#AllSungwoon #LetsFixBeautifulMViimriinb
Star dust #องอุน



  • Star dust





    Ong Seungwu x Ha Sungwoon
    #LetsFixBeautifulMV
    #ลฟออ






    ชาซองอูมีความฝัน หนึ่งในหลายพันคำภาวนาคือเขาอยากตามหาน้องชายให้เจอ


    แม้พ่อและปู่ของเขาจะพร่ำบอกว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องรู้สึกผิด แต่เขาก็ไม่สามารถสลัดมันออกจากหัวได้ ตลอดครึ่งชีวิตที่ผ่านมาซองอูจมอยู่ในฝันร้ายที่หลอกหลอนและวนเวียนในจิตใต้สำนึก เกือบทุกคืนหลังจากพาคุณย่าที่ร่างกายไม่แข็งแรงเข้านอน เมื่อเขาล้มตัวลงแล้วหลับตา เสียงตะโกนก้องที่ดังลั่นในคืนนั้นก็ผุดขึ้นมาเหมือนแอ่งน้ำที่ล้นเอ่อ


    "แดเนียล! แดเนียล!!"


    ความแสบร้อนในวันนั้นเขายังจำได้ดี ลำคอเขาแทบแตกเป็นเสี่ยง พื้นที่ข้างกายที่เคยมีเสียงหัวเราะและรอยยิ้มว่างเปล่าลงเร็วเกินกว่าจะตั้งตัว รู้สึกโดดเดี่ยวราวกับถูกเอาไปปล่อยไว้ในอวกาศ


    แม้จะยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจคำว่าพรากจากและความตาย แต่ซองอูก็รับรู้ได้

    เพราะแม้กระทั่งในฝัน แดเนียลของเขาก็ไม่กลับมา


    จากเด็กชาย เติบโตเป็นเด็กหนุ่ม เวลาพัดผ่านไปเหมือนลมที่ไม่ย้อนกลับมา

    แต่ชาซองอูในวัยยี่สิบสองก็ยังคงมองหาน้องชาย



    "อา... หน้าหนาวแล้วนะเนี่ย แบบนี้แดเนียลจะหนาวมั้ยนะ" เสียงพึมพำดังมาจากกองผ้าห่มในห้องนอน ร่างเล็กและอ่อนแอของหญิงชราขดตัวด้วยความหนาว "เจ้าเด็กซนของย่า ดานีเอล ลูกหมาของย่า.."


    ซองอูนั่งขดตัวอยู่ตรงมุมห้อง สองมือกอบใบหูเอาไว้ อยากปิดกั้นทุกเสียงและความคิดที่กำลังฆ่าเขาทั้งเป็นมาตลอดหลายปี


    บ่อยครั้งที่ความรู้สึกผิดและหดหู่เกาะกินในใจของเขา ซองอูไม่อยากนึกจินตนาการถึงความหนาวเหน็บและหิวโหย เด็กชายตัวเล็กที่อ่อนวัยกว่าเขาเพียงสองปีไม่รู้จักทั้งชื่อถนนหรือเบอร์โทรศัพท์ของพ่อ เด็กชายรู้เพียงวิธีเล่นฟุตบอลและชอบเยลลี่ ซองอูไม่กล้าทำใจให้รับรู้ว่าน้องชายเพียงคนเดียวของเขาจะต้องลำบากขนาดไหน


    ตอนที่น้องชายของเขาหายตัวไป เขาไม่มีความกล้าแม้แต่จะกระโดดลงไปเพื่อไขว่คว้า เขาเองที่ขี้ขลาดเกินกว่าจะหายไปอีกคน









    "เอ้าวันนี้พอแค่นี้ก่อนโว้ย" เสียงตะโกนของคุณลุงหัวหน้าคนงานก้องไปทั่วอาคารโล่งกว้างที่กำลังเป็นรูปเป็นร่าง ซองอูเงยหน้าจากถาดผสมปูนที่ชื้นแฉะและส่งกลิ่นอับ ท้องฟ้าที่เริ่มอ่อนแสงลงเมื่อไหร่ไม่รู้ทำให้เขาหน้ามืดเล็กน้อย "กลับกันได้แล้วไอ้พวกโง่ พรุ่งนี้ค่อยมาทำต่อ"


