LION'S HEART หัวใจสิงห์savedbywolf
ตอนที่ 12


  • LION'S HEART l หัวใจสิงห์
    ตอนที่ 12


    เพราะอะไร เซฮุนก็ไม่รู้ ...

    แต่เขารู้สึกว่า วันนี้จะเป็นวันพิเศษ

    เริ่มตั้งแต่ที่รู้ว่าลู่หานพาคุณจูลส์ออกไปทานข้าวด้วยกัน จะด้วยฐานะไหน ความรู้สึกอย่างไร เขาก็ไม่รู้อีกนั่นแหละ แต่ที่สำคัญวันนี้จงอินหยุดงานอยู่บ้าน เด็กหนุ่มเปิดกล่องนาฬิกาที่เพิ่งได้มาเป็นของขวัญด้วยหัวใจพองโตเต็มที เขามองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกแล้วหยิบหวีขึ้นมาหวีผมให้เข้าทรงอีกครั้ง

    จู่ๆก็นึกครึ้มอยากจะแต่งตัวขึ้นมา แต่แค่ใส่นาฬิกาอยู่บ้านมันคงไม่ได้แปลกอะไรหรอกมั้ง ปกติเซฮุนไม่ใช่คนใส่เครื่องประดับอยู่แล้ว นาฬิกาก็แทบไม่ใส่ ต่างจากคนให้อย่างชัดเจนที่ต้องมีนาฬิกาติดข้อมืออยู่ทุกวัน ของขวัญที่เพิ่งได้ มันไม่ใช่ของราคาแพงอะไร เพียงแต่วันนั้น วันที่ได้จูบกันเป็นครั้งแรกระหว่างช่วงพักปราศรัย ก่อนจะเริ่มปาร์ตี้เลี้ยงขอบคุณ

    จงอินก็พาเขาไปเดินดูร้านค้าของชาวบ้านในงาน จนมาหยุดที่ร้านเล็กๆร้านหนึ่ง เป็นร้านนาฬิกาทำมือ ถึงแม้จะไม่ได้แพงมากแต่ก็ประณีต สวยงามมากทีเดียว เขาเป็นคนสังเกตเห็นนาฬิกาเรือนนี้ เพราะแต่แรกคิดว่ามันเหมาะกับจงอินมากกว่า ตัวเรือนใหญ่เป็นสีทองเคลือบ ภายในใส โชว์ตัวเรือนเห็นกลไกการทำงานด้านในเหมือนนาฬิกาแบรนด์หรู จับคู่กับสายหนังสีน้ำตาลเหมือนสีไม้ ภายในร้านกลิ่นหนังฉุนมาก แต่ก็ทำให้มั่นใจว่าสินค้าคือหนังแท้อย่างแน่นอน

    เขายืนมองมันนิ่งๆอยู่ครู่หนึ่ง กำลังจะเรียกชายหนุ่มมาดูแล้วถามว่าเจ้าตัวชอบมันหรือไม่ แต่เมื่อจงอินเข้ามาใกล้ เจ้าตัวกลับส่งบัตรเครดิตให้เจ้าของร้าน ขอซื้อโดยไม่แม้แต่จะดูราคาหรือรายละเอียดอะไรเลย ห้านาทีต่อมาเด็กหนุ่มก็ได้นาฬิกาเรือนนั้นมาอยู่ในมือ

    เซฮุนทะนุถนอมของขวัญชิ้นนี้

    แต่โดยปกติ เขาไม่ใช่คนไม่รักษาของเพราะของทุกชิ้นมีคุณค่าและราคาในตัวมันเอง แต่นาฬิกาเรือนนี้ จงอินตั้งใจซื้อให้เซฮุน เป็นของชิ้นแรกที่ชายหนุ่มซื้อให้ด้วยความเสน่หาอย่างแท้จริง ไม่ใช่ให้ด้วยน้ำใจเหมือนในตอนที่สัญญาว่าจะรับผิดชอบชีวิตของเขาเนื่องจากอุบัติเหตุ ดวงตาสีน้ำตาลมองมันอย่างแสนรักในขณะที่สวมมันบนข้อมือ เขามองตัวเองในกระจกเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจึงตัดสินใจหยุดการแต่งตัวอย่างอ้อยอิ่งและลงไปข้างล่างเพื่อใช้ชีวิตประจำวันเสียที

    ร่างสูงโปร่งก้าวลงบันไดขั้นสุดท้ายพอดี ในตอนที่เห็นอะไรแวบๆวิ่งพุ่งตรงมาที่ตัวเขาอย่างรวดเร็ว
    “พี่เซฮุนนนน”

    ลิตเติ้ล เจตะโกนเสียงดัง ดูเหมือนวันนี้หนูน้อยจะอารมณ์ดีมากเป็นพิเศษ เธอหัวเราะกว้างจนเห็นฟันกระต่ายสองซี่ที่ได้มาจากพ่อของเธอ เจ้าบราวน์วิ่งกวดตามมาพร้อมกับคาบลูกบอลของมันมาด้วย

    “เล่นอะไรกันอยู่ครับ”

    เซฮุนถามแล้วย่อตัวลง ยกร่างของเธอขึ้นมาอุ้ม เด็กหญิงคล้องแขนรอบคอเขาด้วยความคุ้นเคย ใบหน้าขาวจัดยิ้มเมื่อเจเอียงใบหน้าเล็กๆให้หอมอย่างว่าง่าย

    “เล่นวิ่งไล่จับกับบราวน์ค่ะ” เธอรีบตอบแล้วยิ้มกว้าง

    หลายสัปดาห์มาแล้ว ตั้งแต่ที่เธอฝันร้าย หลังจากนั้นคุณจูยอนก็พาลิตเติ้ล เจไปหาหมอเป็นประจำเพื่อบำบัดอาการของเธอ ดูเหมือนเจจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เด็กหญิงค่อยๆคลายความตื่นกลัวและกล้าที่จะออกมาจากเปลือกของตัวเธอเอง เริ่มมีความอยากจะที่เข้าสังคม บ่นถึงเพื่อนๆที่โรงเรียนและอยากออกไปเที่ยวนอกบ้านบ้าง แม้จะยังไม่หายสนิทแต่ถือว่าดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากแล้ว

    “พ่อออกไปเล่นกับคุณปู่ในสวน หนูเล่นกับบราวน์ในบ้าน”

    เสียงเล็กๆรีบบอกอย่างร่าเริงเมื่อมองเห็นว่าเซฮุนมองหาคนอื่น เขาฟังด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เอ็นดูเหลือเกินกับคำที่ลิตเติ้ล เจใช้ จงอินออกไปเล่นกับท่านชูซอนในสวนของน้องเจก็คงไม่พ้นออกไปนั่งจิบน้ำชาหรือไม่ก็ดูต้นไม้ไปตามประสาคนชอบสีเขียวๆ

    แต่ให้ตาย เขานึกไม่ออกเลยจริงๆว่าผู้ใหญ่สองคนจะเล่นกันอะไร ถ้าหากไม่รู้มาก่อน 

    เด็กหนุ่มกอดเธอแน่นๆอีกทีจนหนูน้อยร้องจะลง เมื่อเท้าเล็กๆทั้งสองข้างแตะพื้น เจก็วิ่งไปที่ห้องนั่งเล่นอย่างรวดเร็ว เขาเดินตามเธอ วันนี้อากาศดีมาก แถมลิตเติ้ล เจก็ยังไม่งอแง ถึงแม้จะไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนนอกจากสาวใช้เลยก็ตาม เธอเป็นเด็กเลี้ยงง่าย มีความสุขกับเพียงแค่อาหารว่าง ขนมและสมุดระบายสีเป็นตั้ง

