LION'S HEART หัวใจสิงห์savedbywolf
ตอนที่ 14



  • LION'S HEART l หัวใจสิงห์
    ตอนที่ 14


    หลังจากที่ได้เริ่มความสัมพันธ์ใหม่อีกครั้ง

    จงอินคิดว่าตัวเองกำลังหลงรักเซฮุนหัวปักหัวปำ

    ไม่ต้องให้ใครมาบอก ... เขารู้ตัวดี เพราะไม่ผิดไปจากนี้แน่

    ชายหนุ่มเอนหลังอยู่บนเตียง อาบน้ำเรียบร้อยและกำลังใช้เวลาเงียบๆก่อนจะเข้านอน เสียงเด็กๆเล่นกันดังลั่นมาจากข้างล่าง แต่ดวงตาคมก็เอาแต่นอนมองโทรทัศน์อยู่ไม่เลิก เขามองนักฟุตบอลที่กำลังวิ่งไล่กวดลูกกลมๆในสนาม แต่จิตใจก็ยังคิดแต่เรื่องอื่น

    เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา เขาไปเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็น ... มันรบกวนจิตใจมากเหลือเกิน ตอนที่ยืนกอดอกและมองทั้งสองพูดคุย อมยิ้มน้อยๆเหมือนคนคุ้นเคย การที่จู่ๆเซฮุนกับคยองซูดูเหมือนจะสนิทสนมกันอย่างรวดเร็วนี่มันไม่ใช่เรื่องแปลกอย่างนั้นรึ?

    จงอินตัดสินใจปรึกษาเรื่องนี้กับทั้งลู่หานและจูลส์

    ทั้งสองคนดูเหมือนจะไม่ใส่ใจกับเรื่องกับรักๆใคร่ๆของเขาสักเท่าไหร่นัก บอกแต่เพียงว่า เขาอาจจะคิดมากหรือหึงหวงในตัวเด็กหนุ่มเกินไปหน่อย แต่ตอนนั้นจงอินสาบานว่าเขากำลังจะอ้าปากปฏิเสธแล้วเชียว แต่เพื่อนรักทั้งคู่ก็เพียงใช้สายตามองกลับมานิ่งๆ เท่านั้นเองที่จงอินรู้สึกว่า ต่อให้เขาพูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์

    มีหรือลู่หานกับจูลส์จะไม่สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงไปของทั้งเขาและเซฮุน

    อีกอย่าง เซฮุนเองก็ไม่ได้บอกเขาว่าเจ้าตัวคุยเป็นเรื่องเป็นราวอยู่พักใหญ่กับคยองซู ทั้งหมดนี่ดูจะมีลับลมคมในอย่างไรก็ไม่รู้ หรือบางทีเขาอาจจะคิดมากไปเองก็ได้ ลับลมคมในที่ว่า ความจริงแล้วมันอาจจะไม่มีอะไรเลย บ้าเอ๊ย แก่จนป่านนี้แล้วยังมาทำหึงหวงเป็นหนุ่มๆไปได้นะ คิม จงอิน

    ก็ช่วยไม่ได้ที่เขาเกิดความเคยชินจนเป็นนิสัยไปแล้ว ที่ต้องการรู้อยู่ตลอดเวลาว่าตอนนี้เซฮุนทำอะไรอยู่ เจ้าตัวอยู่ที่ไหน เป็นไปได้ก็ไม่อยากให้คลาดสายตาเลย จะว่าห่วงเหมือนอีกฝ่ายเป็นลูกเล็กๆก็คงไม่ใช่คำพูดที่เกินไปนัก ถึงแม้เขาจะประเมินระยะห่างที่เหมาะสม แต่จงอินก็ต้องยอมรับจนได้ว่าเขาอยากให้เวลาผ่านไปเร็วๆเพื่อที่จะได้กลับบ้านไปอยู่ด้วยกัน

    หาเหตุผลที่จะสัมผัสเนื้อตัวลื่นๆของอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา

    ต่อให้สุดท้ายแล้วเซฮุนกำลังเล่นเกมกับหัวใจของเขา แต่จงอินก็คิดว่าตัวเองจะยอมแพ้ให้โดยไม่สู้ ความถ่อมตนของเด็กหนุ่มทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญมากกว่าใครในโลก ต้องยอมรับว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งของเจ้าตัวที่ทำให้เขาไปไหนไม่รอดอยู่ที่ความเข้าอกเข้าใจ

    จริงอยู่ที่จงอินเหงาและต้องการใครสักคนมาเป็นเพื่อนคู่คิด แต่บาดแผลในการเคยเสียของรักก็ทำให้ชายหนุ่มหวงแหนความเป็นส่วนตัวอยู่บ้าง เขากลัวที่จะสูญเสียและต้องเจ็บอีกครั้ง เพียงแต่ว่า กับเด็กคนนี้ทำไมมันจะต้องมีข้อแม้ให้แหกกฎอยู่เสมอ เขาเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเช่นกัน

    แม้กระทั่งเซ็กส์ของเราทั้งคู่ มันก็ยังไม่ได้มีอะไรเร่งรัด มันไม่โลดโผนเหมือนสมัยหนุ่มๆ ไม่เชิงเร่าร้อนและมันร้อนลึกมากกว่าปกติ ราวกับว่าถ้าไม่ได้ ก็จะอยู่ไม่สุข ไม่รู้จะอธิบายออกมาอย่างไร ไม่มีการสบถที่ทำให้เขาชะงัก ไม่มีความหยาบโลน ไม่มีการกรีดร้อง มีแต่เสียงหอบน้อยๆที่ทำให้หัวใจของจงอินเต้นรัว

    และเขาสาบานได้ว่าความสุขในการเมคเลิฟกับเซฮุนเป็นเรื่องจริง

    เหมือนกำลังแอบลักกิน คล้ายๆกับร่วมกันทำความผิดยิ่งทำให้เขากระตือรือร้นเป็นเท่าตัว ทุกครั้งเหมือนเป็นครั้งแรกและน่าจดจำ บางครั้งยังทำให้จงอินเคอะเขินจนต้องหลบดวงตาใสแจ๋วของลิตเติ้ล เจในตอนที่ภาพมันแวบกลับเข้ามาในหัวเลย ให้ตาย

    ระหว่างเรามีระยะห่างที่ทำให้ทั้งเขาและเซฮุนสบายอกสบายใจ จงอินรู้จักคนมากมายที่เป็นพวกชอบทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ต่อให้มีเหตุผลพันล้านแปด คนพวกนี้ก็จะตั้งหน้าตั้งตาหึงอยู่ดี ... ซึ่งเขาไม่ใช่ผู้ชายขี้หึงโดยนิสัย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่หึงก็ไม่ได้แปลว่าไม่หวง

    เพราะเซฮุนมีบางอย่างที่ ...

