LION'S HEART หัวใจสิงห์savedbywolf
ตอนที่ 15



  • LION'S HEART l หัวใจสิงห์
    ตอนที่ 15



    ‘คุณสมบัติของผู้นำที่ดีก็คือ ต้องมีความสามารถที่จะควบคุมสติภายใต้สถานการณ์แห่งความกดดัน’


    ข้อความสั้นๆนี้ถูกพิมพ์ใส่กระดาษแล้วนำไปขึ้นกรอบรูปตั้งอยู่บนชั้นวางหนังสือของจงอิน ซึ่งตอนนี้เซฮุนได้แต่นั่งมองมันนิ่งๆแล้วคิดสงสัยว่าภายใต้สถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น คนรักจะควบคุมสติต่อการรับรู้ได้มากน้อยเพียงใด แต่ก็พอรู้ว่าเขาอาจจะกลัวไปเองก็ได้ เด็กหนุ่มจึงเอาแต่นึกถึงความมั่นใจของตัวเองอยู่อย่างนั้น

    ตอนนี้บนตักของเขามีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง

    เป็นหนึ่งในสิ่งของที่เก่าและเก็บ ซึ่งเอามาจากลอนดอนด้วย

    เมื่อย้อนคิดถึงก็แทบทำให้หัวใจหยุดเต้น

    หลังจากที่คุยกับลู่หานไปเมื่อวันนั้น เซฮุนเองก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน เพราะเขารู้ว่าทุกคนรู้เรื่อง แม้กระทั่งการสบตาจึงกลายมาเป็นสิ่งที่เกือบจะยากที่สุด ดังนั้นเขาจึงเลือกทำตัวปกติกับทุกคน การที่ผู้ใหญ่ในบ้านไม่แสดงท่าทีอะไรเลยทำให้เขาประหลาดใจมาก เพราะเขากลัวว่าท้ายที่สุดแล้ว ถ้าเกิดมีใครเริ่มพูดขึ้นมา บทสรุปของเรื่องนี้ก็จะไม่มีใครเห็นด้วยกับความสัมพันธ์ของเขากับจงอินเลย

    ห้านาทีต่อมา จงอินก็เดินกลับเข้ามาในห้องทำงาน เซฮุนจึงลุกยืนขึ้นต้อนรับโดยอัตโนมัติ เขายิ้มเมื่อเราสบตากัน แต่ในวินาทีที่ประตูห้องปิดลงแล้วลูกน้องของท่านที่ปรึกษาพิเศษเดินออกไปกันจนหมด เด็กหนุ่มก็เกือบจะนิ่งได้เท่าอีกฝ่ายแล้วเชียว แต่ในที่สุดมือขาวสะอาดที่ยังถือหนังสืออยู่กลับยื่นออกไปหา ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาใกล้ก่อนจะดึงเอาหนังสือออกจากมือแล้ววางทิ้งไว้บนโต๊ะด้านข้าง ชายหนุ่มสอดท่อนแขนเข้ากอดเอว รวบร่างเข้าไปแนบชิดแล้วจูบเสียเต็มรักตรงข้างมุมปากก่อนจะปล่อยออกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    “อะไรกันครับ” เซฮุนถามยิ้มๆ

    “อะไรละ” จงอินยียวน “ขอหอมหน่อยไม่ได้รึไง”

    ก็หอมไปแล้วนี่ จะมาย้อนถามทำไม ...

    เซฮุนได้แต่ส่ายหัวแล้วทำปากขมุบขมิบให้อีกฝ่ายเห็นจนได้ยินน้ำเสียงนุ่มทุ้มหัวเราะอยู่ใกล้ๆนั่นแหละถึงได้พอใจด้วยกันทั้งคู่ แต่กว่าชายหนุ่มจะประชุมเสร็จออกมาก็เกือบจะเย็นย่ำแล้ว บนโต๊ะกาแฟเล็กๆจึงมีชุดอาหารและเครื่องดื่มเตรียมไว้รอเรียบร้อย ดวงตาสีน้ำตาลสดมองคนรักถอดสูท คายปมเน็กไทออกเพื่อผ่อนคลายแล้วดื่มน้ำเปล่าที่เขารินทิ้งไว้ให้จนหมดก่อนจะพูด

    “มาเถอะครับจงอิน ผมรออยู่”

    จงอินเดินมาอย่างว่าง่ายแล้วทรุดตัวลงพร้อมกับระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ออกไปด้วย

    เซฮุนเลิกคิ้ว “มีอะไรรึเปล่าครับ ทำไมถึงทำท่าทางอย่างนั้นล่ะ”

    “จำชเว จินฮยอกได้ไหม” ชายหนุ่มตอบกลับด้วยคำถาม แล้วคีบข้าวเปล่าเข้าปาก

    “โฆษกพรรคฝั่งตรงข้ามน่ะเหรอครับ” เขาตอบพร้อมกับหัวเราะไปด้วย พาลนึกถึงท่าทาง วิธีการพูดจาแบบคนหัวรุนแรงของผู้ชายคนนั้นแล้วก็ทำให้สงสัยว่าทำไมพรรคฝั่งตรงข้ามถึงได้เลือกคนพูดไม่เป็นมาเป็นกระบอกเสียงของพรรคกัน

    “เด็กคนนั้นใกล้บ้าเต็มทีแล้วนะ รู้รึยัง” จงอินใส่อารมณ์ ยิ่งพูด ชายหนุ่มก็ยิ่งดูอารมณ์เสีย

    “ทำไมไปว่าเขาแบบนั้นล่ะครับ”

    “ที่สำคัญ ตอนนี้ก็เป็นอดีตโฆษกไปแล้วด้วย” จงอินเล่า “ผมน่ะ เสียดายอนาคตของเขาจริงๆ เขาเก่งแต่ดันใจร้อนเกินไปหน่อย เมื่อวานเขาโดนปลดออกจากตำแหน่ง ก็น่าจะเรื่องที่คะแนนในโพลของเรานำฝ่ายเขาอยู่หลายจุดในตอนเช้า ตอนเย็นชเว จินฮยอกเลยตั้งโต๊ะแถลงข่าวโจมตีพี่จงฮุนอีกรอบ แทนที่จะได้ทำคะแนนกับผู้ใหญ่ แต่กลายเป็นว่าเขาเดินหมากผิด ทำให้ผู้ใหญ่โกรธจัดเพราะทำอะไรไม่ปรึกษาน่ะสิ”

    “ผมพอเข้าใจนะครับ ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย ถ้าหากเดินเกมผิดไปนิดเดียว คะแนนในโพลเปลี่ยนข้างขึ้นมา มันก็ยากจะดึงคะแนนกลับมาได้ทัน แล้วทางเราจะทำยังไงกับเรื่องนี้ครับ” เซฮุนพูดพลางพยักหน้าไปด้วย มือไม่ได้หยุดเอาอกเอาใจจงอินแม้แต่น้อย แต่ดูท่าพ่อคนเจ้าชูยักษ์ก็น่าจะชอบ มีปรามเสียที่ไหนกัน เขาตักนู่นตักนี่ให้ก็นั่งกินเคี้ยวตุ่ยๆไม่มีบ่น