    ร่างสูงโปร่งนั่งลงบนโซฟา ในขณะที่เธอฟุบตัวลงกับพื้นพรม มือทั้งสองข้างกำสีเทียนเอาไว้แล้วระบายเล่น สะเปะสะปะ เปลี่ยนสีลงบนสมุดไปเรื่อย เจ้าบราวน์ก็นอนหมอบอยู่ใกล้ๆแต่ดวงตากลมโตของมันกลับมองขนมบนโต๊ะตาเป็นมัน เซฮุนหัวเราะแล้วจึงเอี้ยวตัวไปหยิบขนมให้มันเป็นรางวัลหนึ่งชิ้น

    “น้องเจไม่ทานขนมเหรอ”

    “ไม่เอาค่ะ” เธอบอกพร้อมส่ายหัว มือยังระบายสีอยู่อย่างนั้น “หนูจะกินไอติม”

    สาวใช้ทำท่าจะท้วงติง เซฮุนรู้ว่าเธอจะพูดอะไร เขารู้ดีว่าลิตเติ้ล เจไม่ได้รับอนุญาตให้ทานไอศกรีมก่อนจะทานข้าวมื้อหลักเพราะเธอต้องทานวิตามินตามที่หมอสั่ง “เดี๋ยวผมจัดการเองครับ”

    เด็กหนุ่มพูดเรียบๆแล้วจึงหันไปหาหนูน้อยที่เริ่มจะทำปากยื่น “คุณพ่อบอกว่าอะไรครับน้องเจ ต้องทานข้าวก่อนนะ ถึงจะทานไอติมได้”

    “ไม่เอา หนูอยากกินไอติม” เธอพูดอย่างดื้อดึงระหว่างที่ลุกขึ้นนั่งแล้วโถมตัวเข้ามากอดด้วยความออดอ้อน

    เซฮุนยิ้มได้แต่ลูบแผ่นหลังเล็กๆอย่างจนใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน ไม่อยากจะขัดใจน้องเจ แต่ก็ห่วงสุขภาพของเธอ “ดื้อแบบนี้ ไม่กลัวคุณพ่อเสียใจเหรอครับ คุณพ่อคิดว่าน้องเจเป็นเด็กดีอยู่นะ”

    “หนูไม่ได้ดื้อ” ยังทำปากยื่นแล้วปีนขึ้นมานั่งบนตัก โหนไปข้ามมาอย่างกับลูกลิง

    “ถ้าน้องเจอยากทานข้าว พี่จะทานเป็นเพื่อน ดีไหมเอ่ย” เซฮุนพยายามตะล่อม

    “หนูขอกินไอติมได้ไหมคะ”

    “ไม่ได้ครับ” เขาว่านิ่งๆ ระหว่างปัดปอยลูกผมออกจากหน้าผากเธอ “ทานข้าวก่อนนะ น้องเจอยากทานอะไร วันนี้พี่เซฮุนจะตามใจทุกอย่างเลยดีไหม ถ้าน้องเจตกลง พี่สัญญาว่าคุณพ่อจะไม่รู้เรื่องนี้ ฮื้อ?”

    หนูน้อยนิ่งไปพักหนึ่งก่อนเธอจะพยักหน้าแล้วพึมพำว่าอยากกินข้าวผัด เด็กหนุ่มอุ้มเธอแล้วก็พาเดินเข้าไปในครัวพร้อมกัน สาวใช้และเจ้าบราวน์ก็เดินตามไปด้วย ทั้งผู้ใหญ่และเด็กกับสุนัขอีกหนึ่งตัวอยู่ในครัวระหว่างที่สาวใช้ทำอาหารที่น้องเจต้องการ

    ดูเหมือนเธอจะลืมเรื่องที่อ้อนจะกินไอศกรีมเป็นปลิดทิ้ง เมื่อเซฮุนอุ้มเธอไปใกล้ๆแล้วให้เธอมองดูวิธีการทำอาหาร สิบนาทีต่อมา เธอก็กินข้าวจนเกือบหมดจานก่อนจะทานยาตามอย่างว่าง่าย ถึงแม้หนูน้อยจะลืมไปแล้วว่าชั่วโมงก่อนหน้าจะดื้อดึงอยากกินอะไร แต่เนื่องจากน้องเจไม่ได้งอแงอะไรมากนัก เขาจึงตัดสินใจเอาไอศกรีมรสกล้วยถ้วยเล็กให้เธอเป็นรางวัลในที่สุด

    ดวงตากลมโตของเธอเป็นประกายในตอนที่ตักขนมหวานเข้าปาก ลิตเติ้ล เจเข้ามากอดขาอ้อนเหมือนที่ทำกับทุกคนในบ้าน แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มพองโตก็คือคำขอบคุณของเธอที่ตามมาด้วยนั่นเอง

    “ขอบคุณค่ะ หนูรักพี่เซฮุนที่สุดในโลกเลย”

    ในตอนที่ย่อตัวลงจูบกลางศีรษะของเธอนั้น เขาน้ำตารื้นจนเกือบจะร้องไห้ สำหรับเด็กห้าขวบมันอาจจะไม่ได้มีความหมายอะไรเลย เธอพูดเพราะเธอดีใจที่ได้กินไอศกรีม แต่สำหรับเซฮุน มันมีค่าที่สุดในโลกอย่างที่ลิตเติ้ล เจว่าเอาไว้จริงๆ




    สามทุ่มเกือบจะสี่ทุ่ม

    ลิตเติ้ล เจก็ผล็อยหลับบนเตียงเจ้าหญิงของเธออย่างง่ายดาย วันนี้เซฮุนอยู่กับเธอแทบทั้งวัน ได้เห็นหน้าจงอินเพียงไม่กี่แวบเนื่องชายหนุ่มกับหนุ่มๆใหญ่ในบ้านอีกสองคนได้ช่วยกันลงแรงปลูกต้นไม้แปลงใหม่ให้กับคุณจูยอน สองทุ่มกว่าหลังจากปล่อยให้สาวใช้พาลิตเติ้ล เจไปอาบน้ำแล้วมานอนดูการ์ตูนด้วยกัน เธอก็เกือบจะหลับคาอกเขาเสียแล้ว

    จนเมื่อสิบนาทีที่แล้วเซฮุนก็ได้อุ้มเธอให้นอนบนเตียง เอาตุ๊กตาตัวโปรดให้ ก่อนจะห่มผ้าให้เธอ กล่อมไปกล่อมมาก็เกือบจะหลับตามเธอไปจนได้ เขาจึงตัดสินใจกลับห้องของตัวเอง เหนียวตัวอยากจะอาบน้ำเหมือนกันจะแย่ แต่เปิดประตูเชื่อมทิ้งไว้เผื่อเจจะตื่นแล้วตกใจที่ไม่เห็นใคร

    เขาพันผ้าเช็ดตัวออกมาจากห้องน้ำหลังจากทาครีมอะไรเรียบร้อย หันรีหันขวางอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรู้สึกว่ามีใครเดินเข้ามาในห้อง หันไปมองก็เกือบจะสะดุ้งในตอนที่เห็นจงอินยืนอยู่ตรงนั้น ใส่แต่กางเกงนอน ไม่ใส่เสื้อ ดูเหมือนอีกฝ่ายเพิ่งอาบน้ำเสร็จเหมือนกันเพราะเส้นผมยังดูชื้นๆอยู่

    ดวงตาสีน้ำตาลมองชายหนุ่มยิ้มๆแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร น่าแปลกที่ระหว่างเราแทบไม่ได้มีความเขินอายต่อกัน ก็อย่างที่เคยคิด เขาไม่ถือเรื่องพวกนี้ จงอินก็คงไม่ถือเหมือนกัน คนเรามีความรู้สึกดีๆต่อกัน เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องธรรมชาติ จะไปฝืน ไปห้ามได้อย่างไร สักวันมันก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดีเพราะมันมาจากความเต็มใจของคนทั้งสองฝ่าย

