LION'S HEART หัวใจสิงห์savedbywolf
ตอนที่ 11




  • LION'S HEART l หัวใจสิงห์
    ตอนที่ 11



    ลู่หานคิดว่าตนนั้นรู้จักตัวเองดีที่สุดแล้ว

    ซึ่งก็อาจจะจริง แต่คงไม่ใช่ทั้งหมด แต่เท่าที่เขารู้และเข้าใจมันเป็นอย่างดี ลู่หานไม่ใช่คนซับซ้อน หรือมีเบื้องหลังเบื้องลึกอย่างที่ทุกคนมองว่าเขาเป็น วิธีการเข้าใจเขานั้นง่ายมาก เขาแสดงออกอย่างไร ภายในเขาก็เป็นแบบนั้น แต่มีสิ่งเดียวที่ทำให้ลู่หานเป็นลู่หานในแบบทุกวันนี้ก็เพราะเขาเป็นชายที่มีความลับ

    หน้าที่ของเขาก็คือ ดูแล ตรวจตรา ให้ภาพลักษณ์ของสมาชิกจีเอ็นพีออกมาดูน่าเชื่อถือในสายตาของประชาชนมากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากจะคอยดูแลแล้ว ลู่หานยังต้องทำตัวติดกับข่าวสารบ้านเมืองเสียด้วย เพราะเขาจำเป็นต้องหาช่องโหว่และผลประโยชน์จากตรงนั้นมาป้อนเข้าพรรคให้ได้มากเท่ากับความน่าเชื่อถือ

    กิจวัตรประจำวันนอกจากต้องตามประกบท่านต่างๆของพรรคไปทำงานด้วยแล้ว ก็ยังต้องดูข่าวในตอนหกโมงเช้าและหกโมงเย็นของทุกๆวัน เพราะถือว่าเป็นช่วงสำคัญในการประกาศข่าว แต่นอกจากเนื้อหาสาระประจำวันแล้วก็แทบจะไม่มีอะไรเพิ่มเติม นอกจากคลิปวิดีโอสะเทือนใจเพื่อเรียกเรตติ้งเท่านั้น

    หลังจากหย่ากับภรรยาเก่าและกลับมาเป็นชายโสดอีกครั้ง

    ชีวิตประจำวันหลักๆของลู่หานก็มีเพียงเท่านี้

    จบงานในออฟฟิศหาเสียงก็เพียงแค่กลับไปในห้องชุดของตัวเองที่อยู่ไม่ไกลนัก อันที่จริงถ้าหากลู่หานไม่บ้างาน เขาก็คงมองว่าชีวิตของเขานั้น ช่างน่าเบื่อจนเกินจะทน

    ชายหนุ่มคิดอย่างเรื่อยเปื่อยระหว่างดับไฟในห้องชุดก่อนจะเดินตัวตรงเข้าไปในห้องนอน ร่างสมส่วนลดตัวนั่งลงบนขอบเตียงฝั่งที่นอนเป็นประจำแล้วถอดเสื้อสเวตเตอร์แขนยาวโดยค้อมตัวดึงพรวดเดียวออกทางศีรษะ พาดมันอย่างเรียบร้อยไว้ที่ตั่งปลายเตียง

    ลู่หานถอนหายใจแล้วนั่งนิ่งๆอยู่พักใหญ่ เขาทำแบบนี้แทบทุกคืนที่อยู่คนเดียว เช่นเดียวกับการที่ลุกยืนขึ้นอีกครั้ง แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าลงกับพื้นพรม มือทั้งสองกุมประสานไว้บนเตียง ใบหน้าหวานจัดก้มลงท่ามกลางความเงียบสงัดในกลางดึก ริมฝีปากแดงสดขยับเป็นคำแต่ไร้เสียง

    แล้วลู่หานก็เริ่มสวดมนต์

    ความลับนี้แม้แต่ภรรยาเก่าก็ยังไม่รู้

    จงอิน จูลส์หรือใครก็ตามก็ไม่เคยรู้ และตัวเขาเองก็ไม่เคยคิดจะบอก ต่อให้โดนทรมานลู่หานก็ยังคิดว่าเขาจะปิดปากเงียบ เขาไม่เคยเข้าโบสถ์เพราะคิดว่าสถานที่นั้นศักดิ์สิทธิ์และขาวสะอาดเกินไปสำหรับคนอย่างเขา ลู่หานสวดมนต์เป็นประจำ ขอแต่สิ่งดีๆให้กับคนคนหนึ่ง

    คนที่เขาไม่มีทางยอมรับกับใครว่าเขารักเธอมากกว่าชีวิตของตัวเอง

    คืนนี้ชายหนุ่มสวดมนต์ ภาวนาอย่างหนักให้กับจูลส์

    ลู่หานแทบจะอ้อนวอนขอให้พระเจ้าคุ้มครองเธอ เพราะเขาเริ่มสังเกตเห็นรอยช้ำเป็นจ้ำๆตามตัวของจูลส์อีกแล้ว เขาได้แต่สงสัย ทำไม ผู้หญิงที่มีครบทุกอย่างอย่างเธอ ทั้งเก่งและประสบความสำเร็จในชีวิต ถึงได้ยอมอยู่ใต้อำนาจของผู้ชายที่ทำร้ายเธอทั้งร่างกายและจิตใจกัน

    เพราะอะไร

    แค่เพราะความรักน่ะเหรอ เธอถึงยอม ...

    ลู่หานรักจูลส์มาทั้งชีวิตวัยหนุ่ม ถ้าหากความรักของเธอเป็นแบบนั้น แล้วความรู้สึกของเขาเล่า มันจะเรียกว่าอะไร ในเมื่อเขารักเธอ รักจนแทบบ้า แต่สิ่งที่ลู่หานตัดสินใจเลือกให้ทั้งเขาและเธอก็คือการปล่อยให้เธอมีความสุขกับสิ่งที่เธอเลือกเอง

    ความรักของลู่หานเป็นแบบนั้น แต่ความรักของจูลส์เป็นอีกแบบ

    ดีแล้วที่เธอไม่ได้เลือกเขาเพราะความรักของเรานั้น ช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง

    นอกจากเขาจะสวดมนต์ ภาวนาให้เธออยู่ทุกค่ำคืน เขายังขอพระผู้เป็นเจ้าอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือขอให้พระเจ้ายกโทษให้ชายผู้นี้ด้วย

    ขอให้ยกโทษที่เขารักเธอ ...