    ทำให้เขาค้นพบอะไรในตัวเองที่จงอินก็ยังไม่เคยรู้เต็มไปหมด

    จะว่าอย่างไรดีล่ะ ผ่านการฝึกฝนมาแล้ว การควบคุมตัวเองได้เป็นอย่างดีทำให้จงอินตื่นเต้น ภาพลักษณ์ของชายหนุ่มหน้าตาดี แต่งตัวเรียบร้อย พูดจานิ่มนวลแต่ก็เชือดนิ่มในแบบของตัวเอง รูปลักษณ์ภายนอกดูนิ่ง แก่เรียนไปเสียหมดมันเร้าแปลกๆ แต่มันยังมีบางอย่างที่เขายังคุมไม่อยู่ แปลกดี อย่างเด็กคนนี้ ไม่มีใครเหมือน ลึกลับและแสนซับซ้อน แบบนี้ต่างหากคือนิยามความเซ็กซี่ที่แท้จริง

    ตอนแรก แม้จะสงวนท่าทีแต่แววตาของเซฮุนก็เก็บไม่อยู่บอกถึงความรักหมดใจ

    แต่ตอนนี้น่ะเหรอ ... เป็นเขาเองต่างหาก ที่ร่ำๆอยากจะแสดงออกให้รู้แล้วรู้รอด เจ้าตัวคงจะดีใจมากที่รู้ว่าเขาไม่อาจละสายตาจากใบหน้าหงิมๆซ่อนมีดนั้นได้เลย จงอินติดเซฮุนถึงขนาดนั้น เขาพร้อมจะเดินตามร่างสูงโปร่งขณะที่เด็กหนุ่มเยื้องย่างไปทั่วห้อง มองไปมองมาเขาเองก็ไม่ต่างอะไรกับเจ้าบราวน์เลยสักนิด

    ชายหนุ่มสะดุ้งออกจากความคิดของตัวเองในตอนที่ได้ยินเสียงเคาะประตูเบาๆ ก่อนใบหน้าขาวจัดของคนที่อยู่ในความคิดเมื่อครู่จะชะโงกเข้ามาราวกับกล้าๆกลัวๆ จงอินยิ้มแล้วจึงตบที่นอนข้างตัวเป็นสัญญาณเรียก

    “ปะป๊า!!”

    ม้าดีดประจำบ้านแผดเสียงดังลั่นพลางดิ้นเป็นลูกลิงอยู่ในอ้อมแขนของเซฮุน

    เด็กหนุ่มอุทานก่อนจะรีบเดินมาปล่อยตัวลิตเติ้ล เจลงบนเตียงของเขา เจ้าบราวน์เห่าโฮ่งก่อนมันจะวิ่งเลยร่างสูงโปร่งแล้วกระโดดผลุบขึ้นมานอนหมอบอยู่ตรงปลายเตียงเช่นกัน ทุกคนประจำที่ ก็เหลือแต่เซฮุนที่ยังยืนเก้ๆกังๆอยู่ แต่เป็นลูกสาวของเขาเองที่ดึงเด็กหนุ่มในขึ้นมานั่งพับขาบนเตียงอีกคน

    ในขณะที่จงอินก็นอนเอนหลัง หนุนแขนของตัวเองมองทุกอย่างเงียบๆ ฝ่ามือใหญ่เอื้อมไปหยิบรีโมททีวีก่อนจะกดเปลี่ยนจากช่องกีฬาเป็นช่องการ์ตูนโดยอัตโนมัติ น้องเจกระโดดดึ๋ง เต้นตามเพลงในโทรทัศน์ไปตามประสาของเธอ สักพักต่อมาก็โถมร่างเล็กๆลงบนอกพ่อ

    ชายหนุ่มยื่นมือที่ยังว่างออกมารวบร่างของสาวน้อยเข้าไปกอดแน่น แล้วตบก้นของเธอด้วยความมันเขี้ยว น้องเจร้องคล้ายกับขัดใจที่จงอินเล่นแรงๆกับเธอ น้ำเสียงนุ่มทุ้มหัวเราะออกมาเมื่อมองใบหน้าแสนงอนของลูกสาวก่อนจะทำเสียงเล็กเสียงน้อยคุยกันอยู่สองคน ไม่นานนักลิตเติ้ล เจก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟันกระต่ายสองซี่ที่เหมือนกับพ่อของเธอเปี๊ยบ ในขณะที่ข้อนิ้วของชายหนุ่มก็เปลี่ยนมาไล้แก้มแดงๆแล้วจึงวางมือบนศีรษะของเธอเป็นการตบท้าย

    ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของเซฮุนละลายอย่างช้าๆ ...

    ถึงแม้เขาจะไม่ได้ชอบผู้หญิงแต่การได้มีครอบครัวอบอุ่น อยู่กันพร้อมหน้าก็เป็นสิ่งที่เขาฝันอยากได้มาตลอด

    ขอบคุณพระเจ้าที่มอบคนทั้งคู่ให้กับเขา ทั้งสองผู้กลายมาเป็นที่รักยิ่งของโอ เซฮุน

    และเมื่อดวงตาสีน้ำตาลสดช้อนขึ้นก็ประสานสายตาเข้ากับจงอินที่มองมาอยู่ก่อนแล้วในทันที เซฮุนยิ้มระหว่างที่ลูบหัวบราวน์ซึ่งตอนนี้ย้ายมาเอาศีรษะนอนเกยตักของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นี่ก็พอกัน ... ตัวโตจนแทบจะกลายเป็นหมายักษ์ ก็ยังจะอ้อนไม่เลิก

    “หวี!” จู่ๆลิตเติ้ล เจก็เด้งตัวขึ้น เธอผะออกจากอกของจงอินแล้วนั่งตัวตรง ดวงตากลมโตของเด็กหญิงจ้องใบหน้าพ่อของเธอก่อนจะพูดเสียงดังฟังชัดอีกครั้ง “หวีของหนู”

    ชายหนุ่มหัวเราะแล้วก็บอกให้เธอใจเย็นๆ จงอินมองใบหน้ากลมของลูกสาวไม่วางตา ดูท่าจะทั้งรักทั้งหลงหนึ่งเดียวในดวงใจคนนี้ไปอีกนาน ร่างสูงใหญ่เอี้ยวตัวไปเปิดลิ้นชักข้างเตียง ก่อนจะคลำๆหาของแล้วในที่สุดก็หยิบหวีอันเล็กๆที่น้องเจร้องจะเอาออกมาจนได้

    “เอ้า เจ้าตัวยุ่ง” จงอินว่าเรียบๆก่อนจะยื่นหวีให้กับเธอ

    “พี่หวีผมให้ไหมครับน้องเจ” เซฮุนถามพลางทำท่ายื่นมือไปหา

    “ไม่เอาค่ะ” หัวกลมๆส่ายไปมา ลิตเติ้ล เจตอบอย่างขึงขังในขณะที่มือยังถือหวี เด็กหญิงดูจริงจังจนเซฮุนแทบจะหัวเราะออกมา เขาชำเลืองมองจงอินก็เห็นเพียงชายหนุ่มมองดูอยู่เงียบๆ