    “ได้ข่าวว่าวันนี้คุณเอาลิตเติ้ล เจซะจนอยู่หมัด”

    “ไม่ได้ลำบากขนาดนั้นหรอกครับ แกก็ซนนิดหน่อยตามประสาเด็ก”

    เขาตอบนิ่งๆแล้วตัดสินใจหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมแทน มือขาวจัดง่วนกับการผูกปมเชือก ในขณะที่ปล่อยให้ผ้าเช็ดตัวร่วงสู่พื้นแล้วจงอินก็เข้ามาใกล้ ชายหนุ่มเอื้อมมาดึงร่างสูงโปร่งเข้าไปกอดจากทางด้านหลัง ริมฝีปากจูบเบาๆที่ต้นคอ

    “เหนื่อยรึเปล่า ฮึ”

    “ไม่เลยครับ ผมไม่ได้ทำอะไรเลย” เซฮุนตอบอย่างเอาใจ หันกลับไป ปล่อยให้อีกฝ่ายตระคองกอด

    สีหน้าของจงอินเก็บไม่อยู่ เขารู้ว่าชายหนุ่มมาเพื่ออะไร ในยามที่อยู่กันด้านนอก ก็ได้แค่จูบนั่นแหละ แต่ในตอนนี้ อยู่กันสองต่อสอง คนรู้สึกดีๆต่อกัน มันจะไปเหลืออะไร

    “เซฮุน” จงอินเริ่ม

    เขาทำเป็นนิ่ง คิดเหมือนกันว่าจะพูดอย่างไรดี เอาตามจริง มีใครมานั่งคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวในตอนที่กำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มกันด้วยเหรอ เรื่องแบบนี้ สื่อกันด้วยภาษากาย อีกฝ่ายก็น่าจะรู้

    “คุณไม่ต้องคิดมากหรอกครับ ผมเต็มใจ” เซฮุนพยายามจะบอก

    “แต่วันนั้นผมเป็นคนบอกให้คุณรอ ...” จงอินยังลังเล

    “แล้ววันนั้นในโรงรถ ...” เซฮุนยิ้ม แล้วช้อนตามอง “ผมตัดสินใจให้เราทั้งคู่แล้วว่ามันจะเกิดขึ้น”

    “มันง่ายอย่างนั้นเลยรึ” ชายหนุ่มตั้งคำถาม

    “แล้วทำไมต้องทำให้มันยากล่ะครับ” เซฮุนทวนกลับ “เพราะผมรู้สึกดีกับคุณ ผมเลยปล่อยให้มันเกิดขึ้น เรื่องแบบนี้คุณก็น่าจะรู้ ถ้าจะคบกัน เซ็กส์เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้นอกจากคุณจะไม่อยากทำ”

    “คบกันงั้นเหรอ” จงอินว่าแล้วซุกหน้าลงกับซอกคอขาว “... ข้ามไปเลยก็ได้นะ ทุกวันนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับอยู่กินด้วยกันอยู่แล้ว”

    “จงอินครับ ผมรู้ว่าคุณลำบากใจ จริงๆนะ การที่ผมนอนกับคุณไม่ได้แปลว่าผมจะกดดันอะไรคุณเลย ผมรับได้กับสิ่งที่เรามีอยู่ตอนนี้ ผมรู้ว่าที่ของผมอยู่ตรงไหน ผมเรียกร้องอะไรได้บ้าง ผมรับได้แล้วก็เต็มใจที่จะอยู่ตรงนี้ คุณไม่ได้เอาเปรียบผม”

    “แต่ผมอยากทำให้มันถูกต้อง” ก็ได้แต่พูดเสียงอู้อี้

    “แล้วคุณจะทำยังไงครับ ตอนนี้เราสองคนทำอะไรได้บ้าง คุณพูดเหมือนเรามีทางเลือกหรือว่าเราจะอยู่กันแบบไม่มีเรื่องนี้ คุณอยู่ได้ไหมล่ะ หื้อ” เซฮุนพูดช้าๆพลางยกมือขึ้นมาลูบศีรษะคนที่กอดซุกเขาราวกับตัวเองเป็นเด็กๆ “คุณไม่ต้องกังวล ต่อให้อีกหน่อยเราเลิกกันไป แต่ผมจะไม่มีวันเอาเรื่องนี้มาทำร้ายคุณ ผมเข้าใจว่าคุณยืนอยู่ตรงจุดไหนในสังคม”

    จงอินไม่ตอบอะไร ดวงตาคมมองไปที่ประตูเชื่อม เลยไปจนถึงเตียงนอนของลูกสาวก็เห็นเพียงโปงผ้าห่มคลุมร่างของเธอที่นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่เท่านั้น แล้วใบหน้าหล่อจัดหันกลับมา ตาสบตา ในขณะที่ท่อนแขนโอบรอบตัวเด็กหนุ่มเข้าไปใกล้จนหน้าอกแนบชิด

    ท่าทีแข็งๆของเซฮุนหายไป

    ความคิดและคำพูดในหัวดูเหมือนจะถูกลืมไปจนหมดสิ้น เขาอ่อนระทวยในแบบที่แม้แต่ตัวเองยังรู้สึกได้ และแล้วใบหน้าของคนทั้งคู่ก็เอียงเข้าหากัน มือทั้งสองของจงอินเลื่อนลงต่ำก่อนจะเลื่อนผ่านรอยแยกของชุดคลุมอาบน้ำเข้าไปกำเนื้อแท้เสียเต็มกำมือ

    ส่วนมือของเซฮุนก็ไล้ขึ้นสูง เด็กหนุ่มรั้งแขนรอบคออีกฝ่ายแล้วแอ่นร่างเข้าหา ต่างฝ่ายต่างหายใจเสียงดัง มือสากๆลูบอยู่ที่ต้นขาด้านหลังและช้อนให้ร่างที่เกือบจะสูงเท่าๆกันเอนตัวเข้าหามากยิ่งขึ้นในขณะที่ตัวเองก็ซุกหน้าลงพรมจูบที่กระดูกไหปลาร้า

    จงอินรุนร่างเด็กหนุ่มจนอีกฝ่ายหงายหลังแล้วเด้งอยู่บนเตียงใหญ่ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองมาราวกับจะท้าทาย ท่อนแขนขาวจัดวางแยกขนาบข้างศีรษะของเซฮุน ในขณะที่ชุดคลุมแหวกออกเห็นความขาวโพลนโดยไม่มีอะไรต้องจินตนาการอีกต่อไป

    ช่างเป็นท่าทางที่ไม่มีอะไรปิดบังและเชิญชวนให้เข้าหาอย่างถึงที่สุด

    “ประตูเชื่อมเปิดอยู่นะครับ ..” เซฮุนกระซิบบอก

    จงอินมองตาม ก่อนจะหันกลับมา “ถ้างั้นก็อย่าเสียงดัง”

    ร่างสูงใหญ่ตามลงมา จงอินคร่อมทับร่างของเขา มองเผินๆคล้ายกับจะคุมคามและแสดงถึงอำนาจ แต่เปล่าเลย เซฮุนรักความรู้สึกนี้ เขาชอบที่ตัวเองถูกควบคุมเป็นบางเวลา เขาชอบที่ตัวเองเหมือนเด็กหนุ่มตัวเล็กๆที่ต้องมีคนมาปกป้อง มันทำให้เขารู้สึกอุ่นใจและปลอดภัย

