LION'S HEART หัวใจสิงห์savedbywolf
ตอนที่ 10



  • LION'S HEART l หัวใจสิงห์
    ตอนที่ 10



    วันนี้เป็นวันแรกที่จงอินตัดสินใจพาเขาไปทำงานด้วยอย่างที่เจ้าตัวเคยสัญญาไว้

    แน่นอนว่า เซฮุนไม่ได้อยู่กับชายหนุ่มเพียงลำพัง และเขาเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าสิ่งที่ทำอยู่ใช่การทำงานจริงๆด้วยหรือไม่ เพราะเท่าที่ดูหน้าที่ของเขาในตอนนี้ มีเพียงการติดตามทีมของจงอินไปทุกที่เท่านั้นเอง ซึ่งวันนี้ตารางของชายหนุ่มมีกำหนดการไปต่างจังหวัดเป็นตัวแทนของพรรคลงไปหาเสียงให้กับคุณจงฮุน

    ก่อนจะเดินทาง เขายังทันเห็นจงอินกับลู่หานเถียงกันอยู่ในห้องทำงานกระจกได้อย่างชัดเจน ดูเหมือนจงอินจะไม่เห็นด้วยกับอะไรก็ตามที่ลู่หานกำลังเสนออยู่ ก่อนคุณจงฮุนจะปรากฏตัวแล้วทุกอย่างก็ค่อยๆผ่อนคลายลงจนบรรยากาศกลับมาเป็นปกติในที่สุด จนในที่สุดเขาก็ได้ยิน อย่างชัดเจนว่าจงอินต้องเป็นขึ้นพูดปราศรัยในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า 

    “อย่างน้อยแกก็ช่วยทำหน้ามันให้ดีๆหน่อย”

    ลู่หานเหน็บเข้าให้ จงอินยิ่งหน้าบึ้งเข้าไปใหญ่ ชายหนุ่มทั้งสองเดินเคียงคู่กันตรงมาที่เขา เซฮุนลุกขึ้นต้อนรับอย่างเก้ๆกังๆ ยอมรับว่ายังทำตัวไม่ถูกสักเท่าไหร่และที่สำคัญดูเหมือนวันนี้คุณจูลส์จะติดงานที่อื่น เธอจึงไม่ได้คอยอยู่ห้ามทัพระหว่างสองคนนี้

    “ฉันจะทำหน้ายังไงก็ไม่ใช่กงการอะไรของแก” จงอินไม่ยอม

    แต่การสาดคำพูดเจ็บๆคันๆระหว่างสองคนนี้ดูท่าจะเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว เพราะทีมงานรอบตัวไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรเลย หนำซ้ำเลขาส่วนตัวของจงอินยังยื่นช่อดอกไม้สดจากผู้สนับสนุนที่ส่งมาให้พรรค ก่อนจะบอกชายหนุ่มให้ถือมันด้วยรอยยิ้มแล้วเธอก็ถ่ายรูป จากนั้นจึงยื่นกล้องไปให้ทีมงานคนอื่นจัดการต่ออีกที ในเมื่อเขาส่งความปรารถนาดีมาให้ ก็ถ่ายรูปโปรโมทเป็นมารยาทตามหน้าที่

    ในขณะที่จงอินกลับยื่นช่อดอกไม้มาให้เด็กหนุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ เซฮุนเองก็รับมาถือไว้โดยอัตโนมัติเช่นกัน เขายิ้มกับตัวเอง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะไม่อยากรบกวนเวลาทำงาน ดวงตามองร่างสูงใหญ่ที่หันความสนใจไปเซ็นเอกสารอยู่ใกล้ๆเป็นที่เรียบร้อย เด็กหนุ่มหัวใจพองโต เป็นครั้งแรกที่เขาดีใจที่ตอนนี้มีคนมากมายอยู่รอบตัวไม่อย่างนั้น จงอินอาจสังเกตเห็นก็เป็นได้ กะอิแค่ดอกไม้ที่เจ้าของมันไม่ได้ตั้งใจให้ จะเก็บไปคิดอะไรมากมาย

    ลู่หานเหลือบมองชายหนุ่มก่อนจะเริ่มพูดอีกครั้ง “ก่อนจะเดินทาง ฉันขอร้องเลยนะ ขอร้องเลย ช่วยเปลี่ยนชุดที”

    จงอินตาคว่ำในทันที เขาถอนหายใจเสียงดังฟังชัด “ชุดของฉันมันมีปัญหาอะไรอีก”

    เซฮุนมองตาม ... ก็เสื้อเชิ้ตดูสุภาพกับกางเกงยีนส์ตามปกติอย่างที่จงอินใส่เวลาไปสอนหนังสือนี่

    “มันดูสกปรก ก็แค่นั้นแหละ” ลู่หานพูด ก่อนจะจบนิ่งๆพร้อมกับผายมือไปด้วย ดูกวนอารมณ์มากกว่าครั้งไหนที่ผ่านมา “สูทอยู่ในห้องทำงาน ถ้าพร้อมแล้วก็เชิญ”

    เด็กหนุ่มอ้าปากค้าง ... ปากหรือนี่ อย่าบอกนะว่าลู่หานใช้ริมฝีปากคู่นี้จูบหญิงสาวที่เจ้าตัวปรารถนาน่ะ

    ให้ตายสิ ปากจัดอย่างกับกรรไกร

    “แกมันบ้า ไอ้ภาพลักษณ์บ้าบอนี่ก็ด้วย” จงอินฮึดฮัดแต่สุดท้ายก็ยอมเดินกลับเข้าไปในห้องทำงานเพื่อเปลี่ยนชุดอยู่ดี

    เซฮุนมองตามก่อนจะสะดุ้งโหยงเมื่อลู่หานเปลี่ยนมาไล่ต้อนตัวเขาแทน

    “ผมมีงานให้คุณทำ”

    “ครับ?”

    “เรื่องจงอิน” ร่างสมส่วนเดินเข้ามาใกล้ ดวงตาคมหวานหลุบมองช่อดอกไม้ในอ้อมกอดของเซฮุนครู่หนึ่งก่อนจะเลื่อนกลับขึ้นมาสบตา แน่นอนว่าลู่หานก็ยังคงเป็นลู่หานอยู่เช่นเดิม แสดงออกเพียงแค่สีหน้านิ่งๆราวกับคนหยิ่งสโยเท่านั้น “วันนี้คุณต้องช่วยผม”

    “คุณอยากให้ผมช่วยอะไรครับ เลือกชุดที่เหมาะสมให้กับเขางั้นเหรอ” เซฮุนตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม พอเห็นท่าทางไว้ตัว มั่นอกมั่นใจในตัวเองจนเกินมนุษย์ปกติ ก็อดไม่ได้จริงๆที่จะแหย่ให้ลู่หานหงุดหงิดไปด้วย

    และในตอนที่พูดจบ เซฮุนสาบานจริงๆว่าเขาเห็นลู่หานคิ้วกระตุก

    ชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้หลุดยิ้ม แต่สีหน้ากลับผ่อนคลายลงอย่างเหลือเชื่อ ลู่หานได้แต่ส่ายหัวน้อยๆ จนเซฮุนแอบสงสัยว่าจริงๆแล้วผู้ชายคนนี้มีอารมณ์ขันเหมือนคนอื่นบ้างไหม

    “ผมอยากให้คุณช่วยทำให้จงอินหายหงุดหงิดให้ไวที่สุด”

    “ผมจะไปทำอย่างนั้นได้ยังไงกันล่ะครับ ก็เขาไม่ได้หงุดหงิดเพราะผมสักหน่อย”