    ชายหนุ่มถอดเสื้อเซฟตี้กับหมวกไปเก็บไว้ตรงที่เดิม ร่างกายที่ตึงกรอบด้วยความเหนื่อยจากการก้มหน้าตรากตรำทำงานมาหลายชั่วโมงชวนให้รู้สึกท้อใจไม่น้อย แต่ภาระหน้าที่ชีวิตที่ยังคงเหลือให้ทำอีกมากมาย สุดท้ายเขาก็ทำได้แค่ถอนใจแล้วดำเนินชีวิตต่อไป


    ตามทางค่อนข้างวุ่นวายเพราะเป็นตอนเย็น ซองอูกอดตัวเองด้วยความหนาว ความหนักของหนังสือเตรียมสอบกับข้อสอบย้อนหลังไม่หนักอึ้งเท่าแฟ้มกระดาษที่อยู่ในมือ ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ ป้ายประกาศนับร้อยใบบนกระดานบอร์ดของสถานีตำรวจมีแต่ความสิ้นหวังที่เขาคุ้นเคย ซองอูเหม่อมองใบหน้าของเด็กตาตี่หน้าแป้นแล้นที่อยู่บนกระดาษ ตัวอักษรคำว่าเด็กหายเด่นจนต้องหลับตาหลบความจริง






    "เป็นอะไร สีหน้าไม่ดีเลย?" แรงสะกิดตรงเหนือศอกเรียกให้ชายหนุ่มลืมตา กระดานตรงหน้าดูพร่าเลือนเพราะความเหนื่อยล้า ซองอูหาววอดก่อนจะส่าย "ไม่มีอะไร แค่ง่วงนิดหน่อย"


    "ไม่นิดแล้วมั้ง" มินฮยอนแตะเบาๆ ตรงปลายจมูกแล้วชี้มาที่เขา ซองอูยกนิ้วขึ้นแตะตรงตำแหน่งเดียวกันของตัวเอง หยดเลือดเล็กๆ ที่ปรากฎเป็นคำตอบอย่างดีถึงความปวดหน่วงในหัว


    "อา ..บ้าชะมัด" ซองอูครางออกมาระหว่างเงยหน้าเพื่อไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับลงมา โชคดีที่เป็นเวลาพักระหว่างคาบเรียนภาคค่ำทำให้ไม่กระทบกับวิชาที่กำลังติวเข้ม ซองอูย้ายตัวเองจากในห้องน้ำมายังเก้าอี้สำหรับพักหน้าห้อง มินฮยอนหัวเราะ อีกฝ่ายยื่นกระป๋องน้ำผลไม้มาให้พลางนั่งลงข้างๆ


    "หนักเอาเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย" อีกฝ่ายว่า ยื่นมือมาโบกตรงเหนือหัวตาของเขา "ไม่ไหวก็บอก จะได้พักสักหน่อย"


    "ไหวอยู่" ซองอูโยนกระดาษลงถังขยะ มันหย่อนลงตรงกลางอย่างสวยงาม "โป๊ะเช้ะ เพอร์เฟค"


    มินฮยอนหัวเราะ "สอบติดก็ไปอยู่กองปราบเลย แม่นปืนแบบนี้ต้องบู๊แหลก"


    "ไม่นึกว่านายจะมีมุมมุกแป้กนะไอ้ฮวัง" ชายหนุ่มพูดติดขำ "สอบให้ติดก่อนเหอะ"


    "เออน่า พวกเราทำได้อยู่แล้ว" คำพูดลอยๆ แต่แฝงด้วยความมั่นใจนั้นส่งผลมาถึงเขาด้วย ซองอูยกน้ำผลไม้ขึ้นดื่ม ถอนหายใจแทนการระบายคำว่าเหนื่อยสักล้านคำ "เหนื่อยว่ะ"


    "เหมือนกัน" มินฮยอนลูบใบหน้าหล่อๆ นั่นจนย่นสลับตึง "ว่าแต่งานเป็นไงมั่ง"


