Head in the clouds #ficheadinthecloudshalomynameisiq
all I want is nothing more to hear you knocking at my door.
  • #ficheadintheclouds
    8 ; all I want is nothing more to hear you knocking at my door.
    pairing : jc x jj



    วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผมโกหกเขา


    "จะไปแล้วเหรอ ?"


    เขาที่นั่งอยู่บนเตียงถามขึ้นมาโดยที่ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังทางอื่นที่ไม่ใช่ตัวผมที่เป็นคู่สนทนาข้างเตียง ไม่สิ พูดให้ถูกคือดวงตาของเขาไม่ได้จ้องมองอะไรเลยต่างหาก


    "ครับ ผมต้องไปทำงานอื่นแล้ว"


    โกหกอีกแล้ว


    "งั้นเหรอ ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ จูชาน"


    เขาหันหน้ามาทางข้างเตียง ในดวงตากลมโตคู่นั้นสะท้อนภาพของตัวผมที่ยืนอยู่แม้ว่าตัวเขาจะมองไม่เห็นเลยก็ตาม


    "ครับ พักผ่อนให้เต็มที่นะครับ พี่จางจุน"


    ผมเดินออกมาจากห้องพยายามปิดประตูให้เสียงดังน้อยที่สุดเพื่อที่ไม่เป็นการรบกวนเขา ทันทีที่ก้าวออกมาก็อดลอบถอนหายใจกับตัวเองออกมาไม่ได้ นี่ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้วที่ไม่กล้าบอกความจริงเขาออกไป 


    พี่สาวของผมเป็นนางพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้แต่วันนั้นเธอติดธุระอื่นเลยวานให้ผมมาช่วยดูแลคนไข้ห้องนี้แทน พี่สาวของผมบอกว่าเขาเป็นหลานของเจ้าของโรงพยาบาลที่สูญเสียการมองเห็นไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เขาเป็นคนเดียวที่รอดมา ไม่มีญาติคนไหนมาเยี่ยมเขา และคงต้องใช้ชีวิตที่เหลือทั้งหมดอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้เพียงลำพัง


    "อย่าบอกเขานะว่านายเป็นน้องชายฉัน บอกไปว่าเป็นบุรุษพยาบาลหรืออะไรไปก็ได้ ยังไงเขาก็มองไม่เห็นนายอยู่แล้ว"


    และผมก็ทำตามที่เธอบอกทุกอย่าง


    "มาใหม่เหรอ ? ชื่ออะไรน่ะ ?"


    เขาถามขึ้นมาตั้งแต่ผมเปิดประตู 


    "ฉันจำเสียงฝีเท้ากับการเปิดประตูของนางพยาบาลคนที่ดูแลประจำได้น่ะ"


    คนที่นั่งอยู่บนเตียงพูดขึ้นมาเพราะตัวผมไม่ได้ตอบอะไรเขากลับไป


    "ชื่อฮงจูชานครับ คุณจางจุนใช่ไหม ?"


    ผมตอบเขากลับไปเสียงเบา ๆ ที่จริงผมอ่านชื่อเขาตั้งแต่หน้าห้องแล้ว


    "ไม่ต้องเรียกคุณก็ได้ หลังจากนี้เราคงต้องอยู่กันไปอีกนาน สนิทสนมกันไว้เถอะ"


    เขาเบือนหน้าจากทางหน้าต่างที่เขาเหม่อมองออกไปตอนแรกหันมายิ้มให้ตัวผมที่อยู่ในชุดนักเรียนอยู่ตรงหน้าประตู ถึงจะรู้ว่าดวงตาของเขามองไม่เห็นผมก็เถอะแต่ก็ยังรู้สึกประหลาดยามถูกจ้องมาอยู่ดี


    หลังจากนั้นการโกหกอันยาวนานของผมก็เริ่มต้นขึ้น ผมขอพี่สาวมาหาเขาแทบทุกวันโดยไม่เคยได้บอกไปว่าเป็นเด็กนักเรียนมัธยมปลาย นั่งอ่านหนังสือให้เขาฟัง บางทีก็แอบเอากีต้าร์เข้ามาเล่น ยังไงซะห้องรอบข้างเขาก็ไม่มีคนพักอยู่แล้ว อย่างน้อยให้ในโลกที่มืดสนิทของเขามีสิ่งที่ทำให้ยิ้มออกบ้างก็ยังดี


    "นี่ จูชาน ฉันอยากออกไปข้างนอกน่ะ ตอนนี้อากาศข้างนอกเป็นยังไงเหรอ ?"