    “คุณฉลาดพอที่จะเข้าใจในสิ่งที่ผมพูดนะ เซฮุน” ลู่หานไม่หลงกล “คุณคงรู้แล้วว่าตอนเย็นจงอินมีคิวขึ้นพูด การขึ้นไปพูดต่อหน้าคนเยอะๆด้วยอารมณ์ไม่คงที่ก็เท่ากับขึ้นไปทำลายตัวเองโชว์ชาวบ้าน คุณคงไม่อยากเห็นคนโปรดของคุณถูกวิจารณ์เสียๆหายๆหรอกใช่ไหม”

    “คุณดูจะไม่เชื่อใจในตัวเขาเท่าที่ควรเลยนะครับ ต่อให้ไม่มีผม ผมก็คิดว่าเขาควบคุมอารมณ์ตัวเองได้อยู่ดี” เซฮุนตอบกลับด้วยน้ำเสียงประนีประนอมและค่อนข้างมั่นใจว่าลู่หานเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเขาไม่ได้ต้องการเถียงเพื่ออยากเอาชนะ เขาเพียงแค่ต้องการออกความคิดเห็น

    “เชื่อใจ ไม่เชื่อใจ นั่นไม่ใช่เหตุผล” คราวนี้ลู่หานตอบกลับมายิ้มๆ ดูท่าทั้งจงอินและชายหนุ่มตรงหน้าน่าจะชอบให้ ถาม เหมือนกันทั้งคู่ “คุณรู้ไหมว่าสิ่งที่แตกต่างระหว่างผมกับจงอินคืออะไร สิ่งที่พวกเรากำลังทำอยู่เนี่ย หน้าที่ของเขาคือเจ้าชาย ส่วนผมต้องเป็นผู้ร้าย ... เพื่อขับให้แสงสว่างรอบๆตัวเจ้าชายชัดขึ้น หน้าที่หนึ่งของผมก็คือหาจุดด้อยของเขา ดึงมันออกมาพูดต่อหน้าเพื่อให้จงอินเรียนรู้ที่จะรับมือกับมันให้ได้ ผู้ร้ายอย่างผมมีหน้าที่ส่งต่อความดีให้กับเจ้าชาย ทีนี้คุณเข้าใจหรือยัง”

    “ผมทราบครับ” เซฮุนตอบทันที “แต่คุณยังไม่ได้ตอบคำถามของผม”

    “ผมตอบไปแล้ว” ลู่หานเองก็ตอบในทันทีเช่นกันและมันก็ทำให้เซฮุนค่อนข้างประทับใจในตัวผู้ชายคนนี้เพิ่มมากขึ้น ดูเหมือนทัศนคติต่างๆของลู่หานที่มีต่อจงอินจะออกมาจากหัวใจจริงๆเพราะชายหนุ่มแทบไม่เสียเวลาในการคิดหาคำตอบ ประดิดประดอยเลยแม้แต่น้อย

    “ถ้าหากผมไม่เชื่อใจเขา ผมจะยอมทำงานให้เขางั้นเหรอ”




    เมื่อมาถึงสถานที่จัดงาน หลังจากนั่งแกร่วอยู่ในรถเกือบสี่ชั่วโมง ในที่สุดเซฮุนก็ได้ยืดแข้งยืดขาเสียที น่าแปลกที่จงอินกลับไม่ได้ดูหงุดหงิดอารมณ์เสียอีกต่อไปหลังจากชายหนุ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสูทสีสุภาพเป็นที่เรียบร้อย แต่กลับดูนิ่งเหมือนเป็นคนละคนระหว่างที่กล่าวสรุปงานคร่าวๆกับทีมงานทั้งหมด แล้วก็เริ่มออกเดินทาง

    บรรยากาศในรถก็ดูสบายๆอย่างเหลือเชื่อ เมื่อขึ้นรถมาได้ เลขาของชายหนุ่มก็แจกจ่ายกาแฟร้อนให้กับทุกคนในรถพร้อมเอกสาร จงอินอ่านมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนน้ำเสียงนุ่มๆจะบอกให้คนขับรถเปิดเพลงของเอริก แคลปตันคลอไปด้วยเบาๆจนมาถึงเพลงโปรดอย่าง Wonderful tonight ที่เจ้าตัวฮัมตามทำนองอย่างคุ้นเคยโดยอัตโนมัติ เซฮุนยิ้มระหว่างยกกาแฟขึ้นจิบ จริงอย่างที่จงอินเคยบอกสินะว่าเจ้าตัวน่ะเป็นแฟนพันธ์แท้ของเอริก แคลปตันมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ

    และเมื่อมาถึงปลายทางในที่สุด เซฮุนก็โล่งใจเป็นอย่างมากที่การเดินทางปลอดภัย ไร้กังวล เขาเดินตามทั้งจงอินและลู่หานอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อจงอินฉีกยิ้มใส่ประชาชนที่มารอพบตน เขาก็ยิ้มตาม ส่วนลู่หานก็ปล่อยให้เจ้าตัวเป็นตัวเองไปนั่นแหละ พวกเขาเดินมาจนถึงจุดกล่าวปราศรัย

    ในทันทีที่หาจังหวะเหมาะๆได้ เซฮุนก็ถอยหลังจนเกือบจะกลืนไปกับฉากแบล็คกราวน์เลยทีเดียว

    ถึงแม้จะเป็นอุปสรรคเนื่องจากความสูงอันโดดเด่นของตัวเอง แต่การยืนอยู่ด้านหลังๆก็ทำให้เลนส์กล้องจับภาพเขาได้ยากขึ้น เพราะด้วยความสัตย์จริง เซฮุนไม่อยากเด่นจนทำให้ดีนต้องถ่อมาคุยกับเขาอีกรอบ อันที่จริงเขาไม่อยากให้ใครรู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองได้ใกล้ชิดกับจงอินถึงเพียงนี้ ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

    จริงอยู่ที่เซฮุนไม่ใช่นักข่าว เขาไม่มีพิษมีภัยกับเกมการเมือง แต่ถ้าหากลู่หานหรือจงอินตัดสินใจค้นให้ลึกลงไปอีกหน่อยและรู้ว่าสังคมที่เขาเคยอยู่นั้น ทั้งแบคฮยอนและคยองซูต่างก็พัวพันกับการขายข่าวทั้งคู่ แต่ตอนนี้คยองซูเอาตัวเองมาผูกติดกับจีเอ็นพีไปแล้ว ชายหนุ่มมีหลักประกันของตัวเองว่าจะไม่มีทางทำร้ายจีเอ็นพีเพราะถ้าหากจีเอ็นพีล้ม หนังสือพิมพ์ของคยองซูก็จะล้มตามไปด้วย เซฮุนก็เสี่ยงจะสูญเสียความไว้วางใจที่เพิ่งได้มาไปทั้งหมด

    ไม่มีนักการเมืองคนไหนเก็บนกกระจายข่าวไว้ใกล้ตัว และเขาก็กลัวเหลือเกินว่าสักวันหนึ่ง ถ้าหากลู่หานรู้ เขาคงไม่มีสิทธิ์ได้เข้าใกล้จงอินเป็นอีกแน่แท้

    และจากมุมมองบนพื้นที่ยกสูงเช่นนี้ ทำให้เซฮุนมองไปทั่วกลุ่มคนที่มารอฟังจงอินพูดอย่างง่ายดาย เขาก็ไม่รู้ว่าจะมองไปเพื่ออะไรเหมือนกัน แต่คงเป็นธรรมชาติของคนที่ยืนอยู่บนที่สูงกว่าจะมองไปรอบๆล่ะมั้ง กลุ่มคนที่มายืนออ กระจายกันออกไป มีทั้งสื่อมวลชน ชาวบ้านในพื้นที่และคนอื่นๆที่มาเพียงยืนมุงดูเท่านั้น