    ซองอูส่ายหน้า เพื่อนสนิทร่วมชะตากรรมไม่ได้ถามถึงงานกรรมกรหรอก เขาไปสมัครงานที่ร้านเช่าหนังสือกับคาเฟ่ แต่ลำพังคนที่บุคลิกไม่โดดเด่นแถมยังไม่มีประสบการณ์อะไรนอกจากงานใช้แรงอย่างเขามันก็ยากที่จะได้งาน


    "ชีวิตมันไม่ง่ายเลย บ้าชะมัด" ชายหนุ่มโยนกระป๋องน้ำผลไม้ มันลงตรงกลางถังเช่นเคย


    "ยากนักก็ปล่อยมันไปมั่ง เลิกเรียนแล้วไปหาไรกินกัน อยากกินตักบัล" มินฮยอนว่า ซองอูก็เห็นด้วยและหิวเกินกว่าจะปฏิเสธ "แต่ก่อนไปขอแวะที่นึงก่อน"


    "ผู้สนับสนุนของนายนี่ทำงานอะไรที่ต้องคอยส่งข้าวส่งน้ำวะ?" ซองอูถามเชิงหยอกล้อ เป็นคำตลกๆ ที่พวกเขามักจะเอามาเสียดสีกันเป็นประจำ มินฮยอนหัวเราะเสียงร่วน "หนนี้งานที่เขตก่อสร้างถนนใกล้กับสถานีรถไฟ แถวนั้นมีร้านอร่อยเดี๋ยวพาไป"



    แม้จะเกิดและเติบโตที่เมืองนี้ แต่ก็เป็นแค่ช่วงสั้นๆ เพราะซองอูต้องย้ายตามพ่อไปด้วยผลจากปัญหาเจ้าหนี้ เมื่อทุกอย่างคลี่คลายและกลับมาที่เมืองเดิมทุกอย่างก็เปลี่ยนไปจนต้องพึ่งพามินฮยอนที่อยู่มาตั้งแต่จำความได้


    เดินเท้ากันมาไม่ไกลนัก พวกเขาก็หยุดรออยู่ตรงหน้าป้ายห้ามเข้าสถานที่ซ่อมแซมถนน ซองอูไม่เคยพบกับพี่ชายคนรองที่มินฮยอนชอบพูดถึงคนนั้น คนที่เขามักจะแซวว่าเป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน ดังนั้นเมื่อได้พบตัวจริงครั้งแรก เขาจึงอดรู้สึกแปลกใจจนมองอีกฝ่ายจนตาค้างไม่ได้


    ตัวเล็กเตี้ย ผมดำกับแก้มแดงปลั่งเพราะต้องวิ่งมากจากแคมป์ที่พัก คนที่โดนมินฮยอนกอดจนจมอกดูไม่ต่างจากเด็กมัธยมต้นที่ตัวเล็กกระจิดแถมยังแก้มบวมเหมือนเด็กกำลังขยายตัว เสียงโวยวายแหลมสลับกับหัวเราะร่วน ดูไม่เข้าเค้าคำว่า พี่รองอายุยี่สิบสี่ ที่อยู่ในมโนความคิดของเขาสักนิด


    "ย่าห์! อย่ากอดแน่นนักซี่" เสียงอู้อี้นั่นยิ่งทำให้ซองอูนิ่งอึ้ง มินฮยอนผละกอดจากคนที่ตัวเล็กกว่าเกือบศอก ใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้ามีรอยยิ้มประดับและดวงตาที่เป็นประกาย "ซองอู นี่พี่ชายเราเองซองอุน ..พี่รองนี่เพื่อนผมที่กวดวิชาชื่อซองอู คนที่ผมเล่าว่าตามหาน้องชาย"


    "อ้อ ..นายนั่นเอง" อีกฝ่ายหันมายิ้มให้เขา ซองอูรู้สึกราวกับถูกดูดเข้าไปในอวกาศที่ถูกบรรจุในดวงตาคู่นั้น


    "อ่า ยินดีที่ได้รู้จักครับ" ชายหนุ่มโค้งให้อีกฝ่าย ซองอุนที่โคตรจะต่างจากในจินตนาการของเขาโค้งรับ ก่อนจะหันไปบ่นกับมินฮยอน "ปล่อยได้แล้วเจ้าสาม กอดแบบนี้ไม่เหม็นเหงื่อรึไง"


