PAPAYAH's ARCHIVERocket man
PLAYLIST : 11 บทเพลงของผู้มิยอมจำนนท์ เพื่อชีวิตและสังคมที่ดีกว่า


  • จัดเรียงและเขียน โดย กฤษฎ์ พรหมใจรักษ์




    "ขออุทิศงานเขียนชิ้นนี้ให้กับใครก็ตามที่ถูกคุกคามจากการยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ"



    พอดีว่าช่วงนี้ไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองค่อนข้างบ่อย ส่วนตัวรู้สึกดีใจที่ในสุดที่มันก็เกิดขึ้นเพราะประเทศของเราจะได้ก้าวหน้ากันสักที สำหรับใครที่ยังลังเลอยู่ว่าจะออกไปร่วมบ้างดีไหม จากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนรู้สึกว่าบรรยากาศและอารมณ์มันก็คล้ายๆ กับการไปปิกนิค หรือดูมิวสิกเฟสติเวิลมากกว่า และ อีกอย่าง หนุ่มๆ สาวๆ หล่อๆ สวยๆ ทั้งนั้นครับ เพียบบบบ ถ้าคำเชิญชวนของผมมันยังตื้นเขินไป ผมอยากจะให้ลองฟัง playlist ที่ผมจัดทำขึ้นเพื่อฟังระหว่างเดินทางไปงานชุมนุมทางการเมืองในครั้งผ่านๆมากันครับ ส่วนใครที่ทำอะไรแบบนี้เหมือนกันก็อย่าลืมส่งมาแลดกันฟังได้นะครับ ไปกันเลย 




    The 1975 - People






    Well, I know it feels pointless and you don't have any money

    But we're all just gonna try our fucking best



    ครั้งหนึ่ง แมทธิว ทิโมธี ฮีลีย์ เคยให้ความเห็นกับสถานนีวิทยุออนไลน์ Beat 1 เรื่องความสำเร็จอย่างถล่มทลายของวงเอาไว้โดยสรุปใจความได้ว่า ‘พวกเขานี่แหละคือวงดนตรีจากสหราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคนี้’ ครั้งแรกที่ได้เห็นโควทบนฟีด facebook ผมรู้สึกว่า ‘โอโห้ มึงนี่อหังการกันจังวะ รู้สึกว่าพวกมึงมั่นใจกันเหลือเกิน’ บอกตรงว่าตอนเห็นครั้งแรกคือ แอบหมั่นไส้ ทั้งๆที่เราก็เป็นแฟนเพลงของ ‘The 1975’ ตั้งแต่อัลบั้มแรก แต่อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนี้ผมว่าเวลาได้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้ที่ประจักษ์แก่ดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ ดวงนี้แล้วว่าสิ่งที่แมตตี้พูดไว้ในวันนั้นมันไม่ได้เกินจริงเลย ‘The 1975’ คือผู้นำจิตวิญญานและวงดนตรีแห่งยุคสมัยอย่างแท้จริง คือกระบอกเสียงของคนเจเนอร์เรชั่นนี้เฉกเช่นวงดนตรีอย่าง ‘Arctic Monkeys’ , ‘My Chemical Romance’ หรือ ‘Oasis’ เป็นตัวแทนและภาพสะท้อนของคนหนุ่มสาวในยุคของตัวเอง ‘Notes On A Condtional Form’ ผลงานสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 4 ของวง ยังเป็นอัลบั้มที่โคตรชาเลนจ์ตัวเองและฉีกทุกความคาดหวังของแฟนเพลงแบบสุดทาง แต่ในขณะเดียวกันเรายังคงรู้สึกได้ถึงความ relatable และ บรรยากาศแห่งยุคสมัยที่ทำให้ได้ใจคนยุคนี้เสมอ สมกับที่เป็นท่านศาสดาผู้นำจิตวิญญานวัยรุ่นแห่งยุคอินเตอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน    