    “แล้วน้องเจจะเอาหวีมาทำอะไรล่ะครับ” เขาถามพร้อมๆกับตอนที่เธอเริ่มขยับตัว สาวน้อยคลานเข่าเข้ามาใกล้ก่อนจะนั่งอย่างสงบนิ่งข้างๆเขา เซฮุนกวาดแขนไปโอบร่างของเธอเข้ามาใกล้โดยอัตโนมัติในขณะเดียวกันก็มองดูลิตเติ้ล เจกำลังเอาหวีแปรงขนให้เจ้าบราวน์ไปด้วย ดวงตาของเด็กหนุ่มฉายแววเอ็นดู ทั้งเด็กน้อยทั้งเจ้าสุนัขขี้อ้อนที่ตอนนี้กำลังนอนหลับตาพริ้มสบายใจเฉิบ

    พอปล่อยให้เธอเล่นจนพอใจ

    สาวน้อยก็เริ่มง่วงตามเวลาประจำของเธอ จงอินเป็นคนพาแกไปนอน เอาตุ๊กตาตัวโปรดให้กอดก่อนจะคลุมผ้าห่มให้กับเธอ แล้วหันไปปูผ้าบนที่นอนสำหรับสุนัขให้เจ้าบราวน์ด้วย ร่างสูงใหญ่นั่งลงที่ปลายเตียง ชะโงกตัวคร่อมร่างของลูกสาว หอม ฟัดพลางพึมพำบอกรักกระซิบกระซาบอยู่สองคนจนได้ยินเสียงลิตเติ้ล เจ หัวเราะคิกคักอยู่ไกลๆ จากนั้นก็นั่งกล่อม รอนิ่งๆจนเธอหลับสนิทแล้วจงอินก็ออกมา

    “ถ้าผมนอนไม่หลับบ้าง คุณจะกล่อมแบบนี้บ้างไหมครับ” เซฮุนถามยิ้มๆระหว่างมองชายหนุ่มถอดเสื้อยืดออกเหลือแต่กางเกงขายาวแล้วเดินมาลดตัวนอนเคียงข้าง

    ทำให้นึกถึงเมื่อคืนที่เขากล่อมเซฮุนจนแทบจะตาปรือหลับคาอกไปเลยทีเดียว และมันก็ทำให้จงอินนึกขึ้นมาได้อีกอย่าง สิ่งที่เขาหลงใหลในตัวของเด็กหนุ่ม เซฮุนไม่เขินอายที่จะร่วมรักหรือแม้กระทั่งแสดงความรักในเวลาที่อยู่กันสองต่อสอง แต่เจ้าตัวจะเขินอายเสมอถ้าหากเขาแหย่นิดแหย่หน่อยในตอนที่อยู่ในที่สาธารณะ

    ยกตัวอย่างเช่น เด็กหนุ่มยืนยันให้เขาปิดม่านในห้องนอนทุกๆครั้งอยู่เสมอ ทั้งๆที่มองออกไปก็เห็นเพียงแต่สวนดอกไม้ไกลๆ ห้องนอนก็อยู่ชั้นสอง คงต้องแปลงเป็นนกมาแอบมองล่ะมั้งถึงได้เห็น การเอียงอายเหมือนสาวน้อยทำให้หัวใจของชายหนุ่มพองโตแปลกๆ แต่จงอินก็ยอม ... เพราะ บอกตามตรง อะไรเล็กๆน้อยๆแบบนี้มันช่างน่ารัก น่าเอ็นดูมากเหลือเกิน

    และความลึกลับ ความขัดแย้งแบบแปลกๆในตัวของอีกฝ่ายนี่แหละที่ทำให้จงอินต้องการเซฮุนจนแทบบ้าเลยทีเดียว

    “กล่อมคุณเหรอ” จงอินงึมงำขณะก้มลงมาจูบขมับเด็กหนุ่ม “กล่อมสิ แต่กล่อมแบบอื่นนะ ก็เห็นหลับสนิททุกที ...”

    ดวงตาสีน้ำตาลสดจ้องอีกฝ่ายเขม็ง “ทะลึ่ง”

    “เอ้า!” ชายหนุ่มร้องพลางขยับตัวเข้าหาร่างสูงโปร่ง แล้วคว้าข้อมือของเซฮุนมาจับ ปลายนิ้วไล้ไปมาเบาๆตรงสายนาฬิกาที่อีกฝ่ายยังไม่ยอมถอด “ทะลึ่งตรงไหน อยู่กินด้วยกันขนาดนี้ เราจะยังมาอายอะไรอีก”

    “ไม่ได้อายครับ แต่ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องแบบนั้นสักหน่อย พอได้ผมแล้ว เอาใหญ่เลยนะครับ ปากคอน่ะ เพลาๆบ้างเถอะคุณนี่” เซฮุนยกมือข้างที่ไม่ได้โดนจับไว้ขึ้นมาตีปากคนช่างพูดเบาๆ หมั่นไส้นัก ยังหน้างออยู่แต่ก็กำลังจะหลุดยิ้มอยู่เดี๋ยวนี้

    “อื้อออออออ” พ่อคนเจ้าชู้ยักษ์ร้องประท้วงแต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไรนัก ตรงกันข้าม จงอินกลับเปลี่ยนเรื่อง ยกข้อมือของเด็กหนุ่มที่ยังใส่นาฬิกาไว้อยู่ขึ้นมาหอมดังฟอดก่อนจะพูดต่อ “ใส่นาฬิกาไว้เซฮุน อย่าถอด จำไว้นะ ผมไม่ดุ ผมไม่คิดเล็กคิดน้อยก็จริง ไม่ขี้หึงแต่ไม่ได้แปลว่าผมจะไม่หวงคุณ”

    เซฮุนกลั้นยิ้ม เขากัดริมฝีปากจนเจ็บ แต่ไม่อยากหลุดยิ้มให้จงอินได้ใจมากไปนัก ให้รู้ได้ที่ไหนว่าอ้อนแล้วทำเขาใจอ่อนยวบ ลองรู้สิ เขาจะได้เสียเปรียบทั้งขึ้นทั้งล่องแน่นอนเชียว “ยังไม่ทันได้มีคู่แข่งสักหน่อย แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่าจะไม่หึงผม”

    คราวนี้ดันเป็นชายหนุ่มบ้างที่ถึงกับหน้าหงิกเลยทีเดียว จงอินคว้าร่างของเด็กหนุ่มเข้าไปกกกอด ก่ายท่อนขาล็อกเอาไว้จนเซฮุนแทบจะขยับไม่ได้ ดวงตาคมจ้องอยู่ที่ดวงหน้ากระจ่างใสแล้วฟาดมือลงบนแก้มก้นแรงๆราวกับมันเขี้ยวจนเซฮุนสะดุ้ง เหมือนตอนที่แกล้งลิตเติ้ล เจไม่มีผิด แต่กับเขา มันกลับดูกรุ้มกริ่ม ทะลึ่งตึงตังแบบแปลกๆ