    ผู้หญิงที่เขาไม่คู่ควรและเป็นคนรักของชายอื่น




    เซฮุนถือแฟ้มงานออกมาจากห้องถ่ายเอกสารพอดีในตอนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายพรวดพราดเข้ามาในที่ทำการพรรคของจงอิน เด็กหนุ่มมองเลขาของชายหนุ่มด้วยความงุนงงเพราะเธอก็กำลังยืนจิบกาแฟยามบ่ายอยู่ข้างๆเขานี่เอง แต่ดูจากสีหน้าเธอก็คงประหลาดใจไม่ต่างกัน

    เขามองหาจูลส์โดยอัตโนมัติก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขาไม่เห็นเธอมาสามสี่วันแล้ว วันนั้นลองถามจงอิน เจ้าตัวก็บอกแค่เพียงว่าเธอลาพักร้อนไปพักผ่อนกับคู่หมั้น แต่ก่อนที่เขาจะได้อ้าปากพูดอะไร ประตูห้องทำงานของจงอินก็เปิดผ่างออกมาเสียก่อน ทั้งชายหนุ่มและลู่หานต่างก็เดินออกมาดูด้วยความสนใจ

    “เกิดอะไรขึ้นครับ” จงอินถามก่อนสายตาคมจะหันมามองเด็กหนุ่ม

    เซฮุนส่ายหัวแล้วค่อยๆย้ายตัวเองไปยืนข้างๆร่างสูงใหญ่ของอีกฝ่ายในทันที

    “คุณจงอิน พวกผมมาจากสถานีใกล้ๆนี่เองครับ พอดีมีแจ้งเหตุทะเลาะวิวาท ต้องขอโทษด้วยที่มารบกวน” เจ้าหน้าที่ตำรวจวัยกลางคนเริ่มพูดก่อนนายตำรวจทั้งสองคนจะขยับตัวเผยให้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่เมื่อครู่โดนชายทั้งสองยืนบังจนมิด ในตอนนั้นเองที่เซฮุนเข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงมาที่นี่ “... พวกผมเข้าใจว่าเธอทำงานอยู่ที่นี่”

    “คุณจูลส์” เขาแทบจะร้องครางเมื่อเห็นสภาพของเธอชัดๆ

    หญิงสาว ... คราวนี้เธอแทบจะกลายเป็นคนละคนกับที่เซฮุนเคยรู้จัก จูลส์คนนั้นคือผู้หญิงยุคใหม่ สวย เก่ง ประสบความสำเร็จ เต็มไปด้วยความมั่นใจ แต่ผู้หญิงคนนี้ เธอดูเหมือนสาวน้อยหลงทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกคนก็กำลังยืนจับไหล่ช่วยประคองเธอไว้ ใบหน้าสวยๆของเธอช้ำเป็นจุด ผมเผ้ายุ่งเหยิง หมดสภาพในแบบที่จำแทบไม่ได้ โธ่ ดูด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าเธอโดนอะไรมา

    “พระเจ้า ...” คราวนี้เป็นลู่หานที่ยืนตัวแข็งอยู่ข้างๆจงอิน

    น่าแปลกที่ทุกคนในออฟฟิศกลับไม่ได้สนที่จะดูปฏิกิริยาของจงอินเลย แต่สายตาทุกคู่กลับชำเลืองมองไปที่ใบหน้าตึงเครียดของลู่หานที่กำลังยืนเงียบอยู่เสียมากกว่า

    “ครับ” เป็นจงอินที่ได้สติก่อน “เธอเป็นพนักงานของที่นี่” 

    ชายหนุ่มพูดเรียบๆก่อนจะยื่นมือออกไปหานายตำรวจทั้งสอง สื่อสารกันด้วยภาษากาย ผู้ชายวัยกลางคนทั้งสองคนก็เข้าใจได้เป็นอย่างดี นายตำรวจคนที่ประคองจูลส์อยู่ก็ประคองเธอไปส่งให้จงอินแต่โดยดี ใบหน้าหล่อจัดก้มมองเธอด้วยแววกังวลอย่างปิดไม่มิด แต่ชายหนุ่มก็ยังเงียบ เขารับร่างของเธอเข้ามาในอ้อมกอด โอบไหล่เธอไว้หลวมๆเพราะรู้ว่าตอนนี้จูลส์ทั้งกลัวและเสียขวัญมากเพียงใด

    “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ คุณตำรวจ ทำไมเธอถึง -”

    “ทะเลาะวิวาทครับ” นายตำรวจตอบในทันที “ผู้ทำร้ายร่างกายเป็นคู่หมั้นของเธอเอง ตอนแรกพวกผมจะพาเธอไปโรงพยาบาลแต่เธอขอร้องให้พามาส่งที่นี่ ส่วนคู่หมั้นของเธอตอนนี้ถูกคุมตัวอยู่ที่สถานีเรียบร้อย”

    จงอินพ่นลมหายใจเสียงดังแต่เขาก็ยังประคองเธอไม่ห่าง ผิดกับลู่หานที่ยังนิ่งเงียบแต่สีหน้า แววตากลับโกรธเคืองราวกับอยากจะฆ่าให้ตาย “ขอบคุณมากครับคุณตำรวจ ขอบคุณแทนเธอด้วย ต่อจากนี้ผมจะจัดการเอง แล้วเรื่องแจ้งความ ผมจะส่งทนายไป”

    ทันใดนั้น ลู่หานก็ขยับตัว เขายื่นมือไปข้างหน้า เช็กแฮนด์กับเจ้าหน้าที่แล้วโค้งให้ทั้งสองคนด้วยความให้เกียรติ แต่สายตากลับไม่แม้แต่จะปรายตามองหญิงสาวในอ้อมกอดของจงอินเลยสักนิด “ถ้าหากทางสถานีมีอะไรให้จีเอ็นพีช่วยเหลือ อย่าลังเลที่จะมาหาพวกเรานะครับ ทางเรายินดีช่วยเหลือนายตำรวจผู้ที่ทำเพื่อประชาชนทุกอย่าง”

    “ยินดีครับท่าน” เจ้าหน้าที่ทั้งสองตอบรับพร้อมกันก่อนพวกเขาจะโค้ง “หลังจากที่คุณจงฮุนปราศรัยโดยแสดงจุดยืนของจีเอ็นพีว่าพวกคุณพร้อมสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร พวกผมก็ยินดีมากแล้วครับท่าน”

    “ขอบคุณอีกทีครับ” จงอินพูดพร้อมกับรอยยิ้มการค้าของเจ้าตัว “ผมจะบอกให้พี่ชายของผมทราบเรื่องนี้และจะไม่ลืมว่าครั้งต่อไปผมมีเรื่องดีๆของพวกคุณไปคุยกับท่านอธิบดีกรมตำรวจด้วยครับ”

    นายตำรวจทั้งสองคนโค้งอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกไปด้วยหัวใจพองโตเมื่อได้รับคำชม

    และในทันทีที่นายตำรวจทั้งสองคนเดินออกไปพ้นสายตา ลู่หานก็ขยับตัวเป็นคนแรก แววตาวาววับของชายหนุ่มมองรอยช้ำที่มุมปากของจูลส์อยู่นาน ในขณะที่หญิงสาวกอดจงอินก่อนจะเริ่มร้องไห้ ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก แม้แต่เซฮุนก็ยังอึ้ง แต่ก็เป็นลู่หานอีกนั่นแหละ ที่เดินปึงปังเข้าไปในห้องทำงาน ก่อนจะเดินออกมาอีกครั้งพร้อมกับกุญแจรถในมือด้วยเสียงดังและอารมณ์โกรธยิ่งกว่าเดิม