    ที่ผู้เขียนเลือกเพลงนี้เป็นเพลงเปิด playlist ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย คือ เราไปร่วมฟังปราศรัยที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ในครั้งแรกที่ไปมันมีเหตุชุลมุนเกิดขึ้นเล็กๆน้อยๆ เลยรู้สึกว่าเพลงนี้แม่งโคตรเข้ากับสถานการณ์ ประกอบกับตอนช่วงเบรกจากปราศรัย สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างในม๊อบคืองานแสดงดนตรีและศิลปะ ซึ่งเราขอแสดงความนับถือและคราวะด้วยใจจริงของทุกท่านที่มาเพอฟอร์มในแต่ละครั่ง แต่พูดก็พูดเถอะ เพลงที่ได้ฟังบางเพลงหรือวิธีการพรีเซนต์หลายครั้งมันยังดูเชย โบราณ แบบว่าถอดแบบมาจากยุค 14 ตุลา นี้มันปี 2020 แล้วคุณ เพลงประท้วงมันก็เท่ห์ได้เหมือนกัน และอย่างที่กล่าวไปก่อนหน้า ‘The 1975’ คือวงดนตรีที่เป็นเหมือนตัวแทนและจิตวิญญานของคนรุ่นใหม่ เป็นเพลงที่เหมาะอย่างยิ่งกับการนำไปเล่นในการชุมนุมทางการเมืองที่พรีเซนต์ความคิดความฝันของคนรุ่นใหม่ รวมถึงส่งข้อความไปถึงผู้ไม่หวังดีและจ้องจะใช้ความรุนแรงกับผู้ที่มาร่วมชุมนุม



    STOP FUCKING WITH  THE KIDS!!!!!




    Rise Against - Architect





    Are there no fighters left here anymore?

    Are we the generation we've been waiting for?



    'Rise Against' (อ่านว่า ‘ไรส์อะเกนสต์’ ) วงดนตรีพังก์ร๊อกสี่ชีวิตจากเมือง ชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา คือหนึ่งในวงดนตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสายทางพังก์และฮาร์ดคอร์ในยุค 00’s - 10’s และเป็นตัวอย่างของวงที่นักอุดมคติที่ชัดเจนและยึดมั่นในอุดมการณ์อย่างแท้จริง ในฐานะ แฟนเพลง ผู้เขียนคิดว่าสาเหตุที่วงดนตรีวงนี้เป็นที่รักของคนในซีน แฟนเพลง และผู้ที่ศรัทธาวัฒนธรรมพังก์และต่อต้านความอยุติธรรมเสมอมานั้นเกิดจากองค์ประกอบทางดนตรีได้รับอิทธิพลจากวงฮาร์ดคอร์/สเกตพังก์ในยุค 90 มีความเกรี้ยวกราด กระแทกกระทั้นและรุนแรง แต่ในขณะเดียวก็มีเมโลดี้ที่ติดหู ฟังไม่ยาก เมื่อนำสองสิ่งมาผนวกเข้ากับสิ่งที่ผู้เขียนมองว่าเป็นส่วนที่สุดยอดที่สุดของวง คือ ‘เนื้อเพลง’ สิ่งที่วงเลือกหยิบมานำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ปัญหาสังคม, วิกฤตการณ์ผู้อพยพ ความหลากหลายทางเพศ ปัญหาการเหยียดเชื่อชาติ หรือแม้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หรือ ในภาษาที่คนทั่วโลกคุ้นหูกันอย่างClimate Change’ คอนเทนต์หนักๆทั้งหมดทั้งมวลถูกนำมาเล่าผ่านเพลงร๊อกสุดมันส์ เหมือนเป็นการนำเรื่องยากมาสรุปและเล่าออกมาให้เป็นเข้าใจง่ายที่สุดและถึงอารมณ์ จึงอยากแนะนำให้ทุกลองฟังกันดู


    สำหรับ ‘Architect’ เป็นแทร๊คแรกอัลบั้ม ‘Endgame’ ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2011เป็นที่พูดความเสื่อมถอยทางอุดมการณ์ของคนรุ่นเก่าอันเป็นสาเหตุจากความ ‘เชื่อง’ ต่อระบบที่เพิ่มขึ้นตามการณ์อายุและประสบการณ์ที่มากขึ้น และมีบ้างที่เปลี่ยนไปอยู่ในฝ่ายที่ตัวเองเคยต่อต้าน กับ การรับไม้ต่อในการสานอุดมการณ์ของคนรุ่นใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝันและความเป็นนักอุดมคติของคนหนุ่มสาว โดยเปรียบเปรยผ่านนิยามของความเป็น ‘สถาปนิก’ และตั้งคำถามกับคนฟัง คุณจะเลือกเป็นอะไรระหว่างจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่กดขี่ที่คุยเคยต่อต้านมาตลอดชีวิต หรือ คุณจะเลือกที่จะออกแบบชีวิตและสังคมในแบบที่คุณต้องการ



    Do you care to be the layer of the bricks that seal your fate

    Or would you rather be the architect

    Of what we might create? 