    “อย่าพูดแบบนี้สิ” พูดไปก็วนฝ่ามือตรงที่จุดที่ฟาดลงไปเมื่อครู่ไปด้วย นอกจากปากคอเราะร้ายแล้ว มือก็ไวพอกัน ถ้าไม่ทันล่ะก็คงโดนหลอกกินไปไม่รู้อีกกี่รอบแล้ว

    “ทำไมล่ะครับ ก็ไหนว่าไม่หึงไง หื้อ” เซฮุนพูดแนบชิดริมฝีปากอิ่ม แหย่อีกรอบแล้วยกแขนขึ้นมาโอบกอดคุณพ่อลูกหนึ่งเข้ามาเต็มอ้อมแขน

    “ก็ไม่ได้หึง ... แต่เราอย่าทำให้ผู้ชายดีๆไขว้เขวสิ”

    เซฮุนหัวเราะก๊ากออกมาในทันที

    “คุณนี่นะ พูดเหมือนตัวเองไม่ได้ทำเจ้าเล่ห์กับผมเลยงั้นสิ” เขาตอบกลับยิ้มๆพลางยกมือปัดเส้นผมที่ตกลงมาปรกดวงตาของอีกฝ่ายออกไปด้วย

    “ไม่เคยทำสักหน่อย ออกจะอยู่ในโอวาท เคยนอกลู่นอกทางซะที่ไหน” ทั้งสีหน้า ทั้งน้ำเสียง แกล้งทำหงอเสียจนเขาหมั่นไส้จนต้องยกมือขึ้นมาบีบปากคนช่างพูดอีกรอบ “เชื่อฟังทุกอย่างนั่นแหละ ผมกลัวโดนเด็กหลอก”

    เซฮุนส่ายหัว พอเอื้อมมือย้อนกลับมา เด็กหนุ่มก็ใช้มือข้างนั้นประคองใบหน้าแสนรักเอาไว้ เขาไต่มือไปเรื่อยๆจนไปจบที่การขยุ้มเส้นผมของอีกฝ่าย จงอินเงียบไปแล้ว บนสีหน้าไม่ได้มีรอยยิ้ม มีแต่เพียงดวงตาคมที่สบกลับมาอย่างไม่ลดละ

    เด็กหนุ่มจ้องกลับเช่นกัน เซฮุนผงกหัวแล้วยื่นริมฝีปากเข้าใกล้อีก แต่ก่อนจะได้แตะเพียงนิดเดียว น้ำเสียงแหบพร่าก็พูดขึ้น “... พอรู้ว่าผมรัก แล้วก็หนักมือกับผมจังเลยนะครับ”

    จงอินสอดมือเข้าไปในเสื้อเชิ้ตที่เด็กหนุ่มใส่นอน เขารั้งมันขึ้น จนชายเสื้อโผล่เห็นขอบกางเกงยางยืด น้ำเสียงนุ่มทุ้มหัวเราะอยู่ในลำคอพร้อมกับฝ่ามือที่ลูบหนักๆอยู่ตรงช่วงบั้นเอว “ก็เพราะรู้ว่าเรารักน่ะสิ เลยแหย่”

    “ดีครับ รู้ก็ดี” เซฮุนพูดเสียงเบาแล้วขยับท่อนขากกก่ายชายหนุ่มกลับไปจนระหว่างเราแทบไม่มีช่องว่าง “ได้ทั้งตัวแล้วก็หัวใจของผมไปอยู่ในมือแล้ว ถ้าอย่างนั้นคุณอย่าหักหาญน้ำใจผมนะครับ”

    “ไม่เอาหน่า เซฮุน”

    ครั้งนี้จงอินไม่ได้หัวเราะอีกต่อไป ได้แต่รั้งร่างสูงโปร่งเข้ามาแนบอกแล้วจรดริมฝีปากที่ต้นคออุ่นๆตรงตำแหน่งชีพจรชีวิตของเซฮุนเต้นตุบๆ ชายหนุ่มก้มหน้าไล้ปลายจมูกลงกับลาดไหล่กว้าง แต่ก็ยังไม่ได้พูดอะไร เหมือนยังรอคอยจังหวะที่เหมาะสม

    เขายังไม่เคยพูดสักครั้ง … แต่ใจหนึ่งก็อยากจะบอกออกไปอยู่เดี๋ยวนี้

    ถ้าจะพูดก็อยากให้มันชัดในความหมายของมัน อย่างเรียบง่ายและลื่นไหล

    “ผมก็รั-”

    ยัง ... ยังไม่ใช่ เขาอยากให้มันสะอาด เอื้ออาทรและไร้ความเคลือบแคลงมากกว่านี้ เขาไม่อยากพูดออกไปเพียงเพื่อต้องการปลอบอีกฝ่ายให้สบายใจมากขึ้น ไม่ ... ยังไม่ใช่ตอนนี้เพราะจงอินอยากให้มันพิเศษ เขาอยากให้เซฮุนรู้ว่าสิ่งที่เรามีด้วยกันมันพิเศษและควรค่าแก่การรอคอยเวลาที่เหมาะสมอย่างแท้จริง 

    “คุณทำให้ผมมีความสุขมากนะ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยแผ่วเบา เขามองแววตาใสๆด้วยความจริงจังมากกว่าครั้งไหนๆที่ผ่านมา

    “... มากจริงๆ นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้คุณรู้”




    สองสามวันมานี้ทั้งทีมดูเหมือนจะยุ่งอยู่แต่กับแคมเปญหาเสียง ทั้งเซฮุนและจงอินไม่ได้อยู่ด้วยกันตามลำพังมาพักใหญ่แล้ว แต่ทุกครั้งที่ดวงตาคมฉายแววเจ้าชู้อย่างชัดเจนเหลือบมองมาทางเขาก็จะอ้อยอิ่งอยู่อย่างนั้น แล้วมันก็ทำให้เซฮุนต้องก้มหน้า ไม่กล้าสบตา แต่ทางเลือกของเขาเองก็มีไม่มากเท่าไหร่นักเช่นกัน ในเมื่อจงอินดูเหมือนจะมีความสุขกับการแหย่ให้เขาต้องอยู่ไม่สุขเสียเหลือเกิน

    ทั้งทีมอยู่ได้ด้วยกาแฟและอาหารมื้อใหญ่ที่วางเคียงข้างกับกองเอกสาร ช่วงนี้สมาชิกของตระกูลคิมเกือบทุกคนแทบจะยกโขยงมานอนค้างในที่ทำการพรรค จะเว้นไว้แต่เด็กๆซึ่งจำเป็นต้องอยู่ที่บ้านเพื่อความสะดวกสบาย จะผลัดกันมาให้เห็นหน้าทีละคนสองคนเพราะช่วงนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ถ้าเป็นไปได้ก็คงไม่มีใครอยากพลาดทุกรายละเอียดไปอย่างแน่นอน