    “ลู่หานอย่านะ!” จูลส์ร้องเสียงหลง เธอผะออกจากจงอินก่อนจะโผไปดึงแขนชายหนุ่มเจ้าของชื่อในทันที

    “อย่ามาห้าม คราวนี้ฉันจะฆ่ามัน!” ลู่หานตะคอกเสียงดัง เป็นครั้งแรกที่ดวงตาคมหวานมองใบหน้าของเธอ เขากระชากแขนออกอย่างรวดเร็วและแรงดึงนั้นทำให้ร่างระหงของหญิงสาวล้มพับลงกับพื้นในทันทีเช่นกัน

    “คุณจูลส์ครับ!” เซฮุนรีบทรุดตัวประคองหญิงสาวที่ฟุบลงไปนั่งร้องไห้กับพื้น เธอไม่ยอมลุกขึ้น เอาแต่ร้องไห้และมองลู่หานราวกับอ้อนวอน เด็กหนุ่มจึงได้แต่เก้กังปลอบเธอ

    “แกเป็นบ้าอะไรลู่หาน เธอเจ็บอยู่นะ!” จงอินผลักร่างของชายหนุ่มอีกคนให้ถอยห่าง

    แต่ลู่หานไม่สนใจ เขาเดินดุ่มๆเข้ามา ยืนอยู่เหนือทั้งร่างของจูลส์และเซฮุน “กี่ครั้งแล้วจูลส์ ที่ครั้งแล้ว!!” 

    น้ำเสียงเกรี้ยวกราดตะโกนลั่นออฟฟิศ

    จงอินดึงร่างลู่หานให้ถอยห่างอีกครั้ง “ควบคุมตัวเองหน่อยสิ!”

    “ฉันไม่ยอม จงอิน” ลู่หานแทบจะกัดฟันพูด กุญแจรถตกไปที่พื้นตั้งนามนม แต่ชายหนุ่มไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว มือทั้งสองข้างได้แต่กำหมัดด้วยความคับแค้นพยายามดันจงอินแล้วเข้าไปหาหญิงสาวที่นั่งกองอยู่บนพื้น “ฉันไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว”

    “แต่จูลส์ยอม! แกจะไปทำอะไรได้ ตั้งสติหน่อย!!” 

    จงอินเสียงดังกลับและคำพูดสั้นๆนั้นก็ทำให้ลู่หานถึงกับนิ่งค้าง ดวงตาแข็งๆของทั้งคู่จ้องกันไม่มีใครยอมใคร แต่ก็ไม่ตะโกนขึ้นเสียงใส่กันอีกต่อไปแล้ว เซฮุนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว ตกใจกับการระเบิดอารมณ์ครั้งใหญ่จนพูดอะไรไม่ออก เขาทำเหมือนจงอิน ได้แต่กอดร่างสั่นๆของจูลส์เอาไว้แล้วปล่อยให้เธอร้องไห้

    “ลู่หาน ฟังฉันนะ ฉันรู้ว่าแกรักจูลส์ ฉันรู้เพื่อน”

    ชายหนุ่มอีกคนหลับตาลงเมื่อได้ยินคำว่า รัก ...

    ถ้าหากจูลส์แตกสลายเพราะความรัก ในตอนนี้ลู่หานก็คงไม่ต่างกัน

    “แต่อย่าได้ขาดสติและทำกับเธอแบบนี้อีก ถ้าแกทำร้ายเธอ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ สุดท้ายแกก็จะไม่ต่างอะไรกับไอ้สารเลวนั่น”

    ลู่หานพ่นลมหายใจออกก่อนจะหันหลัง สายตามองตรงไปที่กระจกใสเห็นวิวด้านนอก เขาหายใจเข้า ออก จนเสียงดังไปทั้งห้องอย่างชัดเจน พยายามบังคับให้อารมณ์กลับมาคงที่ “ฉันขอโทษ”

    พูดเรียบๆทั้งที่ยังหันหลัง เสียงที่แม้จะไม่นุ่มทุ้มเท่ากับจงอิน แต่ก็ถือว่าต่ำ ราบเรียบและที่สำคัญคือมันไม่แสดงความรู้สึกอีกต่อไปแล้ว

    “ถ้าหากมันจะทำให้แกพอใจ ฉันจะส่งทนายมือดีที่สุดไปจัดการเรื่องนี้และฉันสัญญาว่าไอ้เลวนั่น จะโดนแบบที่มันสมควรโดน”

    “ขอบใจ” ลู่หานกลับมาเคร่งขรึมในที่สุด

    “แต่ฉันขออย่างเดียวลู่หาน ฉันขอให้นายจริงใจกับจูลส์มากกว่านี้”

    บรรยากาศในห้องถึงกับเงียบสนิท ลู่หานมองจงอินนิ่งค้าง เซฮุนและจูลส์ก็ด้วยเช่นกัน

    ครั้งหนึ่งเขาเคยพูดทีเล่นทีจริงกับอีกฝ่ายเรื่องลับๆของลู่หานและจูลส์ แต่เขาไม่คิดว่าจงอินจะพูดมันออกมาต่อหน้าทุกคนที่นี่ ลู่หานไม่พูดอะไรอีกต่อไปแล้ว เคยระวังตัวมากแค่ไหน ตอนนี้ยิ่งระวังตัวมากกว่าเดิม สายตาคมๆก้มสบกับดวงตาชุ่มน้ำของหญิงสาวเนิ่นนานก่อนร่างสมส่วนจะตัดสินใจหันหลังเดินออกไปจากห้องโดยไม่พูดอะไรสักคำ




    ในตอนที่ลู่หานเดินจากไปแล้ว

    จงอินก็ได้แต่มองตามร่างของเพื่อนรักด้วยอารมณ์เป็นห่วงไม่ต่างกันเพราะครั้งนี้ดูออกว่าลู่หานเสียศูนย์มากเพียงใด ชายหนุ่มลังเลอยู่ครู่ใหญ่ จนในที่สุดเซฮุนพูดขึ้นมาให้เจ้าตัวตามไปดูลู่หานเถอะ เดี๋ยวหญิงสาวตรงนี้ เขาจะเป็นคนดูแลเธอเอง จงอินมองตอบกลับมาด้วยแววตาคาดไม่ถึง ฝ่ามือใหญ่คว้ามือของเขาไปกุมแล้วบีบเบาๆราวกับจะบอกว่าเจ้าตัวซึ้งใจเพียงใด

    เด็กหนุ่มพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ เข้าใจเป็นอย่างดีว่าในตอนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันสองคน สิ่งที่แสดงออกต่อกันได้คงมีเพียงแค่นี้ และในตอนที่จงอินตัดสินใจตามลู่หานออกไป ดวงตาสีน้ำตาลสดก็มองชายหนุ่มด้วยความรักและนับถืออย่างแรงกล้าที่เมื่อครู่จงอินเข้ามาปกป้องความรู้สึกของจูลส์ก่อนใคร

