละตะกลามจนขนสีน้ำตาลบนใบหน้าและแผงคอชุ่มไปด้วยน้ำ ชายหนุ่มผิวปากเรียกมันอีกครั้ง หูของมันกระดิกตั้งในทันทีจากนั้นเจ้าบราวน์ก็รีบผงกหัวแล้ววิ่งมานอนหมอบอยู่ข้างๆ หางของมันกวัดแกว่งอยู่ในอากาศระหว่างฝ่ามืออุ่นๆของเจ้านายกำลังลูบหัวด้วยความเอ็นดู

    เขาแยกแดฟโฟดิลที่เก็บมาออกเป็นสองกอง กองใหญ่อยู่ทางด้านขวา กองเล็กอยู่ทางด้านซ้าย กลิ่นหอมฟุ้งลอยขึ้นมาในอากาศทันทีที่ชายหนุ่มขยับดอกไม้ไปมาก่อนจะเอี้ยวตัวไปหยิบกรรไกรตัดกิ่งและเชือกป่านม้วนเล็กๆที่วางอยู่ข้างตัว จงอินตัดเชือกเป็นสายยาวสองเส้น จับดอกไม้ขึ้นมาผูกขมวดปมซะแน่นแล้ววางมันไว้ในตะกร้าอย่างเดิม

    ช่อใหญ่เป็นของผู้หญิงคนเดียวในชีวิต ...

    ส่วนช่อเล็กเป็นของเจ้าหญิงของพ่อ ...

    ดวงตาคมเหลือบมองฝีมือการผูกเชือกของตัวเองแล้วอดจะหัวเราะออกมาไม่ได้ ...
      
    ครั้งหนึ่ง ลิตเติ้ล เจเคยถามเขาด้วยใบหน้าแสนงอนว่า ทำไมพ่อถึงไม่ผูกโบว์หูกระต่ายให้หนู? … ตอนนั้นจงอินอึ้งและได้แต่ขอโทษหนูน้อยไปตามตรง ในขณะที่ฮานึลหัวเราะซะจนหน้าแดง เขาจะบอกลูกได้ยังไงว่าโตป่านนี้แล้วคิม จงอินยังผูกโบว์ไม่เป็น

    พ่อขอโทษนะ เจ ... ต่อไปนี้พ่อจะหัดผูกโบว์เพื่อหนู

    มันเป็นเรื่องยาก ถ้าคุณเป็นผู้ชายซึ่งไม่เข้าใจอะไรในโลกของผู้หญิงเลยและสุดท้ายโชคชะตาก็ส่งลูกสาวที่ช่างซักช่างถามเป็นที่หนึ่งมาให้คุณ

    ซึ่งในฐานะพ่อ คิม จงอินก็ต้องมีคำตอบให้กับทุกเรื่องที่ลูกสาวของเขาอยากรู้เช่นกัน

    ส่วนภรรยา คิม ฮานึล ... รายนั้นทั้งดื้อทั้งดึงแต่บางเรื่องก็ลึกซึ้งจนเข้าใจยาก สุดยอดของความปวดประสาทที่ผู้ชายสักคนจะต้องเผชิญ แต่มันก็น่าแปลกที่เขาดันหลงรักความดื้อของเธอจนหมดหัวใจ อย่างชื่อลูกสาว ลิตเติ้ล เจ ... ฮานึลก็ตั้งชื่อลูกด้วยความดื้อดึงอีกเช่นกัน

    เธอเป็นพวกทำตามหัวใจของตัวเอง ไม่สนอะไรทั้งนั้นตราบใดที่มันไม่เดือดร้อนคนอื่น ในตอนแรกจงอินค้านหัวชนฝา เขาได้แต่คิดแล้วส่ายหัว 

    ‘ตั้งชื่อลูกแบบนี้ คิดถึงตอนแกโตบ้างสิคุณ ...’

    ฮานึลได้แต่ใช้ดวงตากลมโตมองเขาด้วยความรั้น เธอยักไหล่พลางทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะลุกขึ้นมาจูบแก้มเขาแรงๆทีหนึ่ง ‘น่ารักดีออก ... ชื่อ ลิตเติ้ล เจ แสดงว่าแกเป็นลูกสาวพ่อ ฉันอยากให้แกโตมาเหมือนคุณ ไม่ดีเหรอคะ คุณเจ?’ จากนั้นจึงลุกเดินหนีไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

    จงอินถอนหายใจ เขายกปลายนิ้วแตะข้างแก้มหลังจากร่างของภรรยาเดินลับออกไปจากสายตาและเมื่อยกนิ้วขึ้นมาดูอีกครั้งรอยลิปสติกสีชมพูสดของเธอก็กระจายอยู่เต็มปลายนิ้วของเขา ...
    สาบานเลยว่าตอนนั้นมัน ไม่ตลก

    และวันที่ลูกสาวของเราคลอด ในใบเกิดของหนูน้อยก็ลงชื่อเธอว่า คิม ลิตเติ้ล เจ ด้วยลายมือของเขาเองอยู่ดี ...