    และวันนี้ก็เป็นอีกบ่ายที่ซื่อซุนพาลิตเติ้ล เจแต่งตัวสวยมาหาคุณพ่อของเธอในตอนบ่ายแก่ๆ ในทันทีที่เด็กหญิงเห็นจงอินเธอก็ไม่ยอมไปไหน คลอเคลียไม่ยอมห่าง แต่ก็ไม่ได้งอแง ยอมนั่งนิ่งๆอยู่บนตักพ่อในขณะที่หันหน้ามองคนนู้นทีคนนี้ทีถึงแม้จะไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าผู้ใหญ่ในห้องกำลังหารือกันเรื่องอะไรกันก็ตาม

    “ปะป๊า”

    “ชู่ววว เจ”

    จงอินก้มหน้าลงไปฟัดแก้มลูกสาวดังฟอดพลางเอานิ้วแตะปากตัวเองเพื่อไม่ให้เธอเจื้อยแจ้วเสียงดังมากไป ร่างเล็กๆของเธอยังคงนั่งนิ่งอยู่บนตักของชายหนุ่มแล้วความสนใจของเด็กหญิงก็ไปอยู่ที่เนกไทบนคอของพ่อเธอเป็นที่เรียบร้อย มือเล็กๆดึงมันไปมาราวกับสงสัย ดูไม่น่าสบายตัวสำหรับจงอินเท่าไหร่นัก แต่มันก็เป็นภาพที่น่ารักมากเช่นกันที่เจ้าตัวปล่อยให้ลูกสาวเล่นเนกไทของตัวเอง

    สักพักหนึ่ง จูลส์ก็ส่งขนมถุงเล็กๆให้กับลิตเติ้ล เจแต่เป็นจงอินที่รับมาแล้วโยนขนมเข้าปากทีเดียวสองชิ้น ในขณะที่ดวงตากลมโตของเด็กหญิงจ้องชายหนุ่มเขม็งอยู่พักใหญ่จนท่านที่ปรึกษาพิเศษรู้สึกตัว เขาเลิกคิ้วมองลูกสาวแต่น้องเจก็ยังหน้าบึ้งอยู่อย่างนั้น

    “...ของหนู” เธอย้ำ น้ำเสียงแง่งอนอย่างเห็นได้ชัด “ปะป๊าไม่ขอ กินสองคำ ไม่น่ารัก”

    ใบหน้าหล่อจัดมองเธออย่างอึ้งๆ แต่จงอินยังไม่ตอบอะไรจนน้ำเสียงเล็กๆของลิตเติ้ล เจต้องย้ำอีกรอบ “คุณย่าบอกให้ขอ ถึงน่ารัก”

    ในตอนนั้นเองที่ผู้ใหญ่ในห้องทุกคนเข้าใจในสิ่งที่เด็กห้าขวบพยายามเรียบเรียงออกมาเป็นประโยค ชายหนุ่มตาโตที่โดนลูกสาวตัวเล็กๆดุเข้าให้ จำได้ขึ้นใจว่าตัวเองเป็นคนสอนลูกสาวกับปากเองว่าจะหยิบ จะกิน ของๆใครก็ต้องขอก่อน ถึงแม้จะเป็นของคนในบ้านก็ตาม ต้องบอกให้เจ้าของเขารับรู้ก่อนถึงจะเป็นเด็กน่ารักของพ่อ

    ให้ตาย คิม จงอิน …

    “โอ้ จริงด้วย พ่อขอโทษนะลูก พ่อลืม” จงอินพูดยิ้มๆพร้อมกับหยิบขนมในถุงป้อนลูกสาวไปด้วย
    ทุกคนในห้องหัวเราะกับบทสนทนาสั้นๆของสองพ่อลูก

    “ไม่เป็นไรค่ะ”

    ไม่นานนักเด็กหญิงก็เคี้ยวขนมเสียจนแก้มตุ่ยแล้วก็นั่งบนตักของจงอินเงียบๆไปตามประสาของเธอ ครู่ต่อมาเธอก็ผะออกมาหาเซฮุน ปีนขึ้นตักแล้วกอดคอ โอบขารอบเอวเป็นลูกหมีโคอาล่าแล้วเคลิ้มหลับไปเองในสิบนาทีต่อมา ทุกคนต่างก็มองยิ้มๆแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ทำงานกันต่อจนการประชุมเสร็จสิ้น

    วันนี้จงอินจึงตัดสินใจกลับไปนอนบ้าน และปล่อยให้เซฮุนอุ้มลิตเติ้ล เจเดินออกจากห้อง แขนข้างหนึ่งช้อนใต้ก้นของเธอ ส่วนมืออีกข้างก็โอบเอาแผ่นหลังเพื่อกันไม่ให้เธอตกจากอ้อมกอดระหว่างเขาก้าวเดิน ในขณะที่ใบหน้าเล็กๆซบลงกับบ่า น้ำลายไหลยืดเป็นทางลงบนเสื้อสูท

    โดยมีจงอินเดินอยู่เคียงข้าง ฝ่ามือข้างหนึ่งแตะอยู่ที่บั้นเอวของร่างสูงโปร่งตลอดเวลา ตั้งแต่ตอนที่เซฮุนลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินออกจากห้อง ก้าวไปตามทางเดิน หรือแม้กระทั่งยืนรออยู่ข้างรถ รอให้ชายหนุ่มเป็นคนเปิดประตูให้ก่อนจะลดตัวลงนั่งไปพร้อมๆกับสาวน้อยที่แทบจะหลับสนิท ...

    คล้ายกับอาการปกป้อง

    อยู่ตลอดเวลา




    เซฮุนยืนจ้องภาพถ่ายรูปฝูงแกะในห้องทำงานของจงอิน เขารักบรรยากาศของห้องนี้ มันดูอบอุ่นไปด้วยกรอบรูปเล็ก ใหญ่ลดหลั่นกันไป ติดอยู่บนผนังเหมือนกับนิทรรศการภาพถ่าย ถ้าหากมีโก้โก้ร้อนสักแก้ว เพลงเพราะๆเปิดคลอไปด้วยล่ะก็ เซฮุนคิดว่าตัวเองจะสามารถนั่งมองภาพพวกนี้และจินตนาการถึงสถานที่จริงซึ่งเป็นทุ่งดอกไม้กว้างและมีทุ่งหญ้าสีเขียวสดเต็มไปด้วยฝูงแกะ มองเห็นม้าสายพันธ์ดีอยู่กลายๆได้ไม่ยากเย็นนัก

    แต่เสียงเปิดและปิดประตูดังขึ้น ทำให้เด็กหนุ่มหันกลับไปมองก่อนเซฮุนจะเรียกชื่อของอีกฝ่ายราวกับจะเอ่ยทักทาย “คุณลู่หาน”

    “จงอินล่ะ?” ใบหน้าหวานคมของท่านที่ปรึกษาเรื่องภาพลักษณ์พยักหน้าให้กับคำทักทาย ในมือของชายหนุ่มถือแฟ้มบางๆเข้ามาด้วย