    "ก็ผมเหนื่อย ต้องการกอดเวทมนต์ของพี่" ไม่ว่าเปล่า เจ้าเพื่อนตัวโตยังเอาหัวไปซุกไหล่เล็กๆ ที่ดูจะรับน้ำหนักไม่ไหว คนที่เคยมีแต่มาดสุขุมและเยือกเย็นที่เขาคุ้นตากลายร่างเป็นเด็กชายขี้อ้อน ซองอูอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ภาพตรงหน้าดูอบอุ่นจนรู้สึกหน่วงในใจ มันทำให้ซองอูคิดถึงน้องชายของตัวเอง ..และในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาทั้งที่เป็นช่วงใบไม้ร่วงเพียงแค่เมื่ออีกฝ่ายส่งยิ้มมาให้


    "จริงๆ เลยเจ้าเด็กนี่.. ซองอูรู้อะไรไหม เจ้านี่น่ะเห็นแบบนี้ติ๊งต๊องใช่ย่อยเลยนะ" คนตัวเล็กย่นจมูกลูบหัวทุยนั้นไปมา "ชอบหลอกน้องๆที่บ้านว่าฉันมีพลังกอดเวทมนต์ ตลกมั้ยล่ะ"


    ความจริงเขาโตเกินกว่าจะเชื่อเรื่องหลอกเด็กแบบนั้น แต่อีกความคิดที่แทรกขึ้นมาก่อนจะถูกลบหายไปในเสี้ยววินาที ซองอูรู้สึกราวกับได้สัมผัสความวิเศษนั้นกับตัวเอง


    บางทีอาจจะไม่ใช่แค่กอด ชายหนุ่มเกาปลายจมูกหัวเราะอย่างเก้อเขิน เขารู้สึกราวกับได้รับการปลอบโยนแม้อีกฝ่ายเพียงแค่ส่งยิ้มมาให้



    เพราะเขารู้สึกได้ แม้แต่รอยยิ้มของซองอุนก็ยังเต็มไปด้วยเวทมนตร์










    'แฟ้มข้อสอบย้อนหลังของนายอยู่ที่ฉัน' ข้อความจากซองอุนเด้งขึ้นมาตอนที่เขากำลังจะออกจากบ้าน 'นายแวะมาเอาที่ร้านสะดวกซื้อตรงถนนชิลจง เจ้ามินฮยอนฝากไว้ตั้งแต่กลางวันแล้ว'


    'อ่าฮะ รับทราบครับผม' ชายหนุ่มกดตอบระหว่างอยู่บนรถไฟฟ้า เพราะรู้จักกันมาพักใหญ่แล้วการพูดคุยระหว่างเขาและซองอุนจึงดูผ่อนคลายขึ้นเยอะ แม้จะไม่ได้เจอกันบ่อยยกเว้นวันที่มีเรียนกวดวิชาที่เขามักจะขอติดสอยห้อยตามมินฮยอนเอาข้าวกล่องไปให้พี่รองคนสำคัญของเพื่อน แต่ซองอูก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายเข้าหาง่ายและเป็นมิตรจนน่าตกใจ อาจเพราะความเป็นมิตรและอายุที่แทบไม่ต่างกันทำให้พวกเขาสนิทกันมาก


    'ฝนตกแบบนี้ จะเห็นดาวไหม?' คำถามประหลาดที่เขาคิดขึ้นได้ เมื่อครั้งหนึ่งที่ไปนั่งริมแม่น้ำฮันด้วยกันสามคน และซองอุนเคยบอกว่าชื่อของตัวเองถูกตั้งมาจากละอองดาว 


    'ไม่แน่ใจ ส่องกระจกสิ' ซองอูหัวเราะ ดาวสามดวงบนหน้าเขาถูกหยิบยกขึ้นมา เขาแอบหวังว่าอีกฝ่ายกำลังเก้อเขิน


    'อยากเห็นเนบิวลา' ชายหนุ่มจรดนิ้วชื้นบนแป้นพิมพ์ เขาจินตนาการได้ว่าใครอีกคนคงสบถด่าเหมือนที่ชอบทำ


