ธันวาฯ ในฝันของใครบางคนed_alternative
รุ่นพี่

  •            

                เอมค่อยๆ โงหัวขึ้นจากท่าฟุบหลับอย่างเชื่องช้ามือข้างหนึ่งค้ำยันโต๊ะเรียนเพื่อดันหลังให้กลับขึ้นมานั่งท่าปกติ

                “เป็นอะไร ไม่สบายรึเปล่า?” โครงร่างพร่ามัวตรงหน้ายิงคำถามใส่เธอ

                เมื่อสายตาปรับโฟกัสกลับมาสู่ระยะปกติแล้วก็ทำให้เอมสามารถมองเห็นสภาพห้องเรียนอันไร้ซึ่งผู้คนในยามบ่ายแก่ๆได้อย่างชัดเจน พี่สาวคนตรงหน้าแน่นอนว่าต้องเป็นบี

                “อ๋อ เปล่าค่ะไม่เป็นไร สบายดี” ผู้น้องตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้าแต่พยายามฝืนให้ดูปกติที่สุด

     

                บีสังเกตเห็นความผิดปกติของเอมตั้งแต่ชั่วโมงก่อนแล้วเมื่อสัญญาณเลิกเรียนวิชาสุดท้ายดังขึ้นเธอก็ตรงดิ่งมายังห้องเรียนชั้น ม.4 เพื่อมาติวเนื้อหาวิชาเคมีให้กับเอมตามที่นัดกันไว้ตั้งแต่สองวันก่อนแต่พอถึงก็ไม่พบเป้าหมาย เธอจึงเลือกจะรออยู่หน้าห้องท่ามกลางพลุกพล่านของเด็กสาวในชุดพื้นเมืองต่างคนต่างแยกย้ายกันออกจากตึก เพียงสักพักเมื่อผู้คนเริ่มบางตาน้องสาวที่ตามหาก็ปรากฏกายขึ้นเสื้อขาวแขนยาวราวๆ ใต้ศอกกับกระโปรงผ้าซิ่นยาวลายขวางสีดำสลับแดงนั้นเหมือนกันทุกอย่างกับชุดที่บีสวมอยู่เอมเดินมาจากทางห้องน้ำเพียงคนเดียว ท่าทางห่อเหี่ยวไร้กำลัง แม้บีจะเสนอให้น้องควรไปพักผ่อนแต่เอมยังคงยืนยันจะให้บีสอนตามที่เคยสัญญากันไว้

     

                “เมื่อกี้พี่ฝันโทรมาน่ะ”บีอธิบายเผื่ออีกฝ่ายจะงุนงง เพราะก่อนหน้านี้ไม่นานได้ออกไปคุยสายนอกห้องแล้ววกกลับเข้ามา

                “มีธุระอะไรด่วนรึเปล่าคะ?”

                “ก็ประชุมเรื่องงานวันคริสต์มาสน่ะสิ...เค้าย้ายเข้ามาเป็นวันพรุ่งนี้อะพี่เค้าขอให้สภาฯมาเข้าร่วมด้วยนะ”

                “อ๋อ... ได้ค่ะ... แต่มันก็อีกตั้งนานหนิคะทำไมรีบประชุมกันจัง?”

                “พี่ฝันเค้าบอกว่าช่วงที่มีงานมอหกติดสอบเลยต้องรีบติวกัน ส่วนกรรมการที่เหลือจะต้องจัดงานกันเอง”

                “โหว ประธานไม่อยู่นี่ยุ่งแย่เลยสิคะ”

                “ไม่เป็นไรหรอก ยังไงสภาฯก็ต้องมาช่วยอยู่ดีใช่มั้ย?”บีจับจ้องขณะถามเอม

                “เหอะๆ จะพยายามค่ะ” ผู้น้องยิ้มกลับเกร็งๆ

                “ยิ้มได้แล้วเหรอ”

                “คะ?” เธอทวนคำถามเพราะตามไม่ทัน

                “วันนี้เอมหน้าซีดมากเลยรู้มั้ย” บีอดเพิกเฉยไม่ถามน้องไม่ได้เพราะเอมดูมีอะไรมากกว่าความเหนื่อยล้า เธอช่างน่าสงสารกว่านั้นเหลือเกินบีรู้สึกได้ “มีอะไรอย่าทำเหมือนไม่มี บ่นได้นะ ว่ามาเลย”

