หนังหน้าดีryoheiehoyr_
สมจริงจนหัวใจเต้นแรง “Call Me By Your Name” พฤติกรรมของคนอยากถูกจีบ
  • เล่นตัวศาสตร์ ศาสตร์ของคนอยากถูกจีบ

    วันนี้ในที่สุดก็ได้ไปดู Call me by your nameหลังจากที่หาจังหวะมานาน ไปด้วยความคาดหวังที่เต็มเปี่ยมแต่สิ่งที่ได้กลับมากลับเอ่อล้นออกมาจากหัวใจมากกว่าที่คาดหวังไว้เยอะมาก บรรยากาศ ดนตรี เสียง บทสนทนา การแสดงออกของทุกตัวละครโดยเฉพาะเอลลิโอและโอลิเวอร์ทำให้หัวใจเราพองโตขึ้นเรื่อยๆทุกการขยับของตัวละคร มันแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่ส่งออกมาได้


    เราชอบการแสดงออกของตัวเอลลิโอมากๆ อาจเพราะเราเคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน ทำให้เรารู้สึกได้ถึงความรู้สึกภายในใจของเขา รู้ว่าอะไรทำให้เราแสดงออกมาแบบนั้น ทุกการกระทำมันมีเหตุผลมาจากข้างในจริงๆ


    ไม่รู้ว่าตอนเราอยู่กับแฟนเราเป็นคนที่คล้ายเอลลิโอรึเปล่า หรือเราคิดไปเองคนเดียวไม่รู้ว่าเราดูออก

    (ไม่แน่ใจนะครับว่าเรียงลำดับเวลาถูกรึเปล่าเพราะไม่ได้จำขนาดนั้นตอนอยู่ในโรง)

    _________________________________

    *สปอยล์หนักมาก*

    ตอนที่เอลลิโอนั่งดีดกีต้าร์อยู่ใกล้ๆกับโอลิเวอร์

    เขาคิดไว้อยู่แล้ว เขาต้องการให้โอลิเวอร์สนใจ

    เขาดีดกีต้าร์ไปเรื่อยๆ เป็นเพลงที่เขาแต่งเอง เพื่อให้โอลิเวอร์สนใจว่านี้คือเพลงอะไร

    เพราะคนเราปิดตาได้ แต่ปิดหูไม่ได้

    มันเป็นทางเรียกร้องความสนใจที่ง่ายมากสำหรับคนที่ต้องการเข้าหา เหมือนเวลาที่ผมต้องการให้ใครสักคนสนใจหรือต้องการจะจีบใครสักคน เราจะหาความสามารถสักอย่างให้เขารู้ว่าถ้าอยู่กับเราเราจะอะไรให้เขาได้บ้าง ผมก็คงจะหัดเล่นกีต้าร์เพลงทำนองหวานๆสักเพลง ให้เขารู้ว่าถ้าเป็นแฟนผม ผมจะเล่นเพลงในฟังนะ แต่เทคนิคที่สำคัญเลยก็คือ

    อย่าทำให้เป้าหมายของเรารู้ว่าเรากำลังทำเพื่อให้เขาสนใจ

    ต้องรอจนกว่าเขาจะหันมาสนใจเราเอง

    ในที่สุดเอลลิโอก็ทำสำเร็จ โอลิเวอร์ให้ความสนใจเขาพร้อมกับบอกให้เล่นกีต้าร์อีกครั้ง

    เอลลิโอแสร้งทำเป็นไม่สนใจ(เล่นตัว)ในตอนแรก ด้วยการไม่พูดอะไร ลุก และวางกีต้าร์ลง

    ทำให้ตัวเองดูแพง ถ้าอยากเข้ามาก็เข้ามาสิ

    จังหวะนี้จะทำให้โอลิเวอร์รู้สึกว่าเขาเป็นฝ่ายแพ้ เป็นการกระตุ้นให้อยากมีโอกาสเข้าหาเรามากขึ้นเพื่อเอาชนะความรู้สึกบางอย่างในใจ(ความเข้าถึงยากของเอลลิโอ)