    ดูท่าตอนเด็กๆ คุณจูยอนคงจะตามอกตามใจลูกชายลูกเล็กของเธอน่าดู

    “ผมแนะนำให้ทางเรานิ่งเฉยไปก็จบแล้ว ลองถ้าเขาไม่หยุด ออกมาพูดอะไรอีกสักที เดี๋ยวก็กลายเป็นตัวตลกในอินเตอร์เน็ตเองนั่นแหละ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มตอบนิ่งๆแล้วยกน้ำชาขึ้นจิบ

    “น่าสงสารเขาเหมือนกันนะครับ บางทีชเว จินฮยอกอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ เขาอาจจะแค่ทะเยอทะยานมากเกินไปหน่อย”

    “ก็อาจจะใช่ แต่ผมว่าจริงๆแล้ว เขาอาจจะแค่เกลียดผม” 

    เซฮุนชะงักมือที่กำลังจะคีบเนื้อใส่จานของอีกฝ่าย ใบหน้าขาวจัดเงยขึ้นแล้วหันมาหาจงอินในทันที “เกลียดเหรอครับ ผมว่าคำนี้ ... มันแรงไปหน่อยนะ”

    ชายหนุ่มส่ายหัว แล้วคีบเนื้อชิ้นเมื่อตะกี้เข้าปากหน้าตาเฉย “ไม่เลย เกลียดอาจจะเบาไป ผมว่าเขาคงแค้นผมมากด้วยซ้ำ”

    “ทำไมล่ะครับ พวกคุณเคยมีเรื่องกันมาก่อนเหรอ แต่ดูอายุห่างกันตั้งหลายปี คุณไม่น่าไปมีเรื่องกับเด็กจบใหม่อย่างเขาได้นะจงอิน”

    “ชเว จินฮยอกน่ะเคยเป็นลูกศิษย์ผม”

    โอ้ เซฮุนอึ้งไปเลยทีเดียว

    ดวงตาของเขาสบกับอีกฝ่ายก็เห็นชายหนุ่มมองมาอยู่ก่อนแล้ว จงอินยักคิ้วด้วยความขี้เล่นก่อนจะเล่าต่อ “ศิษย์รักเลยล่ะ เด็กคนนี้ จินฮยอกเป็นเด็กฉลาด ช่างถาม อยากเรียนรู้ สมองเขาเหมือนฟองน้ำที่ผมเทอะไรลงไปก็รับไว้หมดทุกอย่าง ตอนนั้นผมตั้งความหวังไว้กับเขามากทีเดียว แต่ในวันที่เขาเรียนจบ เขาขอให้ผมฝากเขาเข้าทำงานที่นี่ ผมเลยบอกว่าให้เขาไปเขียนใบสมัครมา จะรับหรือไม่รับมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับผม”

    เด็กหนุ่มพยักหน้า รับฟังปล่อยให้จงอินเล่าไปเรื่อย ในขณะที่ตัวเองก็ดูแลไม่ห่าง “แล้วเขาเขียนไหมครับ”

    “เขียนสิ” จงอินตอบยิ้มๆพร้อมกับหัวเราะไปด้วย “แต่เขาเขียนมาว่า ‘ผมเป็นลูกศิษย์ของคิม จงอิน ไม่ว่าจะประวัติการศึกษาของผมจะเป็นอย่างไร พวกคุณควรจะรับผมเข้าทำงาน’ โอ้โห ผมโกรธจัดเชียวล่ะ”

    เซฮุนส่ายหัว ... พอเข้าใจว่าทำไมจงอินถึงได้โกรธจัด ถึงแม้ท่านที่ปรึกษาพิเศษคนนี้จะถือว่าเป็นอาจารย์ที่ใจดีมากท่านหนึ่ง แต่เจ้าตัวกลับเกลียดนักแล เด็กที่ไม่รู้จักกาละเทศ แถมยังไม่เคารพคนอื่น ไม่มีมารยาทแล้วยังอวดเก่งไม่เลือกที่ เป็นคนอื่นจงอินก็คงจะไม่ยุ่งเกี่ยวแต่นี่เป็นลูกศิษย์สุดรักที่สอนมาเองกับมือ นอกจากโกรธแล้วก็คงเสียใจ ผิดหวังน่าดู

    “แล้วตอนนั้นคุณทำยังไงครับ”

    “ผมขยำกระดาษแผ่นนั้นทิ้งแล้วตะเพิดเขาต่อหน้าทุกคนไล่ให้ไปทำงานที่อื่นน่ะสิ” พูดแล้วก็ส่ายหัวไปด้วย

    “แต่คุณก็ยังถือว่าใจดีกับเขามากอยู่นะครับ ถ้าเป็นคนอื่นคุณก็คงจัดการเด็ดขาดไปแล้ว นี่ทำไมยังปล่อยเขาไว้อยู่อีกล่ะ คุณเห็นอะไรดีในตัวเด็กคนนี้อย่างนั้นรึจงอิน”

    “เรานี่นะ ...” ชายหนุ่มพูดยิ้มๆก่อนจะวางตะเกียบลงแล้วชะโงกข้ามโต๊ะมาจูบลงกลางศีรษะดังฟอด “รู้ใจผมไปหมดทุกเรื่องแล้วแบบนี้จะให้ไปมีใครได้อีก ฮึ”

    “อย่าทำทะลึ่งที่นี่นะครับ” เซฮุนว่า ตาขุ่น

    จงอินหัวเราะ “แต่จะดีหรือจะร้ายยังไงก็ลูกศิษย์ละนะ บอกตามตรงลึกๆผมก็หวังว่าเขาจะมีอนาคตที่ดี แต่เรื่องร้อนแบบนี้มันหนีไม่พ้น ไม่ต้องให้ผมมาจัดการหรอก สังคมจะสั่งสอนเขาเอง ผลกระทบมันเป็นวงกว้างเกินไปแล้ว เขาเองก็คงไม่ได้นับถือผมเป็นอาจารย์อีกต่อไปแล้วเหมือนกัน แต่ก็นั่นแหละ ผมทำไม่ลง”

    “เหรอครับ” เซฮุนลองแหย่ “อืม ถ้าเป็นผม คุณจะใจดีแบบนี้บ้างไหม”

    ชายหนุ่มส่ายหัวอีกรอบแล้วคีบเนื้อย่างไปวางให้อีกฝ่ายบนจาน นึกเริ่มเบื่อตัวเองเหมือนกันที่ไม่ว่าเซฮุนจะฉอเลาะอะไรกลับมา ตัวเขาเองก็จะดูชอบอกชอบใจความฉลาดพูดของเด็กหนุ่มตรงหน้าไปเสียหมด หมดรูปจริงๆแล้วสินะ คิมจงอิน