                สถานการณ์เมื่อคืนส่งผลกระทบให้วันนี้แทบทั้งวันเอมเสียเวลาไปกับความเงียบจนเพื่อนๆ ต่างพากันเข้าใจไปว่าเธอไม่สบาย อาจจะผิดตรงที่ร่างกายเธอสบายดีแต่จิตในเธอนั้นป่วยหนักมากจนต้องขอตัวไปห้องน้ำเพื่อลบล้างรอยน้ำตากับอ่างล้างหน้าถึงห้าครั้งอันที่จริงเอมเองไม่อยากจะติวหรือทำอะไรต่อทั้งนั้น แต่เพื่อเห็นแก่พี่ที่อาสามาช่วยเธอถึงขนาดนี้เลยไม่อยากให้เป็นการเสียน้ำใจในขณะที่ติวไปความรู้สึกอัดอั้นก็ดูยังไม่มีทีท่าว่าจะคลายตัวลง และมาถึงตอนนี้หากมีใครที่เอมจะวางใจที่สุดอยากจะยื่นมือเข้ามา ก็คงจะไม่พ้นพี่คนตรงหน้าเธอนี่แหละมันคงถึงเวลาแล้วที่ควรระบายออกก่อนที่เธอจะอัดอั้นจนเป็นบ้าอกแตกตายลงไปเสียตรงนี้เดี๋ยวนี้เลย

                “พี่อยากจะฟังจริงๆ เหรอคะ?”เอมแสร้งทำเป็นหัวเราะสบายๆ ขณะเช็คความแน่ใจของบี

                “เอาสิ ว่ามาเลย”ผู้พี่ยังคงแสดงท่าที่แน่วแน่พร้อมกับถอดแว่นสายตาออกเผยหน้าเปลือยเปล่าใบงามเต็มสายตานิ้วมือพลางพับเก็บขาแว่นสองข้างเข้าหากันแล้ววางมันลงอย่างแผ่วเบา “ไม่บอกใครหรอก”บีกำชับ

                “เอองั้นพี่บีเคย

                “เคย?”

                เอมลังเลใจอยู่เหมือนกันมันยากที่จะเริ่มคุยเรื่องอะไรแบบนี้กับคนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนสนิทหรือแม้แต่เพื่อนสนิทเองก็ตามเอมก็ไม่เคยพูดเรื่องส่วนตัวอะไรแบบนี้มาก่อนแต่ยังไงเสียพี่บีก็ดูมีความเป็นผู้ใหญ่และมีเหตุมีผลมากกว่าเมษกับเค้กแน่ๆคงจะเข้าใจและไม่มองอะไรเป็นแง่ลบไปทั้งหมดหรอก

                “พี่บีเคยคุยกับคนที่ไม่เคยรู้จักไม่เคยเจอหน้าแต่สนิทกันมากๆ มั้ยคะ?”

                “เอมหมายถึงคุยกันผ่านโซเชี่ยลน่ะเหรอ?”

                “ประมาณนั้นแหละค่ะ”

                “อืม” บีกรอกตาพลางนึก “เอาจริงๆ พี่ไม่ได้เล่นอะไรมันมากหรอกนะคนที่สนิทส่วนใหญ่มันก็จะเป็นคนรู้จักที่เจอหน้ากันอยู่แล้วอะ ถ้าเป็นคนอื่นๆ ที่ไม่รู้จักแอดมาก็ไม่ค่อยได้คุยด้วยแหละแล้วเรื่องมันเป็นไงหรอ?” บีซักต่อ

                “ก็คือเมื่อประมาณสองปีก่อนอะค่ะ...เอมได้คุยกับรุ่นพี่คนหนึ่งที่ไม่เคยเจอกันเลย” บีจดจ้องมากจนเธอต้องหลบสายตาเพราะความประหม่า

                “อื้อ...”