    'เดี๋ยวก็เจอ ..ข้างนอกฝนกำลังตก แวะซื้อเสื้อกันฝนมาด้วยเน้อ' ซองอูหัวเราะให้กับบทสนทนาตัวอักษรที่ดูไร้สาระแต่กลับทำให้เขายิ้มไม่หุบ ยิ่งเมื่อเหตุผลของอาการห้ามยิ้มไม่ได้นั้นคือคนที่บางครั้งก็ดูแลและหวังดีต่อเขาเหมือนที่ทำกับมินฮยอนและเด็กๆ 'ระวังเป็นหวัดล่ะ'


    ดีเกินไปจนรู้สึกอ่อนยวบ --ซองอูเผลอยิ้ม เป็นยิ้มที่เขาเพิ่งรู้สึกตัวเมื่อเร็วๆ นี้ ว่ามันเกิดขึ้นทุกครั้งที่เขาเผลอตัว และกำลังคิดถึงคนตัวเล็กที่มีรอยยิ้มเวทมนต์คนนั้น


    'โอเค :-)' ซองอูเงยหน้าจากจอโทรศัพท์ รู้สึกเหมือนเป็นต้นไม้ที่ได้รับการรดน้ำและเอาใจใส่ ชายหนุ่มเริ่มเข้าใจความรู้สึกของมินฮยอนมากขึ้น และคิดว่าคำพูดยกยอที่เพื่อนสนิทเคยพูดเอาไว้นั้นไม่ได้เกินจริงเลย


    ชายหนุ่มตั้งใจจะซื้อเสื้อกันฝนดีๆ สักตัวเพื่อประหยัดเงิน แต่ก็เป็นโชคร้ายของเขาที่ร้านในสถานีรถไฟนั้นแทบไม่มีแบบที่ราคาถูกพอที่จะตัดใจซื้อเลย ซองอูจำใจวิ่งฝ่าฝนไปยังร้านเช่าวีดีโอแทน แอบคิดหาข้ออ้างในใจเพื่อไม่ให้ซองอุนดุ


    ฝนยังคงตกหนัก ซองอูหันซ้ายขวาเพื่อมองหาที่หลบฝนที่พอจะพาเขาไปยังร้านสะดวกซื้อของซองอุนได้ แต่ระหว่างที่กำลังหันมอง ..สายตาของเขาก็จับไปยังเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนห่างออกไปไม่กี่ฟุต


    เริ่มจากใบหน้าด้านข้างที่สะกิดใจ กับหัวทุยที่ซ้อนทับกับภาพของน้องชายที่เขาเห็นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะวิ่งหายลับตาไป


    ซองอูชะงักงัน ก้มลงมองรูปเด็กชายบนใบประกาศในมือ

    หัวใจของเขาเต้นรัวเร็ว ราวกับร่วงหล่นจากตึกสูงร้อยชั้น



    ใบหน้าที่อยู่ในความทรงจำ เด็กชายที่เขาเห็นหน้าทุกวันในจินตนาการ 

    ไม่เปลี่ยนไปเลย..



    ความทรงจำไหลทะลักราวกับคลื่นลูกยักษ์ที่สาดซัดเข้าฝั่ง

    ราวกับห้วงเวลาที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่ความฝันชั่วข้ามคืนเท่านั้น















    "สาบานได้ เรื่องวันนั้นฉันเองก็ไม่รู้เรื่องเลย" มินฮยอนพึมพำเบาๆ ระหว่างที่พวกเขาสองคนกำลังเหม่อมองทิวทัศน์ยามกลางคืนบนดาดฟ้า "พี่รองอ้างว่าที่ร้านสะดวกซื้อใกล้กว่าที่เรานัดกันตอนแรกก้เลยอาสาเอาไปให้ ไม่นึกด้วยซ้ำว่าวางแผนไว้แล้ว"