    แต่เยื้องไปทางด้านหลัง มีชายร่างสูงคนหนึ่งสะดุดตาเซฮุนเข้าให้อย่างจัง ผู้ชายคนนั้นเป็นชายวัยกลางคน ดูเหมือนอายุจะอยู่ที่ประมาณสี่สิบกลางๆ เขามาพร้อมกับเด็กผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่ง เด็กคนนั้นกระโดดหย่องแหย่ง โบกไม้โบกมือคล้ายกับรู้จักใครสักคนรอบตัวเขา และในทันทีที่จงอินสังเกตเห็นคนทั้งคู่ ชายหนุ่มก็ยิ้มกว้างในแบบที่ทำให้เซฮุนใจเต้นแต่เนื่องจากเจ้าตัวติดพูดอยู่บนเวทีจึงไม่สามารถลงไปหาคนทั้งสองได้

    ลู่หานขยับตัวอยู่ข้างๆจนเซฮุนต้องหันไปมอง ก่อนชายหนุ่มจะเดินอย่างรวดเร็วลงจากพื้นยกไปหาคนทั้งคู่ คนทั้งสองดูคุ้นตาเซฮุนอย่างแปลกประหลาด รวมทั้งรถกระบะคันเบ้อเริ่มที่ผู้ชายคนนั้นขับมาจอดใกล้ๆกับเวทีปราศรัยด้วย ข้างรถถูกติดสติ๊กเกอร์เป็นชื่อ ‘ไร่โอ’ อย่างชัดเจน

    เอ๋ ... คลับคล้ายคลับคลาเหมือนจะได้ยินแว่วๆมาจากที่ไหนนะ

    ลู่หานโค้งเก้าสิบองศาให้กับผู้ชายคนนั้นด้วยความนับถืออย่างชัดเจน ก่อนเด็กวัยรุ่นจะพุ่งเข้ามากอดชายหนุ่มจนเจ้าตัวถอยไปตั้งหลักสองสามก้าว เขาก็ได้เห็นรอยยิ้มกว้างของลู่หานเป็นครั้งแรก เจ้าเด็กหนุ่มกอดร่างสมส่วนราวกับไม่ได้เจอกันมานานแสนนาน ในตอนนั้นที่เซฮุนสังเกตเห็นอีกครั้งว่าคนทั้งคู่แต่งตัวต่างจากคนในเมืองมากนัก อันที่จริง ชาวบ้านที่นี่ก็แต่งตัวคล้ายกันเกือบหมด

    ชายร่างสูงที่ดูเหมือนจะเป็นพ่อของเด็กวัยรุ่นโดดเด่นด้วยหมวกคาวบอยที่อยู่ศีรษะ เสื้อเชิ้ตลายสก็อตและกางเกงยีนส์ขาม้ากับรองเท้าบูท ตามแบบฉบับพระเอกคาวบอยในหนังของฮอลลีวูดเปี้ยบ เซฮุนสงสัยว่าถ้าหากชายผู้นั้นถอดหมวกออกมา หน้าตาจะคมเข้มชวนละลายใจเหมือนพระเอกหนังตะวันตกด้วยหรือไม่

    ตอนแรกเขาคิดว่าผู้ชายคนนี้อาจจะเป็นเพียงชาวไร่ธรรมดา แต่ดูจากวิธีที่ลู่หานพูดคุยด้วยแล้ว ผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน เพราะตั้งแต่ที่เขาเจอลู่หานมาตั้งหลายเดือน เซฮุนไม่เคยเห็นใครจะตบบ่าชายหนุ่มแถมยังพูดจาด้วยสีหน้า ท่าทางราวกับจะสั่งสอนอีกฝ่าย นอกจากท่านชูซอนกับคุณจงฮุนได้อีก

    แต่คนๆนี้ทำได้ ... แถมทำแล้วลู่หานยังยืนฟังด้วยสีหน้านอบน้อมอีกด้วย

    ถึงแม้จะเป็นคนร่างใหญ่ แต่คาวบอยคนนี้กลับเคลื่อนไหวอย่างสง่างามและรวดเร็ว เหมือนคนที่ทำงานกลางแจ้งจนเคยชิน เพียงแค่ท่าทางของเขาก็เรียกร้องความสนใจจากผู้คนได้มากโขแล้ว ทั้งพ่อและลูกชายถือกระเป๋าเดินทางมาหนึ่งใบ ดูเหมือนคนทั้งคู่กำลังจะออกเดินทางไปที่ไหนสักที่และแค่แวะผ่านมาทักทาย

    แต่ก่อนที่ผู้ชายคนนั้น เด็กวัยรุ่นและลู่หานจะถูกกลืนหายไปกับผู้คน จงอินก็พูดจนจบ เจ้าของใบหน้าหล่อจัดรอเพียงไม่นาน เขาทักทายคนที่มารอพบ จากนั้นก็เดินดุ่มๆลงจากเวทีไปหาคาวบอยหนุ่มใหญ่คนนั้นในทันที

    ‘ฮยอง!’

    ‘ซึงฮวาน! เป็นไง ไอ้หนู’

    จงอินร้องเรียกเสียงดังฟังชัดและเซฮุนก็ไม่เห็นอะไรอีก เนื่องจากถูกเลขาของชายหนุ่มดันให้ขึ้นไปนั่งรอบนรถอย่างรวดเร็ว เสียดายจริง ... เขาไม่ได้ฟังจงอินปราศรัยสักคำ




    เกือบจะหมดวันในตอนที่เซฮุนได้อยู่ตามลำพังกับจงอินเงียบๆ

    มื้อเย็นเป็นอาหารง่ายๆจากผู้จัดงาน ซึ่งคนทั้งคู่ได้โต๊ะเล็กๆเป็นส่วนตัวไปนั่งหลบมุมอยู่หลังฉากกั้นที่จัดไว้ให้เป็นที่สำหรับทานข้าว ชายหนุ่มถอดสูทพาดไว้กับพนักเก้าอี้ในทันทีที่ลับสายตาคน ก่อนจงอินจะปลดกระดุมข้อมือของเสื้อเชิ้ตแล้วพับมันขึ้นลวกๆพลางพ่นลมหายใจยาวเหยียด มือแกร่งทั้งสองข้างกุมประสานไว้บนโต๊ะด้านหน้าก่อนใบหน้าแสนเสน่ห์จะโน้มเข้ามาถามเสียงนุ่ม

    “ลองลงสนามครั้งแรก ไหวไหมคุณ”

    เซฮุนเลิกคิ้วสบกับดวงตาคมเข้มกลับไปตามตรง “อะไรทำให้คุณคิดว่าผมไม่ไหวล่ะครับ”

    “ก็วันนี้คุณไม่ค่อยพูด” จงอินตอบกลับเรียบๆ

    หื้อ ... งานยุ่งขนาดนี้ ยังมีเวลามานั่งสังเกตอีกอย่างนั้นเหรอ

    “ผมก็เป็นแบบนี้เหมือนปกตินั่นแหละครับ” เซฮุนพูดยิ้มๆ “ว่าแต่ เราจะกินอะไรกันดี คุณดูเมนูรึยัง จงอิน”