    “มาเถอะครับ ผมจะพาคุณไปพักเอง”

    เขาโอบร่างเล็กๆของหญิงสาวอย่างรวดเร็วแล้วประคองให้เธอลุกขึ้น พนักงานที่มองอยู่ก็แตกฮือในทันทีก่อนจะแยกย้ายกันไปทำงานตามปกติ จูลส์เอาแต่ก้มหน้าจนเซฮุนรู้สึกสงสารเธอขึ้นมาจับใจ ที่ทำได้มีเพียงใช้ร่างกายที่สูงและใหญ่กว่าของตัวเองเดินบังเธอจากสายตาใคร่รู้ไปตลอดทาง

    เลขาของลู่หานแนะนำว่าให้เข้าไปพักในห้องชุดของชายหนุ่ม ในตอนแรกเซฮุนลังเลนิดหน่อย แต่พอเธอบอกว่าถ้าเป็นเรื่องนี้ คุณลู่หานคงไม่ว่าอะไร เขาจึงเห็นด้วยเพราะมันสุดวิสัยจริงๆ อีกอย่าง จูลส์คงต้องการเช็ดเนื้อเช็ดตัวและทำแผลให้เรียบร้อยด้วย

    เมื่อไปถึงแล้ว เขาก็รอให้เลขาของลู่หานช่วยหญิงสาวเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้า ระหว่างรอ เซฮุนก็ได้ยาแก้ฟกช้ำที่วานคนไปซื้อให้มาอยู่ในมือ พอด้านในส่งสัญญาณให้เขาเข้าไปได้ จูลส์ก็อยู่ในชุดเสื้อยืดกับกางเกงนอนยาขาวเป็นที่เรียบร้อย เธอดูสะอาดสะอ้านและเด็กลงไปอีกหลายปี

    “รวบผมขึ้นหน่อยนะครับ ผมจะทายาที่หน้าให้” เซฮุนชูหลอดยาในมือก่อนจะขอนั่งลงบนเตียงข้างๆเธอ เขามองเธอด้วยรอยยิ้มราวกับจะให้กำลังใจ

    “ขอบใจมากนะเซฮุน” จูลส์กระซิบจนเกือบไม่ได้ยิน “… ฉันอายมาก ฉันอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี” เธอพูดช้าๆ น้ำตาที่เพิ่งหยุดไปก็ไหลลงมาอีกรอบ

    “คุณจูลส์ครับ” เซฮุนได้แต่เรียกเสียงอ่อน

    “ฉัน ... ฉันรักเขา” จูลส์ย้ำ

    “ครับ ผมเชื่อว่าคุณรักเขา ไม่อย่างนั้นคุณจะยอมให้เขาทุบตีคุณง่ายๆแบบนี้หรือ”

    ใบหน้าสวยหยาดเยิ้มเงยขึ้นมองเขาในทันที “เธอไม่คิดว่าฉันโง่งั้นเหรอ เซฮุน”

    เด็กหนุ่มส่ายหัวอย่างนุ่มนวล “ผมไม่คิดว่าคุณโง่เลยครับ คุณจูลส์ เพียงแต่คุณรักผู้ชายผิดคนหรือไม่คุณก็คิดว่าคุณรักเขา ... มากกว่ารักตัวเอง”

    เธอนิ่งเงียบ ไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้ปลายนิ้วเรียวยาวป้ายยา ลูบไปมาบนใบหน้าเท่านั้น

    “บางที คุณอาจจะแค่หลงรักการมีใครสักคนอยู่ใกล้ๆ เรามักจะรู้สึกดีที่มีคนคอยใส่ใจและเป็นไพรออริตี้ เป็นที่หนึ่งของใครสักคนหรือบางทีคุณอาจจะแค่สับสนเพราะความรักกับความหลง มันอยู่ห่างกันเพียงนิดเดียว”

    คราวนี้จูลส์ยิ้ม แต่เธอก็ยังก้มหน้า มองปลายนิ้วของตัวเองที่พันเล่นอยู่กับชายผ้าห่ม “เธอดูเข้าใจเรื่องพวกนี้ดีจังเลยนะ ฉันล่ะอิจฉาเธอจริงๆ ถ้าหากฉันมีคำตอบให้กับทุกเรื่อง มันก็คงไม่วุ่นวายขนาดนี้”

    “ผมก็ต้องรู้สิครับคุณจูลส์ ผมก็เคยทำพลาดมาก่อนเหมือนกัน คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดในเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้หรอกนะครับ มันมีด้วยเหรอคนที่ไม่เคยผิดหวังในความรักมาก่อน?”

    ดวงตาคู่สวยชุ่มน้ำ จ้องความว่างเปล่าบนผ้าห่มเนิ่นนาน “ลู่หานกับจงอิน ... พวกเขาคงผิดหวังในตัวฉันมาก”

    “ครับ” เซฮุนพูดเสียงอ่อน “พวกเขาผิดหวัง แต่มันก็จะแค่แปบเดียวเท่านั้น ใครๆก็ดูออกว่าพวกเขารักคุณมาก”

    หญิงสาวเริ่มสะอื้น เธอกัดริมฝีปากล่างพยายามจะให้พูดให้เป็นประโยคมากที่สุด “ฉันมีทุกอย่าง ฉันประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ทำไม ... ฉันไม่ดีตรงไหน ทำไมเขาถึงทำกับฉันเหมือนเป็นผู้หญิงข้างถนน”

    เซฮุนปล่อยให้เธอพูด ในที่สุดจูลส์ก็เก็บมันไม่อยู่ เธอปล่อยโฮ ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่เหลือเค้าสาวสวยคนนั้น เด็กหนุ่มดึงเธอเข้ามากอด ร่างอ่อนปวกเปียกก็โอนอ่อนมาซบไหล่อย่างง่ายดาย

    โธ่ ... คุณจูลส์

    ทำไมนะ บางทีความรักก็ช่างร้ายกาจ โชคชะตาชอบเล่นตลกเหลือเกิน

    ถ้าหากเธอและลู่หานลงเอยกัน คงไม่ต้องบอกว่าชายหนุ่มคงจะบูชาเธอเหนือสิ่งอื่นใด รักคนที่เขาไม่ได้รักเรา ไม่รักคนที่เขายอมให้ได้แม้กระทั่งชีวิตหรือจะรักกันแล้วสุดท้ายดันอยู่ด้วยกันไม่ได้

    ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน

    ก็คงไม่ดีสักอย่าง




    เซฮุนตัดสินใจอยู่เป็นเพื่อนจูลส์จนเธอยอมทานข้าวต้มและยาแก้อักเสบในที่สุด เขาอยู่กับเธอหลายชั่วโมง แอบถือวิสาสะเปิดตู้เสื้อผ้าของลู่หานเอาเสื้อไหมพรมหนาๆมาให้หญิงสาวใส่กันความเย็นอีกชั้นเสียด้วย แต่น่าแปลกที่ไม่มีคนจากข้างนอกเข้ามารบกวนหรือถามไถ่เลยสักคน

    ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะตอนนี้จูลส์คงยังไม่อยากตอบคำถามใครทั้งนั้น เซฮุนนั่งเงียบๆอยู่เคียงข้างราวกับเป็นเพื่อนรู้ใจ จนกระทั่งยาออกฤทธิ์แล้วเธอก็หลับลึกลงไปอย่างง่ายดายในตอนเย็น เขาตัดสินใจปล่อยเธอไว้ที่นี่เพราะรู้ดีว่าจะช้าหรือเร็วลู่หานก็ต้องกลับมาดูเธออย่างแน่นอน

    และในทันทีที่เขาเดินเข้าไปในออฟฟิศ เลขาของจงอินก็เข้ามาบอกอย่างรวดเร็วว่าให้เก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน เซฮุนยิ้มก่อนจะขอบคุณอย่างมีมารยาท แต่เขาไม่มีของให้เก็บ มาทำงานก็มาแต่ตัวเป็นตัวแถมของท่านที่ปรึกษาพิเศษ เพราะฉะนั้นเด็กหนุ่มจึงร่ำลาเพื่อนร่วมงานทุกคนแล้วมุ่งหน้าไปที่ลานจอดรถ

    จงอินรออยู่ที่นั่น

    เมื่อเซฮุนไปถึงก็พบว่าชายหนุ่มกำลังยืนหันหลัง สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง มองเหม่อไปที่ไหนสักแห่งอย่างไร้จุดหมาย ในตอนแรกเขาเกือบจะคิดแล้วเชียวว่าจงอินยืนสูบบุหรี่อยู่หรือเปล่า แต่ก็ไม่น่าเพราะไม่มีกลิ่นเลยสักนิด อีกอย่างเจ้าตัวมีลูกเล็กด้วย คนรักครอบครัวเป็นชีวิต แคร์คนรอบข้างอย่างจงอิน ถ้าสูบบุหรี่มาก่อนก็คงจะเลิกเพื่อลูกอย่างแน่นอน

    บรรยากาศรอบตัวดูหม่นอย่างแปลกๆ คาดิลแล็คคันงาม รถประจำตัวก็ยังจอดนิ่งอยู่ที่เดิม แต่กลับไร้แววของคนขับรถเหมือนทุกวัน

    “ผมกล่อมให้คุณจูลส์ทานยาแก้อักเสบ ตอนนี้เธอหลับแล้วครับ” เด็กหนุ่มตัดสินใจพูดก่อนที่จะเดินไปถึงตัวอีกฝ่าย

    จงอินหันกลับมา ไม่มีวี่แววของบุหรี่ ได้แต่พยักหน้า สีหน้าดูอึมครึม เคร่งเครียดแต่ก็ถือว่าไม่ได้ดูร้ายแรงมากนัก “ขอบใจมากนะ”

    เซฮุนยิ้มก่อนจะพูดต่อ “คุณจูลส์ เธอกังวลมากนะครับ เธอกลัวว่าพวกคุณจะผิดหวังในตัวเธอ”

    และเมื่อจงอินเดินเข้ามาใกล้ โดยไม่รู้ตัว เซฮุนก็กัดริมฝีปากด้วยความประหม่า “แล้วมันห้ามได้ด้วยเหรอ ทั้งความผิดหวัง ทั้งจะห้ามไม่ให้จูลส์คบกับผู้ชายคนนั้นน่ะ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มถามกลับ

    “ไม่ได้หรอกครับ” เขาตอบเรียบๆ มันห้ามไม่ได้จริงๆนั่นแหละ การเตือนคน สอนคน แนะนำคนก็ทำได้เพียงแค่พูด แต่คนๆนั้นจะทำหรือไม่ทำก็อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งมันก็ไม่ต่างอะไรเลย กับเรื่องของเขาและจงอินในตอนนี้

    เซฮุนรู้ดีว่ามันห้ามไม่ได้

    “ใช่ไหมล่ะ ลู่หานก็เหมือนกัน ผมคงไม่เข้าไปยุ่งเรื่องนี้ โตๆกันหมดแล้ว สองคนนั้นรู้ดีที่สุดว่าจะเอายังไงต่อไป” จงอินว่า แล้วจึงล้วงกุญแจรถออกมาถือไว้ในมือ “แต่เรื่องคดีทำร้ายร่างกาย ผมคงต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด นอกนั้นก็ปล่อยให้จัดการกันเอง วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เรากลับบ้านกันเถอะนะ”

    เซฮุนพยักหน้า ดูเหมือนว่าวันนี้จงอินจะอยากขับรถเอง เขาก็ไม่ได้เซ้าซี้ให้มากความเพราะรู้ว่าเจ้าตัวคงยังเครียดๆเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ คนทั้งคู่ยืนจ้องกันและกันอยู่ตรงนั้น เหมือนมีอะไรอยากพูดแต่ยังลังเลอยู่ นอกจากเสียงอื้ออึงในลานจอดรถของที่ทำการพรรคแล้วก็ไม่มีอะไรอีก

    ตั้งแต่คืนนั้นที่ได้จูบกันเป็นครั้งแรก

    น่าแปลกที่ระหว่างเรากลับไม่ได้ความเขินอายหรือกระอักกระอ่วนเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามจงอินกลับยิ่งใส่ใจ ช่างเอาใจ ช่างพูดช่างจา นุ่มนวลเหมือนไฟอุ่นๆในคืนหน้าหนาว มีเสน่ห์อยู่แล้วก็ยิ่งมีเสน่ห์ยิ่งกว่าเดิมเป็นเท่าตัว เรื่องของเราไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปจนเห็นได้ชัด มีเพียงแค่สัมผัสต่างๆที่เพิ่มมากขึ้น จากที่เคยไม่กล้า ก็เริ่มกล้า มือไม้ไม่เคยได้เก็บอยู่กับตัว

    ตอนนี้ก็เหมือนกัน ที่เซฮุนร่ำๆอยากจะโผเข้าหาชายหนุ่ม โอบกอดจงอิน อยากจะแนบแก้มลงกับซอกคอ เรียกร้องให้อีกฝ่ายกอดกลับ ความต้องการลึกๆและการโหยหาความรัก ความอบอุ่นจากใครสักคนมันช่างรุนแรง ได้แต่คิดแล้วถอนใจ เขาจึงเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีก่อนแล้วจึงลดตัวลงนั่งในรถ

    จงอินก้าวขึ้นตามมานั่งที่ประจำคนขับ ระหว่างกดปุ่มสตาร์ทเครื่อง ชายหนุ่มก็เป็นฝ่ายชวนคุยอีกครั้ง “แต่ผมก็สงสัยอยู่นะ”

    ใบหน้าขาวจัดหันกลับไปมอง “สงสัยเรื่องอะไรครับ”