    หลังจากวันนั้นก็ผ่านไปหลายเดือน ราวกับการได้พานพบกับซองอุนในวันนั้นทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นเป็นกราฟแนวดิ่งสูง ความจริงที่เขาเองก็เพิ่งรู้ว่าคนที่ชักนำให้เขามาเจอกับแดเนียลคือซองอุน จากคำบอกเล่าของแดเนียลและบรรดาพี่น้อง ซองอุนและจีซองพี่ใหญ่ของบ้านเป็นตัวตั้งตัวตีในการตามหาเขาเพราะเป็นคำขอในวันเกิดเมื่อปีที่แล้วของเจ้าแดเนียล และมินฮยอนที่ยุ่งกับการเตรียมตัวสอบรู้เรื่องแค่ผิวเผินเท่านั้น


    นั่นเป็นเหตุผลของเรื่องตลกที่ซองอุนเป็นคนเอะใจในนามสกุลของเขาแทนที่จะเป็นมินฮยอนที่เป้นเพื่อนสนิท อีกฝ่ายเป็นคนบังคับให้แดเนียลไปรับที่ร้านสะดวกซื้อในเวลาเดียวกับที่นัดให้เขาไปเอาของ และในที่สุดเขาได้พบกับแดเนียลตามที่เจ้าตัวหวังไว้


    "สุดยอดไปเลยว่ะ ทั้งเรื่องนายกับแดเนียล ทั้งเรื่องที่เราสอบติด" เสียงหัวเราะของมินฮยอนดังแผ่วเบา ซองอูยกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่ม หันกลับไปยังกลุ่มเด็กหนุ่มที่ส่งเสียงกำลังเฮฮา เหม่อมองภาพซองอุนที่อยู่กลางวงมื้ออาหาร เสียงหัวเราะสดใส กับรอยยิ้มที่แสนบริสุทธิ์ตรึงในสายตา


    "ในที่สุดความฝันเป็นจริงแล้วเพื่อน" มินฮยอนหันมาบีบไหล่เขา ซองอูกลั้นยิ้มไม่อยู่ "เออว่ะ นายเองก็เหมือนกัน"


    "ใช่..ทำได้แล้ว" มินฮยอนพยักหน้าให้เขา "ได้ปกป้องสักที" ทั้งพี่น้องแล้วก็คนสำคัญ"



    ความตื้นตันนั้นทำให้เขาเลือกที่จะนั่งมองภาพความสำเร็จที่จินตนาการในหัวเงียบๆ คนเดียวหลังจากมินฮยอนขอตัวไปคุยกับพี่น้อง ชายหนุ่มเหม่อมองภาพฟ้ามืดที่สดใสกว่าทุกวันด้วยใจพองโต


    "ยินดีอีกครั้งนะชาซองอูยา" เสียงเจื้อแจ้วแฝงด้วยความมึนเมาพึมพำอยู่ข้างๆ ซองอุนที่โผล่มาโดยไม่ทันให้เขาตั้งตัวหัวเราะเยาะท่าทีตกใจของเขา ร่างเล็กปีนขึ้นมานั่งบนระเบียง เส้นผมสีดำสนิทปลิวไหวตามลมชวนมอง "เก่งจริงจริ้ง พวกนายสองคนเนี้ยะ"


    "ฮ่าๆ ..ก็ไม่ขนาดนั้น" ชายหนุ่มก้มลงมองมือตัวเอง รู้สึกหัวใจพองคับอกไปหมดเมื่อมือเล็กๆ บีบตรงบ่า


    ถึงจะใช้ชีวิตแบบล้มลุกคลุกคลานและไม่มีเวลาไปสนใจอะไรนอกจากเรื่องของครอบครัว น้องชายและการหาเงิน แต่ซองอูก็ไม่ใช่คนไม่ประสาที่จะไม่รู้ว่าความรู้สึกที่มวนวนอยู่ในท้องคือความรู้สึกแบบไหน


    "นายน่ะเจ๋งม้าก ต้องขยันๆ แล้วเป็นตำรวจเก่งๆ เข้าใจม้าย" ซองอุนหัวเราะเอิ้กอ้าก กอดคอเขาเข้าไปแน่น ซองอูทำอะไรไม่ถูกนอกจากประคองเอวเล็กที่เอียงเข้ามาหา หัวใจของเขาสั่นจนกลัวเหลือเกินว่าอีกคนจะรู้สึกได้ "แล้วก็ดูแลมินฮายอนด้วย เจ้าสามน่ะ หัวอ่อน แล้วก็ซื่อบื้อ.."


