ธันวาฯ ในฝันของใครบางคนnine_smoothward
9 ธันวาฯ

  • เชียงใหม่ / 5 ปีต่อมา

     

                แสงยามเช้าไล้ขลุยเมฆปลายทิวเขาที่พาดยาวเคียงแอ่งราบใต้ผืนหมอกจนสุดท้ายไอแดดก็เทลงตรงการห่มคลุมนั้นแผงวงจรชีวิตนับล้านเรื่อเรืองขึ้นภายใต้มวลหนาวขุ่นขมัว ความอบอุ่นซึมซ่านไปทั่วตัวเมืองเชียงใหม่...

    พ้นผ่านค่ำคืนอันยาวนานกลางวันคืบคลานเข้ามาอย่างเชื่องช้า ปลุกผู้คนให้ลุกขึ้นขับเคลื่อนกิจวัตรเหมือนเมื่อยี่สิบสี่ชั่วโมงก่อนแต่สำหรับเด็กหนุ่มบางคนซึ่งตอนนี้ก็ยังคงซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา การมาถึงของเช้านี้เป็นสิ่งไม่น่าอภิรมย์สักเท่าไรในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าสลัวราง บริเวณรอยต่อขอบเมืองกับราวป่าตีนภูเขา ที่อากาศเหน็บหนาวเป็นพิเศษเก้าคือผู้อาศัยอยู่ตรงนั้น เขาเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นอายุสิบเจ็ดปีที่ตอนนี้เพียงต้องการต่อเวลาพักผ่อนแต่ชีวิตก็เป็นแบบนี้ ร่างกายปลุกเขาตื่นขึ้นโดยอัตโนมัติในขณะที่จิตใจทำได้แค่ประท้วง มือล้วงหาโทรศัพท์ที่ขลุกซุกอยู่ในม้วนผ้าห่ม เหมือนจะเพิ่งกดปิดเสียงนาฬิกาปลุกไปเมื่อนาทีก่อนด้วยความรำคาญแต่เมื่อวางนิ้วลงบนหน้าจอก็ถึงกับต้องตกใจ “เจ็ดโมงสามสิบแปด!นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนความรู้สึกหลอก เวลามักวิ่งไวเกินไปทุกครั้งที่เขาต้องการเขาลากตัวเองลงจากเตียง เคลื่อนตัวผ่านกองเสื้อผ้าใส่แล้วซึ่งถูกวางสุมกันสุดขอบผนังห้องเริ่มใช้เวลาจัดการตัวเองอย่างรวดเร็วท่ามกลางโอบล้อมของเหล่าภาพวาด ที่คาดเทปกาวไว้ทั่วทุกด้านบนผนังห้องใบหน้าผู้มองย้อนจากกระจกตู้เสื้อผ้าออกมามีลักษณะผอมเพรียวสูงราวร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตร สีผิวขาวออกเหลือง ผมรองทรงชี้ยาวที่กะว่าจะตัดตั้งแต่หยุดเสาร์-อาทิตย์ก่อน ตอนนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม (เพราะว่าลืม)ความเรียบง่ายที่ว่ามาเป็นภาพลักษณ์น่าภูมิใจที่สุดของเก้า เปรียบดังหน้ากาก ซึ่งใช้เดินกลืนเข้าไปในสังคมได้โดยไม่สะดุดตาพอไม่มีใครสนก็ไม่มีความวุ่นวาย จนเมื่อกระดุมเสื้อเม็ดสุดท้ายถูกติดลงชายเสื้อนักเรียนก็พลอยโดนยัดเข้าไปในกางเกงขาสั้นสีดำด้วย ปิดประตูตู้เสื้อผ้าถอดสายชาร์จโทรศัพท์มือถือ กวาดปัจจัยจำเป็นเช่น กระเป๋าเครื่องเขียนสมุดวาดลงในกระเป๋าเป้สีน้ำตาลเข้ม และบอกลากึ่งห้องนอนกึ่งสตูดิโอภาพของเขาอย่างรวดเร็วมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าดรีมคันขาว มรดกชิ้นสุดท้ายจากแม่ที่ยังคงโลดแล่นได้ จอดรอเก้าอยู่ตรงชั้นล่างรอเพียงให้เขาควบขี่ออกไป