    ภูมิจิต - ด้วยความเคารพ 





    อาบน้ำร้อนมาก่อนใช่แปลว่าอาบมากกว่า 

    อาบน้ำร้อนมาก่อนก็ไม่ได้อาบมากกว่า



    น่าจะเป็นอีกเพลงที่เหล่านักฟังเพลงนอกกระแสบ้านเราจะนึกถึงเวลาที่เกิดสถานการณ์ที่เกี่ยวความขัดแย้งทางการเมืองและความขัดแย้งทางความคิดระหว่างเจเนอเรชั่น ผมรู้สึกว่าเพลงนี้สามารถ capture อารมณ์ความรู้สึกตรงนี้ของคนรุ่นใหม่ได้ดีทีเดียว เชื่อว่าพอว่าเลื่อนมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะยังกังขาอุดมการณ์ทางการเมืองของวงและวิจารณญาณของผู้เขียน เพราะ ‘ภูมิจิต’ คือหนึ่งวงที่เคยขึ้นเวทีและสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เป็นตัวแปรสำคัญและนำไปสู่การรัฐประหารปี 2549 จุดเริ่มต้นของปัญหาวิฤกตทางการเมืองและความคิดที่ส่งผลร้ายเรื้อรังยาวนานจนมาถึงปัจจุบัน สิ่งผมอยากจะบอกว่า ผมไม่รู้หรอกว่าจริงๆ ตอนนั้นพวกพี่ๆ มีมุมมองและความคิดเห็นทางการเมืองเป็นอย่างไร และ ปัจจุบัน พวกพี่ๆ จะคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไร ผมเชื่อว่าคนเปลี่ยนได้ และเราทุกคนก็เปลี่ยนแปลงกันอยู่ตลอดทั้งทางความคิดและทางกายภาพ สิ่งสำคัญที่สุดคือเพลงนี้น่าจะเป็นตัวแทนความคิดของคนรุ่นใหม่ต่อความเป็นไปปัจจุบันได้ดีทีเดียว ดังนั้นมันคือเพลงที่ควรค่าแก่การฟังครับ



    อำนาจในมือของเธอ เธอต้องดูแลมันเอง

    ผู้คนในมือของเธอ เธอต้องดูแลมันเอง

    ระบบในมือของเธอ เธอต้องดูแลมันเอ๊งง

    เพียงแค่เธออย่าหลอกตัวเอ๊งงงงงงงงงงงงงงงง




    The Clock - ผู้ยิ่งใหญ่





    ถูกผิดไม่ต้องสนใจ จะบ้าและยำสิ่งใดใครก็ยอม

    และฉันต้องทนโง่งมงาย ให้เขาผู้ยิ่งใหญ่ที่ใครก็ยอม



    มาพูดถึงวงฝั่งอีสานบ้านเราสักหน่อยละกัน กับ ‘The Clock’ วงร๊อกจากจังหวัดขอนแก่นที่อยู่ในซีนมาค่อนข้างยาวนานที่นำโดย ‘เดอะ มู๋’ หัวหน้าใหญ่แห่งร้าน ‘แล้วแต่...กะเพราแท้ระดับโลก เฮ้ยย’ อันโด่งดังและหนึ่งผู้ผลักดันซีนดนตรีนอกกระแสในจังหวัดขอนแก่นและฝั่งอีสานมาอย่างยาวนาน 


    สำหรับเพลง ‘ผู้ยิ่งใหญ่’ ที่เขียนขึ้นเหมือนเป็นการตัดพ้อในฐานะผู้ถูกกระทำและจำยอมจากอิทธพลหรือผู้ที่อำนาจเหนือกว่า  