    จูบนั้นช่างเร้าอารมณ์ เหมือนสร้างความมั่นใจให้กับเขา มือขาวจัดดึงทึ้งกางเกงนอนของจงอินจนมันหลุดไปอยู่ที่หน้าขา ในขณะที่มืออีกข้างลูบไปเรื่อยตามแผนอก ก่อนจะวนลงต่ำจนไปเจอกับตัวตนของชายหนุ่ม ไม่แน่ใจว่าเจ้าของเขาอนุญาตให้แตะได้หรือยัง เสียงแต่ครางในลำคอก็ชัดพอที่เซฮุนจะสัมผัสมันต่อไป

    แรงกระชากที่ปมเชือกทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกตัว จงอินสบถแผ่วเบา มันไม่ได้หยาบคายแต่ก็มากพอที่จะทำให้เซฮุนมีอารมณ์ยิ่งกว่าเก่า ดูเหมือนอีกฝ่ายจะขัดใจอยู่ไม่น้อยที่ดึงปมเชือกไม่หลุดเสียที เขาจึงดึงข้อมืออีกฝ่ายออก แล้วดึงไปใกล้กับลิ้นชักหัวเตียง เท่านั้นจงอินก็เข้าใจ

    อีกฝ่ายควานหาสะเปะสะปะอยู่พักใหญ่ก็สบถอีกครั้ง

    ใบหน้าหล่อจัดซุกลงกับที่นอนข้างๆเซฮุน ถอนหายใจเสียงดังฟังชัด “ไม่มีถุงยาง”

    “คุณมีใครรึเปล่า” เซฮุนถามแล้วดึงปมเชือกเสื้อคลุมอาบน้ำออกด้วยตัวเอง

    จงอินส่ายหัว “ไม่มี ผมขาวสะอาดมาหกเดือนกว่าแล้ว”

    “ผมก็ไม่ได้นอนกับใครเลย” เซฮุนว่าก่อนจะขยับตัวแล้วดึงเสื้อคลุมอาบน้ำออก โยนไปไว้ที่ปลายเตียง “ถ้างั้นก็มาเถอะครับ”

    ร่างสูงใหญ่ปล่อยมือจากเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว ผะออกไปยืนข้างเตียง สลัดกางเกงนอนทิ้งแล้วหันหน้าไปมองที่ประตูเชื่อมอีกครั้งและเมื่อแน่ใจว่าอีกห้องยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จงอินก็ตามมาทาบทับร่างขาวโพลนอีกครั้งภายในไม่กี่วินาที

    ปากของทั้งสองพบกันในจุมพิตที่หยอกเหย้า เคล้าคลึง

    เซฮุนกอดจงอินก่อนจะแยกขาด้วยความยินยอมพร้อมใจอย่างถึงที่สุด แล้วนิ้วมือของอีกฝ่ายก็แทรกผ่านสู่ภายใน เปลือกตาบางหลับลง ห่างหายไปนานเหลือเกินกับความรู้สึกนี้ ได้แต่ครางเบาเรียกชื่อเจ้าของนิ้วมือซ้ำๆจนเสียงแหบเสียงแห้ง

    “ยังอึดอัดอยู่ไหม” ก้มหน้ากระซิบถามใกล้ริมฝีปาก

    และเมื่อเซฮุนส่ายหัว

    จงอินก็เปลี่ยนจากนิ้วมือเป็นอย่างอื่น แทรกกายอย่างเชื่องช้าราวกับขอร้องให้ร่างกายของเขารับเจ้าตัวเข้าไปทีเถอะ เด็กหนุ่มประหลาดใจที่อีกฝ่ายใจเย็นถึงเพียงนี้ เพราะในขณะที่เกิดขึ้น จงอินดูช่างยั้งคิดและไม่เหมือนเหตุการณ์หนักมือเหมือนในโรงรถเลย ช่างอ่อนหวาน ไร้ความกดดันที่มีเพียงแค่การปลดปล่อยอารมณ์

    แล้วชายหนุ่มที่เซฮุนเฝ้าปรารถนาก็เคลื่อนไหวอยู่บนร่างของเขาในที่สุด

    เคลื่อนไหวเป็นจังหวะซ้ำๆเหมือนคนกำลังเต้นรำไปตามเสียงเพลง มีบ้างที่พักกล้ามเนื้อหรือคลายลมหายใจ ราวกับพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ของเราทั้งคู่ไม่ให้แตะสวรรค์จนเร็วเกินไป แต่ก็ยากเต็มทีเพราะรสที่ไม่ได้ลิ้มมานาน ทั้งความคับแน่นและความใหญ่โตที่ซอกซอนลึกในที่ๆมีเพียงชายไม่มีคนเคยได้ไปถึง

    “เซฮุนนา ...”

    จงอินเรียกชื่อของเขาเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่ร่วมรักกัน

    ชายหนุ่มหยัดร่างเข้าหา ดำดิ่งลงในร่างกายโปร่งบางอีกไม่กี่ครั้งก่อนจะเสร็จสมอารมณ์หมายด้วยกันทั้งคู่ในที่สุด

    มันผ่านไปแล้ว

    หลายนาทีผ่านไป จนลมหายใจเป็นปกติด้วยกันทั้งคู่ จงอินถอดถอนร่างกายออก น้ำเหนียวๆไหลเป็นทางตามชายหนุ่มไปก่อนร่างสูงใหญ่จะลุกขึ้น เดินเปลือยเข้าไปในห้องน้ำ ในขณะที่เซฮุนยังไม่พูดอะไร เด็กหนุ่มถอนหายใจแล้วพลิกตัวนอนตะแคง ถึงแม้จงอินจะไม่ได้รุนแรงเลยก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าปวดระบมอยู่ไม่เบา

    อึดใจถัดมา จงอินก็กลับมาพร้อมกับผ้าขนหนูและกะละมังใส่น้ำเย็นใบเล็กๆ ร่างสูงใหญ่ลดตัวลงนั่งเคียงข้าง ก้มหน้าลงมาจูบปากคล้ายกับอาการแสนรัก ก่อนจะพักฝ่ามืออยู่ที่บั้นเอว

    “เจ็บเหรอเรา” ถามเสียงนุ่ม

    เซฮุนส่ายหัว จู่ๆก็เขินขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ได้แต่มองช้อนชายหนุ่มกลับไปตามตรง เขามองใบหน้าของอีกฝ่าย ตากลมและเบิกกว้างเหมือนเด็กสาวอยากรู้อยากลอง ในตอนที่จงอินดันร่างให้นอนหงายอีกรอบ แล้วเช็ดผ้าชุบน้ำไปตามร่างกายก็ยังได้แต่มอง

    “ขอบใจนะ” ชายหนุ่มกระซิบ

    เซฮุนหลับตาลงในตอนที่จงอินไล้ข้อนิ้วลงบนแก้มก่อนจะหยุดที่ริมฝีปากแดงช้ำแล้วจึงก้มลงมาจูบอย่างอ่อนโยน ไม่นักนานก็ย้ายมาหอมไปตามใบหน้าและลำคอ แก้มแนบแก้มร้อนผ่าวไปทั้งหน้าด้วยกันทั้งคู่ เซฮุนยกมือลูบศีรษะชายหนุ่มเบาๆ ดูเหมือนอีกฝ่ายก็ไม่ได้ถือในเรื่องนี้

    จงอินอายุมากกว่าเขาหลายปี แต่เซฮุนไม่ได้มีเจตนาจะไม่เคารพผู้ใหญ่ แต่เขาชอบลูบศีรษะมาแต่ไหนแต่ไร มันคือการแสดงความรัก ความห่วงหาและเอื้ออาทรในแบบของเขาเอง

    พระเจ้า ...