    เขาถาม เป็นการเปลี่ยนเรื่องแบบเนียนๆและจงอินเองก็ดูพอใจไม่น้อยที่เขาถามเรื่องอาหาร “อือฮึ แซนด์วิชเนื้อไหม แถวนี้ เนื้อบาร์บีคิวอร่อยอย่าบอกใครเชียวแหละ”

    เซฮุนพยักหน้า ฮึมฮัมตอบรับระหว่างไล่สายตามองหาเมนูที่ถูกใจไปด้วย แซนด์วิชก็ดี เขาไม่ได้กินอาหารตะวันตกมานานแล้วเหมือนกัน โดยไม่รู้ตัว เพราะต้องการหามุมนั่งสบายๆ ท่อนขายาวจึงดันเก้าพลาสติกออกจากขอบโต๊ะช้าๆก่อนจะยกขาขึ้นนั่งไขว่ห้าง ไม่ได้เอะใจแม้แต่น้อยว่ามีดวงตาคู่หนึ่งมองตามทุกจังหวะไม่คลาดสายตาและเจ้าของดวงตาคู่นั้นก็กลืนน้ำลายลงคอในตอนที่ได้ยินเสียงกางเกงสแล็คของเซฮุนเสียดสีกัน

    ใบหน้าหล่อจัดหันหนีในตอนที่อีกฝ่ายช้อนตาขึ้นมอง เซฮุนเลิกคิ้วราวกับสงสัยเนื่องจากช่วงหลังๆจงอินมักจะลืมตัวทิ้งสายตาอ้อยอิ่งตามจังหวะตามการขยับร่างกายของเขาตลอด ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัวด้วยหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เซฮุนมั่นใจก็คือร่างกายของเขาร้อนวูบวาบไปตามสายตาที่อีกฝ่ายใช้มอง

    “จงอิน คุณจะเอาแซนด์วิชกี่ชิ้น”

    ฝ่ามือใหญ่เอื้อมไปหยิบถั่วลิสงอบเกลือ อาหารว่างซึ่งถูกตั้งเอาไว้ที่โต๊ะก่อนแล้วโยนเข้าปาก ไม่ตอบในตอนแรกแต่กลับชูสองนิ้วเป็นคำตอบ เซฮุนยิ้มขำ “กินหมดเหรอครับ เมื่อตะกี้ผมเห็นคุณไปแอบยืนกินพายแอปเปิ้ลมาแล้วนะ”

    “หมดซี่ วันนี้ผมหิวโซเลย”

    “ถ้าอย่างนั้น ผมจะสั่งแซนด์วิชมาสองชิ้นนะครับ แล้วก็เอาบาร์บีคิวอีกจานมาแกล้มเล่นดีไหม”

    “อ้าว แล้วคุณล่ะ ไม่เอาเหรอ อร่อยนะ”

    เด็กหนุ่มส่ายหัว “ผมชิมนิดหน่อยก็พอครับ พอดีผมอยากกินอย่างอื่น”

    “แน่ใจนะ” ชายหนุ่มถามย้ำ “อยู่ที่บ้านออกจะกินเก่ง ...”

    เซฮุนตาโต อึดใจถัดมาชายหนุ่มก็หัวเราะเสียจนตาปิดแล้วก็ถามอีกรอบ “ถ้างั้นคุณอยากกินอะไร”

    “แซนด์วิชเนยถั่ว” เซฮุนตอบอย่างมั่นใจ

    จงอินชะงักก่อนจะหยิบเมนูมาพลิกดู “แต่นั่นมันเมนูสำหรับเด็กไม่ใช่รึ”

    “ทำไมล่ะครับ!” เขาร้องก่อนจะเขียน แซนด์วิชเนยถั่ว ตัวโตๆลงบนกระดาษรับออเดอร์ “… เอ่ ให้เขาเพิ่มแยมลงไปด้วยได้ไหมนะ รสอะไรก็ได้ ผมชอบหมดเลย” เซฮุนพูดเบาๆราวกับพึมพำกับตัวเองคนเดียว
    และเมื่อเขียนเมนูอาหาร เครื่องดื่มที่ต้องการทั้งหมดจนเสร็จ ใบหน้าขาวจัดก็เงยขึ้นมายิ้มให้กับชายหนุ่ม ...

    จงอินนิ่งค้าง ...

    พระเจ้า ... แวบหนึ่งที่มันวาบเข้ามาในหัว เขาอยากจะรู้รสชาติของรอยยิ้มนั้นเสียจริง

    แต่ก็เพิ่งได้หอมไปไม่นานนี้เอง ผิวหน้าของเซฮุนอ่อนนุ่มราวกับผิวของเด็กสาวแรกแย้ม ซึ่งมันไม่ได้น่าแปลกใจอะไร มองดูจากภายนอก เข้าใจได้ว่าเจ้าตัวเป็นคนผิวสวยโดยธรรมชาติ ไม่อยากจะคิดให้เสียผู้ใหญ่ แล้วข้างในล่ะ จะขนาดไหน ...

    แต่ไหนแต่ไรมา ตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม จงอินเก็บความลับเรื่องบนเตียงไว้กับตัวเองอยู่เสมอ เขาแทบจะไม่คุยเรื่องพรรณนี้กับใครเลย แม้กระทั่งลู่หานเองก็ตาม

    ตัวลู่หานเองก็ไม่คุยเรื่องนี้กับเขาเช่นกัน แต่ใช่ว่าจะปิดบังเสียเมื่อไหร่ เพียงแต่ว่า ... เด็กหนุ่มๆอาจจะคุย แต่ผู้ใหญ่อย่างพวกเขาไม่จำเป็น จงอินไม่ใช่พวกมีอารมณ์จากเรื่องเล่าใต้สะดือ ลู่หานเองก็ไม่ได้ชอบโชว์ เพราะฉะนั้นเรื่องที่เขาเคยสัมผัสร่างกายของผู้ชายเพราะความอยากรู้อยากลองตามประสาเด็ก ก็ไม่จำเป็นต้องมีใครรู้เช่นกัน

    น่าแปลก สิ่งที่น่าจะคุ้นชินกลับสร้างความตื่นเต้นแบบแปลกๆให้กับจงอินอย่างไม่น่าเชื่อ กับแค่การแตะเนื้อต้องตัวตามมารยาท มันไม่น่าทำให้ไฟในร่างกายของเขาโหมกระพือขึ้นมาอีกได้เลย ตั้งแต่ที่ฮานึลจากไป เขาก็เครียดจนลืมคิดถึงเรื่องเซ็กส์ นับๆดู ใกล้เข้าหกเดือนเต็มที ... ที่เขาไม่ได้มีความรู้สึกทางเพศ

    แต่กับเซฮุน ... มันเริ่มค่อยๆก่อตัวขึ้นจากความใกล้ชิด

    จนบางครั้ง มันก็เริ่มยากที่จะเก็บไม้เก็บมือของตัวเองไว้กับตัว

    ในตอนที่หลุดจากความคิดของตัวเอง

    เซฮุนก็ลุกจากเก้าอี้ เดินไปหยิบแก้วน้ำ มาเติมน้ำเย็นๆให้ จัดวางส้อม มีด แถมด้วยตะเกียบกับกระดาษทิชชู่บนโต๊ะเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย จงอินก็ได้นิ่งและนั่งมอง ช่วยไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกบางอย่าง เพราะเขาไม่ปฏิเสธว่าเขาต้องการใครสักคน อาจจะเป็นผู้ชายคนนี้หรือใครก็ตามในอนาคต แต่เขาต้องการใครสักคนแน่ๆ