    "ข้างนอกตอนนี้ก็อากาศดีเลยครับ"


    "งั้นเหรอ พาฉันออกไปหน่อยได้ไหม​ ?"


    พอถูกหันมาถามด้วยสีหน้าแบบนั้นก็เหมือนถูกบังคับไม่ให้ตอบปฏิเสธเลยไม่ใช่หรือไง ผมส่งข้อความไปถามพี่สาวว่าพาเขาออกไปข้างนอกได้ไหม คำตอบก็คือได้ แต่ใช้รถเข็นน่าจะดีกว่าให้เดินเอง แน่นอนว่าเขาไม่ได้ขัดขืนอะไร คงไม่ใช่ครั้งแรกล่ะมั้งแต่มันเป็นครั้งแรกของผมที่พาเขาออกไปนอกห้องสี่เหลี่ยมนี้


    "อ้าว จูชาน พี่สาวไปไหนล่ะ ?"


    ระหว่างทางที่เข็นรถพาเขาออกไปก็โดนเพื่อนร่วมงานของพี่คนนึงทักขึ้นมา ผมหันไปทำท่าให้เขาเงียบ เขาก็รีบปิดปากตัวเองเพราะลืมตัวแต่คนที่อยู่บนรถเข็นคงได้ยินอย่างชัดเจนแล้ว


    "นายมีพี่สาวด้วยเหรอ ?"


    "อ่า ครับ เป็นพยาบาลอยู่ที่นี่น่ะ"


    อย่างน้อยก็บอกความจริงไปนิดนึงก็แล้วกัน


    "เรียนเก่งทั้งบ้านเลยเนอะ ดีจัง"


    ตัวผมที่เพิ่งสอบซ่อมวิชาวิทยาศาสตร์ไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเริ่มรู้สึกผิดบาปขึ้นมาเสียแล้วสิ 


    "ฉันอยากเดินน่ะ ช่วยพยุงขึ้นหน่อยได้ไหม ?"


    ผมเดินไปช่วยเขาพยุงขึ้นมาตามที่บอก เขาใช้ไม้เท้าของตัวเองที่หยิบมาจากห้องเดินด้วยตนเองหลังจากทรงตัวได้แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงดูเก้ ๆกัง ๆอยู่ดี


    "ให้ผมช่วยนะ"


    ผมเดินไปคว้ามืออีกข้างที่ว่างอยู่ของเขา เขาไม่ได้สะบัดหนีแล้วหันมายิ้มให้ผมแล้วบอกขอบคุณ ผมมองเข้าไปในดวงตาที่ว่างเปล่าของเขาที่สะท้อนภาพของตัวผมมานับครั้งไม่ถ้วน ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ยังไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆอยู่ดี


    "มือนายอุ่นจัง"


    "มือพี่เย็นต่างหาก"


    "งั้นเหรอ"


    เขาหัวเราะออกมาเบา ๆกับคำพูดของผม มือที่เย็นเฉียบของเขาในตอนแรกเริ่มมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นเพราะมือของผมที่จับไว้แน่น ตลอดการเดินเล่นในวันนั้นมือของเราไม่แยกออกจากกันเลย


    "เดินเล่นวันนี้สนุกมากเลย ขอบคุณนะ ไว้เจอกันพรุ่งนี้"


    "ครับ ไว้เจอกันพรุ่งนี้"


    ผมปิดประตูอย่างเบามือเหมือนทุกครั้งแล้วยกมือข้างที่จับมือของเขาไว้ไม่ปล่อยมามองและยกมันขึ้นมากุมหน้าตัวเอง


    ผมกำลังทำบ้าอะไรอยู่ ผมควรจะบอกความจริงเขาดีไหมนะ ?


    แต่ถ้าทำแบบนั้นเราจะได้เจอกันแบบนี้อีกไหม ?


    คำตอบนั้นตัวผมไม่แม้แต่จะอยากรู้มันในตอนนี้เลย


    "คืนนี้ช่วยอยู่ด้วยหน่อยได้ไหม​ ช่วงนี้ฉันกลับมาฝันร้ายน่ะ นายมีงานอื่นรึเปล่า ?"


    ไม่มีงานอื่นแต่พรุ่งนี้เช้าต้องไปโรงเรียน แน่นอนว่าตอบแบบนี้กลับไปไม่ได้ ผมส่งข้อความไปถามพี่เหมือนทุกที คำตอบก็คืออยู่ได้ ถ้าเขาขอยังไงซะก็ต้องได้อยู่แล้ว จะว่าไปมันก็จริง... 