    ขออภัยที่ลูกเอาพระนามของท่านมาทำให้แปดเปื้อน

    แต่ลูกรักผู้ชายคนนี้ ... ลูกรักคิม จงอินเหลือเกิน

    “ยังเจ็บอยู่ไหม” จงอินกระซิบถามอีกรอบ

    ห้องยังมืดสลัว มองไปที่ประตูเชื่อม ลิตเติ้ล เจก็ยังคงหลับสนิท

    เซฮุนหลับตาลงอีกครั้งก่อนจะส่ายหัว โดยไม่ต้องพูด เขารู้ว่าจงอินถามเพราะต้องการอะไร

    พอเอื้อมถึง เขาก็ใช้มือข้างหนึ่งประคองใบหน้าของชายหนุ่มไว้ โน้มลงมาเพื่อแตะริมฝีปากด้วยกันอีกรอบ ร่างโปร่งบางพลิกตัวตะแคงอีกครั้งก่อนจงอินจะตามมานอนเคียงข้าง แนบสนิทจนอุ่นไปทั้งแผ่นหลังเมื่อฝ่ามือใหญ่รั้งร่างของเขาจนแนบไปทุกส่วน

    เซฮุนเอียงคอเปิดทางเมื่อใบหน้าของอีกฝ่ายซุกลง รู้สึกว่านอกจากพรมจูบก็ยังแอบงับเบาๆที่หัวไหล่ราวกับอดใจไม่ได้ ท่อนแขนข้างหนึ่งช้อนผ่านใต้คอรั้งเข้าไปกอดให้นอนหนุนแขน ส่วนอีกข้างก็ไต่ลงราวกับจะขออนุญาต และเมื่อเด็กหนุ่มส่งเสียงอู้อี้ ไม่ได้มีทีท่าปฏิเสธ ฝ่ามือข้างนั้นก็ช้อนใต้เข่าดันท่อนขาขาวจัดขึ้น แถมยังแยกกว้างจนเกือบชิดอก

    ก่อนจะแทรกร่างเข้ามาเป็นรอบที่สองในค่ำคืนนี้

    จงอินกอดเขาไว้แนบแน่น ไม่มีตอนไหนที่ไม่ได้นัวเนีย ชิดใกล้ในตอนที่สองร่างรวมเป็นหนึ่งเดียวและก่อนที่มันจะจบลง เซฮุนก็หันหน้ากลับไปในขณะที่อีกฝ่ายก็โน้มลงมา ริมฝีปากบรรจบกันอีกครั้ง
    อ่อนหวาน เนิบนาบและช่างไม่มีที่สิ้นสุด




    มันผ่านไปแล้ว ...

    ครั้งแรก

    และแล้วมันก็จบลง

    ห้องเงียบจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาข้อมือของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงอย่างชัดเจน เซฮุนหลับตาลง ไม่กล้าขยับตัว ไม่กล้ามอง อย่าว่าแต่จะโน้มหน้าเข้าไปจูบอีกสักรอบเลย ร่างสูงโปร่งนอนนิ่ง ได้แต่ฟังเสียงลมหายใจเป็นจังหวะของจงอินที่นอนหลับสนิทอยู่ข้างๆ

    เราได้คุยกันสั้นๆก่อนอีกฝ่ายจะหลับไป บทสนทนาเหมือนจะเรียบเรื่อยแต่มันยังติดอยู่ในหัวสมองของเซฮุนตั้งแต่ตอนนั้น ในตอนที่ทุกอย่างสงบลง ทั้งเขาและจงอินต่างก็ซุกตัวนอนนิ่งๆอยู่ในผ้าห่ม ใบหน้าหล่อจัดชะโงกไปมองประตูเชื่อมอีกครั้งราวกับต้องการให้แน่ใจและในตอนนั้นเองที่เซฮุนยั้งตัวเองไม่ได้อีกต่อไป

    เขาถามออกไปโดยไม่ทันได้คิด

    “คุณชอบผมเพราะอะไร”

    จงอินถึงกับนิ่งจนเขาเกือบจะคิดว่าชายหนุ่มอาจจะไม่ได้ยิน แต่ความเงียบสงัดในกลางดึกไม่น่าทำให้เสียงอะไรก็ตามเล็ดลอดผ่านไปได้ แต่อึดใจถัดมาเจ้าตัวก็ยอมตอบในที่สุด “ทำไมถึงมาอยากรู้เอาตอนนี้ล่ะ ปกติคนอื่นเขาจะอยากรู้ก่อนที่จะมี ...” น้ำเสียงนุ่มทุ้มแกล้งลากยาวราวกับจะแกล้ง

    แต่เซฮุนไม่หลงกล เขายู่จมูกใส่คนที่พักหลังๆดูเหมือนจะชอบทำเจ้าชู้ยักษ์เสียเหลือเกิน “จงอิน...”

    “อะไรของเราล่ะ ฮึ” เจ้าตัวหัวเราะ ก่อนประโยคถัดมาน้ำเสียงจะอ่อนลงแถมอ้อนเหมือนตอนถามลูกสาวว่าเธอรักใครที่สุด “มันต้องมีเหตุผลด้วยเหรอไง”

    “แล้วที่ผ่านมา ... มันไม่มีเหตุผลเลยเหรอครับ” เด็กหนุ่มจ้องจงอินตากลม ถามกลับในทันที

    “มีสิ แต่ไม่ขนาดนี้หรอก”

    เซฮุนขมวดคิ้ว “ขนาดนี้? หมายความว่ายังไงครับ”

    ชายหนุ่มหัวเราะ “ก็ชอบไง ...”

    สิ้นเสียง เซฮุนก็หน้างอในทันที เขาถอนหายใจ อ่อนไหวและอยากรู้จริงจังแต่จงอินก็ยังเล่นไม่เลิก ร่างสูงโปร่งทำท่าจะพลิกตะแคงหันหลังให้แล้วนอนเสียที แต่ก่อนที่จะได้ทำแบบนั้น ก็เป็นจงอินเองก็บังคับให้นอนนิ่งอยู่ท่าเดิม

    “ทำไมจู่ๆถึงได้อ่อนไหวนัก เราจะมาไม่มั่นใจอะไรตอนนี้เซฮุน ถ้าหมายถึงรูปกายภายนอก ผมชอบอะไรหลายๆอย่างในตัวคุณ แต่ทั้งหมดนั่นไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมเริ่มรักคุณเลย ผมหลงรักคุณด้วยความรู้สึกที่ลึกและมันก็มากกว่าเหตุผลเป็นข้อๆเยอะ”

    “จริงเหรอครับ” เขาถามกลับเสียงน้อยเหมือนยังต้องการความมั่นใจมากกว่านี้อีก เซฮุนดันหมอนที่หนุนอยู่มาแนบแก้มแล้วชันเข่าขึ้นเกือบจะแนบอก ขดตัวกลมเหมือนกลับไปเป็นเด็กน้อยผู้โหยหาความรักอีกครั้ง

    จงอินยิ้มแล้วขยับเข้ามาใกล้จนลมหายใจรดอยู่ข้างกระหม่อม เซฮุนมองใบหน้าหล่อจัด ดวงตาสีน้ำตาลยังกลม เต็มไปด้วยคำถามและความอยากรู้ และแล้วเขาก็รู้สึกว่าฝ่ามือของชายหนุ่มค่อยๆย้ายมาลูบไล้อยู่ที่บั้นเอวใต้ผ้าห่ม “อย่าสงสัยเลยนะ เชื่อผมเถอะ ถ้าสักวันคุณมาบอกผมว่าคุณรักผมเพราะอยากลงเอยกับพ่อหม้ายรวยๆสักคน คุณคิดว่าผมจะเชื่อไหม”

    “คุณคงไม่ได้มีความคิดแบบนั้นจริงๆหรอกใช่ไหม จงอิน”