     

                รถยนต์โตโยต้าคัมรี่สีบรอนด์เงินคันหนึ่งหักเลี้ยวเข้าสู่ประตูรั้วสีขาวใหญ่ซึ่งทอดตัวยาวกั้นส่วนหน้าโรงเรียนหญิงล้วนอันเก่าแก่ที่สุดของจังหวัดนักเรียนโรงเรียนนี้โดดเด่นด้วยเครื่องแต่งกายกระโปรงสีแดงที่ใครๆ ได้เห็นเป็นต้องรู้จัก

                “ตกลงเย็นนี้บีจะกลับกับเพื่อนใช่มั้ย?”แม่หันมาถามลูกสาวระหว่างบังคับรถ

                “ค่ะ วันนี้ละก็พรุ่งนี้ด้วย”

    เมื่อเคลื่อนมาถึงหน้าอาคารมัธยมแม่ก็จอดให้เธอลง ลูกสาวยกมือไหว้กล่าวลาและลงมาจากรถ ยืนมองผู้ปกครองขับออกไปตามแนวโค้งของถนนรอบลานวงกลมหน้าเสาธงก่อนจะหมุนตัวเข้าประจันหน้ากับร่มเงาสูงใหญ่ใต้จามจุรียักษ์ กลางการโอบล้อมของอาคารสูงสามชั้นเป็นอีกครั้งที่บีต้องเห็นใบหน้าตัวเองพร้อมข้อความที่มีคำว่า นักเรียนดีเด่นบนป้ายไวนิลขนาดใหญ่ซึ่งพาดผ่านจากระเบียงชั้นสามยาวลงมา ชีวิตการเรียนอีกหนึ่งวันเริ่มต้นขึ้นแล้วบีพาตนเองกลืนเข้าไปกับเด็กสาวมากล้นที่เดินสวนกันขวักไขว่

     

    “ขะจ๋ายยยสูเขา ล่นๆๆ!” (เร็วเข้าพวกเธอ วิ่งสิวิ่ง!) ครูสาวห้าวในชุดพละตะโกนขึ้นขณะเร่งเหล่าเด็กมัธยมปลายลงไปตั้งแถวเคารพธงชาติแต่เก้ากลับต้องวิ่งสวนเสียงนั้นขึ้นบันใดไป เพราะต้องเอากระเป๋าไปเก็บในห้องเรียนก่อนบนทางเดินชั้นสาม เขาเคลื่อนผ่านกลุ่มเด็กสาวชุดเสื้อเชิ้ตขาวแขนสั้นกระโปรงสีดำหลายคนก่อนจะหักเลี้ยวเข้าประตูห้องเรียนชั้น ม.5/3มุมหลังขวาสุดของห้องพบสองเด็กหนุ่มคุยกันอยู่ คนที่นั่งติดโต๊ะประจำของเก้าชื่อว่าเฉียบ ส่วนอีกคนที่กำลังคุยฟุ้งชื่อว่า ว่าน เก้าตรงเข้าไปหาทั้งคู่อย่างว่องไว

                “เมื่อวานไม่ไปด้วยกันวะ?” เฉียบถามขึ้น

    “ไม่อะ”เก้าตอบเสียงหน่ายพร้อมกับวางกระเป๋าลงตรงพื้นใต้โต๊ะตัวเอง

    “ติสท์อะไรอีกละมึงอะ?” ว่านถามต่อ

                ผู้มาถึงเงียบ เพราะไร้คำอธิบาย

                “เฮ้ย!” เสียงหนึ่งเรียกทั้งสามจากปากประตูหลังห้องเรียน

                เด็กหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นเขาดูโดดเด่นทั้งโดยบุคลิกและหน้าตา เดียว คือหนึ่งในชายไม่กี่คนผู้เป็นที่หมายปองของเด็กสาวทั้งโรงเรียนเพราะชอบพกพาความเป็นกันเองเป็นเสน่ห์ประจำตัว