    ซองอูหัวเราะ ปล่อยให้เจ้าคนตัวเล็กพูดไปเรื่อยเปื่อย แม้จะรู้สึกเมื่อยเอวเพราะต้องโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อรองรับร่างปวกเปียก แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยมือจากคนตัวเล็ก


    "ซองอูยา นายน่ะ ทำได้ดีที่สุดเลยนะ.." ชายหนุ่มครางตอบ โอบสองแขนพาร่างปวกเปียกนั้นลงจากระเบียงก่อนจะร่วงลงจากชั้นดาดฟ้าของบ้าน เขาประคองคนตัวเล็กที่เอาแต่พูดอ้อแอ้ไปนอนบนตั่งที่เพิ่งจะถูกเก็บกวาดไปเมื่อครู่


    ซองอุนงึมงำฟังไม่ได้ศัพท์ หน้าแดงก่ำกับกลิ่นเบียร์ในลมหายใจ หมดคราบความเป็นพี่รองผู้น่าเกรงของเหล่าน้องๆ ..แต่สำหรับเขา ทุกสิ่งของคนตัวเล็กน่ามองจนละสายตาไม่ได้ แม้แต่เสียงร้องไห้ของซองอุนก็ยังน่าฟัง


    ซองอูเหม่อมองใบหน้าแดงก่ำนั้นอย่างเผลอไผล


    "อย่าเสียความตั้งใจ เอิ้ก-- รู้มั้ย ..แดเนียลน่ะ ไม่เคยโกรธนายเลยนะ"


    และ-- ให้ตายเถอะ เป็นนักอ่านใจรึไงกันนะ?


    ชายหนุ่มหัวเราะ เหม่อมองปากสีเชอร์รี่ที่แดงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอลล์ เขาเผลอปล่อยให้ผีเสื้อบินออกจากท้อง แล้วมันก็พรั่งพรูออกมาจนเขาควบคุมตัวเองไม่ได้



    สาบานกับดาวทั้งท้องฟ้า กาลเวลา และเนบิวลาบนนั้น

    เขาหลงรักละอองดาวจับใจ












    หากบอกว่าชีวิตคือละครเวที
    เรื่องราวที่เขาเป็นตัวเอกคงเป็นโศกนาฏกรรมระดับมาสเตอร์พีช


    ความผิดหวัง อับอาย สับสนประดังเข้ามาในหัวของเขาเหมือนยืนอยู่ใจกลางความบัดซบทั้งหมดที่ชีวิตคนๆ หนึ่งจะพบเจอ หากเปรียบตัวเขาเป็นผลงานของอะไรสักอย่าง ชาซองอูยกยอตัวเองเป็นประติมากรรมของความผิดหวังและบัดซบ


    ไม่รู้มันพลิกผันและเปลี่ยนไปได้อย่างไร จากชายหนุ่มที่ตามหาน้องชาย กลายเป็นตำรวจ เขาเคยไปสูงสุดของชีวิตด้วยการเป็นคนที่เพียบพร้อมทุกอย่าง ทั้งครอบครัว มิตรภาพ และงานที่มั่นคง


    มันเปลี่ยนไป เพียงเสี้ยววินาทีที่เขาร่วงหล่น

    สองขาที่เคยพาเขาไปยังจุดนั้น ..ในตอนนี้เขากำลังจะสูญเสียมันไป



    "อยู่ตรงนี้นี่เอง"


    เสียงทักดังขึ้นจากความว่างเปล่า ซองอูมองซ้ายมองขวา ก่อนจะพบกับเจ้าตัวก้อนที่ชะโงกหน้าออกมาจากมุมตึกที่อยู่ไม่ไกล


    "อา ..ว่าไง?" เขาทักตอบ หันกลับมามองวิวข้างนอกเหมือนเดิม รับรู้ถึงแรงผลักที่เคลื่อนล้อของยานพาหนะทรงเก้าอี้พาเขาไปยังอีกมุมของสวน "กลับมานานแล้วเหรอ?"