    เอลลิโอไม่รอให้โอลิเวอร์รอโอกาสนั้นนานเกินไปจนเขาเบื่อหน่ายกับเอลลิโอ เอลลิโอพูดชักชวนให้โอลิเวอร์ตามมาในทันที

         "I stood up and walked into the living room, leaving the large French windows open so that he might her me play it on the piano" 

    ประโยคจากในนิยายแตกต่างจากภาพยนตร์คือเขาไม่ได้บอกโอลีเวอร์ให้ตามไป แต่เขาให้กลยุทธ์การอ่อย ยิ่งตอกย้ำความคิดของเอลลิโอ ว่าเขาตั้งใจให้โอลิเวอร์สนใจ

    เพื่อโชว์ความสามารถในการเล่นเปียโน

    เอลลิโอต้องการงัดความสามารถของตัวเองออกมาให้ตัวเองดูเก่ง มีค่าและแน่นอน ให้โอลิเวอร์รู้สึกชื่นชมเขา

    แต่จะต้องไม่ลืมการเล่นตัวพร้อมทำเป็นไม่แคร์

    เอลลิโอต้องการเพิ่มบทสนทนาระหว่างเขาและโอลิเวอร์ด้วยการเล่นเปียโนในเวอร์ชั่นที่ต่างออกไปเรื่อยๆ เพื่อให้โอลิเวอร์พูดกับเขาซ้ำๆว่าให้เล่นแบบที่เขาต้องการ พร้อมทั้งเอลลิโอต้องการโชว์ความสามารถในการเล่นเปียโนของเขาอีกด้วย ว่าเขาไม่ได้เล่นเป็นแค่แบบเด็กๆ

    จนโอลิเวอร์จะเดินกลับไป เอลลิโอถึงจะเล่นเปียโนในแบบที่ใกล้เคียงกับที่เขาเล่นตอนดีดกีต้าร์ให้มากที่สุด

    ยื้อยังไงให้เหมือนไม่ยื้อ

    แต่เอลลิโอก็ยังคงบอกกลับไปว่านี้ไม่เวอร์ชั่นที่เขาเล่นกับกีต้าร์ เพื่อให้โอลิเวอร์คิดว่าเขาต้องทำความรู้จักกับเอลลิโอมากกว่านี้นะ

    พ่อของเอลลิโอเคยขอให้เอลลิโอเล่นเปียโนให้ฟังแต่เอลลิโอกลับบอกปฏิเสธว่าไม่อยากเล่น

    ต่างกันกับโอลิเวอร์ เอลลิโอเล่นเปียโนให้โอลิเวอร์ฟังทั้งๆที่โอลิเวอร์ไม่ได้ขอให้เล่น

    ทำให้เขาคิดว่าตัวเองสำคัญทีหลัง เมื่อรู้ว่าเราไม่ได้ทำอะไรแบบนี้ให้ใครง่ายๆ

    เมื่อตอนไปถึงที่ร้านที่โอลิเวอร์ไปเล่นไพ่ ตอนแรกเอลลิโอไม่ได้เดินตามโอลิเวอร์เข้าไปทันทีแต่หยุดยืนอยู่ที่เคาท์เตอร์ทางเข้า เพื่อให้โอลิเวอร์คิดว่าเขาไม่ได้มาที่นี่เพราะโอลิเวอร์ เขาแค่มาเที่ยวเล่น และเขาจะไม่เดินตามโอลิเวอร์เหมือนเป็นเด็ก

    เอลลิโอแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของตัวเองว่าไม่จำเป็นต้องทำตามใครเป็นเด็กๆ

    เว้นระยะไว้สักพักเอลลิโอจึงเดินตามโอลิเวอร์ไปพร้อมลากเก้าอี้มานั่งข้างๆพร้อมนั่งโยกเก้าอี้ 2 ขา พล่างถามคำถามโอลิเวอร์ ให้โอลิเวอร์สนใจและคิดว่าเขาทำตัวร่าเริงเหมือนเด็กคนหนึ่ง

    งานปาร์ตี้ที่เพื่อนๆชวนเอลลิโอออกไปเต้นแต่เอลลิโอก็บอกว่าจะตามไปทีหลัง ทำให้ตัวเองดูไม่ติดเพื่อนและอยู่ตัวคนเดียวได้