    ทุ่งดอกแดฟโฟดิลก็เหมือนกัน เธอยืนยันว่ายังไงก็ต้องเป็นสีเหลือง ... จงอินเคยถามเธอด้วยความสงสัยในสมัยที่เราเพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ ฮานึลเงียบไปพักหนึ่งก่อนเธอจะพลิกตัวกลับมามองใบหน้าของเขาในตอนที่เรานอนเคียงข้างกันบนเตียงผ่านความมืด

    ‘… เพราะแดฟโฟดิลคือดอกไม้แห่งความหวัง เป็นสัญลักษณ์ของเพื่อนแท้ ...’

    ‘หืม?’

    ‘... ถ้าเรามอบให้กับคนที่รักนั่นหมายความว่า เรารักแต่ไม่เคยต้องการสิ่งใดตอบแทน ... ฉันมอบให้คุณก็เพื่อเกียรติยศของคุณ ความกล้าหาญของฉัน ให้มันเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังในชีวิตคู่ของเรา ...’

    ถึงแม้บางครั้งภรรยาของเขาจะลึกซึ้งจนยากจะเข้าใจ .... 

    แต่เมื่อหมดวันอันแสนเหนื่อยหน่าย สุดท้ายเธอจะกลายเป็นสิ่งที่น่ารักมากที่สุด ...

    เสียงเห่าของเจ้าบราวน์ทำให้จงอินรู้สึกตัว ... เขาตบต้นคอของมันเบาๆเพื่อให้เจ้าหนูเงียบก่อนจะลุกขึ้นแล้วเอากรรไกรตัดกิ่ง ม้วนเชือกกับกุญแจรถไปวางทิ้งไว้บนเบาะหน้าของรถกอลฟ์ ชายหนุ่มผิวปากเป็นทำนองคุ้นเคย ไม่กี่อึดใจบราวน์ก็รีบวิ่งมายืนกระดิกหางอยู่ข้างตัวในทันที ร่างสูงใหญ่ก้มตัวหยิบดอกไม้สองช่อแล้วเริ่มออกเดินไปทางตัวบ้านโดยมีสัตว์เลี้ยงคอยพันแข้งพันขาตามไปตลอดทาง

    ร่างของสุนัขคู่ใจพุ่งผ่านประตูเข้าไปก่อนในวินาทีที่จงอินเปิดมันออก เขาเดินเข้าครัวจากทางหลังบ้านกำลังจะผ่านห้องโถงแล้วขึ้นไปอาบน้ำบนห้องของตัวเอง เสียงเท้ากระทบพื้นดังขึ้นเป็นจังหวะเบาๆในขณะที่เขาถือช่อแดฟโฟดิลในมือเอาไว้แน่นและเมื่อมาถึงห้องโถงจงอินก็ยิ้มกว้าง คิ้วเข้มเลิกขึ้นเป็นคำถามเมื่อเขากวาดมองและพบว่าสมาชิกในครอบครัวทุกคนกำลังนั่งอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
    พ่อ แม่ พี่ชาย พี่สะใภ้ หลานชาย ... 

    หรือแม้กระทั่งลู่หานกับจูลส์ ผู้ช่วยคนสนิทและเพื่อนรักทั้งสองคนของเขา

    เกิดอะไรขึ้น ?

    และเมื่อทุกคนเห็นเขายืนอยู่ ... พ่อกับแม่ก็หันมา พี่ชายของเขาผุดลุกยืนขึ้นจากเก้าอี้ พี่สะใภ้กำลังโอบกอดซื่อซุนเอาไว้แน่น ลู่หานมีสีหน้าเคร่งเครียดไร้แววขี้เล่นอย่างเคย ส่วนจูลส์ ตาของเธอแดงก่ำเหมือนกำลังจะร้องไห้อยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญสีหน้าของทุกคนต่างก็ซีดเผือดราวกับไม่มีสีเลือดเหมือนกันหมด

    “จงอิน ...” 

    “ครับแม่?” เขาขานรับด้วยความงุนงง ดวงตาคมมองร่างของมารดาที่กำลังเดินเข้ามาหาพลางกางแขนคล้ายจะโอบกอด ชายหนุ่มรับเธอเข้ามาแล้วโอบแขนรอบเอวของเธอไว้หลวมๆ “มีอะไรรึเปล่าครับ? ถ้าไม่ด่วนรอผมกลับมาก่อนได้ไหม ผมกำลังจะออกไปรับฮานึลกับเจที่สนามบิน ...”