                “อ่าว เดียว มาไมมึงเนี่ย? ฝั่งศิลป์อยู่ตั้งไกล” หนุ่มคุยฟุ้งหันไปถาม

                “เออมาให้หมาถาม” เดียวตอบหน้าตาย “ยังไม่ลงไปอีกวะมัวทำไรกันอยู่เนี่ย?”

                ร่างนั้นเข้าร่วมกับอีกสามคนในวงสนทนา

                “ไอ่ว่านบอกให้รอเก้ามาก่อนค่อยลงไปแล้วก็เล่าขวัญมึงไม่หยุดเลยเนี่ยเดียว”

                “ขอบใจไอ่สัส...กูกำลังพูดถึงไอ่เก้าอยู่มะละมาหาว่ากูนินทาเดียว”

                เดียวกับเฉียบประสานเสียงหัวเราะซ้ำเติมว่านที่พลั้งพูดคำนั้นออกมาแต่เก้ากลับไม่ขำด้วย ชีวิตเขามีอะไรให้น่าสนใจขนาดนั้นถึงต้องเอาไปพูดถึง?ถ้าหมายถึงเรื่องที่ว่าทำไมช่วงนี้ถึงดูเหินห่างจากเพื่อน เขาก็ยังตอบตัวเองไม่ได้เช่นกันและนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นให้พูดกันสนุกปากด้วยความไม่คงเส้นคงวา นึกจะมาก็มา จะหายก็หาย ราวๆ เดือนก่อนว่านถึงขั้นบอกทุกคนในกลุ่มว่าจะสร้างกลุ่มในเฟสบุ๊กชื่อว่า ‘เจอเก้าบอกด้วย’ ให้เครือข่ายทั้งโรงเรียนช่วยตามหาตัวเขาในเวลาที่มีคนต้องการก็จริงอยู่ เก้ารู้ว่าตัวเองดีว่าเขามีโลกส่วนตัวสูงจนครั้งหนึ่งเคยหายหน้าไปจากเพื่อนๆ นานติดต่อกันถึงห้าวัน ส่วนในโลกออนไลน์ เขาตายจากตรงนั้นมาได้จะสองปีแล้วและไม่ว่าเขาจะไปโผล่ที่ไหนก็เป็นประเด็นไปเสียทุกที...แม้แต่ที่ๆ ไม่เคยไปราวสัปดาห์ก่อนเพิ่งเผลอไปได้ยินเพื่อน ม.5/8 คุยกันว่าเจอเขาไปโผล่ที่ชะอำกำลังเล่นวอลเลย์บอลชายหาด สองวันถัดจากนั้นเพื่อนในห้องเดียวกันก็มาถามว่าเมื่อวานเขาได้ไปแคมปิ้งย่างมาชเมลโล่กินบนเขาค้อรึเปล่า? นี่ยังแค่เบาะๆ ถ้าเทียบกับที่ครั้งหนึ่งครูนภดลผู้สอนวิชาเคมีที่แม้แต่เหล่าคณาจารย์กันเองยังต้องหวั่นเกรงเป็นฝ่ายยกมือไหว้เก้าก่อนพร้อมกับถามขึ้นว่าเขาศึกออกจากวัดมาตั้งแต่เมื่อไหร่และอีกหลายๆ ครั้งที่แปลกประหลาดพอๆ กัน สำหรับคนอื่นอาจจะดูขำขัน แต่สำหรับเขามันเป็นเรื่องน่ารำคาญอยู่พอตัวไม่แน่ หากมีโอกาสได้กลับไปใช้เฟสบุ๊กอีกครั้งเขาก็อยากจะตรวจดูเหมือนกันว่ากลุ่มที่ว่านว่านั้นมันมีอยู่จริงรึเปล่า