    “ช่างพูดนักนะเราน่ะ พูดเหมือนไม่รู้ว่าผมใจดีกับคุณกว่าทุกคน”

    เด็กหนุ่มยิ้มกว้างจนเขี้ยวเล็กๆโผล่ แต่แล้วหางตาก็เหลือบไปเห็นหนังสือที่หยิบติดมือมาด้วยวางอยู่ใกล้ๆแล้วก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ลู่หานกับคยองซูพูดถูก ตอนนี้คงถึงเวลาแล้ว ทุกคนที่นี่รักจงอินแต่ทุกคนก็หวังดีกับเขาด้วยเช่นกัน ตอนนี้จึงมีทางเดียวเท่านั้นที่จะไถ่ความรู้สึกผิดของตัวเองในฐานะคนรักของจงอินได้

    “อืมมม” เขาเริ่ม

    “หือ?” จงอินฮัมกลับมาเป็นคำถาม

    “คุณยังจำพยอน แบคฮยอนได้ไหมครับ”

    และดูเหมือนเขาจะจี้ตรงจุดไปเสียหน่อยเพราะคำถามนี้ทำเอาอีกฝ่ายนั้นนิ่งงันไปเลยทีเดียว
    แต่ในที่สุดชายหนุ่มก็พยักหน้า “ไม่ได้ยินชื่อนี้มานานแล้วนะ ถามทำไมล่ะ รู้จักเขางั้นเหรอ”

    “ครับ” เซฮุนตอบเรียบๆก่อนจะพูดต่อ “เขาเป็นแฟนเก่าผมเอง”

    เงียบ ...

    จงอินวางตะเกียบลงก่อนจะจ้องใบหน้าอ่อนใสอยู่อย่างนั้น แล้วยิงคำถามกลับในทันที “หมายความว่ายังไงเซฮุน ทำไมอยู่ๆมาบอกผมเรื่องนี้ ยังติดต่อกันอยู่เหรอ”

    “เปล่าครับ แบคฮยอนเขาเสียไปแล้วนะจงอิน”

    คราวนี้ดูเหมือนเจ้าของใบหน้าหล่อจัดจะอึ้งอย่างแท้จริง ดวงตาคมๆมองมาเหมือนไม่อยากจะเชื่อ “ยังไง? ตั้งแต่เมื่อไหร่…”

    “เขาฆ่าตัวตาย ก่อนเราจะเจอกันได้ไม่นานครับ”

    จงอินเงียบ

    “...เพราะผม

    เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอดังเฮือก ได้เสียงความคิดหมุนติ้วอย่างชัดเจนในตอนที่จงอินมองมานิ่งๆ
    “ที่ผมเคยบอกคุณที่โรงพยาบาลในตอนนั้น ก่อนจะบินมาโซล ผมเคยคบอยู่กับเขา ในวันที่พ่อแม่อยากให้ผมแต่งงานเป็นวันเดียวกับที่ผมทะเลาะกับแบคฮยอนอย่างรุนแรง เรายังไม่ทันได้คุยกันให้เคลีย เขาก็ทิ้งชีวิตที่ลอนดอนแล้วกลับมาที่นี่ก่อนจะฆ่าตัวตายเพราะเขาคิดว่าผม ... จะทิ้งเขาไปแต่งงานกับผู้หญิงที่พ่อแม่หามาให้ เขาตายเพราะผมจงอิน นี่เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงเลือกมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เพราะผมรู้สึกว่าผมยังติดค้างอะไรบางอย่างกับเขาอยู่” เซฮุนเล่าเสียงสั่นในขณะที่มือก็เอื้อมไปหยิบหนังสือเล่มเดิมมาวางไว้บนตักราวกับต้องการให้มันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว “... เพราะผมมีบางอย่างที่อยากจะให้เขา”

    จงอินยังนิ่งเงียบก่อนจะถามพร้อมสายตาเหมือนจะเคลือบแคลง “คุณคงไม่ได้ ...ยังรัก ...แบคฮยอนอยู่หรอกใช่ไหม”

    “ไม่ได้รักในแบบคนรักอีกต่อไปแล้วครับ” เซฮุนรีบพูด “แต่แบคฮยอนเป็นคนสำคัญสำหรับผมมาก เขาเป็นแรงบันดาลใจของผม เรื่องของผมกับเขาในอดีต จะเป็นเครื่องเตือนใจให้ผมไม่มีวันทำผิดซ้ำสองกับเรื่อง ... ของเรา”

    “เซฮุน” จงอินครางชื่อเด็กหนุ่มตรงหน้า เข้าใจในตอนนั้นเองว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงได้ดูเข้าอกเข้าใจคนรอบข้างมากมายนัก ให้ตายสิ เซฮุนเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวเองโดยไม่ปริปากพูดอะไรเลยตลอดเวลาที่ผ่านมาได้ยังไงกัน

    “ผมขอโทษนะจงอิน”

    “ไม่ ไม่ ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” น้ำเสียงนุ่มทุ้มย้ำอย่างรวดเร็ว “ผมแค่หงุดหงิดตัวเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณปลอบผม คุณปลอบเจ คุณพยายามกับทุกคนโดยที่ตัวเองยังมีบาดแผลเหวอะหวะขนาดนี้ได้ยังไง ทำไมคุณถึงไม่บอกผม ตอนนี้ ... ผมรู้สึกเหมือนเป็นคนรักที่แย่มาก ผมเห็นแก่ตัวในความสัมพันธ์ของเราสองคน”

    เซฮุนรีบส่ายหัวก่อนจะจับมือของชายหนุ่มซึ่งกำลังวางนิ่งอยู่บนโต๊ะ “ผมผ่านมันมาได้แล้วนะจงอิน ผมไม่อยากให้คุณรู้แล้วโทษตัวเองแบบที่ผมเคยทำ เราสองคนควรพอกับความรู้สึกผิดได้แล้วนะครับ สิ่งที่สำคัญจริงๆไม่ใช่เรื่องนี้หรอกที่ผมอยากจะบอกคุณ แต่ไม่รู้ว่าคุณยังจำได้อยู่ไหม บทความที่แบคฮยอนเคยเขียนเกี่ยวกับตัวคุณ”

    “จำได้สิ” จงอินนิ่งไปก่อนจะเสริมต่อ “ใครจะไปลืมลง แต่ว่ามันก็สิบกว่าปีได้แล้วมั้ง แต่ตอนนั้นเขาร้ายชะมัด ถ้าเขายังอยู่ ผมว่าเขาคงเป็นตัวแสบในวงการข่าวที่วงการการเมืองยังต้องกลัวเลยล่ะ”