    บางครั้ง เมื่อชายหนุ่มมองลึกเข้าไปในดวงตาใสๆของอีกฝ่าย เขาไม่เห็นอะไรเลยนอกจากภาพสะท้อนของใบหน้าตัวเองอยู่ในนั้น แต่บางครั้งมันก็ช่างเต็มไปด้วยความรู้สึก เซฮุนมีความขัดแย้งในตัวเองที่จงอินยังหาคำตอบไม่ได้ แม้จะทำใจให้ไม่ต้องคิดเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ก็ตาม

    แต่เขาก็ต้องยอมในที่สุด

    ยอมรับว่าเขาชอบเด็กคนนี้มากกว่าคำว่าเอ็นดูไปไกลมากแล้ว

    และที่ทำใจยอมรับกับตัวเองได้ยากที่สุดก็คือ จงอินคิดว่าตัวเองกำลังตกหลุมรัก

    แม้ในตอนที่อะไรก็ไม่เป็นใจให้เรารักกันเลยสักอย่าง




    ในตอนหัวค่ำ

    เจ้าภาพจัดงานเลี้ยงให้กับสมาชิกพรรคก่อนพวกเราจะออกเดินทางกลับโซลหลังงานเลิก เซฮุนไม่ได้คาดหวังกับงานเลี้ยงนี้สักเท่าไหร่นัก แต่กลับผิดคาดไปเสียหมดเพราะงานเลี้ยงง่ายๆ มีอาหารเพียงแค่บาร์บีคิวเป็นอาหารหลักกลับสนุกอย่างเหลือเชื่อ อย่างแรกก็คือไม่มีสื่อมวลชนในงานนี้ ทุกคนในงาน ทั้งทีมงานที่ติดตามท่านที่ปรึกษามาและผู้ใหญ่ของฝั่งเจ้าภาพเองจึงดูผ่อนคลายและดื่ม กินได้อย่างเต็มที่
    เขาได้พบผู้คนที่เป็นมิตรมากมาย แถมยังมีดนตรีเพราะๆเล่นสดให้ฟังไปทั้งงาน มีลานเต้นรำที่มีเพียงแค่คู่รักหนุ่มสาวกับเด็กเล็กๆออกไปเต้นรำ พากันเสียงดังเฮฮา ก่อนลู่หานจะหันไปหาจงอินในที่สุด จากนั้นชายหนุ่มก็บอกให้จงอินเลือกเด็กน้อยมาสักคนเพื่อไปเต้นรำด้วย จงอินแทบจะอ้าปากค้างพร้อมกับหันมาจ้องลู่หานเขม็ง

    แต่ท่านที่ปรึกษาเรื่องภาพลักษณ์กลับไม่สนใจสายตาแข็งๆสักนิด ลู่หานหันไปหยิบขวดเบียร์เย็นๆเทใส่แก้วของตัวเอง ท่าทางสบายๆราวกับอยู่บ้านยิ่งทำให้จงอินฮึดฮัด

    “แกรู้เกมน่าเพื่อน ไปเถอะ แกมีภาพลักษณ์แฟมิลี่แมนอยู่ก็เลือกมาสักคน การที่แกไม่ถือตัวกับลูกหลานของพวกเขา มันจะทำให้ประชาชนพอใจนะ”

    ชายหนุ่มอธิบายเสียงเรียบ ในขณะที่เซฮุนเงียบแล้วได้แต่มอง เขาหยิบแก้วเบียร์ของตัวเองมาจิบราวกับไม่รู้จะทำอย่างไรเช่นกัน และเมื่อวางแก้วลงกับโต๊ะ ลู่หานก็เติมเครื่องดื่มลงแก้วให้ในทันที เด็กหนุ่มหันไปมองอีกฝ่ายตั้งใจจะกล่าวขอบคุณแต่กลับเป็นชายหนุ่มที่ชิงพูดขึ้นมาก่อน

    “คุณก็เห็นด้วยกับผมใช่ไหม เซฮุน?”

    ให้ตาย ลู่หานนี่นะ ...

    เล่นแบบนี้เลยเหรอ

    เซฮุนอมยิ้มน้อยๆ แต่ก็ยังไม่ได้พูดอะไร เขาสบตากับลู่หานแล้วจึงหันไปมองจงอิน คิดทบทวนดูแล้วว่าสิ่งที่ลู่หานพูดมันถูกต้องทุกอย่าง ทีมงานทุกคนมาที่นี่ ช่วยกันลงสมอง ลงทุน ลงแรงเพื่อหวังผลร้อยเปอร์เซ็น เขาคิดว่าจงอินก็น่าจะเข้าใจมันดีกว่าคนอื่น แต่อาจจะเป็นเพราะวิธีที่ลู่หานพูดมันดูน่าหมั่นไส้ไปเสียหน่อยเลยทำให้เจ้าตัวหงุดหงิดขึ้นมาอย่างเสียมิได้

    ใบหน้าขาวจัดยิ้มอีกครั้ง เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบบาร์บีคิวเนื้อย่างที่เพิ่งรู้เมื่อตอนกลางวันว่าจงอินชอบนักชอบหนา วางลงบนจานของชายหนุ่มแล้วก็คีบเครื่องเคียงวางให้ด้วยก่อนจะพูดในที่สุด

    “ทานเนื้อให้อิ่มก่อน แล้วลองดูสักหน่อยก็ไม่เสียหายนี่ครับ”

    ลู่หานยิ้มน้อยๆก่อนจะส่ายหัวราวกับมีอะไรตลก ในขณะที่เซฮุนก็มองดูจงอินยิ้มๆเมื่อชายหนุ่มยอมหยิบเนื้อที่เขาตักให้ขึ้นมากินในที่สุด จงอินไม่พูดอะไร ร่างสูงใหญ่นั่งกินเงียบๆอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นแล้วถอดเสื้อสูทพาดไว้กับเก้าอี้ ยืนขึ้นเต็มความสูงพร้อมกับเดินเข้าไปในวงล้อมของเด็กๆที่กำลังเต้นหย่องแหย่งไปตามประสา

    เซฮุนมองชายหนุ่มในดวงใจด้วยแววตาภาคภูมิใจมากกว่าอะไรทั้งหมด ก่อนจะโดนขัดจังหวะเมื่อจู่ๆลู่หานก็ตักเนื้อย่างใส่จานของเขาแล้วกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยเป็นปกติ “ขอบใจมากนะ”

    เด็กหนุ่มเข้าใจเป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายขอบใจเรื่องอะไร เซฮุนจึงมองใบหน้าหวานจัดยิ้มๆแล้วใช้ส้อมจิ้มชิ้นเนื้อเข้าปาก เขาเคี้ยวแล้วกลืน จิบเบียร์เย็นๆตามตบท้ายแล้วจึงพูดเหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น 

    “อร่อยแบบที่เพื่อนคุณว่าจริงๆด้วยนะครับ”

    แล้วจึงหันไปให้ความสนใจผู้ชายในวงล้อมของเด็กๆอีกครั้ง

    ตอนนี้จงอินอุ้มเด็กน้อยคนหนึ่งขึ้นมาในอ้อมแขน ดูเผินๆเหมือนชายหนุ่มกำลังอุ้มลูกสาวแล้วคุยเล่นกับเธอเสียมากกว่า น่าเสียดายที่การเดินทางครั้งนี้ลิตเติ้ล เจไม่ได้มาด้วย ใบหน้าหล่อจัดโน้มเข้าไปกระซิบกระซาบกับหนูน้อยก่อนจะจับมือเล็กๆของเธอมากุมไว้ข้างหนึ่ง โยกไปโยกมา ทำท่าเลียนแบบท่าทางเต้นรำของผู้ใหญ่แบบไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งคู่ยิ้มให้แก่กัน หนูน้อยคนนั้นหัวเราะกว้างเสียจนเห็นฟันขาวๆแต่ไกล ในขณะที่ร่างสูงโปร่งก็ขยับตัวให้เข้ากับทำนองเพลงที่กำลังเล่นอยู่

    จงอินดูผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเอง อาจจะเป็นเพราะเจ้าตัวเป็นคุณพ่ออยู่แล้วด้วย ชายหนุ่มจึงไม่มีทีท่าอึดอัดหรือเก้กังเมื่ออยู่ในวงล้อมของเด็กเล็กๆเลย ชั่ววินาทีหนึ่งที่ชายหนุ่มชะโงกหน้าไปหอมฟัดแก้มยุ้ยของเด็กหญิงโดยอัตโนมัติราวกับเอ็นดูแล้วต้องการแสดงความรักเหมือนที่ทำบ่อยๆกับลิตเติ้ล เจ
    ตอนนั้นเองที่เซฮุนคิดว่าจงอินสนุกกับงานไปด้วยจริงๆ เขาคิดว่าตัวเองรู้จักจงอินในระดับหนึ่งพอที่จะดูออกว่าอะไรคือเรื่องจริงและอะไรคือการแสดง

    ก่อนเพลงจะจบ ชายหนุ่มก็อุ้มร่างเล็กๆโยนขึ้นไปในอากาศ หนูน้อยส่งเสียงหัวเราะชอบใจดังลั่นเมื่อได้เล่นเครื่องบินร่อน แล้วก็อุ้มเธอแนบอก หมุนช้าๆไปรอบๆท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่คอยจับตามองอยู่ และเมื่อเสียงเพลงหยุดลงก่อนจะเริ่มเพลงใหม่ จงอินก็อุ้มเธอไปส่งให้กับแม่ของหนูน้อยที่ยืนรออยู่ข้างๆลานเต้นรำ ผู้ใหญ่สองคนพูดคุยกันด้วยรอยยิ้ม

    เซฮุนกวาดตามองดูสีหน้าของผู้คนในงาน สาบานจริงๆ ทุกคนแทบจะมองจงอินด้วยความชื่นชม เด็กๆที่เหลืออยู่ก็แทบจะวิ่งตามชายหนุ่มขอให้เล่นเครื่องบินร่อนกับตนบ้าง แต่พ่อแม่ของเด็กๆพวกนั้นก็เข้ามาพาพวกเขากลับไปที่โต๊ะเสียก่อน และยิ่งเมื่อหันไปมองลู่หานแล้วเห็นว่าเจ้าตัวมีรอยยิ้มเล็กๆติดมุมปากอยู่ด้วย เซฮุนก็รู้ในทันทีว่าท่านที่ปรึกษาเรื่องภาพลักษณ์พอใจกับสถานการณ์ในตอนนี้มากเพียงใด




    กลางดึกระหว่างเดินทางกลับโซล

    เซฮุนถอดเสื้อนอกออกก่อนจะกอดมันกับตัวระหว่างหลับลึกอยู่ในรถ เขาพยายามฝืนลืมตาขึ้นเพราะหูยังคงได้ยินจงอิน ลู่หานและเลขาส่วนตัวของทั้งคู่ ถกประเด็นเรื่องงานกันไม่ยอมหยุด เด็กหนุ่มอยากจะช่วย แต่เขาทั้งอิ่มทั้งง่วงจนทนแทบไม่ไหว

    แน่นอนว่าจงอินสังเกตเห็นเป็นคนแรก เพราะนั่งอยู่ข้างๆกัน ครู่ถัดมาฝ่ามืออุ่นร้อนจึงตบลงที่ต้นขาเพรียวแผ่วเบาก่อนน้ำเสียงนุ่มทุ้มจะเอ่ยขึ้น “ง่วงก็นอนซะ ไม่มีอะไรแล้วล่ะ”

    จากนั้นเซฮุนก็หลับตาลงในทันที ก่อนจะงัวเงียตื่นอีกครั้งเมื่อมีใครบางคนพยายามปลุกแล้วประคองให้ลงจากรถ ทั้งเบียร์ที่ดื่มเข้าไปในตอนหัวค่ำ ทั้งความอิ่มและแอร์เย็นๆที่เป่าศีรษะอยู่บนรถ รู้ตัวตื่นอีกที คาดิลแล็คคันงามก็เลี้ยวมาส่งในเขตรั้วบ้านของตระกูลคิมเป็นที่เรียบร้อย

    ในขณะที่ยืนงัวเงียอยู่ข้างๆเจ้าของบ้านนั้น หูก็ยินเสียงจงอินสั่งคนขับรถของตัวเองอย่างชัดเจนว่าให้ส่งทั้งลู่หานและเลขาทั้งสองคนให้ถึงบ้าน ก่อนชายหนุ่มจะกำชับกับลูกน้องว่าพรุ่งนี้เจ้าตัวอนุญาตให้ทุกคนเข้างานตอนบ่ายได้ ไม่มีปัญหา เซฮุนพยายามจะกล่าวลาแต่กลับลืมว่าตัวเองต้องพูดอะไรบ้าง

    ตอนนี้ทั่วทั้งบริเวณบ้านมืดและเงียบสงัด ดูเหมือนทุกคนจะเข้านอนเป็นที่เรียบร้อย เห็นแต่แสงสว่างไกลๆจากป้อมยามหน้ารั้วบ้านและตามจุดต่างๆกระจายกันไปเท่านั้น ท่อนแขนแข็งแรงสอดเข้าที่เอว รั้งร่างสูงโปร่งเข้ามาใกล้ก่อนจะค่อยๆออกเดินเข้าไปในตัวบ้านในที่สุด เซฮุนตัวอ่อน ซบใบหน้าลงบนลาดไหล่แข็งแรง แม้จะตื่นเป็นที่เรียบร้อย แต่ก็ลืมตาได้ยากเต็มที

    “คุณดื่มเพิ่มมาในรถเหรอครับ” จำได้ว่าตัวเองงัวเงียถาม เพราะได้กลิ่นเบียร์จากตัวอีกฝ่ายอย่างชัดเจน

    “อือฮึ นิดหน่อยน่ะ” จงอินตอบตามปกติก่อนจะกระซิบกระซาบให้เด็กหนุ่มในอ้อมแขนถอดรองเท้าเสีย
    เซฮุนทำตามอย่างว่าง่าย เขาสลัดรองเท้าหนังของตัวเองทิ้งแล้วโผเข้าหาชายหนุ่มอีกรอบ ลืมไปหมดแล้วถึงการวางตัวที่ดี ที่เคยควบคุมได้ในตอนสติเต็มร้อย ยิ่งจงอินไม่พูดอะไรด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งได้ใจ เพราะเขารู้ซึ้งดีถึงคุณค่าของการได้อยู่ตามลำพังกับจงอิน มันแทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ ชายหนุ่มมักจะโดนคนอื่นรุมล้อมอยู่ตลอดเวลา

    แม้แต่ในตอนที่นั่งเคียงข้างกันบนรถก็ยังไม่สามารถคุยเรื่องส่วนตัวเรื่อยเปื่อยได้เลย

    “เมารึเปล่าเรา” จงอินถาม

    เซฮุนส่ายหัวแล้วทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงกับจงอินราวกับไร้กระดูก แต่อีกฝ่ายก็ยังมั่นคง ฝ่ามือใหญ่จับเอวของเด็กหนุ่มไว้มั่นก่อนจะมองตา “ง่วงมากเหรอ”