    อยากทิ้งทุกๆสิ่ง อยากทิ้งทุกๆอย่าง

    อยากหนีทุกเรื่องราวที่เลวร้าย

    สุดท้ายก็ต้องทน สุดท้ายก็ต้องยอม ให้โดนทำร้าย

    ถ้อยคำน้ำลาย เจ็บช้ำเท่าไร ยังคงต้องยอม




    Big Ass - ยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก





    มีใครอยากโดนรังแก

    มีใครอยากเจอนิสัยแย่แย่

    ของคนที่ยิ่งใหญ่



    โอเพนนิ่งแทร๊คจาก ‘Seven’ หนึ่งในอัลบั้มมาสเตอร์พีชของวงการดนตรีไทยและเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของวง ‘Big Ass’ ที่วัยรุ่นยุค 2000’s ร้องกันได้ทั้งบ้านทั้งเมือง คงไม่ต้องพูดอะไรมากกับวงดนตรีวงนี้ การเลือกใช้คำโคตรสุดยอด โคตรสละสลวย สมกับเป็นหัวหน้าทีมนักแต่งเพลงอันดับต้นๆ ของเมืองไทย


    สำหรับ ‘ยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก’ น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำเรื่องหนักๆ มาเล่าผ่านมาเพลงได้อย่างลงตัวและสละสลวย ซึ่งพบเห็นได้ไม่บ่อยในบทเพลงภาษาไทยที่มีโครงสร้างทางภาษาและทำนองที่ค่อนข้างฟิกซ์ทั้งเสียงวรรณยุกต์และการลงสัมผัส เนื้อหาของเพลงผู้เขียนขอสรุปๆสั้นละกันครับ ‘หยุดคุกคามประชาชน’



    แค่ขอให้มองดีๆ ชีวิตของคนมีค่า

    อย่างน้อยทุกคนยังต้องพึ่งพากันไป




    Saosin - Voices





    We speak in different voices

    When fighting with the ones we've loved



    เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า 99.99% ของใครที่เกิดและโตทันเป็นวัยรุ่นในยุค My Space และยุคสมัยดนตรีอีโมรุ่งเรือง ต้องเคยได้ยินเพลง ‘Seven Years’ บทเพลงโคตรฮิตระดับมาสเตอร์พีชของ ‘Saosin’ โพสฮาร์ดคอร์ตัวพ่อผู้ที่เป็นเหมือนต้นแบบซาวน์อีโมสายโหด อีพี ‘Translating The Name’ คือพิมพ์เขียวที่วางรากฐานและให้แนวดังกล่าวเติบโตและแข็งแรงจนกลายเป็นแบบที่เป็นและยังทรงอิทธิพลต่อวงในยุคต่อไป


    ‘Voices’ หนึ่งในเพลงฮิตจากอัลบั้มเต็มชุดแรกของวง เป็นเพลงที่ว่าด้วยความขัดแย้งและความรุนแรงในครอบครัว นอกจากสิทธิเสรีภาพการแสดงออกอย่างอิสระ อีกสิ่งหนึ่งที่สังคมไทยในตอนนี้ตอนการมากที่สุด คือการมี ‘ความเห็นอกเห็นใจในกันและกัน’ ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝั่งไหนของความขัดแย้งนี้ อย่าให้อุดมการณ์และหลักการทางการเมืองมาทำลาย ความรัก มิตรภาพ และครอบครัว โปรดอย่าลืมว่านี่คือความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง เราออกมาต่อสู้กับตัวระบบ ไม่ใช่ตัวบุคคล และบุคคลในที่นี้บางครั้งคือ เพื่อนสนิทของท่าน รุ่นพี่/รุ่นน้องที่ท่านนับถือ หรือคนในครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราเองนั่นแหละ ตลอดหลายปีของความขัดแย้ง ผมเชื่อว่าทุกคนคงเห็นเหตุการณ์ทำนองนี้มาตลอดอยู่แล้ว มีบ้างถึงขึ้น เลิกคบ เลิกนับญาติ ตัดพ่อ ตัดลูกกันก็มี อยากให้คุยกันดีๆ ครับ 



    We speak in different voices

    Why can't we say what we're thinking of?