    “เบคไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” เซฮุนงุบงิบตอบ “ในบทความนั้น เขาก็แค่ตั้งคำถามว่า คุณจะมีศักยภาพในการทำงานเหมือนกับพี่ชายและคุณพ่อของคุณรึเปล่า ก็เท่านั้น แต่ที่มันเกิดผลกระทบอย่างหนักเพราะกระแสสังคมส่งให้มันไปทางนั้นเองต่างหากล่ะครับ ก็ช่วยไม่ได้นี่นะจงอิน คุณดันเกิดมารูปหล่อพ่อรวยเป็นธรรมดาที่คนจะสงสัยในความสามารถของคุณ”

    “ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย จริงๆแล้ว ผมกับเขาไม่ได้มีอะไรลึกๆต่อกันหรอก ผมยังเคยเจอแบคฮยอนผ่านๆตั้งหลายครั้ง ดูเหมือนเขาจะสนิทกันดีกับคยองซูด้วยซ้ำ อ๋อ เพราะอย่างนี้ด้วยใช่ไหมคุณถึงได้สนิทกับคยองซูไปด้วย รู้จักกันมาตั้งนานแล้วนี่เอง แต่บอกตามตรงนะ การที่เพิ่งรู้ว่าเขาเสียไปแล้วทำผมช็อกนิดหน่อย ผมยังเคยคุยกับลู่หานเล่นๆเลยว่าถ้าหากเจอพยอน แบคฮยอนอีกครั้ง ผมอาจจะลงไปคุกเข่าขอบคุณเขาก็ได้ที่เขียนบทความนั้นขึ้นมา ถ้าไม่มีบทความนั้น ผมก็คงไม่มีวันนี้แล้วก็คงไม่ได้พิสูจน์ตัวเองด้วย”

    ในตอนนั้นเองที่ทั้งคู่มองหน้ากันก่อนจะเป็นจงอินที่รู้สึกตัวก่อน ชายหนุ่มเหมือนจะจมกับความคิดในหัวของตัวเอง ราวกับภาพที่ขาดหายเพิ่งได้กลับมาอยู่ที่เดิมของมัน “เดี๋ยวนะ”

    “ครับ?”

    “แล้วเรารู้ได้ยังไงว่าแบคฮยอนเขียนอะไรลงไป บทความนั้นตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เกาหลี เราไม่น่าจะรู้ได้นะเซฮุน”

    ใบหน้าขาวจัดเจื่อนลง ก่อนจะตัดสินใจตอบเสียงอ่อยในที่สุด “เพราะตอนนั้นผมเป็นคนช่วยแบคฮยอนหาข้อมูลของคุณ ... ถ้าพูดให้ถูก ผมช่วยเขาหาจุดอ่อนของคิม จงอินเมื่อสิบกว่าปีก่อนออกมาเขียนโจมตี”

    จงอินถึงกับอึ้งแล้วเงียบไปพักใหญ่ ในขณะที่สายตามองเหมือนไม่เชื่อหู “โอเค ผมว่า ... ผมรับได้กับเรื่องที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ที่ผมอยากรู้ ตอนที่เราเจอกันครั้งแรก คุณแกล้งทำเป็นไม่รู้จักผมด้วยรึเปล่า”

    “เปล่าครับ” เด็กหนุ่มตอบเสียงสั่น น้ำตาเจียนจะหยดจากคำพูดของจงอินที่เหมือนจะตั้งคำถามกับความรู้สึกของเขา “ผมสาบานจริงๆว่าตอนนั้นผมไม่รู้ ผมเพิ่งมาจำได้เมื่อไม่นานหลังจากที่คุณรับผมเข้ามาอยู่ในบ้าน แต่ผมกลัวว่าถ้าผมบอกไป คุณจะโกรธผม”

    ใบหน้าหล่อจัดเบือนหนี ทั้งห้องเงียบสนิทเหมือนไม่มีคนอยู่ แต่จงอินก็ยังไม่ได้ลุกไปไหน ร่างสูงใหญ่ยังนั่งอยู่ตรงนี้

    “ผมขอโทษ” เขาพูดอย่างเสียใจ “คุณโกรธผมรึเปล่า จงอิน”

    ชายหนุ่มส่ายหัวก่อนจะถอนหายใจ แต่ก็ยังก้ำกึ่งว่าโกรธหรือไม่โกรธ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เซฮุนค่อนข้างแน่ใจก็คือเขาโดนงอนแล้วแน่นอน “มีอีกเรื่องครับ”

    “ว่ามา ...” เสียงยังแข็งอยู่ แต่ก็ยอมจับตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อของโปรดเข้าปากเหมือนเดิมแล้ว แสดงว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้ซีเรียสสำหรับจงอินอย่างที่เขานึกกลัวไปเองหรอกใช่ไหม

    “คุณเคยถามผมว่าจริงๆแล้ว ผมทำอะไรกันแน่” เซฮุนเริ่มอีกครั้ง

    “ก็ใช่ แต่ตอนนั้นคุณบอกผมว่าคุณไม่รู้นี่ อาชีพของคุณไม่มีคำจำกัดความหรือว่ามีความลับอะไรอีก”

    “อย่าประชดผมสิครับจงอิน” เด็กหนุ่มยิ้ม น้ำเสียงอ่อนลง ยอมหมดแบบไม่มีข้อแม้ “ที่ผมบอกคุณไปตอนนั้น ผมหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ อาชีพของผมไม่มีชื่อเรียก อย่างน้อยก็สำหรับผมเอง เพราะมันอยู่ระหว่างนักประวัติศาสตร์กับนักเขียน”

    ใบหน้าขาวจัดเริ่มยิ้มแย้มในตอนที่หยิบหนังสือเก่าๆเล่มเดิมซึ่งถืออยู่นานแล้วออกมาวางบนโต๊ะตรงหน้าของจงอิน

    BBH, Building Better Hearts. เขียนโดย Willis O.

    จงอินชะโงกหน้ามามองก่อนจะเลิกคิ้วถาม “เล่มนี้ของผมเหรอ?”

    “เปล่าครับ” เซฮุนตอบเรียบๆ “ของคุณยังวางอยู่บนหัวเตียงอยู่เลย เล่มนี้น่ะ ของผมเอง”

    “อ้าวเหรอ เราอ่านรึยัง เล่มนี้สนุกนะ รู้สึกว่าจะได้รางวัลพูลิตเซอร์ สาขา Fiction เมื่อปีหรือสองปีที่แล้วนี่แหละ”

    “ผมทราบครับ” เขาตอบยิ้มๆ “แล้วคุณคิดยังไงล่ะจงอิน หนังสือเล่มนี้แค่สนุกอย่างเดียวงั้นเหรอ”