    ชายหนุ่มหัวเราะอีกครั้ง ก่อนโน้มหน้ามาทำท่าจะฟัดแก้ม แต่ก็ไม่ได้ทำเพราะริมฝีปากอิ่มๆเพียงแค่พูดกระซิบกระซาบอยู่แนบชิดกับริมฝีปากแดงสดเท่านั้น “ไม่เลย แต่ผมคิดว่าคุณหลงรักผมเพราะผมหล่อต่างหาก”

    “รู้ตัวด้วยเหรอว่าหล่อ”

    “รู้สิ อยู่มาตั้งนานก็มีแต่คนบอกนะ”

    เซฮุนตาคว่ำก่อนจะฟาดแขนเข้าให้ด้วยความหมั่นไส้จริงๆ “คุณนี่จริงๆเลย”

    “ผมจริงจังกับคุณนะเซฮุน แต่ถ้ามาถามผมว่าเพราะอะไร ทำไม ผมตอบคุณไม่ได้หรอก ถ้าผมถามคุณกลับ คุณอาจจะมีคำตอบให้ผมก็ได้ แต่เพราะเราอยู่ด้วยกันแทบทุกวัน สำหรับผมอยู่ๆกันไป มันก็เริ่มรัก เริ่มผูกพันไปตามธรรมชาตินั่นแหละ ผมไม่รู้หรอกว่ามันเริ่มตอนไหน รู้ตัวอีกทีมันก็อยู่ในใจแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะรู้สึกแบบนี้กับทุกคนเหมือนกัน คุณถึงพิเศษสำหรับผมยังไงล่ะ ทีนี้เข้าใจรึยัง”

    “จริงนะครับ” คราวนี้เซฮุนถามอีกครั้งด้วยหัวใจพองโตจนเกือบจะหลุดออกมานอกอก

    “จริงสิ เห็นผมเป็นคนปากพล่อยไปแล้วรึไง”

    เด็กหนุ่มยู่ปาก “ก็เดี๋ยวนี้คุณน่ะ ชอบพูดทีเล่นทีจริง หน้านิ่งซะจนผมแยกไม่ออกแล้ว อันไหนแหย่ อันไหนจริง”

    จงอินส่ายหัวก่อนจะขยับมาใกล้จนศีรษะเกยหนุนอยู่บนหมอนใบเดียวกัน ฝ่ามือแข็งแรงไล้ปลายนิ้วไปตามรอยแดงจากตอหนวดที่ทิ้งไว้เมื่อชั่วโมงก่อนหน้า สัมผัสอ่อนโยนเหมือนกำลังแตะผิวของเด็กทารกแรกเกิดทำให้เซฮุนอ่อนไหวมากขึ้นกว่าเดิม น่าแปลกที่อารมณ์ทางเพศหายไปแล้ว ในขณะที่เด็กหนุ่มมองใบหน้าที่ตนเฝ้าหลงรัก ริมฝีปากแย้มออก แต่ไม่อาจพูดอะไรออกมาได้เลย

    “อย่าเก็บไปคิดเลยนะ บอกว่ารักก็คือรัก มันไม่มีอะไรซับซ้อนหรอก ผมก็ทื่อๆแบบนี้นั่นแหละ ผมไม่ใช่คนโรแมนติก ช่างเอาใจอะไร ผมขอโทษที่เป็นคนรักในฝันให้คุณไม่ได้ แต่จะให้มานั่งไล่เหตุผลที่รักใครสักคน ถ้าผมตอบได้เป็นข้อๆเหมือนนกแก้วนกขุนทองก็บ้าแล้ว”

    เจ้าตัวไม่ได้รอให้เซฮุนตอบอะไรกลับมา จงอินก้มหน้าลงมาจูบเขาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหยุด ผะใบหน้าออกมายิ้มให้แล้วจูบอีกราวกับยังไม่พอ ฝ่ามือของชายหนุ่มร้อนวูบวาบเมื่อมันไล้จากบั้นเอวลงไปที่ต้นขา ลูบไปลูบมา ปลอบให้เขาใจเย็น เซฮุนยิ้ม ยกมือแตะเบาๆไปตามไรผมดั่งที่ชอบทำ นิ้วเรียวแทรกผ่านเส้นผมสีเข้มไปวางฝ่ามือนิ่งๆที่ท้ายทอยของอีกฝ่ายแล้วโน้มใบหน้าที่ของจงอินลงมาจุ๊บที่รอยบุ๋มน้อยๆบนปลายคางของชายหนุ่มอย่างแสนรัก

    “ไม่ยักรู้ว่าอยู่บนเตียง คุณก็พูดเก่งไม่แพ้บนเวทีเลยนะครับ” เขาแซวยิ้มๆ

    “ตอนหนุ่มๆก็มีบ้างนะ อารมณ์ดีผมก็ชวนคุยไปเรื่อย” จงอินตอบกลับมาในทันที ไม่ได้มีทีท่าเขินอายเลยสักนิด

    “แล้วตอนปกติล่ะครับ” เด็กหนุ่มถามต่อ

    ร่างสูงใหญ่นิ่งไปพักหนึ่งเหมือนจะคิดหาคำตอบ ก่อนน้ำเสียงนุ่มทุ้มจะตอบอย่างเสียไม่ได้เพราะคนข้างๆยังคงนอนมองตนตาแป๋ว

    “อายุปูนนี้แล้ว ผมก็หลับสิคุณ ...”

    เซฮุนถึงกับอึ้ง

    ก่อนเขาจะหัวเราะเต็มเสียงราวกับกลั้นมานาน




    “ถ้าหากนายจะอารมณ์เสียขนาดนี้ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่านายจะเสียเวลามาเคลียเรื่องคดีกับฉันทำไม เรื่องแค่นี้ทนายปาร์คจัดการได้สบายมากอยู่แล้ว”

    จูลส์ เปิดฉากโจมตีลู่หานในขณะที่ทั้งคู่นั่งอยู่ในรถลิมูซีนระหว่างการเดินทางกลับจากศาล ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกอย่างแรง ใบหน้าคมหวานยังคงบอกบุญไม่รับอยู่เหมือนเดิม

    “ฉันมาเพื่อให้แน่ใจไงล่ะ ว่าไอ้เวรนั่นจะโดนทุกข้อหาอย่างที่มันสมควรโดน”

    นาทีก่อนหน้า ใบหน้าสวยจัดของหญิงสาวยังมองเหม่อออกนอกหน้าต่างราวกับเสียใจที่ความสัมพันธ์ของเธอกับคู่หมั้นต้องจบลงด้วยความหายนะ แต่แล้วจู่ๆยัยบ้านี่ก็หันมาขู่ฟ่อๆใส่เขาเหมือนแมวขนพอง

    “สมใจนายแล้วใช่ไหมล่ะ” เธอว่า น้ำเสียงเหมือนจะตัดพ้อ

    “เธอว่าอะไรนะ”

    “ฉันบอกว่า สะใจนายแล้วใช่ไหมที่เรื่องของฉันมันออกมาเป็นแบบนี้”

    “จูลส์” ลู่หานเตือน

    “นายคิดอะไรอยู่ นายก็พูดออกมาเลย” เธอย้ำ ดวงตาแดงก่ำราวกับจะร้องไห้ “นายไม่เคยอยากเห็นฉันมีความสุขกับผู้ชายคนอื่น ทั้งๆที่นายเป็นคน ...”