    “คุณจงฮุนเรียกเข้าพบครับ”

    ลู่หานถอนหายใจ “โอเค ถ้างั้นฉันไปละ”

    “ลู่หานครับ”

    เซฮุนเรียก ดวงตาสีน้ำตาลมองชายหนุ่มตรงหน้าคล้ายกับไม่มั่นใจก่อนจะยิ้มน้อยๆให้อีกฝ่าย แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผู้ชายคนนี้จะคิดอะไรเกี่ยวกับตัวเขา แต่คนๆนี้สำคัญกับจงอิน ดังนั้นถ้าหากเขาอยากจะซื้อใจอีกฝ่ายมันก็คงไม่แปลกอะไร

    “จงอินคงออกมาไม่ทันนัดทานกลางวันกับคุณ ถ้าไม่รังเกียจ เปลี่ยนเป็นทานกลางวันกับผมแทนได้ไหมครับ”

    เจ้าของร่างสมส่วนนิ่ง ชายหนุ่มเคาะแฟ้มที่ถืออยู่กับมืออีกข้างของตัวเองราวกับกำลังใช้ความคิด ในขณะที่ลู่หานกวาดตามองเขาแล้วปฏิเสธนิ่งๆทั้งที่ยังสบตา “ไม่ละ”

    “ทำไมล่ะครับ” เขาถามในทันที

    “ไม่ก็คือไม่ นายไม่เข้าใจตรงไหน เซฮุน” ชายหนุ่มส่ายหัวแล้วทำท่าจะหมุนตัวเดินออกไปนอกห้อง

    “ใช่ครับ ผมไม่เข้าใจ ทำไมคุณถึงได้ไม่ชอบผมนัก” เซฮุนว่า ก่อนจะเดินหน้าไปขวางไม่ให้ชายหนุ่มอีกคนออกไปจากห้อง “ผมพยายามแล้ว ทำไมคุณถึงไม่พยายามบ้าง คุณรู้ไหมว่าจงอินไม่สบายใจที่คุณเป็นแบบนี้กับผม”

    “เพราะฉันมาที่นี่เพื่อกินข้าวกับจงอิน” คราวนี้ลู่หานกอดอกและเลือกใช้คำง่ายๆแต่ยิ่งพูดก็ยิ่งนิ่งจนน่ากลัวมากกว่าเดิม “เขาไม่ว่าง ฉันก็เข้าใจ แล้วก็กำลังจะออกไปอยู่นี่ไง”

    “คุณก็รู้ว่าผมไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้นเลย”

    ลู่หานแทบจะหัวเราะ “เชื่อฉันเถอะ นายไม่อยากรู้หรอกว่าทำไม…”

    “ผมอยากรู้” เซฮุนยืนกราน “เมื่ออาทิตย์ก่อนเราเหมือนจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ แต่จู่ๆคุณก็ทำเหมือนรังเกียจผม... คุณเก็บสีหน้าไม่เก่งเลย ผมไม่เข้าใจจริงๆลู่หาน มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

    "ถ้านายรู้จักฉันดีกว่านี้ นายจะแปลกใจ ถ้ารู้ว่าฉันอดทนกับสิ่งที่ฉันคิดและรู้สึกได้ดีขนาดไหน" ลู่หานตอบเรียบๆพร้อมกับมองใบหน้าขาวจัดด้วยแววตาที่แม้แต่เซฮุนเองก็ยังอ่านไม่ออก “ที่ทุกคนไม่พูด ไม่ถามอะไรก็เพราะนายทำให้จงอินมีความสุข ครอบครัวของเจ้านั่นน่ะดีใจ แต่ฉันน่ะไม่เลย”

    เด็กหนุ่มแทบจะอ้าปากค้าง รู้ดีอยู่แล้วว่าลู่หานเป็นคนพูดตรงแต่ก็ไม่คิดว่าจะตรงฉับ ไม่ยอมหักไม่ยอมงอได้ถึงขนาดนี้ “คุณ ... คุณไม่อยากให้จงอินมีความสุขเหรอครับ”

    “เปล่าเลย ฉันอยากให้จงอินมีความสุขมากกว่าใครทั้งหมด นายรู้ไหมว่ามันแย่ขนาดไหนกับการที่ต้องทนมองเจ้านั่นพยายามเข้มแข็งอยู่ทุกวัน ตอนนั้นที่เขายังผ่านมันไปไม่ได้ด้วยซ้ำแต่ต้องทำทุกทางเพื่อให้ลิตเติ้ล เจผ่านมันไปให้ได้ก่อน นายคิดว่านายรู้จักความรัก ความเสียสละ ความอดทน ความเข้าอกเข้าใจดีกว่าจงอิน ดีกว่าฉันงั้นเหรอเซฮุน?”

    เซฮุนเงียบ …

    แต่เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าเขาไม่ตอบอะไรก็ตัดสินใจพูดต่อ ”แต่จงอินจะไม่มีวันมีความสุข ถ้าหากนายยังไม่กล้าปล่อยให้เจ้านั่นได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของนาย ... ว่านายสามารถทำอะไรได้บ้าง ไอ้การมาอยู่ที่นี่ มานั่งตรวจเอกสารที่ไม่ได้สำคัญอะไรเลย มาแสร้งทำเป็นพนักงานระดับล่าง ถ้าเทียบกับความรู้ ความสามารถของนาย นายไม่รู้สึกสมเพชตัวเองงั้นเหรอเซฮุน”

    สีหน้าของเด็กหนุ่มซีดเผือดเมื่อลู่หานพูดจบแล้วมองเขานิ่งๆ เสียงเบาหวิวยิ่งกว่าเดิมในตอนที่รวบรวมความกล้าตัดสินใจถามออกไป “คุณพูดเรื่องอะไร ลู่หาน”

    “คยองซูพูดถูกนะเซฮุน ไม่ว่ามันจะสำคัญหรือไม่สำคัญก็ตาม แต่นายควรจะบอกความจริงทั้งหมดกับจงอิน ในเมื่อคบกัน อยู่กินด้วยกัน ที่สำคัญเขายอมให้นายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวได้อย่างง่ายๆ เขาไว้ใจนาย ไม่ว่านายจะมีเหตุผลอะไร จงอินสมควรได้รู้”

    ถึงแม้สีหน้าจะยังนิ่งเฉยอยู่เหมือนเดิม แต่เมื่อได้ยินเสียงน้อยเหมือนเด็กถามอย่างกล้าๆกลัวๆ ใบหน้าของเด็กหนุ่มที่เจื่อนสนิทลงแทบจะทันที โดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงท้ายประโยคของลู่หานก็ดูเหมือนจะอ่อนลงตามไปด้วยจนเหมือนพี่ชายกำลังดุน้องเล็กที่ทำผิดแล้วไม่กล้าบอกอย่างไรอย่างนั้น

    เซฮุนก้มหน้านิ่ง ใจหล่นตุ๊บไปอยู่ที่พื้น ในขณะที่ริมฝีปากเริ่มสั่นระริกระหว่างถามอีกครั้ง “คุณรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”