    “ก็ไม่นะ” ชายหนุ่มดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจที่จู่ๆเขาก็มาชวนคุยเรื่องหนังสือ แต่ก็ยอมตอบคำถามแต่โดยดีในที่สุด “... ถ้าจำไม่ผิด หนังสือเล่มนี้เป็นของนักเขียนหน้าใหม่ เขาดังจากนิยายเรื่องนี้เรื่องเดียวแล้วจู่ๆก็หายหน้าไปจากวงการนักเขียนไปเลย แต่รู้ไหมอะไรที่ตลก ผมซื้อหนังสือเล่มนี้มาเพราะมันวางอยู่ข้างๆนิยายของสตีเฟ่น คิง ซื้อมาอ่านแบบไม่คิดอะไรเลย ถึงแม้สำนวนจะไม่จัดจ้านเหมือนคนที่เก๋าประสบการณ์เขียน แต่เรื่องที่เขาถ่ายทอดออกมามันจริงมากจนไม่ต้องอาศัยภาษาสละสลวยเพื่อที่จะดึงคนอ่านให้คล้อยตามเลย”

    เซฮุนยิ้ม ... ภูมิใจแบบแปลกๆแล้วก็พูดบ้าง “อืมม ถ้าเอาตามคำประกาศของคณะกรรมการรางวัลพูลิตเซอร์ พวกเขายกย่องงานเขียนชิ้นนี้ว่า ‘เป็นผลงานที่มอบความหวังให้กับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ เสียดสีความไม่เจริญทางจิตใจในประเทศที่พัฒนาแล้วผ่านเรื่องเล่าของเด็กหนุ่มรักร่วมเพศในสังคมชั้นสูงได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งกำลังสื่อสารและร้องขออิสระกับโลกยุคปัจจุบัน’

    “เป็นคำชมที่เยี่ยมทีเดียวนะ แต่น่าเสียดายที่ดูเหมือนวิลลิส โอจะยังไม่มีผลงานใหม่ในเร็วๆนี้”

    “ก็ถ้าคุณจงฮุนชนะการเลือกตั้ง ขอเวลาอีกสักปีหรือสองปี ก็ไม่แน่ครับ” เซฮุนตอบยิ้มๆ

    “หมายความว่ายังไง” จงอินถามในทันที

    “ก็หมายความว่า นี่คือคำตอบของคำถามของคุณไงครับ คุณอยากรู้ไม่ใช่เหรอว่าผมทำอะไรบ้าง” เด็กหนุ่มพูดน้ำเสียงเหมือนจะตื่นเต้น ฝ่ามือขาวสะอาดลูบไปมาบนปกหนังสือราวกับคิดถึงมันจับใจ “ถ้าคุณจงฮุนชนะการเลือกตั้ง ผมคงไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ผมก็จะมีเวลาว่างมากขึ้น ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ผมอยากทำงานเล็กๆน้อยๆไปด้วยแล้วก็ ... เขียนหนังสือเล่มใหม่

    “ให้ตาย” จงอินแทบจะสบถแล้วเชียว “โลกมันจะกลมเกินไปแล้ว”

    “ที่ผมบอกว่าผมมีบางอย่างอยากให้แบคฮยอน ผมให้เขาไปแล้วนะ BBH น่ะ เป็นชื่อย่อของแบคฮยอนเขา หนังสือเล่มแรกผมเขียนให้เขา ถ้าคุณอยากจะรู้…” เซฮุนอธิบาย “นิยายเรื่องนี้ชนะรางวัลพูลิตเซอร์ ผมได้เกียรติในฐานะนักเขียนและได้เงินรางวัลมา 15,000 ดอลลาร์ ทั้งหมดนั่นผมอุทิศให้พยอน แบคฮยอนจนหมด ทั้งหนังสือเล่มต้นฉบับและเงินรางวัลถูกฝังอยู่ในหลุมศพไปพร้อมกับร่างของเขาในบ้านเกิด เพื่อที่เราจะได้ไม่มีอะไรติดค้างต่อกันอีก นั่นคือสิ่งที่ผมทำให้เขาได้ตอนนี้ในฐานะคนที่เคยรู้สึกดีๆต่อกันมาก่อน”

    จงอินเงียบไปพักหนึ่ง อึดใจถัดมาก็พยักหน้าราวกับเข้าใจสิ่งที่เขาพยายามจะบอกแต่อดไม่ได้เหมือนกันที่จะประชดกลับ “ดูเหมือนเราจะรักพยอน แบคฮยอนมากเลยนะ”

    “รักครับ แต่ผมรักเขาเหมือนกับที่คุณรักคุณฮานึลนั่นแหละ เรื่องของผมกับเขาเป็นอดีตก็จริงแต่มันเป็นอดีตที่เปลี่ยนไม่ได้เหมือนกัน” ร่างสูงโปร่งลุกขึ้นจากเก้าอี้ของตัวเอง ก่อนจะเดินไปนั่งเบียดบนเก้าอี้ตัวข้างๆของชายหนุ่มในที่สุด ท่อนแขนขาวจัดกอดจงอินไว้ หัวใจเต้นรัวแต่ก็ไม่ยอมผะห่างไปไหน ทั้งใบหน้าและแก้มร้อนๆก็เอาแต่ซบไปถูมาบนไหล่กลว้างของคนที่ไม่ยอมมองหน้า ซ้ำยังเอาแต่คีบเนื้อเข้าปากคล้ายกับไม่สนใจด้วย

    เงยหน้าขึ้นไปจ้องตาก็ไม่ยอมมอง

    เอาแก้มถูไหล่ก็ยังทำเฉย นั่งกินต่อไม่รู้ไม่ชี้

    “อย่าคิดเรื่องแบคฮยอนเลยนะครับ เรื่องของผมกับเขาก็เหมือนหนังสือเล่มนี้นั่นแหละ คุณเปิดอ่านในตอนแรก แต่อ่านไปอ่านมา มันก็ต้องมีวันจบ” พูดเสียงอ่อนก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปจูบเบาๆตรงสันกราม “ชีวิตของผมยังมีอีกหลายบท ผมสัญญาว่าหนังสือเล่มต่อไปของผม จะมีคุณเป็นแรงบันดาลใจและมันจะเป็นเรื่องของเรา”

    ไม่ตอบ...

    “คุณเจ...”

    จงอินเงียบ

    “คุณเจครับ ...”

    ก็ยังเงียบแล้วเบือนหน้าหนี

    “ไม่ต้องมาคุณเจตอนนี้เลย” ถึงแม้น้ำเสียงจะแข็งไปนิด แต่อีกฝ่ายยังไม่ได้ลุกหนีไปไหนก็ทำให้เซฮุนใจชื้นพอสมควร “ถ้าคุณพยายามจะบอกผมตั้งแต่แรกจริงๆนี่เป็นวิธีที่แย่ที่สุด มาทำตัวอ่อน ออดอ้อนแล้วพูดหน้าตาเฉยทั้งๆที่รู้ว่ายังไงผมก็โกรธคุณไม่ลงนี่นะ ถ้ายังเป็นเด็กๆจะดุให้หงอไปสองอาทิตย์เลยเชียว นิสัยเสียน้อยกว่าเจที่ไหน เราน่ะเซฮุน”

    “ผมขอโทษนะครับ ที่ไม่บอกคุณเร็วกว่านี้”

    “หยุดทำเสียงอ่อนเสียงหวานด้วย” จงอินดุเข้าให้อีกรอบ

    “ครับ” รับคำอย่างว่าง่ายแต่ก็ยังซบหน้ากับไหล่ของอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้น ใกล้กันจนแทบจะนั่งเกยตัก เพราะฉะนั้นในตอนที่จงอินถอนหายใจดังเฮือก เขาจึงได้ยินอย่างชัดเจน แล้วในตอนที่ใบหน้าหล่อจัดก้มลงมามอง แววตาอ่อนอกอ่อนใจเหมือนกำลังมองลิตเติ้ล เจที่กำลังดื้อเงียบไม่มีผิดเพี้ยน เซฮุนก็รีบเงยหน้าขึ้นไปจูบริมฝีปากอิ่มเสียเต็มรักด้วยความเอาอกเอาใจ

    จงอินส่ายหัวเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันก็นับไม่ได้ ...