    เพราะเอลลิโอคิดว่าสายตาของโอลิเวอร์จะมองมาที่เขาแม้สักแวบหนึ่ง

    เอลลิโอตามเข้าไปเต้นข้างๆโอลิเวอร์สักพักหนึ่งและเว้นระยะห่างออกมา เพราะคิดว่านั่นจะทำให้โอลิเวอร์คิดว่าเขามาเต้นตรงนี้ไม่ใช่เพราะโอลิเวอร์แต่เพราะเขาแค่อยากเต้นและเขาจะไปเต้นที่อื่นก็ได้ แต่แล้วเขาก็อยากเข้าไปในสายตาของโอลิเวอร์อีกครั้งจึงกลับเข้าไปใหม่ แต่แกล้งทำเป็นเข้าไปเต้นกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เพื่อทำเป็นไม่สนใจโอลิเวอร์อีกครั้งหนึ่ง

    คีป คูล

    เอลลิโอเอาสมุดเขียนเพลงไปนั่งเขียนในสระน้ำขณะที่โอลิเวอร์กำลังว่ายน้ำเพื่อให้โอลิเวอร์รู้ว่าเขาสามารถเขียนเพลงได้ และเพลงที่เขาเล่นก่อนหน้านี้เขาก็เป็นคนแต่งขึ้นมาเอง

    พอโอลิเวอร์ถามว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เอลลิโอยิ้มออกมาที่มุมปากในทางที่โอลิเวอร์จะมองไม่เห็น เพราะเขามีความสุขที่โอลิเวอร์สนใจเขา แต่เอลลิโอก็ยังทำเป็นไม่สนใจ

    เล่นตัว

    ตอนที่โอลิเวอร์บอกเอลลิโอว่าเขากำลังจะเข้าเมือง เอลลิโอก็ออกเสนอตัวว่าเขาไปให้ได้

    แต่เขาวางแผนไว้แล้วว่าโอลิเวอร์จะต้องชวนไปด้วยกัน

    เอลลิโอใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวพร้อมพาดปลายเสื้อไว้ที่หลังคอทำให้โชว์เรือนร่างของตัวเอง เพื่อหวังใช้ร่างของเขาดึงดูดโอลิเวอร์อย่างดูไม่ตั้งใจ

    เอลลิโอเริ่มคิดว่าการที่เขาทำตัวเหมือนออกห่างและพฤติกรรมน่าสงสัยต่อโอลิเวอร์จะเป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์ของทั้งสอง สุดท้ายเอลลิโอจึงยอมเปิดประตูอีกบานให้โอลิเวอร์ โดยการเอื้อมมือไปให้โอลิเวอร์จับมือด้วยแขนของรูปปั้น

    ทำสิ่งที่เหมือนเด็กทำ ทำให้เขารู้ว่าเราต้องการใส่ใจเหมือนเด็ก

    ทั้งๆทีตัวเองกำลังจะร่วมรักกับผู้หญิงคนอื่นแต่กลับเอาแต่มองนาฬิกาซ้ำๆ ถึงแม้เวลานั้นจะห่างออกไปอีกเป็นสิบชั่วโมง

    เวลารอนั้นจะสั้นจะนานไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน้าปัดเวลา แต่อยู่ที่ว่าเวลานั้นมีสิ่งสำคัญที่รอเราอยู่หรือเปล่า

    เมื่อที่บ้านมีแขกมาและพ่อของเอลลิโอบอกให้เล่นเปียโนให้แขกฟัง เอลลิโอไม่ได้เล่นเพราะเขาอยากเล่นให้แขกฟังจริงๆ แต่เขาคิดว่าถ้าเขาเล่น โอลิเวอร์ก็จะได้ยินเสียงเปียโนที่เขาเล่นและรู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่

    อีกนัยนึงเอลลิโอต้องการทำให้โอลิเวอร์รู้สึกหึงหวงเบาๆเมื่อรู้ว่าเอลลิโอกำลังเล่นเปียโนให้คนอื่นที่ไม่ใช่เขาฟังอยู่