    "อื้อ วันนี้มีงานอะไรสักอย่างที่ห้างแถวๆ นั้น ลุงซอหัวหน้าคนงานก็เลยงดงานหนึ่งวัน" เมื่อถึงจุดหมาย อีกฝ่ายก็หยุดนิ่ง เปลี่ยนตำแหน่งมายังม้านั่งตรงหน้าเขา อีกฝ่ายพูดพลางหยิบเอาเค้กปลาจากถุงกระดาษขึ้นมากิน "เอาด้วยไหม?"


    ชายหนุ่มส่ายหน้า เขารู้สึกราวกับชีวิตว่างเปล่าจนกลวง


    "หมอบอกว่ามีโอกาสมากเกินกว่าจะตัดใจ" เสียงที่มักจะเจื้อแจ้วและเต็มไปด้วยพลังฟังดูเจ็บปวดจนมองข้ามมันไปไม่ได้ ซองอูยกยิ้ม พยักหน้าให้อีกคน "นายเป็นคนเข้มแข็ง รู้ใช่มั้ย..ต่อให้ไม่มีพระอาทิตย์ นายก็ยังมีดาว"


    นิ้วเย็นแตะตรงแต้มสามจุดบนโหนกแก้มของเขา ก่อนจะเลื่อนลงมาบนหลังมือของเขา และค่อยๆ โอบกอดมันให้อบอุ่น


    "ชาซองอูยังคงไม่หยุดวิ่ง ฉันรู้ นายก็รู้..ในหัวใจของนาย คนที่อยู่ในนั้นยังวิ่งได้อีกเป็นพันๆ ไมล์"


    ซองอุนส่งยิ้มที่ไม่ต่างจากแสงอาทิตย์มาให้เขา ราวกับฟ้าสางทั้งที่ไร้ตะวัน ซองอูรู้สึกราวกับเขากลับมาเดินได้อีกครั้งทั้งที่ยังนั่งอยู่


    สองมือเล็กบีบแน่นจนเจ็บ และเขารับรู้ได้ หยดน้ำตามากมายที่พรั่งพรูจากจักรวาลในดวงตาคู่นั้นไม่ได้ร้องไห้เพื่อเขา ฮาซองอุนเข้มแข็งเกินกว่าจะเศร้าเสียใจ เจ้าคนตัวเล็กเพียงกำลังร้องไห้ให้กับพระเจ้าแสนใจร้าย และขอบคุณความตายที่ละเว้นเขา


    'พี่รองไม่เชื่อในพระเจ้า เขาเป็นคนเดียวที่ไม่สวดภาวนา' คำพูดของแดเนียลกรีดก้องอยู่ในหัว 'พี่รู้อะไรมั้ย.. เขาเข้มแข็งมากกว่าอะไรใดๆ'


    ซองอุนนั้นแสนดีจนเจ็บปวด ซองอูรู้ดีเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ย


    "พรุ่งนี้แดเนียลจะมารับนายกลับบ้าน เดือนหน้านายจะต้องมีแรงพอจะลุกเองได้ ฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ฉันจะพานายเดินไปที่แม่น้ำฮัน เราจะไปนั่งกินรามยอนด้วยกัน แล้วก็นับดาวบนฟ้า --ฉันจะทำมันกับนาย"



    เป็นครั้งแรกที่ซองอูเงยหน้ามองฟ้าแล้วรู้สึกว่าโชคดีเหลือเกินที่อดทนมีชีวิตที่ยากลำบากเพื่อมาเจอวันนี้


    และต่อให้ผ่านไปอีกพันปี เขาก็มั่นใจ ..คนตัวเล็กคนนี้จะยังคงแข็งแกร่งอย่างงดงาม





    END



    #แด่ชายหนุ่มผู้หลงรักละอองดาว
    #มันก็จะยาวมากไม่หน่อยแล้ว



    อ่านครบทุกตอนมั้ย อ่านให้ครบนะ ค้นได้รื้อได้ 
    ฝอยและตบตีได้ มีอะไรอยากบอกพิมพ์มาเล้ย เราอยากอ่าน #ลฟออ
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in