                “แล้วก็สนิทกันอยู่ช่วงหนึ่งคือคุยกันเยอะมาก แทบทุกวันเลย ค่ะ เป็นแบบนี้ไปประมาณประมาณครึ่งปี แล้วจู่ๆ พี่เค้าก็หายไปเลย”

                “โห...” บีครางด้วยความแปลกใจ “ก็หายไปดื้อๆเลยหรอ”

                “ค่ะ เค้าหายไปแบบปิดเฟสไปเลย สองปีแล้วเค้าก็เพิ่งเปิดมาอีกที เอมก็เลยทักเค้าไป ถามว่าเป็นอะไร แต่เค้าก็ทำเป็นจำไม่ได้อย่างกับเป็นคนละคนไปเลย”

                บีเหมือนจะสังเกตเห็นจุดเล็กๆ วาบวับวิ่งผ่านแก้มน้องลงไป แล้วเอมก็ละล่ำละลักออกมา

    “เอมอะ-เอม ไม่ รู้ว่าเอม ถะ-ทำไรผิดอะพี่”

                ชัดเจนแล้วว่าที่เห็นคือน้ำตา ทำให้บีพอจะเข้าใจได้ว่าเรื่องๆนี้กำลังกัดกร่อนข้างในตัวน้องอย่างแสนสาหัส เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าที่พกไว้ในกระเป๋าเสื้อออกมาแล้วยื่นไปให้เอมน้องสาวรับไปด้วยมือสั่นเทาพร้อมพยักหน้ากล่าวขอบคุณเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

                “โอเคมั้ย...?”

                “ค่ะ” เอมโกหกขณะซับน้ำตา

                ผู้พี่ถอดถอนใจ “เอมใจเย็นๆ ก่อนนะคือเรื่องแบบนี้มันก็มีอยู่หลายเหตุผลที่ทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้เค้าอาจจะยังไม่พร้อมที่จะคุยกับใครในเวลานี้ก็ได้ พี่เข้าใจว่าเอมน่ะ คงอยากให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิมแหละ...แต่เราแค่อาจจะใจร้อนไปหน่อยจากที่ฟังมาว่าหายไปเลยถึงสองปีเนี่ย คนๆ นี้เค้าอาจจะเบื่อหน่ายในอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับโซเชี่ยลแบบสุดๆหรือไม่ก็คงอาจจะไปเจอเรื่องแย่ๆ อะไรที่ทำให้เค้าไม่อยากจะเล่นมันต่อก็เป็นไปได้นะ”เธอเว้นช่วงเพื่อหายใจแล้วว่าต่อ “พี่ว่าเอมลองมองให้มันกว้างๆ ดูก่อนจะดีกว่ามั้ยเค้าอาจจะไม่ได้รู้สึกแย่อะไรกับเอมเลยก็ได้นะ อย่าพึ่งไปด่วนสรุปเลย”

                “แต่ตอนนั้นมันดีมากจริงๆ”เอมว่าน้ำเสียงเจือสะอื้น

                “แบบว่ารู้สึกดีด้วยงี้หรอ?”

                อีกฝ่ายพยักหน้าพร้อมว่าต่อ “เอมก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วกับเค้าเอมรู้สึกยังไงกันแน่อะค่ะ”

                “ก็คงชอบแหละ” พี่พูดแทนสิ่งในใจที่น้องไม่กล้าจะเอ่ยมันออกมาได้อย่างตรงเผง

                “แต่พี่อยากให้เอมลองคิดแบบนี้ดูนะเอมบอกว่าเอมรู้จักเค้าผ่านโซเชี่ยลใช่มั้ย”

                “เฟสบุ๊กค่ะ”

                “อ่า...เฟสบุ๊ก แต่เอมอย่าลืมนะว่าในชีวิตจริงเอมยังไม่เคยเจอเค้าเลยซักครั้ง”

                บีพยายามจะหยิบยกหลักเหตุผลมาอธิบายเพื่อช่วยน้อง

                “ในโซเชี่ยลคนเราจะแสดงตัวตนยังไงให้อีกฝั่งเห็นก็ได้เอมอาจจะได้เจอแต่ส่วนที่ดีของเค้า เลยติดภาพของเค้าในเวลานั้น เอมเลือกที่จะจดจำและเข้าใจเอาเองว่านั่นน่ะคือตัวตนทั้งหมดของเค้าแล้วเอมก็รักในตัวตนนั้นที่เอมเข้าใจ”

                ผู้พูดเว้นสักช่วงอึดใจเพื่อดูว่าน้องเข้าใจในสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อมากน้อยเพียงใดเมื่อเห็นว่าเอมมีท่าทีไร้ความงุนงงโดยไม่ได้มาจากการแสร้งทำ เธอจึงพูดต่อ

                “เอมลองคิดดูดีๆ นะว่าสิ่งที่เอมชอบมาตลอดมันคือตัวตนของเค้าจริงๆ หรือเป็นแค่ตัวตนที่เอมอยากจะให้เค้าเป็นกันแน่”