    “จงอิน ตั้งสติดีๆแล้วฟังแม่นะลูก” น้ำเสียงของแม่ฟังดูแหบพร่าในขณะที่ชายหนุ่มยังคงปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ถูก

    ทันใดนั้น หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นโทรทัศน์ที่กำลังถูกเปิดทิ้งไว้ ... ตัวหนังสืออะไรไม่รู้วิ่งเต็มไปหมดแต่โชคดีที่จอของมันใหญ่มากพอจนเขาไม่จำเป็นต้องเพ่งมอง 

    ... KE908 27APR LHR-ICN

    เที่ยวบิน KE908 …

    วันที่ 27 เมษายน ... 

    จากสนามบินฮีทโธรว์ ลอนดอน ตรงสู่ สนามบินอินชอน โซล

    เขาปล่อยแขนออกจากร่างของมารดาแล้วพุ่งตัวไปหยิบรีโมทก่อนจะเร่งเสียงโทรทัศน์จนดังลั่น

    “… ระเบิดหลังจากร่อนลงจอดบนรันเวย์ได้ไม่ถึงสามนาที แต่ทางเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดและไม่ทราบว่าเป็นการก่อการร้ายหรืออุบัติเหตุ ซึ่งในขณะนี้สามารถยืนยันผู้เสียชีวิตได้แล้ว 9 ศพ บาดเจ็บสาหัสอีก 25 คน ตอนนี้นำส่งโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้วค่ะ ส่วนผู้โดยสารคนอื่นๆยังคงอยู่ในอาการเสียขวัญ ที่สนามบินตอนนี้วุ่นวายมาก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงประจำสนามบินและหน่วยกู้ภัยกำลังเร่งเข้าสู่พื้นที่ มีกำลังเสริมทางอากาศคอยให้ความช่วยเหลือตลอดเวลาเนื่องจากกลุ่มควันและเปลวเพลิงบางส่วนยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจน ...”

    มันคือเที่ยวบินกลับจากลอนดอนของภรรยาและลูกสาวของเขาไม่มีผิดเพี้ยน

    9 ศพ ... ตั้ง 9 ศพ ...

    ความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจแล่นเข้ามาในทันที

    “จงอิน ...” คราวนี้เป็นเสียงของพ่อที่ค่อยๆดังขึ้น มันสั่นพร่าและเต็มไปด้วยอารมณ์มากกว่าครั้งไหน
    “... ลูกน้องของพ่อเพิ่งจะโทรมาบอก เจ้าหน้าที่ระบุตัวศพทั้งเก้าได้แล้ว ... ลิตเติ้ล เจ บาดเจ็บพอสมควร แต่เธอรอดเพราะมีพลเมืองดีช่วยเธอเอาไว้เป็นเด็กผู้ชายชื่อ โอ เซ .. อะไรสักอย่าง ตอนนี้เธออยู่ในมือของหมอเรียบร้อย แกไม่ต้องเป็นห่วง ... พวกเขารับปากว่าจะดูแลหลานพ่อเป็นอย่างดี”

    เสียงสะอื้นดังขึ้น จงอินหันไปมอง ... ซื่อซุน หลานชายของเขากำลังร้องไห้จนตัวสั่นอยู่ในอ้อมกอดของพี่สะใภ้

    ในขณะที่เขากำลังยืนอึ้งและไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้สักคำเดียว ...

    “แต่ ฮานึล ...” คิม ชูซอนหยุดพูดก่อนจะส่ายหน้าด้วยความสลดใจ ในขณะที่มารดาของเขายกมือปิดปากแล้วเริ่มร้องไห้ “... เธอทนพิษบาดแผลไม่ไหว เธอเสียชีวิตคาที่ จงอิน”

    แดฟโฟดิลทั้งสองช่อในมือตกลงกระทบพื้นทันที ...

    เขาอ้าปากโดยไม่มีเสียง

    ไม่จริง ...

    ไม่ จริง ..




    เขียนโดย AyahSoo LONE WOLF
    Twitter hashtag: #หัวใจสิงห์KH

    -  Thank You  -




เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
ehyukjaebt (@BBaekhyun)
เครียดอ่ะ ฮืออออ
raisarapat (@raisarapat)
จงอินนนน สงสารอ่าาาา แต่น้องเซฮุนเป็นคนช่วยลูกจงอินไว้ก็โล่งใจหน่อย ตอนแรกก็ลุ้นว่าน้องลิตเติ้ล เจจะเป็นอะไรไหม เพราะถ้าเป็นนี่คงหน่วงมาก ผู้ชายคนนึงต้องสูญเสียคนที่รักทั้งสองคน อย่างน้อยลูกรอดมาได้ก็ถือว่าโชคดี แต่ก็เศร้าอยู่ดี เพราะภรรยาที่รักได้จากไป เป็นกำลังใจให้จงอินจ้า