    “ก็หลังจากที่จงอินไปเห็นนายยืนคุยกับเจ้าคยองซูที่นี่น่ะสิ เขาสงสัยว่านายไปรู้จัก สนิทสนมกับคยองซูตั้งแต่เมื่อไหร่ นายไม่รู้ตัวหรอกเซฮุน ว่าจงอินห่วงนายขนาดไหน มีไม่กี่เรื่องหรอกที่ทำให้เพื่อนฉันร้อนจนอยู่ไม่สุข ถึงได้มาปรึกษาฉัน หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของนาย ฉันเลยตัดสินใจย้อนกลับไปสืบ” ลู่หานพูดแล้วยิ่งถอนหายใจ หงุดหงิดตัวเองที่พูดไปพูดมาก็ดันใจอ่อนเสียเอง

    “เดี๋ยวนะครับ ผมไม่ได้คุยเรื่องส่วนตัวกับฮย- ... คยองซูที่นี่ คุณรู้ได้ยังไงว่าเขากดดันผมให้บอกความจริงกับจงอิน” เซฮุนถามเสียงสั่น เด็กหนุ่มเอียงตัวหนีทำท่าเหมือนสัตว์ตัวเล็กๆที่กำลังจะโดนทำร้ายแล้วเสียงกลืนน้ำลายลงคอก็เหมือนจะดังไปทั่วห้องในขณะที่รอคำตอบจากอีกฝ่าย

    “จงอินไม่เคยบอกนายงั้นเรอะ”

    เขากลืนน้ำลายอีกรอบ “บอกอะไรครับ”

    “ว่าในบริเวณรอบบ้านของตระกูลคิมมีกล้องติดอยู่กี่ตัวน่ะสิ” ลู่หานตอบเสียงกลั้วหัวเราะ “นายคิดว่าคนสำคัญระดับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้ต้องรักษาความปลอดภัยระดับไหนกัน กับอิแค่ความเคลื่อนไหวในบ้านของตัวเอง ถ้าหากไม่รู้ แล้วพวกฉันจะมีปัญญาไปบริหารบ้านเมืองได้ยังไง”

    “แล้วคยองซูฮยอง ...” ในเมื่อปิดอะไรลู่หานไม่ได้เลย คราวนี้เซฮุนก็เรียกชื่อของพี่ชายคนสนิทด้วยความสนิทสนม

    “หึ คิดว่ายังไงล่ะ พ่อของเจ้านั่นเป็นนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาการรุ่นเดียวกับท่านอาจารย์ชูซอน แล้วที่สำคัญนะ คยองซูเป็นเพื่อนกับพวกฉัน”

    เด็กหนุ่มแทบจะทรุดนั่งลงบนโซฟา เขาอ้าปากค้างได้แต่มองลู่หานเหมือนชายหนุ่มเป็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากนอกโลก “คุณหมายความว่า ... วันนั้นที่ฮยองมาหาผมที่บ้านตระกูลคิมคือเขาตั้งใจให้พวกคุณรู้ตั้งแต่แรกอย่างนั้นเหรอครับ”

    “อือฮึ”

    ลู่หานฮึมฮัมรับคำเรียบๆและมันก็แทบทำให้เซฮุนเงยหน้าขึ้นไปค้อนอีกฝ่ายเลยทีเดียว ตอนนี้ได้แต่งงไปหมดรู้สึกเหมือนโดนแผนซ้อนแผน แล้วก็ซ้อนอีกหลายสิบแผน ทับไว้ วนไปวนมานับครั้งไม่ถ้วน แล้วสุดท้ายใครกันแน่ที่กุมความลับไว้มากมาย

    “นี่ อย่าไปโกรธ ไปงอนเจ้านั่นเลยถึงแม้คยองซูจะเป็นหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ แต่รู้ไหมว่าทำไมจงอินกับฉันแล้วก็จูลส์ถึงได้สนิทใจกับเจ้านั่นมากนัก ทั้งๆที่สายงานของพวกเราน่าจะเป็นสายงานที่ต้องคอยคานอำนาจกันซะมากกว่า นายเคยทำงานกับคยองซูมา ก็น่าจะรู้ว่าความเห็นในการเขียนข่าวของโด คยองซูน่าเชื่อถือและเป็นอันตรายต่อคนที่โดนโจมตีมากแค่ไหน ถ้าไม่เก๋าจริง อายุแค่นี้จะคุมหนังสือพิมพ์หัวรุนแรงได้งั้นรึ?” ลู่หานว่าต่อ สีหน้าและแววตาดูผ่อนคลายลงเยอะ จนเซฮุนแทบจะค้อนอีกฝ่ายเข้าให้จริงๆ

    “วิธีเดียวที่จะทำให้หนังสือพิมพ์หัวรุนแรงของเจ้านั่นหันมาสนับสนุนจีเอ็นพีได้ก็คือมัดมือชกให้เขามาทำงานร่วมกับเราในตอนแรก นอกนั้นก็ไม่มีอะไรรับประกันเลยว่าเขาจะไม่หันกลับมาแทงข้างหลังพวกฉัน นอกจากความเชื่อใจกันตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา”

    “พวกคุณทุกคนต้มผมซะเปื่อยเลยนะครับ” เซฮุนพูดนิ่งๆแต่หน้าก็งอจนแทบจะปิดไว้ไม่มิด

    “ไม่ใช่ทุกคน จงอินยังไม่รู้เรื่องนี้” ลู่หานรีบพูด

    “ถ้าหากคุณไม่ไว้ใจผมแล้ว คุณรออะไรอยู่ล่ะครับ ทำไมไม่บอกเขาไปเลย” เซฮุนถาม ความกลัวคืบคลานเข้ามาอีกครั้งเมื่อตระหนักได้ว่าลู่หานแทบจะกำความเป็นความตายของตัวเองอยู่ในมือ

    “ฉันไม่ใช่จงอินนะที่เวลานายประชดประชันแล้วฉันจะง้อ เจ้าเด็กบ้านี่” ชายหนุ่มบ่นในที่สุด “คิดดีๆ นายคิดว่าฉันส่งรูปพวกนั้นไปให้นายดูเพื่ออะไร เซฮุน”

    “เป็นคุณเองเหรอ ที่ส่งรูปพวกนั้นมาขู่ผม!” เขาแทบจะตะโกน

    “เปล่า ฉันไม่ได้ขู่ แค่หยอกเล่น” ใบหน้าหวานจัดมีรอยยิ้มน้อยๆ

    คราวนี้เซฮุนค้อนขวับเข้าให้ของจริง “คุณหยอกผมแรงไปนะ ลู่หาน”

    “ช่วยไม่ได้ พยอน แบคฮยอนเคยทำพวกฉันไว้อย่างแสบ นายยังอยู่ นายก็รับไปแล้วกัน”

    “คุณนี่มันเจ้าคิดเจ้าแค้นเป็นเด็กๆไปได้ ทำไมต้องมาแกล้งผมแรงขนาดนี้ด้วย”