    “จูลส์ไง ปกติเธอไม่คุยเรื่องส่วนตัวกับคนที่เพิ่งรู้จัก แล้วยิ่งกับคุณ จูลส์เป็นผู้หญิงที่ ... ยังไงดีล่ะ แกร่ง? น้อยครั้งมากที่เธอจะยอมรับว่าเธออ่อนแอ คงเพราะอยู่ในสังคมที่มีแต่ผู้ชาย ถ้าหากไม่แข็ง ก็จะโดนผู้ชายข่มเอาง่ายๆ เธอจึงพยายามทำเหมือนตัวเองเก่งและไม่กลัวอะไร แต่สุดท้ายก็อย่างที่คุณเห็นนั่นแหละ ผู้หญิง ต่อให้เก่ง ฉลาดแค่ไหน ถ้าโดนทำร้ายก็น้อยคนมากที่จะป้องกันตัวเองได้ แล้วการที่เธอยอมรับกับคุณว่าเธอกลัวว่าผมจะผิดหวัง นั่นถือเป็นเรื่องใหม่เลยนะ”

    เซฮุนนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนดวงตาสีน้ำตาลสดจะหันกลับไปมองสบกับคนที่มองมาอยู่ก่อนแล้วตรงๆ “ไม่แปลกหรอกครับจงอิน เธอก็เหมือนคุณที่ค่อยๆเรียนรู้ที่จะไว้ใจผม”

    จงอินนิ่งไปเนิ่นนาน แล้วบนใบหน้าหล่อจัดก็ปรากฏรอยยิ้ม เป็นที่แน่ชัดว่าชายหนุ่มเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการจะสื่ออย่างไม่มีทางผิดพลาดได้ เมื่อพูดจบบทสนทนาก็หยุดชะงักไป เครื่องยนต์ถูกสตาร์ทไว้เรียบร้อยแต่ยังไม่ออกรถ เซฮุนจึงตัดสินใจถอดเสื้อคลุมออกแล้วพาดนิ่งๆไว้บนตัก จากนั้นก็ดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด การเคลื่อนไหวเล็กน้อยแทบไม่มีอะไรเลย แต่ก็มากพอที่ทำให้จงอินหันมาเหลียวมองไล่สายตาเจ้าชู้ขึ้นลงจนได้

    “มองอะไรครับ วันนี้ต้องขับรถเองนะ มองถนนสิจงอิน” เซฮุนพูดยิ้มๆ

    เสียงนุ่มทุ้มหัวเราะอยู่ในลำคอ ชายหนุ่มส่ายหัวเพียงเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจออกเดินทางในที่สุด ในขณะที่ประคองรถอย่างระมัดระวังไปตามถนนสายหลัก ฝนหลงฤดูก็ค่อยลงเม็ดอย่างช้าๆก่อนจะหนักขึ้นจนที่ปัดน้ำฝนบนกระจกหน้าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะไปตามการทำงาน

    “ทำไมวันนี้ถึงขับเองล่ะครับ”

    จงอินเลิกคิ้ว หันมาตอบด้วยความดังตามปกติจนเสียงฝนกลบเกือบจะไม่ได้ยิน “ได้อยู่กันสองคนเงียบๆ ไม่ดีเหรอ”

    เด็กหนุ่มหน้าร้อน “ก็ดีครับ แต่ ...”

    “แต่อะไร”

    “ความปลอดภัยของคุณก็สำคัญนะครับ”

    “ห่วงผมเหรอ” ดวงตาคมชำเลืองถามก่อนจะเลยไปมองกระจกข้างแล้วก็หันไปสนใจถนนต่อ

    “ห่วงสิครับ!” เซฮุนตอบกลับในทันที

    “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า” จงอินย้ำ “บอดี้การ์ดของผมก็ขับตามอยู่ห่างๆแถวนี้แหละ ถ้าไม่ขับเองบ้าง แล้วเวลาหนีเที่ยวจะทำยังไงล่ะ ฮึ”

    เซฮุนหัวเราะแล้วขออนุญาตอีกฝ่ายเปิดเพลงคลอไปเบาๆ ปลายนิ้วเรียวยาวกดเลือกให้เล่นซีดีซึ่งค้างอยู่ในเครื่องเล่นเป็นลำดับแรก อึดใจถัดมาเสียงกีตาร์แนวเพลงบูลส์เอกลักษณ์ประจำตัวของเอริก แคลปตันก็ดังขึ้น เด็กหนุ่มยิ้ม ไม่แปลกใจเลยสักนิด

    เสียงเพลงเล่นไปเรื่อยๆ จงอินก็ดูเหมือนจะพอใจอยู่ไม่น้อย เขาจึงปล่อยให้ชายหนุ่มขับรถไปเรื่อยๆเพราะต้องใช้สมาธิ ท่ามกลางความเงียบแต่สบายอกสบายใจซึ่งฝ่ายพูดคุยแทนเรา อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา รถก็เลี้ยวเข้าเขตบ้านของตระกูลคิม จงอินเลี้ยวรถอย่างคุ้นเคยเข้าไปในโรงจอดรถ ทันทีที่รถจอดสนิท แต่ยังไม่ดับเครื่อง ข้างนอกฝนยังคงตกโปรยปราย ไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นเลยสักคน

    “ถ้าหากผมมีพี่สาว น้องสาว ... ครอบครัวเลี้ยงมาอย่างดี แต่กลับไปโดนผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ตบตีเหมือนเป็นหมูเป็นหมา ให้ตายเถอะ แม้กระทั่งกับหมา ผมยังทำใจตีมันแรงๆไม่ได้เลยหรือร้ายแรงที่สุด ผมมีลูกสาว ถ้าหากลิตเติ้ล เจ โตขึ้น แล้วแกโดนแบบนี้” จู่ๆจงอินก็ระบายออกมา ดูท่าตั้งแต่เกิดเรื่อง จิตใจของชายหนุ่มคงกังวลและคิดมากอยู่กับเรื่องนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว น้อยครั้งมากที่จงอินจะเรียกชื่อเต็มๆของลูกสาวนอกจากเวลาจริงจังเท่านั้น

    “ตอนมีลูก ผมคิดว่าผมจะปกป้องแกไปทั้งชีวิตได้ แต่พอแกโต ผมก็ต้องปล่อยแกไปในที่สุด ตอนนี้ผมเริ่มสงสัยแล้วจริงๆ ... ผมไม่อยากให้เจออกไปเจอโลกภายนอกเลย”

    จากนั้นชายหนุ่มก็หันกลับมา เซฮุนเหลือบมองพร้อมกับปลดเข็มขัดนิรภัยให้หายอึดอัด เขามองไม่เห็นอะไรนอกจากจงอิน รู้ดีว่าตอนนี้อีกฝ่ายต้องการคนรับฟัง คนช่วยคิดและช่วยออกความเห็น จงอินไม่จำเป็นต้องพูดเลยว่าเหนื่อยกับการรับผิดชอบชีวิตคนมากมาย เพราะเซฮุนรู้