    Pru - เพื่อนเอ๋ย





    คนที่รักเธอยังมี และคนที่หนีก็คงเจอ

    แต่ไม่ว่าเป็นยังไง ตราบใดที่ใจของยังมีหวัง



    เป็นอีกเพลงที่ชอบและได้ยินมานานแล้วแต่เพิ่งมาเข้าใจความหมายของมันจริงๆ ก็ตอนที่มีโอกาสได้ดูมิวสิกวีดีโอ เสียดายวง ‘Pru’ มีอายุสั้นไปหน่อย และอัลบั้ม ‘ZERO’ คืออัลบั้มที่โคตร underrated ของวง อยากมีโอกาสได้ดูวงพรูแสดงสดสักครั้ง 


    ผู้เขียนได้ยินเพลง ‘เพื่อนเอ๋ย’ เป็นครั้งแรกตอนช่วงเรียนมัธยมจากภาพยนตร์กึ่งสารคดีเรื่อง ‘Final Score ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์’ หนังที่ตีแผ่ชีวิตและการแข่งขันในระบบการศึกษาผ่านการติดตามชีวิตนักเรียนชั้นมัธยมปีสุดท้ายในภารกิจการสอบเข้ามหาลัย สิ่งที่นักเรียนทุกคนในประเทศนี้ต้องเผชิญ ‘เพื่อนเอ๋ย’ ถือเป็นบทเพลงให้กำลังใจอีกหนึ่งเพลงที่เหมาะกับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต และเป็นหนึ่งในเพลงไทยเพลงโปรดตลอดกาลของผู้เขียน ผมเพิ่งมาเข้าใจจริงๆว่าเพลงนี้เขาพูดถึงและได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์การลุกฮือของนักศึกษาและประชาชนในเหตุการณ์ 14 และ 6 ตุลาคม เอาเมื่อตอนที่ได้ดูมิวสิกวีดีโอ ในการเดินทางตามความฝัน ไม่ว่าจะเป็นฝันส่วนตัวหรือฝันเพื่อส่วนร่วม แน่นอนว่าเราจะต้องเจอทั้งความยากลำบาก ต้องล้ม ลุก คลุก คลาน หรือเสียใครไประหว่างทาง และบางครั้งสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้รู้สึกหวั่นไหว เศร้าใจ หม่อนหมอง และ หวาดกลัว ‘เพื่อนเอ๋ย’ เป็นเพลงที่ฟังแล้วจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนมีเพื่อน หรือรุ่นพี่สักคนเดินมาตบไหล่แล้วบอกกับเราว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว ยังไงเราจะคอยจะคอยยืนอยู่เคียงข้างและโอบอุ้มเธออยู่เสมอไม่ไปไหน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ช่างเป็นเพลงที่อบอุ่นหัวใจอะไรเช่นนี้

      


    ชั้นก็ขอเป็นกำลังใจให้เธอ ได้พบกับวันที่รอมาเสมอ

    ขอเพียงแค่เธอ เข้าใจในทางที่เดินอยู่ และมั่นใจว่ามันถูกก็พอ




    TaitosmitH - Amazing Thailand





    หนึ่งในวงดนตรีสัญชาติไทยรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรงที่สุดในทศวรรษนี้ ด้วยความครบเครื่องของ ‘ไททศมิตร’ ทั้งภาคดนตรีที่แข็งแรงที่หยิบสิ่งดีที่สุดจากวงดนตรีในยุคก่อนๆนำมาตีความและนำเสนอใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย โปรดักชั่นน์สุดเท่ห์และสเตจพรีเซนต์เตชั่นสุดครีเอทแต่ใครๆก็รีเรทกับวงได้ บวกกับสตาร์พาวเวอร์ของ ‘จ๋าย’ ฟอร์นต์แมนและกระบอกเสียงของวงที่ผสมศาสตร์และศิลป์การเล่าเรื่องแบบละครเวทีเพื่อบอกเล่าความรัก ความฝันของคนเดิน และความระยำตำบอนของสังคมไทย ทั้งหมดทั้งหมดนี้ ผู้เขียนขอทำนายไว้ตรงนี้ว่านี่คือวงดนตรีในคำพยากรณ์ที่ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อรับไม้ต่อจากวงดนตรีอย่าง ‘Bodyslam’ และ โคตรพ่อโคตรแม่แห่งวงดนตรีเพื่อชีวิต ‘คาราบาว’ ยังไม่ต้องเชื่อผมตอนนี้ แต่อยากให้ลองไปดูพวกเขาเล่นสดสักครั้ง แล้วจะเข้าใจจริงๆว่าทำไมผมถึงคิดแบบนี้     