    “ก็บอกแล้วไงว่าหยอกเล่น ฉันมันเขี้ยว ความลับเยอะนักนะนายน่ะ แต่เอาเถอะ ฉันก็ไม่ได้เล่นสนุกแค่อย่างเดียวหรอก ที่จริงฉันก็แอบหวังว่าถ้านายรู้ว่ามีคนรู้เรื่อง นายอาจจะตัดสินใจบอกจงอินเร็วๆนี้ อย่างที่ฉันบอกไปนะเซฮุน จงอินห่วงนายมาก ถึงแม้จะไม่ได้แสดงออกอะไรมากมายแต่ความรู้สึกของเพื่อนฉันก็เป็นเรื่องจริง ฉันยืนยันกับนายตรงนี้ได้เลย นายอาจจะไม่รู้ตัวแต่จงอินสั่งให้บอดี้การ์ดตามนายไปทุกที่ ถ้าหากฉันไม่ดักไว้ก่อน ป่านนี้จงอินก็รู้แล้วว่านายนัดกินกาแฟกับคยองซูเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว”

    “มีคนอื่นนอกจากคุณไหมครับ ที่รู้เรื่องนี้” เซฮุนถามในที่สุดก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่

    ลู่หานพยักหน้า “ก็รู้หมดทุกคนแหละ นอกจากจงอิน”

    “แล้วทำไมถึงไม่มีใครพูดอะไรเลยล่ะครับ” เด็กหนุ่มระบายลมหายใจเบาๆ

    “ก็ไม่ใช่เรื่องของพวกท่านที่ต้องมาพูดให้เสียผู้ใหญ่ แล้วฉันก็อยากให้จงอินรู้จากปากนายเองเพราะเขารักนาย ใครบอกก็ไม่สำคัญเท่ากับนายเป็นคนพูดเองหรอก”

    “รักผมหรือครับ...” เซฮุนทวนคำเสียงน้อยอีกรอบ

    “ทำไมไม่มั่นใจล่ะ หรือเจ้านั่นยังไม่ได้บอก นี่ฉันชิงพูดก่อนเจ้าตัวงั้นเรอะ” ลู่หานยิ้มๆ ใบหน้าช่างแสนมีเสน่ห์ แววตาดูใจดีขึ้นเยอะ

    “ก็ ... บอกแล้ว ...” เด็กหนุ่มงุบงิบตอบ

    “ถ้าบอกแล้ว แล้วจะมาทำท่าทางแบบนี้ทำไม”

    ลู่หานมองเขา เหมือนจะดุ แต่ดุแล้วก็ปลอบ ชอบสั่งสอนแรงๆ เอาให้เจ็บและจำแต่สุดท้ายก็ยังยืนอย่างมั่นคงอยู่ข้างๆไม่ไปไหน ข้อนี้อธิบายได้เลยว่าทำไมจงอินถึงได้เชื่อใจให้ลู่หานเป็นมือขวาของตัวเอง ถ้าหากไม่มีตำแหน่งในพรรคมาเป็นตัวแบ่งเขตอำนาจ ความนับถือในตัวผู้ชายคนนี้ของจงอินจะทำให้ทั้งสองเท่าเทียม

    “ถ้าสมมุติ ผมตัดสินใจไม่บอกจงอินขึ้นมาจริงๆ คุณคิดจะบอกเขาเมื่อไหร่ครับ”

    “ไม่เคยคิด” ลู่หานตอบเรียบๆแต่ก็ตอบในทันทีแบบไม่เสียเวลาคิดตามสไตล์และมันก็ทำให้เซฮุนถึงกับชะงักไปเลยทีเดียว

    “ผมถามได้ไหมว่าทำไม หรือเพราะคุณกลัวว่าสิ่งที่ผมจะบอกเขาจะทำลายจงอินไปด้วย”

    “มันไม่ใช่เรื่องของฉัน เซฮุน” ชายหนุ่มคลายท่อนแขนที่กอดอกแล้วนิ่งไปสักพักราวกับกำลังครุ่นคิด “หรือมันอาจจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่จงอินยอมนิ่ง ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องของฉันกับจูลส์ก็ได้ แต่ตอนนี้นายยังมีทางเลือก จะบอกหรือไม่บอก อย่ารอให้ต้องบอกในตอนที่มันไม่มีทางเลือกอีกต่อไป รับรองว่านายจะไม่ชอบผลลัพธ์ของมันหรอก”

    เซฮุนยิ้มเป็นครั้งแรก ขอบคุณ ... อยู่ในใจและเข้าใจได้ทันทีกับความรู้สึกที่ลู่หานไม่ได้อธิบายมันออกมา

    “แล้วสรุปคุณจะทานกลางวันเป็นเพื่อนผมได้ไหมครับ” เขาถามลู่หานด้วยความหวัง

    “ไม่ได้” ชายหนุ่มตอบนิ่งๆ

    “ทำไมล่ะครับ ผมนึกว่าเราเข้าใจกันแล้วซะอีก” เด็กหนุ่มถามเสียงยานเหมือนจะอ้อนวอน

    “เพราะฉันมีนัดทานกลางวันกับจูลส์ แต่ถ้าอยากมา ก็มากินด้วยกัน ฉันเลี้ยงเอง”

    คราวนี้เซฮุนจ้องลู่หานเขม็ง สาบานเลยว่าถ้าอายุเท่ากันเขาจะฟาดเข้าให้แล้วจริง “แล้วทำไมคุณไม่บอกผมตั้งแต่แรก ลีลาอยู่ได้นะครับ”

    “ก็ไม่ได้ถามนิ”

    หันมาตอบแล้วก็ลุกเดินออกจากห้องไปในทันทีเหมือนรู้ว่าอย่างไรเขาก็ต้องเดินตามออกไปอย่างแน่นอน ใบหน้าขาวจัดงอง้ำแต่ก็ยอมลุกขึ้นแล้วส่งข้อความบอกจงอินว่าวันนี้ตั้งใจจะให้ลู่หานเลี้ยงจนพุงกาง ไม่นานนักชายหนุ่มคู่สนทนาก็อ่านแล้วส่งสติ๊กเกอร์ในโปรแกรมแชทเป็นรูปหมีตาปรือยกมือ ‘เยี่ยม’ กลับมาให้

    ฮึ ... คุณเจนะคุณเจ ใครไปสอนให้โหลดสติ๊กเกอร์หน้าตัวเองมาเล่นกัน

    แต่แค่สติ๊กเกอร์หมีตัวเดียวนี่แหละ ที่ทำให้เซฮุนยิ้มขำหน้าบานไปตลอดทั้งมื้อกลางวันเลยทีเดียว






    เขียนโดย AyahSoo LONE WOLF
    Twitter hashtag: #หัวใจสิงห์KH


    -  Thank You  -






เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
ehyukjaebt (@BBaekhyun)
รีบบอกเถอะ กลัวใจเจมาก