                เสียงเครื่องปรับอากาศดับลงตามมาด้วยการจากไปของแสงไฟเบื้องบนเด็กหนุ่มทั้งสี่คนได้ออกไปจากห้องแล้ว เฉียบกับว่าเดินลับลงไปในบันใดก่อน ส่วนเดียวกับเก้าเดินตามหลังรั้งท้ายทั้งสองเคลื่อนตัวผ่านระเบียงทางเดินชั้นสามที่ตอนนี้ไร้ซึ่งผู้คน ตามผนังอาคารซึ่งเคลื่อนผ่านพบโปสเตอร์งานมิวสิคแฟร์ของโรงเรียนที่จะจัดขึ้นในคืนวันเสาร์นี้ มีชื่อวงดนตรีนักเรียนหลายวงพาดสะเปะสะปะอยู่อย่างมีองค์ประกอบศิลป์ซึ่งหนึ่งในนั้นที่เด่นชัดก็คือ ‘REDVAPOR’ วงของเดียวนั่นเอง

    “เออหลังเลิกเรียนวันนี้มึงไปห้องซ้อมกับกูดิเผื่อจะได้หัวโล่งๆ”

                ไม่รู้ว่าทำไม อยู่ๆ เดียวถึงเอ่ยชวน ทั้งที่น่าจะรู้ว่าตอนนี้เก้ากำลังหน่ายกับทุกสิ่งบนโลกอยู่แต่ถึงกระนั้น ความหน่ายเองกลับรั้งเขาไว้ไม่ให้รีบปฏิเสธไปในทันที

    “เออเดี๋ยวดูอีกทีละกัน”

    “งั้นเลิกเรียนละกูมาหามึงที่ห้องนะ”

    “อือ”

     

    ห่างไปอีกฟากของตัวเมืองกลางเส้นแบ่งบ่ายและเย็น เสียงกริ่งก้องสนั่นเป็นสัญญาณแห่งการเลิกเรียนและเพียงเวลานาทีเศษ เด็กสาวกระโปรงแดงมากมายก็หลั่งไหลออกมาจากห้องจนล้นทะลักระเบียงทางเดินพร้อมการปะทุขึ้นของเสียงจอกแจกจอแจที่กลบทับกันจนฟังไม่เป็นภาษา บนชั้นสามของอาคารนั้นเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลจากประตูห้องนักกำลังเก็บอุปกรณ์การเรียนลงในกระเป๋าเป้เธอรูปซิปที่ติดพวกกุญแจกระจุกกระจิกปิดกระเป๋า ร่างผอมหน้าตาเนือยๆ ไว้ผมหน้าม้า ส่วนด้านหลังมัดรวบพลันหันไปหาเสียงหนึ่งที่เรียกชื่อเธออยู่

    “เอม”เพื่อนคนหนึ่ง รูปร่างท้วมเกือบจะอ้วน ใบหน้าเขรอะไปด้วยกระ สวมแว่นตากรอบใหญ่ยืนรออยู่ตรงขอบประตูส่วนอีกคนผอมกว่า สูงกว่า ดูห้าวกว่า แต่คล้ายว่าจะสวยกว่า กำลังกวักมือเรียกเอมผ่านกระจกข้างห้อง

     “เสร็จละ” เอมตอบด้วยสายตาเป็นอันรับรู้ แล้วเธอก็ลุกตรงไปวางกระดาษคำตอบตรงโต๊ะครูก่อนจะมาสมทบกับเพื่อนทั้งสองที่รออยู่หน้าห้อง

    “ทำไม่ได้ไม่รู้เรื่องเลยว่ะ” เอมขมวดคิ้วปริปากบ่น

    “โห่วมึงกูก็ไม่ได้เหมือนกัน” ร่างท้วมบอกคล้ายให้กำลังใจ

    “ตอแหลบอกว่าทำไม่ได้ละก็คะแนนดีตลอดอะ” ร่างสูงขัด

    “เฮ้ยแต่เรื่องนี้กูไม่ได้จริงๆนะเมษ กูสาบานเลยอะ”

    “ให้พ่อมึงตาย?”