    “ผมเข้าใจนะ ว่าแกโตขึ้น ก็ต้องแยกไปมีครอบครัวของตัวเองอยู่ดี แต่ถ้าหากเจเลือกคนผิดขึ้นมา ...” จงอินพูดต่อ “ต่อให้ผมให้การศึกษาที่ดีสุด ให้ทุกอย่าง เงินทอง ของมีค่า แต่ถ้าเจเป็นเหมือนจูลส์ ถ้าหากแกเลือกเองที่จะอยู่ตรงนั้น โดนตบตีเพราะคิดว่ามันคือความรัก ตอนนั้นผมคงแก่หง่อม ไม่มีแรงทำอะไรแล้ว ใครกันล่ะที่จะมาปกป้องลูกสาวผม”

    จงอินหันมามองราวกับกำลังรอคำตอบ เด็กหนุ่มจึงพยักหน้าเห็นด้วยแต่ยังไม่พูดอะไร จะว่าไป เซฮุนก็ยังไม่เข้าใจมากนักเพราะเขาไม่ใช่พ่อแม่ของใครสักคนแต่ก็พอรู้ถึงความรัก ความห่วง ความกังวลต่อพ่อแม่ที่มีต่อลูกน้อยของพวกเขา แต่เพราะยังไม่แน่ใจว่าควรตอบอย่างไรต่างหาก จึงยังไม่กล้าพูดออกไป

    “ผมคิดแบบเห็นแก่ตัวเพราะหวงลูกมากเกินไปรึเปล่าหรือผมอาจจะยึดติดกับสิ่งที่อยู่ในหัวมากเกินไปก็ได้ แต่พอเห็นจูลส์ในวันนี้แล้ว ความสำเร็จในชีวิตไม่ได้การันตีถึงความปลอดภัยในสังคมเลย ผมยอมรับว่าผมเริ่มไม่อยากให้ลิตเติ้ล เจโตมารับรู้เรื่องแย่ๆพวกนี้”

    “คุณมองโลกในแง่ร้ายเกินไปหน่อย แต่ก็ไม่หรอกครับ” เซฮุนตอบในที่สุด “คุณไม่ห่วงจนเกินไป เพราะผมเชื่อว่าถ้าหากครอบครัวคุณรู้เรื่องคุณจูลส์ ทุกคนก็ต้องกังวลเกี่ยวกับอนาคตของน้องเจเหมือนกับคุณนั่นแหละครับ ผู้ชายตัวคนเดียวยังไงก็เอาตัวรอดได้มากกว่าผู้หญิงตัวคนเดียว แต่ผมอยากให้คุณมั่นใจในตัวเองนะจงอิน คุณทำเต็มที่แล้ว คนที่มั่นใจในตัวเองเท่านั้นจึงจะสามารถดูแลคนอื่นได้นะครับ”

    “เข้าข้างผมซะขนาดนี้ ไม่กลัวผมหลงตัวเองแย่รึ” อีกฝ่ายถามกลับยิ้มๆ

    “ตั้งแต่เกิดมา ผมยังไม่เคยเห็นคนหลงตัวเองที่ไหนมานั่งถามความคิดเห็นของคนอื่นเลยสักคนครับ” เซฮุนตอบยิ้มๆเช่นกัน

    “สักวันผมอาจจะทำคุณเสียใจก็ได้นะ”

    “ก็รอให้วันนั้นมาถึงก่อนแล้วกันครับ” เด็กหนุ่มย้ำ มีรอยยิ้มทั้งริมฝีปากและแววตา “แต่ตอนนี้ ความรู้ผิดชอบชั่วดีของคุณไม่ปล่อยให้คุณได้ทำใครเสียใจหรอก”

    ภายในรถให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างเหลือเชื่อ

    ในขณะที่จงอินนั่งหันข้าง แขนข้างหนึ่งยังท้าวอยู่กับพวงมาลัยรถ ส่วนอีกข้างก็วางราบกับต้นขาของตัวเอง ราวกับคนสองดึงดูดกันและกันตลอดเวลา ใบหน้าหล่อจัดเคลื่อนเข้ามาใกล้ เซฮุนก็หลับตาลง ร่างสูงโปร่งเอนตัวเข้าหาคล้ายกับทนไม่ไหวที่ชายหนุ่มอ้อยอิ่ง และเมื่อลืมตา ก่อนที่ริมฝีปากจะถูกครอบครอง ดวงตาคมสวยก็ไล้ไปตามดวงหน้าแล้วเลื่อนกลับมาสบกันอีกครั้ง

    ท่อนแขนแข็งแรงขยับเข้ามาโอบแผ่นหลังของเด็กหนุ่มเข้าไปใกล้ในตอนที่ริมฝีปากของทั้งคู่นัวเนียไม่ยอมห่าง เซฮุนก็กอดกลับเสียเต็มอ้อมแขน ลูบไล้ตั้งแต่ทรงผมที่ถูกเซ็ทมาเป็นอย่างดี ลงมาที่แก้มสากๆเลยไปที่ต้นคอเพื่อรั้งเข้ามาให้แนบชิดยิ่งกว่าเดิม

    “จงอิน” เด็กหนุ่มเสียงสั่น ขณะที่อารมณ์แตกกระเจิงไปเรียบร้อยแล้ว “นี่มันในโรงรถนะครับ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”

    จงอินไม่ตอบ แต่กลับไต่มือข้างที่โอบแผ่นหลังลงต่ำราวกับจะท้าทาย ชายหนุ่มค้อมตัวมาหอมแก้มดังฟอดใหญ่แต่มือคู่นั้นกลับเค้นเสียเต็มกำที่แก้มก้นโค้งเต็มตึงนั้นก่อนจะปล่อยออกแล้วย้ายมาลูบไล้ต้นขาเรียวยาวเหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น

    เซฮุนฮึดฮัดแบบไม่ได้จริงจังอะไรนักแต่ก็ตามใจจงอินอยู่ดี ได้แต่หันหน้าหนีแล้วกวาดสายตาไปรอบโรงรถเพราะกลัวเข้าให้จริงๆว่าใครจะมาเห็นเข้า ตอนนี้ยังไม่มืดค่ำ กระจกก็ไม่ใช่ฟิล์มดำสนิท ถ้าสงสัยมากๆเข้าหน่อยก็แค่เดินมาเพ่งดูใกล้ๆ คราวนี้แหละเรื่องใหญ่แน่นอน

    “ขออีกนิดเดียว” จงอินพึมพำแทบจะอ้อน

    เขาเกือบจะหัวเราะแล้วเชียว ทีแบบนี้ล่ะมาทำขอเสียงอ่อนเสียงหวาน ตั้งแต่ที่จูบกันก่อนหน้า ตอนจะคลุกวงในต้องอ้อนเหมือนเด็กร้องจะเอาขนม