    เพราะเมื่อเรารักใคร ทุกการกระทำของเราจะมีเขามาเกี่ยวข้อง และวนอยู่ในหัว

    เมื่อตื่นขึ้นมาจากค่ำคืนที่เหมือนความฝัน เอลลิโอรู้สึกมากจนทำตัวไม่ถูก แต่มันไม่ใช่เวลาทำให้ตัวเองดูหยิ่งอีกต่อไปแล้วเพราะมันไม่มีประโยชน์

    เอลลิโอต้องการทำให้โอลิเวอร์รู้เหมือนกันว่าเขารักโอลิเวอร์มากแต่ไม่อาจละทิ้งความลังเลและความกังวลต่อความรู้สึกที่แท้จริงของโอลิเวอร์

    ยิ้มที่มีความฝันและความกังวล

    เอลลิโอไม่อยากเป็นแค่ของเล่นชั่วคราวในเวลา 6 สัปดาห์

    เพราะรักมากจึงคิดมาก

    ถึงแม้จะร่วมรักกันแล้ว แต่การแสดงความรักอย่างเปิดเผยทำให้เอลลิโอคิดว่าตัวเองง่าย เมื่อโอลิเวอร์จะจับมือเอลลิโอจึงสะบัดมือทิ้งไป พร้อมกับย้ำถามคำถามที่ดูไม่สำคัญแต่ก็เป็นเหมือนคำบอกรักไปในตัว

    คำถามแทนคำบอกรัก คำตอบแทนคำยืนยัน

    สื่งที่ทำให้เอลลิโอเสียใจที่สุดจนร้องไห้โทรไปให้คนมารับหลังจากที่โอลิเวอร์จากไป เหตุผลหลักไม่ใช่การจากไปของโอลิเวอร์ที่เลี่ยงไม่ได้ แต่เป็นการกระทำของโอลิเวอร์

    เอลลิโอติดภาพจำมาจากหนังสือ นิยาย และภาพยนตร์ต่างๆที่เมื่อตัวละครสองตัวต้องจากกัน จะจูบกันอย่างดูดดื่มและตัวละครหนึ่งขึ้นรถไฟ จะต้องมีฝ่ายที่ชะโงกหน้าออกมาจากหน้าต่างหรือวื่งจากขบวนรถไฟโบกี้ต่อโบกี้เพื่อให้เห็นหน้ากันนานที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ จนกว่าจะลับเส้นขอบฟ้าไป

    เอลลิโอต้องการให้โอลิเวอร์ทำสิ่งที่คนรักมักจะทำให้กันในหนัง

    เอลลิโอทำได้แค่กอดโอลิเวอร์ที่ชานชาลาและยืนมองแค่ขบวนรถไฟที่ไกลออกไปเรื่อยๆ


    ทำให้นึกถึงเพลง Summertime Sadness ของ Lana Del Rey ช่างสื่อความหมายได้อย่างดีกับภาพยนตร์เรื่องนี้ กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในฤดูร้อนไม่ต่างกัน

    Kiss me hard before you go
    Summertime sadness
    I just wanted you to know
    That baby, you’re the best

    จูบฉันอย่างดูดดื่มก่อนที่เธอจะจากไป
    ความโศกเศร้าแห่งคิมหันต์ฤดู
    ฉันแค่อยากให้เธอรู้ไว้
    ที่รัก เธอเป็นยอดรักที่สุดสำหรับฉัน

    อย่างน้อยก็ต้องการแค่จูบคนที่รักสุดหัวใจที่ชานชาลา


    หนังตลอดเวลากว่า2ชั่วโมงทำให้หัวใจของเราพองโตขึ้นเรื่อยๆจนเมื่อถึง3นาทีสุดท้ายก็มาบีบคั้นน่ำตาจากหัวใจจนแห้งผาก

    บทความนี้เป็นเฉพาะการตีความจากมุมมองคนนึงแบบผมนะครับ คนอื่นอาจจะตีความพฤติกรรมตัวละครไปทางอื่นก็ได้
    ยังไงก็ลองมาพูดคุยกันได้ครับ :)

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in