    คราวนี้เซฮุนพยักหน้า “มากครับ”

    เด็กหนุ่มย้ำแล้วเหวี่ยงแขนคล้องไหล่ของอีกฝ่าย เอนศีรษะเข้าหาจนมันไปซุกไปใต้คางแบบสุนัขตัวโตช่างอ้อน ช่างเป็นท่าทีที่ไม่ปกปิดและเชิญให้เข้าหาโดยไม่ยั้งคิดใดๆเลย จงอินยังเงียบได้แต่ประคองร่างโปร่งของเซฮุนเอาไว้

    “ยืนดีๆ” ชายหนุ่มกำชับ

    เซฮุนส่ายหัวก่อนจะผะใบหน้าออกมามองตาของชายหนุ่มด้วยแววท้าทาย เขาทำมันเป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกันมา จงอินเหมือนจะชะงักไปนิดหน่อย สายตาคมเข้มยังจับอยู่ที่ใบหน้าขาวจัดอยู่อีกครู่หนึ่งแล้วจึงเป็นฝ่ายเบือนสายตาหนี ฝ่ามือแข็งแรงดันร่างของเด็กหนุ่มจนติดผนังพลางทำท่าจะผะออก

    จงอินกำลังจะจากไป แต่ก่อนที่เจ้าตัวจะได้ทำอย่างนั้น เซฮุนก็ดึงเสื้อของอีกฝ่ายไว้ได้ทัน “จงอินครับ”

    ชายหนุ่มเจ้าของชื่อตัวแข็ง เงาของร่างสูงใหญ่บดบังแสงไฟจากประตูทางเข้าจนมิด ท่ามกลางความเงียบสงัดในกลางดึก ไม่มีแม้แต่เสียงแมลงกลางคืน เซฮุนได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกของคนที่ยืนอยู่ใกล้จนเกือบจะคลอเคลียได้อย่างชัดเจน

    ดวงตาสองคู่สบกัน พูดคุยผ่านแววตาด้วยคำที่ปากไม่กล้าจะเอ่ย โตๆกันแล้วด้วยกันทั้งคู่ รู้ดีที่สุดว่ามีความรู้สึกพิเศษต่อกันมากแค่ไหน

    เพียงแต่ ... ในชีวิตจริง ความสัมพันธ์ของเรานั้น มันยังไม่มีชื่อเรียก

    เซฮุนเรียกจงอินอีกครั้งด้วยน้ำเสียงแหบแห้งและเต็มไปด้วยความเว้าวอนให้เห็นใจ ทนไม่ไหวแล้ว เก็บไว้มากจนแทบจะระเบิด จะทนไม่ไหวอยู่แล้ว

    “อย่า”

    ชายหนุ่มสั่งเสียงสั่น

    “เรื่องความรู้สึกของผม คุณอย่าเพิ่งถามเลยนะ” ใบหน้าหล่อจัดก้มต่ำจนลมหายใจของจงอินรดริมฝีปากแดงสดของเขา จงอินก้มหน้าจนทำให้เซฮุนต้องก้มมองตาม เขาถอนหายใจเมื่ออีกฝ่ายยังเงียบ ฝ่ามือวางราบกับเสื้อเชิ้ตบนแผ่นอกแกร่งอยู่เหมือนเดิม

    “… ผมยังไม่มีคำตอบให้คุณ ถ้าผมชัดเจนเมื่อไหร่ ผมสัญญาว่าคุณจะได้รู้เป็นคนแรก เพราะฉะนั้นตอนนี้ อย่าเพิ่ง ... เลยนะ”

    เซฮุนคิดว่าตัวเองกำลังจะร้องไห้ เขาเม้มริมฝีปากจนมันสั่นระริก ใบหน้าขาวจัดก้มลง หัวใจตกไปตามความนับถือในตัวเองเป็นที่เรียบร้อย การโดนปฏิเสธอย่างจัง มันรู้สึกแบบนี้นี่เอง ในจังหวะที่น้ำตาจะไหล กลับเป็นจงอินที่ดึงมือของเขาไปจับไว้มั่น แล้วดึงร่างของคนที่เอนพิงผนังอยู่เข้าไปใกล้คล้ายกับจะกอด

    “เซฮุน” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยปลอบ ใกล้จนริมฝีปากย้ายมาคลอเคลียอยู่ข้างแก้ม “อย่าเสียใจไปเลย ผมไม่ได้ปฏิเสธคุณ”

    เซฮุนยังก้มหน้าในตอนที่ตัดสินใจพูดออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นๆที่สุดในชีวิต “แต่ผม ...ผมรู้สึกดีกับคุณมากๆ”

    “ผมรู้” จงอินตอบในทันที มือร้อนๆปล่อยจากฝ่ามือขาวจัดแล้วเลื่อนลงไปตามสีข้างก่อนจะกอดเอวของเด็กหนุ่มเอาไว้ “ผมรู้ ...”

    ตอนนั้นเองที่เซฮุนเงยหน้าขึ้นสบตา แต่ครั้งนี้ไม่มีใครหลบตาใครก่อน ใบหน้าหล่อจัดเคลื่อนเข้ามาใกล้ ดวงตาใสๆก็ได้แต่หลับลง ยอมรับอย่างไร้เงื่อนไข ไม่ว่าจะได้อะไรจากคืนนี้ก็ตาม เขาก็ยินดี เพราะรอบนี้คงไม่พ้นรอยจูบฝันดีที่ข้างขมับเหมือนครั้งก่อน ก็คงเป็นรอยจูบฝันดีครั้งที่สองบนข้างแก้มนั่นแหละ
    แต่อึดใจถัดมา ในตอนที่ริมฝีปากของเราสัมผัสกันนั้น

    ใจก็เต้นแรงจนนึกว่าจะตายเสียแล้ว มันเป็นสัมผัสแผ่วเบาราวกับจะลองเชิงในครั้งแรก แล้วเมื่อชายหนุ่มเห็นว่าเขายินยอมพร้อมใจไปด้วย ครั้งที่สองก็ตามมาติดๆ คราวนี้กลีบปากของเราเสียดสีกันรุนแรงเหมือนจะเอาชนะ บดเบียดเคล้าคลึงคล้ายกับแสดงความเป็นเจ้าของ

    เซฮุนสูดหายใจเข้าผ่านจมูกแล้วยกแขนกอดร่างของจงอินกลับในทันที ตามจริงแล้วเราไม่ใช่เด็กหัดลองรักด้วยกันทั้งคู่ ไม่มีแล้วอาการเขินอายเหมือนเด็กหนุ่ม ถ้าใช่ก็คือใช่ รู้สึกก็คือรู้สึก เขาไม่ถือถ้าหากจงอินจะผ่านใครมาในอดีตและเซฮุนเองก็คิดว่าชายหนุ่มคงไม่มาถือสาเรื่องนี้กับเขาเช่นกัน

    สิ่งสำคัญคือความซื่อสัตย์ต่อความรักในปัจจุบันต่างหาก

    ทั้งคู่ครางด้วยความปรารถนา แต่เสียงครางกลับออกมาเพียงแค่เสียงอู้อี้ผ่านริมฝีปากที่ยังคงเชื่อมกันอยู่ ในตอนที่เซฮุนคิดว่าตัวเองจะขาดอากาศหายใจตาย จงอินก็ปล่อยกลีบกปากแดงช้ำให้เป็นอิสระแล้วซุกใบหน้าลงกับต้นคอ ไล่จูบไปตามสันกรามและผิวแก้มแทน