                เอมเข้าใจที่พี่ต้องการจะสื่อสารให้เธอฟังโดยเฉพาะส่วนท้ายๆ ซึ่งกระตุ้นต่อมความคิดให้ตื่นขึ้นโดยฉับไว เมื่อลองตรองตามคำบีดูแล้ว“มันก็จริงอย่างที่พี่บีว่า เราจมอยู่กับความรู้สึกนี้มาตั้งนานแต่เราไม่เคยคิดได้แบบพี่เลย”

    ฝั่งบีเมื่อเห็นน้องแน่นิ่งไปก็รู้สึกสงสารจนอดจะไม่พูดปลอบไม่ได้

                “พี่พอจะเข้าใจนะว่ามันฟังดูน่าผิดหวังแต่ถ้าเราจะมัวมาโทษตัวเองมันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาหรอก ถูกมั้ย?”

                “ค่ะ...”

                บีป้องมือลงบนบ่าน้องด้วยความเอ็นดู “ดูดิตาช้ำหมดแล้ว ไม่สวยเลย” เธอหยอกพร้อมมอบยิ้มอันเปี่ยมกำลังใจไปให้เอม

                เหมือนการเสี่ยงชะตาเล่าเรื่องส่วนตัวครั้งนี้จะได้ผู้ฟังที่ถูกคนเสียเหลือเกินถ้าไม่ใช่เพราะน้ำที่ท่วมปากมาตลอดนั้นเริ่มจะไหลลงไปท่วมปอดแทนให้ตายยังไงเธอก็ไม่มีวันพูดแม้พึ่งจะเคยเปิดใจครั้งแรกแต่เอมก็รู้สึกได้ถึงความไว้เนื้อเชื่อใจที่พี่สาวคนนี้ส่งมาอย่างเต็มเปี่ยมมันทำให้รู้สึกได้ว่า คนคนนี้ไม่ได้มีดีแค่เปลือกนอกอย่างที่หลายๆ คนคิดเองเออเองแล้วเอาไปพูดตามๆกันจนปิดเบือน นี่แหละคือการตอกย้ำความประทับใจที่เคยมีตั้งแต่แรกให้แน่นแฟ้งยิ่งกว่าเดิม

                เอมยิ้ม “ขอบคุณค่ะพี่เอมจะพยายามไม่ร้องไห้ไปมากกว่านี้แล้ว” แต่ขณะกำลังพูดคำนี้อยู่ น้ำตาเธอยังคงไม่ได้ลดปริมาณลงเลยแม้แต่น้อย

                “ใครห้ามไม่ให้ร้องล่ะ ร้องไปเลยพรุ่งนี้ค่อยยิ้มใหม่ก็ได้ จะบ้ายิ้มได้ตลอดล่ะ ถูกมะ จะว่าไป เอมก็ร้องไห้ได้น่ารักดีเหมือนกันนะ

    ผู้น้องนิ่งอึ้งไปในทันที

    “...เช็ดน้ำมูกซะไม่ต้องเกรงใจพี่ยกให้เลยละกัน” บีอดไม่ได้ที่เห็นเอมค่อยๆ ละเลียดเช็ดน้ำตาด้วยปลายผ้าของเธออย่างเชื่องช้าเพราะเกรงอกเกร็งใจในขณะเดียวกันก็กลั้นขำในความเปิ่นของน้องไม่ไหว

    เอมยิ่งเบือนหน้าหนีด้วนเพราะประหม่า“น่าอายจริงๆ เดี๋ยวนะ นี่เราเขินอะไร? นั่นพี่นะ!” เธอนึก

                บีก้มลงดูนาฬิกาข้อมือเรือนเก่งแล้วพบว่าตอนนี้ก็เย็นมากแล้วอีกประมาณห้านาทีคงมีประกาศปิดอาคารดังทั่วโรงเรียน ผู้พี่หยิบแว่นสายตาเก็บใส่กล่อง

                “เดี๋ยวเค้าคงไล่เราลงตึกแล้วล่ะ... ปะ”เธอเก็บปากกา จากนั้นก็รูดซิปปิดกระเป๋าเครื่องเขียนรวมเอกสารการสอนทั้งหมดมาตอกสันให้เล่มเรียงเสมอกัน แล้วยัดทุกอย่างลงในเป้สะพายของตัวเองเอมรับรู้และเริ่มทำตามเช่นเดียวกัน