    “แล้วเธอมีความสุขจริงไหมล่ะ” เป็นลู่หานที่ขัดขึ้นมา ก่อนที่น้ำเสียงสั่นๆของหญิงสาวจะพูดจนจบประโยค “หรือว่าชอบที่โดนซ้อม? ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอโทษแล้วกันที่เข้ามาแส่จัดการเรื่องนี้ให้” ชายหนุ่มกระแทกเสียง

    “นายมันไอ้ขี้ขลาด” จูลส์พูดต่อ ดวงตาของเธอมองตามลู่หานที่เอื้อมมือไปกระแทกปิดแผงกั้นระหว่างคนขับรถและห้องโดยสารเบาะหลังเพื่อความเป็นส่วนตัว “... จงอินพูดถูก นายไม่เคยจริงใจกับฉันเลย ลู่หาน”

    และชายหนุ่มเจ้าของชื่อก็ไม่แม้แต่จะปฏิเสธข้อกล่าวหานั้น

    เพราะมันก็อาจจะจริงก็ได้ ลู่หานนั่งนิ่ง ปล่อยให้ความทรงจำของเขาและเธอผุดขึ้นมาเป็นฉากๆในหัว สิ่งที่เราเคยมีร่วมกัน ก่อนลู่หานจะกลายมาเป็นลู่หานอย่างในทุกวันนี้

    “แล้วเธอล่ะ จริงใจมากนักรึไง”

    ชายหนุ่มถามนิ่งๆแล้วหันกลับมาสบตากับหญิงสาว มือของเขาเอื้อมมากำข้อมือของเธอแน่นราวกับกรงเล็บของเสือหนุ่ม “ระหว่างเราสองคน มีใครดีกว่าใครด้วยเหรอจูลส์ เธอน่าจะปล่อยฉันไปตั้งแต่แรก แต่เธอก็ไม่ปล่อย เธอกล้าดียังไงถึงเล่นกับหัวใจฉันได้”

    หญิงสาวบิดข้อมือออกจากการเกาะกุมของเขา แล้วผลักอกลู่หานแรงๆจนร่างอีกฝ่ายเกือบจะกระแทกกับประตูรถ “นายต่างหากที่ปล่อยให้ฉันเข้าใจผิดมาตั้งนาน ใครกันแน่ที่เล่นกับหัวใจคนอื่น นายปล่อยให้ฉันคิดว่านายนอกใจ นายทำผู้หญิงคนนั้นท้องแล้วนายก็ไปแต่งงานกับคนอื่นเหมือนฉันไม่มีตัวตน ใครกันแน่ที่ใจร้ายลู่หาน”

    “เธอก็รู้ว่าฉันโดนหลอก ฉันเป็นเหยื่อเหมือนกัน เธอก็รู้ เพราะฉันคิดเหมือนกันว่าผู้หญิงคนนั้นท้อง ฉันเลยต้องแต่งงานเพื่อรับผิดชอบ! ถ้าเธอเชื่อใจฉันสักนิด ถ้าเธอรอให้ฉันได้จัดการ มันก็คงไม่ต้องจบแบบนี้หรอกจูลส์”

    ใบหน้าสวยจัดของหญิงสาวเริ่มบิดเบี้ยวในตอนที่ดวงตาของเธอมองลู่หานซึ่งเริ่มเสียงดังแล้วเหมือนกัน “แล้วหลังจากนั้นล่ะ นายหย่ากับผู้หญิงคนนั้นมาตั้งหลายปีแล้ว นายเคยสู้เพื่อฉันไหม นายอยากให้ฉันกลับไปหานายจริงๆรึเปล่า หรือนายเอาแต่เมาหัวราน้ำไปวันๆแล้วปล่อยให้เรื่องทุกอย่างมันเกิดขึ้น ช่างอนาคตของตัวนายเอง”

    “ฉันไม่ได้ ...”

    “คิดว่าฉันไม่รู้เหรอลู่หาน” คราวนี้จูลส์เป็นคนเสียงดังบ้าง “นายไม่ยอมซื้อบ้านใหม่ นายไม่ยอมจริงจังกับใครเลย นายเอาแต่หมกตัวอยู่คนเดียว ผลักไสคนอื่นที่เข้าหา เพราะฉันเคยทำให้นายเจ็บใช่ไหม นายคิดว่าฉันจะรู้สึกยังไงที่เห็นนายเป็นแบบนี้เพราะฉัน”

    “หุบปากนะ ฉันไม่อยากฟังเรื่องนี้อีก”

    “แต่นายต้องฟัง” เธอสั่ง “นายไม่ได้ไม่มีใครหรอก แต่เพราะนายกลัวว่าคนอื่นจะทำให้นายผิดหวังเหมือนที่ฉันทำ นายเลยเลือกที่จะผลักไสทุกคนออกไปเอง”

    ลู่หานเงียบ ... ไม่แม้แต่จะโต้เถียงอีกต่อไป

    ก่อนเขาจะถอนหายใจในที่สุด “ถ้าอย่างนั้น เราสองคนก็หายกันไปแล้วกัน เธอเลิกกับไอ้เวรนี่ให้เด็ดขาดแล้วหยุดโทษตัวเองสักที”

    “นายยังเกลียดฉันอยู่รึเปล่า” จูลส์ถามเสียงอ่อน

    “ทำไมถึงมาถามอะไรแบบนี้”

    “เพราะฉันรู้สึกว่านายจะไม่มีวันยกโทษให้เรื่องของเรา” เธอตอบเรียบๆในทันทีแล้วเรียกชื่อเขา “ลู่หาน…”

    ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกอย่างแรง “อะไรอีกจูลส์ วันนี้ฉันเหนื่อยนะ ฉันไม่อยากมานั่งทะเลาะกับเธอ”

    “เปล่านะ ฉันแค่จะถามว่า ฉันไปตัดผมทรงใหม่ดีไหม”

    ดวงตาคมๆของเขาปรายมองเธอ ประหลาดใจอย่างแท้จริงที่เธอเปลี่ยนเรื่องและปล่อยมันไปได้อย่างหน้าตาเฉย ...

    แค่นั้น ก็ทำให้จูลส์ประหม่าอย่างอดไม่ได้ ในยามปกติการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมคือสิ่งที่เธอโปรดปรานมากที่สุด เวลาที่เธอแต่งตัวในทุกๆวันเหมือนวันนั้นเป็นวันที่แสนจะพิเศษและที่สำคัญในยามที่ลู่หานเผลอแล้วเขาก็มองเธอจนเหลียวหลังนั่นแหละ เธอเคยอยากสวยเพื่อเขา อยากเอาชนะใจเขา แต่หลายอาทิตย์มานี้ เมื่อเธอมองตัวเองในกระจก มันไม่เหลืออีกต่อไปแล้ว ความสวยและความภาคภูมิใจในตัวเองของเธอ

    ใบหน้าหวานจัดของชายหนุ่มหันกลับไปมองนอกระจกรถแล้วก็ตอบในที่สุด “ก็ดี”

    “นายยัง ... ชอบแบบเดิมอยู่รึเปล่า” เสียงของเธอเบาบางจนแทบจะไม่ได้ยิน “... ฉันหมายถึง แบบที่นายเคยบอกว่าชอบให้ฉันทำ”

    “อืม” ลู่หานฮึมฮัม

    “ดีเลย” เธอมองชายหนุ่มด้วยความหวัง “ถ้าอย่างนั้นวันหลัง เราไปเดินช็อปปิ้งกันนะ”

    ปลายนิ้วของชายหนุ่มหยุดเคาะกับต้นขาของตัวเอง เป็นครั้งแรกในหลายวันที่ลู่หานหันมามองเธออย่างเต็มตา ใบหน้าสวยจัดของจูลส์มีรอยยิ้มเศร้าๆ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งอื่นเพราะดูเหมือนเธอจะเชิดหน้าขึ้นได้แล้วก็ตาม ใบหน้าที่รอยช้ำเริ่มจางหาย ในอีกไม่กี่วันมันจะหายหมองและกลับมาเป็นหญิงสาวผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยมั่นใจ คนเดิมกับที่ลู่หานเคยหลงรัก