    "ผมปิดไฟนะครับ"


    "อือ"


    เขาตอบรับกลับมาแค่นั้น ถึงแม้ว่าจะเปิดหรือปิดไฟจะไม่มีผลกับเขาก็ตาม ผมที่นอนอยู่ตรงโซฟาเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัวแต่กลับตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเสียงตะโกนของเขา


    "จูชาน! นายยังอยู่ที่นี่ไหม ช่วยด้วย!"


    ผมรีบวิ่งไปหาเขาที่เตียงทันทีที่ได้ยินเสียงตะโกนของเขา 


    "ผมอยู่นี่ ผมอยู่นี่แล้ว"


    ทันที่จับมือของเขาก็ถูกดึงตัวเข้าไปกอดอย่างแรงทันที ตัวเขากำลังสั่นเทาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมค่อย ๆเอื้อมมือกอดตอบเขาไปหลวม ๆ มือของเขาที่จับอยู่ที่ไหล่ยังคงสั่นและบีบตัวผมเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่าจะหนีหายไปไหน


    "ฉันฝันถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว มันมองอะไรไม่เห็นเลย ลืมตาแล้วทุกอย่างมันก็มืดไปหมด ฉันไม่เหลือใครเลยแม้กระทั่งตัวเองก็ยังไม่สามารถมองเห็นได้ ช่วยฉันทีสิ..."


    เขาพูดทั้งหมดนั่นออกมารัวมากด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือไม่ต่างจากตัวของเขา ผมกอดร่างของเขาไว้แน่นขึ้นกว่าเมื่อครู่แล้วลูบหลังเขาเบา ๆเพื่อให้เขารู้สึกผ่อนคลายลง


    "ไม่เป็นไรนะ ถึงพี่จะมองไม่เห็นแต่ผมก็ยังอยู่ตรงนี้เสมอนะ"


    ถึงเกือบทั้งหมดที่ผ่านมาจะเป็นเรื่องโกหกแต่ประโยคเมื่อครู่คงเป็นสิ่งที่จริงใจที่สุดที่ผมพูดออกไป เขาค่อย ๆหายใจช้าลงจากตอนแรก มือที่เย็นเฉียบเริ่มอุ่นขึ้นคงเพราะจับไหล่ของผมเอาไว้ตลอด ได้แต่ภาวนาว่าอ้อมกอดของผมคงจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นในจิตใจของเขาสักนิดได้ก็ยังดี


    "ขอบคุณนะ"


    เขาพูดกระซิบข้างหูเบา ๆ แล้วเอาหน้าพิงไว้ตรงไหล่ของผม


    "ขออยู่แบบนี้สักพักนะ"


    "ครับ"


    ร่างกายของเขาสั่นน้อยลงกว่าเมื่อครู่แต่สิ่งที่ต่างออกไปคงไปไหล่ของผมที่เปียกไปด้วยน้ำตาของเขา


    "จูชาน นายนี่อบอุ่นจังเลยนะ"


    เขาพูดออกมาเบา ๆแล้วก็ร้องไห้จนหลับไปทั้งอย่างนั้น หลังจากมั่นใจว่าหลับไปแล้วจริง ๆก็ค่อย ๆเคลื่อนย้ายร่างของเขาไปนอนลงบนเตียงดังเดิม ถึงแม้ว่าคืนนั้นผมจะนอนไม่หลับทั้งคืนเลยก็ตาม


    ผมต้องบอกความจริงกับเขา


    อย่างน้อยก็ต้องหาของไปง้อก่อนล่ะมั้งเผื่อเขาโกรธขึ้นมา หลังจากเลิกเรียนก็แวะร้านหนังสือข้างทางเพื่อซื้อหนังสือที่เคยคุยกันว่าเขาอยากลองอ่านมันดู มีตั้ง 4 เล่มจบแหน่ะ นั่นเงินค่าขนมทั้งสัปดาห์เลยแต่ช่างมันเถอะ อย่างน้อยมันก็คงทำให้เขายิ้มได้ล่ะมั้ง 


    ผมจะตั้งใจอ่านมันให้เขาฟังในฐานะฮงจูชานที่เป็นนักเรียนมัธยมปลายและก็จะไปฝึกเล่นกีต้าร์เพลงโปรดของเขา หลังจากนี้จะไม่โกหกเขาอีกแล้ว ผมตัดสินใจกับตัวเองออกมาเงียบ ๆก่อนจะเดินขึ้นรถบัสเพื่อไปยังโรงพยาบาลที่ผมไปเป็นประจำทุกเย็น