    แต่น่าแปลกที่มันทำให้เซฮุนยิ้มได้เต็มปาก สบายอกสบายใจมากที่สุดตั้งแต่รู้จักกันมา

    “พอได้แล้ว” ท่านที่ปรึกษาพูดขึ้นหลังจากปล่อยให้เด็กหนุ่มนั่งเกาะอยู่พักใหญ่ สีหน้าเหมือนจะตึงๆแต่น้ำเสียงกลับอ่อนลงเยอะ “ไปนั่งกินข้าวดีๆแล้วเดี๋ยวจะได้กลับไปเอาเสื้อผ้าที่บ้านกัน”

    “คุณจะกลับมาค้างที่นี่เหรอครับ”

    “ใช่ ผมต้องอยู่เฝ้าโพลคะแนน” จงอินตอบเรียบๆ

    “จะให้ผมมาด้วยเหรอครับ ไม่งอนแล้วเหรอ”

    “แล้วจะมาไหมล่ะ”

    “มาสิครับ!”

    ร่างสูงโปร่งรีบลุกขึ้นแล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมของตัวเองดีๆ เขายิ้มในตอนที่มองจงอินคีบอาหารเข้าปาก ยิ่งยิ้มในตอนที่ชายหนุ่มทำหน้าบึ้งเคี้ยวอาหาร ก่อนจะยิ้มกว้างในที่สุดในตอนที่เราสบตา

    “กินข้าวซะเซฮุน”

    ... โดนดุอีกแล้ว




    “เหนื่อยเรอะ”

    เจ้าของเสียงนี้ทำให้เซฮุนสะดุ้ง เด็กหนุ่มเงยหน้าในทันทีก่อนจะรีบลุกยืนขึ้นแล้วโค้งเก้าสิบองศา
    “หลายวันมานี้เธอดูเหนื่อยนะ ลูกชายของฉันคนไหนล่ะที่ทำเธอเหนื่อย”

    ใบหน้าขาวจัดก้มลงในตอนที่ผู้มาเยือนทำสัญญาณมือบอกให้นั่งลงเหมือนเดิม ก่อนชายผู้เป็นประมุขของบ้านจะนั่งลงฝั่งตรงข้ามเขาด้วยท่าทีสบายๆ ในวัยหกสิบกว่า ใครก็ตามที่ได้เห็นท่านอดีตรัฐมนตรีกลาโหมของเกาหลีใต้คนนี้ก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าท่านชูซอนยังดูหนุ่มแน่น แถมยังแข็งแรงเหมือนสมัยเมื่อยังรับราชการอยู่เหมือนเดิม

    “ดูออกขนาดนั้นเลยเหรอครับ” เซฮุนยิ้มตอบแต่กลับไม่ค่อยกล้าสบตาท่านเท่าไหร่นัก

    ชายสูงวัยหัวเราะ มือที่มีริ้วรอยตามวัยเอื้อมไปตบๆตรงกระเป๋าเสื้อก่อนจะล้วงซิการ์กลิ่นหอมฉุนขึ้นมาจุดสูบแล้วไม่พูดอะไรอยู่พักหนึ่ง

    “เจ้าจงอินสินะ”

    พึมพำเบาๆแล้วสูดมวนซิการ์ก่อนจะพ่นควันออก “เจ้านี่น่ะ เป็นลูกรักแม่ เธออย่าไปตามใจมากไปนัก ให้แม่เขาตามใจกันสองคนก็พอแล้ว” ชายสูงวัยมองหน้าเขาพร้อมพูดด้วยสำเนียงลงหนักและภาษาแบบคนยุคเก่า แถมยังจ้องตา ตรงไปตรงมาพอที่จะทำให้เซฮุนนั่งตัวลีบยิ่งกว่าเดิม

    “เธอไม่ต้องกลัว ฉันมาพูดด้วยดีๆ ไม่ได้จะมาต่อว่าอะไรเธอ”

    “ครับ ท่านชูซอน”

    ไม่ใช่ว่า การที่ท่านชูซอนปรากฏตัวแล้วจะทำให้เขาอึดอัดหรือไม่สบายใจแต่อย่างไร แต่การที่เขาแอบคบกับลูกชายของท่านแบบหลบๆซ่อนๆ ทั้งที่สามีภรรยาคู่นี้ให้ที่อยู่ ให้อาหารและที่สำคัญให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น เซฮุนกลับปฏิเสธไม่ได้แม้แต่เพียงนิดเดียวว่าตัวเองนั้นไม่ได้มีชนักปักหลังอยู่

    “เมียฉันน่ะ เขาไม่ชอบเวลาที่ฉันสูบซิการ์ให้ลูกเห็น บ่นตั้งแต่ตอนเจ้าจงฮุนกับเจ้าจงอินยังเป็นเด็กๆตอนนี้ก็ยังบ่นไม่เลิก แต่ลูกฉันทั้งสองคนก็แต่งงานมีครอบครัวไปหมดแล้วด้วยกันทั้งคู่ โตจนมีหลานให้ฉันได้ ก็คงรู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ เธอเห็นด้วยไหมเซฮุน” ท่านชูซอนถาม

    เด็กหนุ่มลังเลอยู่เพียงชั่ววินาที ในขณะที่ช้อนตาสบกับท่านด้วยความกล้าๆกลัวๆ “ผมเห็นด้วยครับ”

    “คุณจูยอนน่ะ เขาทำหน้าที่แม่ของลูกชายฉันได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนฉันนึกไม่ออกว่าจะหาผู้หญิงคนไหนที่ทำหน้าที่ภรรยาในแบบที่เธอทำได้ เจ้าจงฮุนฉันไม่ห่วง อี้เฟยเลี้ยงซื่อซุนออกมาได้อย่างน่าทึ่ง แต่ตอนนี้ฉันยังห่วงจงอิน” น้ำเสียงดุๆในแบบนายทหารยังคงพูดต่อ ท่านว่าด้วยท่าทีสบายๆพลางขยับตัวบนเก้าอี้นวมตัวใหญ่ไปด้วย “... ฉันเคยคิดว่าผู้ชายต้องคู่กับผู้หญิงเท่านั้น เธอนึกภาพออกไหม ในยุคของฉัน ใครจะไปคิดว่าผู้ชายสองคนจะกล้าจูบกันในโรงรถได้ แต่ลูกชายคนเล็กของฉันเป็นคนพิเศษ เขาผ่านความสูญเสียมาเยอะจนฉันกลัวว่าสักวันหนึ่ง จงอินจะกลายเป็นคนไม่มีหัวใจ”

    เซฮุนเงียบ ...

    ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว

    เด็กหนุ่มได้แต่เหลือบมองรูปถ่ายของตระกูลคิมที่ติดอยู่บนผนัง ตอนนั้นทั้งท่านชูซอนและคุณจูยอน ทั้งคู่ยังดูหนุ่มและสาวมาก พวกเขายิ้มแย้ม นั่งอยู่บนเก้าอี้ในสวนสาธารณะโดยมีคุณจงฮุนนั่งถือไอศกรีมอยู่บนตักพ่อและจงอินก็ยังเป็นเด็กทารก นอนหลับสนิทอยู่ในอ้อมกอดของแม่

    พวกเขาช่างดูเป็นครอบครัวที่พร้อมไปหมดและอบอุ่นมากเหลือเกิน

    “แต่โลกมันเป็นเปลี่ยนไปแล้ว เมียฉันยังบังคับให้ฉันเลิกสูบซิการ์ เลิกทำสิ่งที่ฉันชอบและมีความสุขที่จะทำไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นอะไรที่ลูกชายฉันทำแล้วมีความสุขฉันก็จะไม่ห้าม จงอินทำหน้าที่ลูกชายได้สมบูรณ์แบบไม่แพ้พี่ชายของเขา แล้วฉันจะไปเห็นแก่ตัวในเรื่องส่วนตัวของลูกชายฉันเองได้อย่างไร”

    ใบหน้าคมเข้มของท่านอ่อนโยนลง ราวกับในใจย้อนกลับไปนึกถึงในตอนที่ลูกชายและหลานสาวของท่านแทบจะเสียคนอีกรอบ “ฉันไม่อยากพูดให้เธออาย อายุเธอก็แทบจะเป็นหลานของฉันได้คนหนึ่งนะเซฮุน ลูกชายของฉันรักเธอ หลานทั้งสองคนของฉันก็รักเธอ เมียฉันยังรักเธอเลย เพราะฉะนั้นเธอไม่ต้องกลัว ฉันรับปากกับเธอตรงนี้ว่าจะไม่มีใครเข้าไปยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของเธอกับจงอิน แต่ต่อจากนี้จะทำอะไรก็แล้วแต่ก็ขอให้ให้เกียรติครอบครัวของฉันด้วย ขอให้จำไว้ว่าเกียรติของจงอินไม่ได้หมายถึงตัวเขาแค่เพียงคนเดียว ถ้าเธออยากจะเป็นครอบครัวเดียวกัน ต้องเข้าใจว่าเกียรติของจงอินรวมถึงเกียรติของทุกคนในตระกูลคิม รวมทั้งตัวเธอเองด้วยเซฮุน”

    เด็กหนุ่มพยักหน้า ขยับริมฝีปากตอบรับปากคอสั่น ทั้งดีใจ ทั้งรู้สึกผิดต่อท่านในเรื่องที่ผ่านมา “ค...ครับ”

    ในตอนที่เกือบจะร้องไห้เพราะกดดันไปหมด ฝ่ามือของอีกฝ่ายก็เอื้อมมาตบไหล่แรงๆจนร่างโปร่งสั่นไปตามจังหวะ ท่านชูซอนมองเขาเหมือนลูกเหมือนหลาน แววตาอ่อนใจระคนสงสารเมื่อมองใบหน้าขาวจัด เหมือนลูกหมาหลงทางเหมือนที่เจ้าจงฮุนมันว่าเอาไว้จริงๆ แบบนี้ใครเห็น ใครจะไม่สงสารได้ลง

    “อื่อ เอาหน่ะ ไม่ต้องร้อง ไม่ต้องร้อง ฉันไม่ชอบคนมาทำเจ้าน้ำตานะ แต่ฉันน่ะตามพวกเธอไม่ทันหรอก ฉันแก่ขนาดนี้แล้ว เอาเป็นว่ารักกันก็คือรักกัน ฉันไม่ห้าม ไม่มีความรู้สึกอะไรในโลกจะเทียบได้กับการมีเพื่อนคู่คิดแก่เฒ่าไปด้วยกันหรอก ฉันกับแม่เจ้าจงอินเข้าใจดี เธอไม่ต้องคิดมากอีกแล้ว”

    “ขอโทษครับ” เซฮุนพูดพร้อมกับสูดจมูกไปด้วย “ผมคิดว่าท่านจะดุ”

    “ก็อยากจะดุอยู่หรอก ทำอะไรไม่เกรงใจหัวหงอกหัวดำในบ้านกันเลย แต่ถ้าเธอเห็นสภาพเจ้าจงอินตอนที่เกิดอุบัติเหตุใหม่ๆ เธอจะเข้าใจฉันเอง” คราวนี้ชายสูงวัยมีรอยยิ้มน้อยๆอยู่บนใบหน้า

    แต่ก่อนที่ทั้งท่านชูซอนและเซฮุนจะได้พูดคุยอะไรกันต่อ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ก่อนสมาชิกแทบทุกคนในบ้านจะเดินตามกันเข้ามาในห้อง และเป็นจงอินที่ถึงกับนิ่งไปเมื่อเห็นว่าพ่อและคนรักนั่งคุยกันเหมือนจะเคร่งเครียด โดยที่เด็กหนุ่มดวงตาแดงก่ำ ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาใกล้ก่อนจะวางมือลงบนศีรษะของเขาเบาๆราวกับจะปลอบประโลม จงอินแสดงออกชัดเจนแล้วทุกคนก็เห็น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเหมือนเดิม

    ครู่ถัดมาคุณจูยอนก็ทรุดตัวลงนั่งข้างๆเขาก่อนเธอจะหันมายิ้มด้วยใบหน้าของผู้ใหญ่ใจดี โดยมีคุณจงฮุนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ในขณะที่จงอินก็นั่งที่โซฟาเดี่ยวอีกตัวซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก

    “พรุ่งนี้ทุกคนต้องเตรียมตัวได้แล้วนะ” เป็นเสียงของคุณจงฮุนที่ดังขึ้น

    “เราทุกคนเลยเหรอลูก” คุณจูยอนถามย้ำ เหมือนกับรู้ว่าลูกชายคนโตของเธอพูดเรื่องอะไร

    “ครับแม่” เป็นจงอินที่ตอบ “ลู่หานกับทีมของผม คิดว่าพวกเราทุกคนน่าจะต้องปรากฏตัวเป็นครอบครัวมากกว่านี้ คะแนนในโพลเรากำลังขึ้น ปล่อยให้อีกฝ่ายดิ้นพล่านไป ไม่ต้องลงไปตอบโต้ การที่คุณพ่อและคุณแม่ปรากฏตัวพร้อมกับผมและพี่จงฮุนจะทำให้ประชาชนเชื่อถือมากขึ้นว่าเรายังมีคิม ชูซอนและรัฐบาลชุดเก่าหนุนหลังเราอยู่ ที่จริงมันก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการสร้างความเชื่อมั่น แต่ตอนนี้อะไรที่เราทำได้ ผมเห็นว่าเราก็ควรจะทำ”