    “ก็ได้ พรุ่งนี้ฉันว่าง เธอว่างไหมล่ะ” เขาถามกลับ แม้น้ำเสียงจะตึงๆตามปกติ แต่อย่างน้อยลู่หานก็ยังรับฟัง

    “ว่างสิ” เธอรีบพูด “ฉันอยากให้นายหายผิดหวังในตัวฉันแล้วก็อยากให้เราเลิกประชดกันไปมาแบบนี้ซักที”

    “เธอไม่คิดว่าเรื่องของเรามันสายเกินไปหน่อยรึไง บอกตรงๆฉันเองก็จำแทบไม่ค่อยได้แล้วว่าเรื่องบ้านี่มันเริ่มมาจากอะไร ฉันก็แต่งงานแล้วหย่าไปรอบ ส่วนเธอก็กำลังจะแต่งงานจนตอนนี้มันก็พังไปหมดแล้ว”

    “โกหก” คราวนี้เป็นจูลส์ที่พูดขึ้นมายิ้มๆ

    “คิดว่าฉันมีอารมณ์มานั่งโกหกรึไง”

    “อย่างนายน่ะ ไม่มีอารมณ์ก็โกหกได้อย่างหน้าตาเฉยเชียวล่ะ ถ้านายจำเรื่องของเราไม่ได้จริงๆ...” เธอว่าพร้อมมองใบหน้าที่หวานจัดราวกับผู้หญิงของลู่หานไปด้วย “นายถามขัดตั้งแต่ที่ฉันถามนายว่ายังชอบแบบเดิมอยู่รึเปล่าแล้วล่ะ ถ้าจำไม่ได้จริงๆ นายก็ถามแล้วสิว่าแบบเดิมที่ฉันพูดถึง คือแบบไหน”

    ชายหนุ่มเงียบ ...

    “ฉันขอโทษที่เคยคิดว่านายนอกใจ ตอนนั้นเราทะเลาะกันอย่างหนัก จนฉันไปคบกับคนอื่นแล้วนายก็ไปมีผู้หญิงคนใหม่ ตอนนั้นฉันทำเพราะประชดนาย นายพยายามอธิบายแต่ฉันก็ไม่ฟัง ถ้าจะบอกว่าฉันทำไปเพราะฉันยังเด็ก มันก็คงอ้างไม่ได้เพราะตอนนั้นฉันไม่ได้เด็กเลย”

    คราวนี้เธอพูดพร้อมกับรวบรวมความกล้าเอื้อมมือไปแตะมือเขา “... แต่พอนายมาบอกฉันกับจงอินว่านายจะแต่งงานเพราะนายทำผู้หญิงคนนั้นท้อง ตอนนั้นฉันเหมือนจะตาย รู้ไหมลู่หาน แต่ฉันก็ยอมปล่อยนายไป จนมารู้ทีหลังว่าผู้หญิงคนนั้นหลอกนายให้แต่งงานด้วย ฉันก็เริ่มมีความหวังว่านายจะหย่าแล้วเราก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่นายก็ยังเฉย นายอยู่กินกับผู้หญิงคนนั้นอีกเกือบปี ... จนฉันหมดหวังกับความรักของเรา”

    “จูลส์ ...” ลู่หานเรียกชื่อของเธออ่อนโยนราวกับจะบอกให้เธอหยุดพูด

    “ตอนนี้ฉันมีสติครบถ้วนนะ ให้ฉันได้พูดเถอะ ฉันรู้ว่านายเองก็เจ็บปวดไม่ต่างจากฉัน ตอนนั้นฉันตัดใจแล้วเริ่มต้นใหม่กับผู้ชายคนอื่น ฉันคิดว่าฉันเจอรักแท้ แต่เปล่าเลย ฉันนี่มันโง่เง่ายิ่งกว่าเดิมเสียอีก” มือที่วางแตะอยู่บนหลังมือของเขาสั่นเล็กน้อย แต่จูลส์ก็เลือกจะพูดต่อ

    “ฉันรู้ว่านายรักฉันลู่หาน แต่สิ่งที่ฉันไม่แน่ใจก็คือนายยังอยากได้ฉันกลับไปเป็นผู้หญิงของนายอีกไหม ฉันไม่รู้ว่านายจะรังเกียจหรือเปล่าที่ตอนนี้ฉันไม่ได้เคยเป็นของนายแค่เพียงคนเดียวอีกต่อไปแล้ว”

    ลู่หานยังเงียบจนเธอเริ่มจะใจเสีย และในตอนที่เธอเริ่มจะถอดใจ ชายหนุ่มกลับตั้งคำถามขึ้นมาโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย “เธอยังจำได้ไหม ตอนนั้นน่ะ ที่เธอเดินเข้ามาบอกฉันว่าเธอกำลังจะแต่งงาน จำได้รึเปล่าว่าตอนนั้นฉันบอกเธอว่าอะไร”

    จูลส์เงียบไปพักหนึ่งก่อนจะพยักหน้า

    “ฉันบอกเธอใช่ไหม ไม่ว่าสุดท้ายเรื่องของเราจะจบลงแบบไหน แต่ในวันที่เธอแต่งงาน ฉันจะเป็นคนเดินส่งตัวเธอให้กับเจ้าบ่าวของเธอเอง ถ้าผู้ชายคนนั้นไม่ใช่ฉัน ฉันก็อยากจะแน่ใจว่าเธอจะได้อยู่กับผู้ชายที่ดี ไม่ว่าเธอจะให้ฉันอยู่ตรงไหนในความสัมพันธ์ ฉันก็ยังรักเธอเหมือนเดิม”

    “ลู่หาน” เธอครางชื่อของเขาซ้ำๆแล้วเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น ร่างโปร่งบางของหญิงสาวโผเข้ากอดชายหนุ่มอย่างทนไม่ไหวอีกต่อไป รู้สึกผิดเป็นที่สุดที่ต้องทำให้ผู้ชายดีๆอย่างลู่หานมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้  “ฉันขอโทษ ฉันขอโทษจริงๆ”

    “ชู่ว อย่าร้องไห้เลยจูลส์” เสียงนุ่มทุ้มของเขาเอ่ยในขณะที่ฝ่ามือก็วางลงบนศีรษะของหญิงสาว

    “คนอื่นจะมองนายเลวร้ายยังไงก็ช่าง แต่สำหรับฉัน นายคือผู้ชายที่ดีที่สุด” เธอรีบพูดทั้งๆที่เสียงยังคงขาดๆหายๆจากแรงสะอื้น

    “แต่เมื่อกี้เธอเพิ่งตะโกนด่าฉันว่าขี้ขลาดนะ”

    “ฉันขี้ขลาดกว่านายเยอะ” ในที่สุด ร่างระหงของหญิงสาวก็ผะออกจากร่างอบอุ่นของเขาแล้วมองใบหน้าหวานๆของลู่หานราวกับจะขอร้อง “แต่ตอนนี้ฉันเลิกกลัวแล้ว ฉัน ... ฉันอยากให้เรากลับมารักกันอีกครั้ง ถ้านายยังไม่หมดหวังในตัวฉัน เรามาเริ่มต้นกันใหม่ได้ไหม”

    ลู่หานมองเธอเนิ่นนาน ...

    ดวงตาที่มีไว้มองเพียงแค่ใบหน้าสวยหยาดเยิ้มของเธอคนเดียว

    และมันก็มีความหมายมากกว่าที่เขาเคยมองเธอมาในรอบหลายปี

    “ถ้าเธอทนฉันได้ งั้นก็มาลองดู”





    เขียนโดย AyahSoo LONE WOLF
    Twitter hashtag: #หัวใจสิงห์KH


    -  Thank You  -







เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
ehyukjaebt (@BBaekhyun)
สู้ๆนะทั้งสองคน