    “อ้าวอีเหี้ย!พ่อกู!”

    เอมตัดบททันที“เฮ้ยแต่ไม่เข้าใจจริงๆ ว่ะ คือมันต้องคิดสองสามรอบป่าววะแต่คือไม่รู้ว่าสุดท้ายใช้สูตรไหน”

    “ใช่สาม รึเปล่าวะ ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่กูตอบ หกสี่จุดหกสี่”

     “เอ้อ กูก็ได้เหมือนมึงเลยว่ะเค้ก” เมษว่า

    เอมหน้านิ่งไปชั่วขณะความรู้สึกตอนนี้คล้ายจะดิ่งลงเหว

    “มะมึ้งๆๆ” จู่ๆ เมษที่ยืนฝั่งตรงข้ามก็สะกิดเอม สีหน้าท่าทางสะดีดสะดิ้นตื่นเต้นเป็นพิเศษ

    “อะรายยย”เอมสงสัย

    “เอม”เสียงเสียงหนึ่งเรียกเธอมาจากด้านหลัง เด็กสาวหันกลับไปดู

    ใบหน้าหนึ่งเพริดพรายดูน่ารัก อบอุ่นและเป็นมิตร

    “พี่บี”เอมยิ้มอวดเหล็กดัดกับยางสีแดงให้คู่สนทนาเห็นโดยไม่รู้ตัว

     “เป็นไร หน้าเครียดๆ”บีเลิกคิ้วถามเพราะเห็นแววกังวล

    “อ๋อเหนื่อยนิดหน่อยค่ะ เมื่อกี้พึงสอบเสร็จ”

    “วิชาไรอะทำได้มั้ย?”

    “เคมีค่ะก็ได้นะ แต่ทำผิดหลายข้อเลย” เธอแค่นหัวเราะ

    “เดี๋ยวนะตอนนี้เอมเรียนเรื่องไรอยู่นะ?”

    “เรื่องสมการเคมีค่ะ”

    บีกลอกลูกตาเชื่องช้าพลางนึกย้อน“อ๋อสมการเคมี พี่จำได้ละ “ไม่ลองให้พี่รหัสเอมติวให้อะ?”

                “เอมยังไม่รู้จักพี่เค้าเลยค่ะ”(เอาจริงๆ เอมเคยเจอสายรหัสของเธอแค่ครั้งเดียวเองมั้ง แล้วก็ไม่มีการติดต่อกลับมาอีกเลย)

    “อ้าวเหรอ”

    “บีไปเรียนได้แล้วปะเดี๋ยวสาย”

                “อื้อๆขออีกแป๊บหนึ่งนะ” บีเอี้ยวคอไปขอต่อเวลากับเพื่อนสาวด้านหลังแล้วรีบกลับมาสานบทสนทนาที่ค้างคาต่อ“เค งั้นเอางี้มะ” บีควักโทรศัพท์มือถือของตนขึ้นมาจากกระเป๋ากางตารางเวลาที่แน่นเอี๊ยดไปด้วยครอสเรียนพิเศษมากมาย “วันศุกร์หลังเลิกเรียนว่างมะ? เดี๋ยวพี่ช่วยดูให้ก็ได้”

                เอมชะงักงัน “คะ?”