                “ถ้ามีอะไรก็มาเล่าได้ตลอดนะอย่าไปเก็บไว้คนเดียว”

                “ค่ะพี่บี”

               

                เมื่อพากันเดินมาถึงชั้นล่างโถงใต้อาคารซึ่งมีผู้คนบางตาสายลมแสนเยือกเย็นก็กระเซ็นมาปะทะร่างสองสาว เอมกล่าวลาบีก่อนจะแยกตัวออกมา

                มันช่างโลงใจอะไรขนาดนี้ เหมือนทุกข์ทุกอย่างถูกวางลงคำพูดของบีราวกับมีเวทย์มนต์ช่วยเยียวยาความรู้สึกได้อย่างน่าอัศจรรย์ สายตาที่โดนกลบฝังทั้งคืนเริ่มมองเห็นแสงเรืองรองเอมรับรู้ถึงไออุ่นอันแผ่วเบาของมันได้อย่างแจ่มชัด เธอยกผ้าเช็ดหน้าผืนที่ถืออยู่ขึ้นมาปาดเศษน้ำตาที่เปราะเปื้อนบนใบหน้าครั้งสุดท้ายก่อนจะก้าวฝ่าความหนาวเหน็บไป

     

                เพียงไม่ถึงชั่วโมงฟ้าก็มืดสนิดลงแม่ขับรถอยู่บนถนนเส้นหลักของมหาวิทยาลัย สายตาบีเหม่อมองผ่านกระจกออกไปตามรายทางซึ่งโอบล้อมไปด้วยแมกไม้มากมายสลับกับตัวอาคารเรียนคณะต่างๆการจราจรตรงหน้าชะลอความเร็วลงจนเชื่องช้า ขณะที่สายตาเหลือบไปเห็นอาคารคณะคุรุศาสตร์ซึ่งมีผู้คนเดินกันพลุกพล่านพร้อมด้วยรถบรรทุกขนของราวสองสามคัน วิ่งเรียงกันเข้าไป ภาพนั้นจุดประกายความทรงจำบางอย่างให้ผุดขึ้นมาอาจจะถูกต้องอย่างที่คาด เพราะพื้นที่ตรงที่มีแสงส่องขึ้นฟ้า หลังคณะคุรุศาสตร์แห่งนั้นคือโรงเรียนเก่าของบีเอง

                “เค้ามีงานอะไรกันน่ะบี ลูกรู้มั้ย?”แม่เอ่ยขึ้นด้วยความสงสัยขณะที่รถยังคงติดแหงกแน่นิ่งไม่ไหวติง

                “คงเตรียมงานมิวสิคแฟร์ของสาธิตวันพรุ่งนี้มั้งคะ...น่าจะนะ”

                “อ๋อ งานที่จัดตอนกลางคืนน่ะเหรอแม่ลืมไปเลย

                “ค่ะ”

                “พรุ่งนี้แม่ก็ต้องเข้ามานี่อีกรอบนะน่าจะเลิกค่ำอยู่นะ”

                “อ้าว เหรอคะแล้วบีต้องไปด้วยมั้ยอะ”

                คนขับนิ่งครุ่นคิดสักพัก “... ก็ถ้าลูกอยากไปรอที่อื่นก็บอกแม่มาละกัน”      

               

    ครืดดด!!!... ครืดดด!!!...ครืดดด!!!... เสียงโทรศัพท์มือถือสั่นระรัวบนโต๊ะทำงานของเก้าแรงกระเพื่อมนั้นส่งผลให้น้ำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในชามด้านข้างสั่นเป็นวงซ้อนกันจากจุดศูนย์กลางกระจายสู่ด้านนอกเด็กหนุ่มในชุดเสื้อพละกับกางเกงซ้อนเร่งดูดเส้นที่คีบคาอยู่เข้าปากอย่างรวดเร็ว แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูงุนงงกับเบอร์นิรนามที่โทรเข้ามา มืออีกข้างยังถือตะเกียบไว้มั่น เบอร์นี้คุ้นๆ ว่าเพิ่งเคยเห็นไม่กี่วันก่อนเขาใช้มือเลื่อนหน้าจอเพื่อรับสาย

                “โหล

                “ฮัลโหลเก้า...นี่บีเองนะ” 

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in