    แต่ผมลืมคิดไปว่าคำว่าหลังจากนี้มันอาจจะไม่มีอีกแล้วก็ได้ ทันทีที่มีรถบรรทุกพุ่งตรงแหกไฟแดงตรงสี่แยกมายังรถบัสที่ผมนั่งอยู่ มือของผมกอดถุงหนังสือเอาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว 


    ยังไม่ทันได้บอกความจริงกับเขาเลย หลังจากนี้ถ้าผมหายไปเขาจะเสียใจไหมนะ จะมีใครไปอ่านหนังสือให้เขาฟัง เล่นกีต้าร์อย่างผมไหมและในตอนที่เขาฝันร้ายจะมีใครคอยกอดเขาเอาไว้เหมือนผมในคืนนั้นรึเปล่า ขอให้มีใครสักคนที่ช่วยอยู่ข้าง ๆเขาแบบที่ผมทำทีเพราะผมไม่อยากให้เขาตื่นขึ้นมาเพียงลำพังอีกแล้ว


    นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายในความคิดของผมก่อนที่สติจะดับวูบไป




    "อ้าว วันนี้เปลี่ยนคนเหรอ​ ?"


    ผมพูดขึ้นมาหลังจากได้ยินเสียงเปิดประตูที่ต่างออกไป หากเป็นจูชานเขาจะพยายามค่อย ๆเปิดและปิดมันให้เบาที่สุดทั้งที่จริง ๆผมไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นการรบกวนเลยแม้แต่น้อย


    แต่เพราะว่ามันเป็นเสียงที่ผมชอบก็เลยปล่อยเอาไว้เพราะแค่คิดภาพตอนที่เขาพยายามตั้งใจเปิดปิดมันให้เสียงเบาที่สุดคงตลกไม่น้อย ถึงจะน่าเสียดายที่ผมจะไม่เคยได้เห็นหน้าของเขาเลยสักครั้งก็ตาม


    "ใช่ค่ะ พอดีนางพยาบาลที่ดูแลคุณประจำไปงานศพของน้องชายน่ะค่ะ น้องชายเธอเพิ่งเสียจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ไปเองเพราะคนขับหลับใน เพิ่งอยู่มัธยมปลายเองแท้ ๆ"


    "นางพยาบาล ? แต่คนที่ดูแลผมเป็นผู้ชายนะ..."


    "แต่ในนี้มันเขียนว่าพยาบาลที่ดูแลคุณชื่อ..."


    เธอเอ่ยชื่อนางพยาบาลออกมา นามสกุลที่เหมือนกับที่เขาแนะนำตัววันแรกไม่มีผิดเพี้ยน น้ำเสียงที่ดูตะกุกตะกักเกือบตลอดเวลาของเขา รวมถึงตอนที่มีคนทักเรื่องพี่สาวแล้วเขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ทำให้ผมเริ่มเชื่อมโยงทุกอย่างในหัวได้อย่างชัดเจน


    "ขอผมอยู่คนเดียวได้ไหม ?"


    เธอตอบรับคำแล้วเดินออกไปทันทีอย่างว่าง่าย เสียงปิดประตูที่ดังเป็นปกติทำให้ผมรู้สึกเศร้าขึ้นมาเพราะเสียงของประตูที่เด็กคนนั้นพยายามปิดให้เบาที่สุดมันคงไม่ดังขึ้นมาอีกแล้ว


    ถ้าหากตอนนี้ผมมองเห็นภาพตรงหน้าคงเบลอเพราะโดนน้ำตาบังไปหมดอย่างแน่นอน อาจเป็นโชคดีที่ถึงแม้ว่าตอนนี้น้ำตาของผมจะไหลลงมาไม่หยุดภาพตรงหน้าเป็นสีดำสนิท ราวกับแสงสว่างที่ผมได้เห็นเพียงชั่วขณะหนึ่งได้หายวับไปเหลือแต่ความมืดอีกครั้ง


    แต่ความอบอุ่นจากฝ่ามือและอ้อมกอดของเขายังคงไม่เลือนหายไปไหนแม้ว่าจะมองไม่เห็นก็ตามที




    //

    เป็นพล็อตแนวที่อยากเขียนมาตลอดค่ะ ตอนแรกเคยคิดจะอัพในวันเกิดตัวเองด้วยแต่มันอาจจะดูเศร้าเกินไปหน่อย ว่าแต่แอบอยากเขียนให้ยาวกว่านี้อีกแล้วแหะ คงดึงอารมณ์ได้มากกว่านี้ ฮา #ficheadintheclouds



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in