                “ว่าไงสนมั้ย? เดี๋ยวพี่ช่วยสอนที่ไม่เข้าใจให้...นี่มิดเทอมก็ใกล้เข้ามาละนะรู้ตัวบ้างยัง”

                “จะดีเหรอคะ รบกวนพี่อะ”

    “ดีสิ ไม่รบกวนหรอกพี่จะได้ทวนไปด้วยในตัว ปีหน้าพี่ก็สอบแล้ว เดี๋ยวจำหมดไม่ทัน”

                “อืม... เอางั้นก็ได้ค่ะ” เอมตกลงด้วยใจขอบคุณที่ล้นปรี่

    “ดีมาก งั้น เดี๋ยวศุกร์นี้หลังเลิกเรียนพี่มาหาที่ห้องนะ”บีตะกุกตะกักเนื่องจากแบ่งสมาธิไปให้กับการก้มพิมพ์บันทึกนัดหมายลงในมือถือ

    “ได้ค่ะพี่บี”

     “จะ...” เธอเงยหน้าขึ้นยิ้มให้น้องสาว“เดี๋ยวพี่ขอตัวไปเรียนพิเศษก่อนนะ”

    “ค่ะ”

    บียิ้มลาก่อนจะพลัดหายไปกับฝูงชน

    แม้จะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานมากนักแต่รุ่นพี่คนนี้ก็ไม่เคยลืมเอม เวลาเจอกันมักชอบถามไถ่ด้วยความห่วงใยเสมออีกทั้งยังพร้อมมอบความช่วยเหลือให้แก่ทุกคนโดยเต็มใจมาตลอด ไม่มีอีกแล้ว ใครที่เพอร์เฟ็คไปมากกว่านี้

    “หื้ย...พี่บีแม่ง...โคตรน่ารักเลยว่ะ” เมษหลุบจมลงในความเพริศแพร้วของรุ่นพี่

                “เห็นอย่างงี้นางไม่ธรรมดานะ”เค้กแทรกขึ้นมาทันที เป็นธรรมชาติของเธอที่เห็นใครผ่านหน้าเป็นต้องนินทา หากวันไหนไม่ได้ทำแบบนี้จะดูผิดปกติไปทั้งวัน“เมื่อก่อนไม่เคยจะเห็นนางแคร์ใคร ตอแหลใช้ได้เลยนะมึ้ง”

    “จริงดิทำไมงั้นวะ?” เมษเลิกคิ้วด้วยเพราะคับข้องใจ แต่ก็ใคร่รู้

    “อ๋อพวกมึงพึ่งเข้ามาหนิเนาะ จะเล่าให้ฟัง ก็เมื่อก่อนอะ นางมีหน้ามีตาแค่ด้านวิชาการเท่านั้นแหละระดับประเทศอะไรๆ นางก็ไปไล่เก็บมาหมดแล้ว บอร์ดทุกบอร์ดนี่ต้องมีรูปนางนะบอกเลยแต่แค่ว่านางไม่เคยมาเรียนเลย”

    “หา! ยังไง? กูงง”

                “จะงงก็ไม่แปลกหรอกก็ความจริงอะคือนางเส้นใหญ่ม๊ากกกก แม่นางเป็นเพื่อนกับรอง ผอ. พอดีทางนั้นเค้าเห็นว่านางหัวดีกว่าคนทั่วๆ ไปเลยกะเก็บนางไว้สร้างผลงานให้โรงเรียนโดยไม่ต้องมาโรงเรียนก็ได้ แต่ตอนสอบก็สอบพร้อมกับทุกคนนะเพราะเค้าก็คงไม่อยากให้มันดูน่าเกลียดเกินไปแหละ ละพอนางมาทุกคนก็จะหมั่นไส้เพราะไม่เคยมาเรียนเลย แต่เสือกได้คะแนนสูงสุดของชั้นตลอดหลายคนก็บอกว่านางโกงบ้างล่ะ ใช้เส้นบ้างล่ะ ความจริงคืออะไรยังไม่มีใครรู้”

                “อ้าว...แล้วทำไมพี่เค้าไม่ยอมมาเรียนล่ะ?”