    “อืม พ่อกับแม่เห็นด้วยนะ” ท่านชูซอนตอบหลังจากมองสบตาคล้ายกับกำลังสื่อสารกับคุณจูยอนอยู่พักหนึ่ง หลังจากที่ภรรยาพยักหน้า ท่านก็พูดขึ้นในทันที “เอาเซฮุนไปด้วยสิ มีอะไร เขาจะได้หัดเรียนรู้”

    “ผมเหรอครับ” เซฮุนถามหน้าเหรอหรา เพราะเขาไม่คิดว่าตัวเองจะได้รับเชิญ

    “ใช่” คราวนี้เป็นเสียงของคุณจงฮุน “คุณอี้เฟย ซื่อซุนกับลิตเติ้ล เจก็ต้องไปด้วย ฉันอยากให้เราไป เราจะได้ไม่ดูเป็นคนนอก ไม่ต้องเกร็งหรอกนะ คิดซะว่า เราทุกคนจะได้อยู่พร้อมหน้ากัน”

    จงอินเหมือนจะนิ่งอึ้งไปนิดหน่อยแต่เมื่อตั้งสติได้ ชายหนุ่มก็มองหน้าทุกคนด้วยความซาบซึ้งใจอย่างเห็นชัด เข้าใจว่าพ่อแม่และพี่ชายยอมรับได้แบบไม่มีข้อแม้อะไรให้มากความ

    “ขอบคุณครับคุณพ่อ คุณแม่ ฮยอง”




    ในที่สุดวันก่อนเลือกตั้งก็มาถึง

    แน่นอนว่าทุกคนใช้เวลาหมดไปกับการลุ้นระทึกและแทบจะไม่ได้กินไม่ได้นอน

    ถ้าหากใครไม่เคยเห็นคิม จงอินสบถด้วยความไม่ได้ดั่งใจก็จะได้เห็น ถ้าหากใครไม่เคยเห็นลู่หานยืนถือถ้วยรามยอน ยืนกินอยู่หน้าบอร์ดประชุมก็จะได้เห็นหรือแม้กระทั่ง ถ้าใครไม่เคยเห็นจูลส์ มัดผมหางม้าลวกๆ หน้าใสเปลือยเปล่า ดูเด็กลงจนเกือบจะเหมือนเด็กสาว ที่สำคัญเธอใส่แว่นกรอบใหญ่แถมยังหนาเตอะและสวมเสื้อยืดธรรมดาๆจากเอชแอนด์เอ็มกับกางเกงยีนส์ขาตรงก็จะได้เห็นเช่นกัน

    เซฮุนยิ้มอย่างให้กำลังใจตัวเอง

    ตื่นเต้นจนแทบบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้

    คนรอบข้างเขาคงจะผ่านเหตุการณ์นี้มานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งการเลือกตั้งเล็กหรือเลือกตั้งใหญ่ก็ตาม แต่สำหรับตัวเขามันเป็นครั้งแรกและประสบการณ์มันช่างแปลกใหม่เหลือเกิน ในตอนที่เพิ่งลงจากรถ และมีจงอินเดินนำหน้าอย่างสง่างามแบบที่เคยเป็นมาตลอด แต่คราวนี้เจ้าตัวไว้วางใจเขาให้เดินจูงมือลิตเติ้ล เจเดินตามหลัง เข้าที่ทำการพรรค

    เซฮุนเบือนหน้าหนีแฟลชจากกล้องของนักข่าวโดยอัตโนมัติ ในขณะที่มือป้องศีรษะของหนูน้อยเอาไว้ตลอดเวลา เขาเดินเข้าที่ทำการพรรค เมื่อปลอดคน สาวน้อยก็ชูมือเป็นเชิงให้อุ้ม เขาก็อุ้มเธอขึ้นมาเข้าเอวในทันที บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดอยู่พักหนึ่งก่อนมันจะดังเหมือนเสียงผึ้งหึ่งๆตอมน้ำหวาน เมื่อหันไปมองหาชายหนุ่ม จงอินก็โดนทีมหาเสียงรุมล้อมแล้วเซฮุนก็ได้แต่มอง

    ทุกอย่างถูกเตรียมไว้หมดแล้ว ...

    ถ้าหากเราชนะ หลังจากการประกาศผลคะแนน เราก็จะมีงานฉลองเล็กๆก่อนจะฉลองอย่างเป็นทางการในตอนที่ท่านหัวหน้าพรรคได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีและคุณจงฮุนได้กล่าวคำสาบานรับตำแหน่งรัฐมนตรี

    แต่ถ้าหากเราแพ้ ทางทีมงานก็ได้เตรียมต่อเบอร์สายตรงให้ท่านหัวหน้าพรรคโทรส่วนตัวไปแสดงความยินดีกับท่านหัวหน้าพรรคฝ่ายตรงข้ามเอาไว้เรียบร้อย

    ใบหน้าขาวจัดมองความเคลื่อนไหวรอบตัว ทุกอย่างรวดเร็วและวุ่นวายจนเกือบจะกลายเป็นภาพเบลอๆ จนสายตาไปหยุดอยู่ที่ป้ายกระดาษแผ่นใหญ่ซึ่งถูกเขียนด้วยปากกาไวท์บอร์ดแผ่นหนึ่ง ถูกติดอยู่ลวกๆอยู่ตรงบอร์ดประกาศข่าว

    ทุกคนพร้อมหรือยัง?

    มันเป็นคำถามแต่ถูกเขียนมาเพื่อให้กำลังใจ ...

    ที่สำคัญมันถูกเขียนด้วยลายมือของท่านที่ปรึกษาพิเศษประจำพรรคอย่างคิม จงอิน

    ลิตเติ้ล เจหัวเราะก่อนจะปรบมือ ส่งเสียงพูดกับคุณพ่อของเธออยู่ข้างหู

    ในตอนนั้นเองที่ทุกคนดูเหมือนจะพร้อมแล้ว

    แล้วคุณล่ะ พร้อมหรือยัง?





    เขียนโดย AyahSoo LONE WOLF
    Twitter hashtag: #หัวใจสิงห์KH


    -  Thank You  -






เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
ehyukjaebt (@BBaekhyun)
ตื่นเต้น
raisarapat (@raisarapat)
โอ้ววววมันดีมากที่ครอบครัวของจงอินเข้าใจ วิเศษจริงๆ