    จนในที่สุดชายหนุ่มก็พอใจ ถึงแม้จะหอบหายใจเสียงดังแต่จงอินก็ยังยิ้มเหมือนได้ขนมหวานมาล้างปาก ใบหน้าขาวจัดซบอยู่ที่ไหล่แข็งแรงอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งหมดนี้ทำให้เซฮุนมีความสุขในใจเป็นที่สุด ไม่มีใครขยับตัวอีกพักใหญ่ ถึงแม้จะไม่ได้ทำอะไรมากมาย แต่ก็อ่อนแรงด้วยกันทั้งคู่

    เซฮุนเป็นฝ่ายผะออกมาก่อน ระหว่างที่มือขาวง่วนอยู่กับการจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยดั่งเดิม พ่อสิงห์เจ้าเล่ห์ที่นั่งอยู่ข้างๆก็ยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้

    “เช็ดหน้าเช็ดตาซะ แก้มเปียกเป็นแนวเลยคุณ เดี๋ยวคนในบ้านจะคิดว่าคุณไปฟัดกับบราวน์มา” จงอินพูดพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง ในขณะที่เด็กหนุ่มแทบจะค้อนอีกฝ่ายตาคว่ำ ก็ที่แก้มเปียกน้ำลายเป็นปื้นเพราะใครกันล่ะ ยังจะมาพูดเล่นอีกนะ

    “ขอบคุณครับ” ไม่มีแล้วแววอ่อนหวานว่าง่าย เซฮุนกระแทกเสียงกลับไปเล็กๆ แต่ก็เพราะรู้ดีว่าจงอินไม่ถือกับอาการแง่งอนเป็นเด็กๆ ในขณะที่มือลูบไปมาที่ผิวแก้มราวกับขัดใจ

    “ทำไมทำหน้าแปลกๆล่ะ ผมทำคุณเจ็บเหรอหรือคุณไม่ชอบที่ผม ... เอ่อ”

    เซฮุนส่ายหัวแต่ยังลูบแก้มอยู่อย่างนั้นคล้ายกับมีอะไรกวนใจ

    “เอ้า แล้วเป็นอะไร” จงอินขมวดคิ้ว “ไหนมาให้ผมดูซิ” ชายหนุ่มว่า พยายามจะดึงข้อมือออกเพื่อดูว่าที่ใบหน้าขาวจัดมีอะไรผิดปกติ

    “เปล่าครับ” เซฮุนตอบเสียงอ่อน ดวงตาช้อนมองราวกับจะเขินอาย “แต่ผมว่า คืนนี้คุณโกนหนวดหน่อยก็ดีนะจงอิน”

    เด็กหนุ่มปล่อยมือให้เห็นผิวแก้มหลังจากพูดจบ ดวงตาคมเบิกกว้างอยู่เพียงครู่เมื่อได้เห็นรอยหนวดครูดเป็นรอยแดงยาวบนผิวหน้าอ่อนใสนั่นชัดๆก่อนดวงตาคมจะเปลี่ยนเป็นพราวระยับจนหน้าหมั่นไส้นัก

    “ขอโทษนะ คุณเจ็บเหรอ” ตัวต้นเหตุถามยิ้มๆ

    เด็กหนุ่มหน้างอ “เคืองผิวนิดหน่อยครับ”

    “งั้นผมให้เด็กในบ้านไปซื้อยามาทาให้เอาไหม” พูดเสียงนุ่มแต่กลับยื่นหน้าเข้ามาจุ๊บเบาๆบนรอยแดงนั่นอีกรอบ

    “ไม่ได้นะครับ!” เซฮุนตกใจ “แบบนี้ลูกน้องคุณก็รู้หมดน่ะสิ ว่าผมไปทำอะไรมา”

    “โอเค โอเค” จงอินยอมแพ้แล้วเลิกแหย่ “คืนนี้ผมจะโกนหนวดแล้วกัน”

    พูดยิ้มๆด้วยน้ำเสียงกรุ้มกริ่มยิ่งกว่าเดิมแล้วจึงดับเครื่องยนต์ ร่างสูงใหญ่ลงจากรถ ชายหนุ่มเดินดุ่มๆไปหยิบร่มออกมาจากเบาะหลังแล้วย้อนมาเปิดประตูให้เซฮุนอย่างสุภาพบุรุษ แววตามองดวงหน้าขาวด้วยความเอ็นดูจนมันชัด ปิดไม่มิดอีกต่อไป

    ฝ่ามือแข็งแรงยื่นร่มให้กับเขาในทันทีล็อครถเป็นที่เรียบร้อย น้ำเสียงนุ่มทุ้มพูดว่ามีร่มเหลืออยู่เพียงคันเดียว เจ้าตัวเลยบอกให้เดินเข้าไปพร้อมกัน แต่เป็นตัวเขาเองที่ส่ายหัวและบอกให้จงอินเอาร่มไปเถอะ เดินโอบกันเข้าบ้าน ถ้าใครมาเห็นเข้ามันจะน่าเกลียดและที่สำคัญเซฮุนอยากให้เกียรติทุกคนที่นี่ เขาไม่อยากประเจิดประเจ้อแล้วทำให้ทุกคนผิดหวัง โดยเฉพาะน้องเจ

    “เอาร่มไปเถอะ” ชายหนุ่มยืนกรานแล้วยัดร่มใส่มือเขา

    “แต่-” เซฮุนลังเล

    “อย่าดื้อสิเรา” จงอินหยิบร่มมากางให้เป็นที่เรียบร้อยก่อนจะดันร่างสูงโปร่งให้ออกไปสู่สายฝนเพื่อเป็นการตัดบท เซฮุนไม่มีทางเลือกจึงต้องถือร่มเอาไว้เพื่อไม่ให้ตัวเปียก “เดินเข้าบ้านดีๆนะ ระวังล่ะ พื้นมันลื่น”

    เขายิ้มเขินๆและจงอินก็ยิ้มตอบ

    แต่ก่อนที่จะเดินเข้าบ้านเซฮุนก็หันกลับมามองชายหนุ่มที่ยังยืนล้วงกระเป๋ามองเขาอยู่ในโรงรถ เสียงเม็ดฝนกระทบกับร่มดังจนแทบไม่ได้ยินเสียงอย่างอื่น เราสบตากันแล้วเด็กหนุ่มก็ตัดสินใจป้องปากตะโกนกลับไป

    “เรื่องต่อจากในรถ ...”

    เขาเว้นจังหวะ จงอินมองตรงมาด้วยความรอคอยจนเซฮุนแน่ใจว่าอีกฝ่ายจะต้องได้ยินและเข้าใจในสิ่งที่เขาจะพูดต่อไปนี้อย่างแน่นอน

    “อดใจอีกนิดนะครับ ผมสัญญาว่าจะไม่ให้คุณรอนาน” 





    เขียนโดย AyahSoo LONE WOLF
    Twitter hashtag: #หัวใจสิงห์KH 


    -  Thank You  -








เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
ehyukjaebt (@BBaekhyun)
คือ ทำอะไรกัน