                “อันนี้กูไม่ชัวร์นะแต่รุ่นพี่ที่กูรู้จักที่เคยไปแข่งสอบโอเล็มปิกพร้อมนางเล่ามาประมาณว่านางหยิ่งมาก...ไม่ยอมสุมสิงกับใคร ไปไหนต้องมีแม่คอยเฝ้าตลอด คุณหนูไปอีกค่า”

                “แต่ดูเผินๆ ไม่อยากเชื่อเลยนะว่าพี่เค้าจะเคยหนักขนาดนั้น”

                “เอ่อ ใช่วันนั้นนี่คืออึ้งกันทั้งโรงเรียนเลยนะ จำได้ว่าเป็นวันเปิดเทอมขึ้นมอสามแล้วนางก็เข้ามาเรียนมอสี่เฉยเลยละคือนางแผ่ออร่าแรงม๊ากกกก! จนไม่เหลือเค้าเดิมเลยแหละเค้าว่ากันว่านางไปศัลย์มา หลังจากนั้นนางก็กลายเป็นศิษย์รักของครูทุกคนพวกครูเค้าก็เชียร์นางให้ลงกรรมการนักเรียนกับพวกพี่ฝัน แล้วนี่ก็ปาเข้าสมัยที่สองแล้วแต่มึงเชื่อมะ...” เค้กหรี่เสียงลง “ทุกคนที่ตอนนี้ที่ออกตัวว่าชอบนางอะนะ ต่างก็เคยด่านางลับหลังกันทั้งนั้นและตอนนี้ก็ยังมีคนจ้องจับผิดนางอยู่เยอะแยะ”

    “โหว... ขนาดนั้นเลยเหรอวะ!” เมษตกใจให้กับความผิดคาด

    “จริง เออละเอม... มึงอะ ทำสภาฯอยู่ก็อย่าไปอะไรกับนางมากมึงอาจโดนหลอกใช้แบบไม่รู้ตัว คนมันเคยคุณหนูอะ ไม่มีหรอกที่จะอยากมาดีกับคนธรรมดาอย่างเราๆถ้าไม่หวังบางอย่างตอบแทน”

    เอมตัวเกรงกำหมัดแน่นกัดฟันไม่พูด ทุกวินาทีที่เงียบฟังก่อนหน้านี้ ทุกคำซึ่งกระดอนออกจากปากเค้กเอาแต่ตอกย้ำเข้าไปบาดข้างในหูส่งผลให้พลังต่อต้านรุนแรงหลอมตัวขึ้นเฉียบพลัน เตรียมฟาดฟันคืนใส่เพื่อน เพราะบุคคลที่สามซึ่งโดนพูดถึงนั้นไม่เคยจะใกล้เคียงดั่งคำที่เค้กเอาแต่พ่นเลยเอมคิดว่าเอมรู้จักพี่บีดีและพี่เขาไม่สมควรโดนว่าร้ายแบบนี้ แต่ด้วยเพราะเข้าใจในสันดารของเพื่อนเช่นกันจึงเลือกเก็บกักอารมณ์ไว้ไม่ให้ประทุ

    “อ้าวเอมไปไหนวะ?!” เมษร้องเรียกตามหลังเพื่อนซึ่งตะบึงตัวออกจากกลุ่มด้วยความโกรธ

    “ไม่อยากฟังปัญญาอ่อน กลับละ!” เอมชายตากลับไปว่าก่อนจะเบือนหน้าหนี แล้วออกจ้ำไปตามทางเดินอาคารโดยไม่คิดจะเหลียวหลังแต่ก็ยังแว่วเสียงเมษตะโกนตามมา

    “เอ๊าอี่ห่า!

    ด้วยความหัวร้อนจึงยกมือถือขึ้นมากดสุ่มเล่นรายชื่อแรกที่เจอในเพลลิสร็อกสากล ดันโวลุ่มเสียงขึ้นจนสุดให้หูแตกทันใดนั้นเองเสียงดนตรีท่อนแรกก็กระแทกสนั่นดังกลบทุกสิ่งงี่เง่ารอบกายให้สลายไปโดยพลัน

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in