    ช่วยไม่ได้เลยถ้าเซฮุนอยากจะหัวเราะ เพราะตอนนี้เหมือนชายหนุ่มกำลังหมั่นเขี้ยวอยากจะฟัดให้เนื้อช้ำเหมือนฟัดแก้มยุ้ยๆของลูกสาวเสียมากกว่าที่จะแสดงอารมณ์ลึกๆออกมา

    ในขณะที่มือก็จับไปเต็มกำตามแผ่นหลังและบั้นท้าย ร่างกายของเด็กหนุ่มก็ยัดเข้าหาจงอินโดยธรรมชาติ ท่อนขากกก่ายกันจนเกือบจะล้มไปด้วยกันทั้งคู่ แต่ยังดีอีกฝ่ายเอาไว้มือยันผนังไว้ได้ทัน เซฮุนหลุดอุทานด้วยความตกใจในตอนเสียหลักแล้วยกแขนทั้งสองข้างกอดร่างสูงใหญ่เป็นหลักเต็มอ้อมแขน

    ทั้งคู่หอบหายใจแรงแล้วนิ่งเงียบกันไปพักใหญ่

    นี่เพิ่งทำอะไรกันลงไป ...

    เซฮุนกอดจงอินเอาไว้ ได้แต่หายใจเอาอากาศเข้าปอด เรียกสติกลับคืนมา ไม่กล้าแม้แต่มองใบหน้าหล่อจัด ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วจนตั้งตัวไม่ทัน

    จงอินก็หายใจแรงพยายามเรียกสติแล้วควบคุมลมหายใจไม่ต่างกัน ในขณะที่ท่อนแขนข้างหนึ่งกอดเอวเด็กหนุ่มเอาไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างก็ยันผนังเอาไว้ไม่ให้ล้มกลิ้งหัวร้างข้างแตกไปด้วยกันทั้งคู่

    โอ้ ...

    เหมือนได้ย้อนกลับไปสมัยหนุ่มๆไม่มีผิด ...

    ในตอนที่ยังซ่า ไม่เกรงกลัวอะไร ดอดปีนขึ้นบ้านพ่อเสือดุ ไปเอาลูกสาวเขามาเชยชม จงอินคิดกับตัวเองอย่างอึ้งๆ หลายปีมาแล้วที่ไม่ได้ทำอะไรโลดโผนขนาดนี้ มาแอบทำลับๆล่อๆในกลางดึก ท่ามกลามความมืดราวกับกลัวจะโดนจับได้

    เฮ้อ ... เด็กหนุ่มคนนั้น ยังหลงเหลืออยู่ในตัวคิม จงอินคนนี้อีกเหรอ

    เซฮุนดูไม่ขัดเขินกับการแสดงความรักในเชิงชู้สาว อันที่จริง จงอินก็แปลกใจอยู่นิดหน่อย แต่ก็เอาเถอะ อีกฝ่ายก็ไม่ใช่เด็กๆ นับไปนับมาก็จะสามสิบอยู่แล้ว มีประสบการณ์กับคนรักเก่าๆมาบ้าง มันจะไปแปลกอะไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสักวันหนึ่งถ้าหากเขาได้เห็นเซฮุนเขินอายจนทำอะไรไม่ถูก มันคงทำให้เขาพอใจน่าดู

    ทันใดนั้นดวงตาคมเข้มก็เลื่อนไปสบกับดวงตาสีน้ำตาลใสแจ๋วเข้าให้

    จงอินก็ได้คำตอบในทันทีเช่นกัน ... เด็กหนุ่มคนนั้นยังอยู่ในตัวเขานี่แหละ เพราะความรักครั้งใหม่ ความตื่นเต้นที่ไม่ได้เจอมานานมักจะดึงสัญชาติญาณความเป็นผู้ล่าของชายหนุ่มกลับมาได้อยู่เสมอ ไม่นานนักหลังจากสบตากันด้วยความอึ้งๆทั้งคู่ จงอินก็หลุดหัวเราะเสียงทุ้มออกมาเสียจนไหล่หนาสั่นเทิ้ม

    “นี่เรา ...”

    เซฮุนดูเหมือนจะผ่อนคลายเช่นกันเมื่อเห็นชายหนุ่มหัวเราะจนตาหยี แก้มร้อนจนแทบพูดไม่ออกเมื่อต้องมายอมรับว่าผู้ใหญ่โตเต็มวัยทั้งสองคนเพิ่งแอบทำอะไรลับๆล่อๆเหมือนเด็กๆ “ครับ เราทำไปแล้ว”

    ร่างสูงใหญ่เงียบไปพักหนึ่ง จงอินยกมือเกาหลังคอของตัวเองคล้ายอาการไม่แน่ใจ แต่ริมฝีปากกลับเอ่ยหยอกเย้าด้วยสีหน้านิ่งสนิท “ตื่นเต็มตาเลยสินะคราวนี้”

    เด็กหนุ่มหน้าแดง ก่อนเซฮุนจะฟาดเข้าให้ที่ต้นแขนของอีกฝ่ายในทันที “ยังจะมาล้อเล่นอีก คุณนี่นะ”

    “เอ้า มาโกรธอะไรผมล่ะคุณ ผมถามดีๆนะ” จงอินว่า ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม

    เซฮุนหน้างอก่อนจะเดินหนี ทำท่าจะขึ้นข้างบนไปอาบน้ำนอน “ราตรีสวัสดิ์ครับ”

    ให้ตาย ... ก็ตื่นเต็มตาจริงๆนั่นแหละนะ

    แต่ก่อนที่จะได้เดินหนี ชายหนุ่มก็คว้าต้นแขน ดึงให้หันกลับมาแล้วจึงชักมือกลับในทันทีเช่นกัน แต่ร่างของเซฮุนก็ยังแนบชิดอยู่ใกล้จนลมหายใจแทบจะรดกันอีกรอบ ดวงตาของคนทั้งคู่สบกันอีกครั้ง จากแววล้อเล่นเมื่อครู่ก็เปลี่ยนมาเป็นจริงจังภายในไม่กี่วินาที

    “ที่ผมพูดไปเมื่อกี้ ผมหมายความตามนั้นจริงๆนะ คุณรอผมอีกสักนิดได้ไหม เซฮุน”

    ถึงกับนิ่งกันไปพักหนึ่ง ...

    เซฮุนมองจงอินด้วยความค้นหา เขาไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มเหมือนที่ทำจนเป็นนิสัย ฝ่ามือขาวจัดเอื้อมมาลูบไล้สันกรามคมสวยของชายหนุ่มเบาๆ พร้อมกับยื่นใบหน้าไปจุ๊บบนริมฝีปากของคุณพ่อลูกหนึ่งแล้วผะออก ซึ่งต่างจากครั้งที่แล้วมากนักเพราะมันช่างไร้เดียงสา เต็มไปด้วยความปรารถนาดีราวกับเป็นความรักที่ไร้เงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น

    “ฝันดีครับ จงอิน”

    ถ้าอยากให้รอ ก็จะรอ

    ขอเพียงแค่ สิ่งที่เรามีอยู่ในตอนนี้ มั่นคงแข็งแรงและเติบโตไปเรื่อยๆก็พอแล้ว





    เขียนโดย AyahSoo LONE WOLF
    Twitter hashtag: #หัวใจสิงห์KH


    -  Thank You  -





เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
ehyukjaebt (@BBaekhyun)
อยากให้น้องบอกความจริงทุกอย่าง