     ‘ไทยแลนด์ ดินแดนมหัศจรรย์ว่ะ’ มหัศจรรย์จริงๆ ขอแค่มีเงินและอำนาจคุณก็สามารถทำห่าอะไรก็ได้ ในขณะที่คนมีไม่มากยังคงถูกย่ำยีไร้สิทธิ์เสียงและโดนกระทืบซ้ำๆ ในทุกๆ วัน Amazing Thailand สมที่เขาว่าจริงๆครับ




    Thaitanium - R.A.S





     Resistin’ against da system 

    พวกมึงที่ไม่เข้าใจมึงก็ควรจะ listen

    ตื่นเถิดชาวไทย อย่ามามัวนั่งคิดสั้น

    เพื่อประชาธิปไตยมึงก็ควรจะลุกขึ้น



    สำหรับนักฟังเพลงชาวไทยจนมาถึงวันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก ‘Thaitanium’ วงดนตรีฮิอปฮิปไทย-อเมริกัน ที่เป็นทั้งผู้บุกเบิก กรุยทางและสร้างรากฐานอันแข็งแรงให้กับดนตรีและวัฒนธรรมฮิปฮอปในประเทศไทยจนเติบโตแข็งแรงจนกลายเป็นปรากฎการณ์ทางสังคมอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ไทย ฮิปฮอป จะไม่มีวันเป็นแบบที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ได้เลยถ้าปราศจากไทเทย์เนี่ยม พวกเขาคือนักปฏิวัติทางดนตรีที่แท้จริง


    ‘R.A.S’ ย่อมาจาก Resistin’s against the system เว่ากันซื่อๆ คือ ต่อต้านระบบ ผลงานอัลบั้มเต็มชุดที่ 2 ที่วางจำหน่ายตั้งแต่ปี 2004 ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายทั้งในแง่ยอดขายและคำวิจารณ์ มีเพลงฮิตที่ร้องกันได้ทั่วบ้านทั่วเมืองอยู่หลายเพลงไม่ว่าจะเป็น ‘Yak Lai’ , ‘Just Holla’ , ‘Hey Girl’ นอกจากคุณูปรการทางดนตรีที่มากมหาศาล ‘R.A.S’ แทร๊คเปิดและชื่อเดียวกับอัลบั้มยังเป็นเหมือน statement ที่ประกาศก้องให้โลกได้รู้ว่า พวกกูนี่แหละ คนรุ่นใหม่ พวกกูนี่แหละที่จะมาเปลี่ยนแปลงสังคม     



    ไม่เห็นต้องกลัวความจริง ในประเทศมีอะไรไม่แฟร์เยอะ

    บอกให้เขาได้ยิน Tell Them What you think !

    บอกเขาเลย เราก็มีสมอง เราก็มีความคิด

    Why do you think Thaitay still reisst !

     



    My Chemical Romance - Welcome To The Black Parade





    He said ‘Son, When you grow up

    Would you be the savior of the broken,

    the beaten, and the damned ?’


    การต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวาน หรือ เมื่อ 6-7 ปี ในตลอดประวัติศาสตร์ภาคประชาชน ประเทศไทยมีการลุกฮือขึ้นมานับครั้งไม่ถ้วน ถ้านับเฉพาะเหตุการณ์ใหญ่ๆ ตามที่ปรากฎในตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ก็เห็นจะมี 5 เหตุการณ์ และ มี การบาดเจ็บ ล้มตาย สูญหาย 4 เหตุการณ์ ได้แก่ 14 ตุลาคม 2516 , 6 ตุลาคม 2519 , เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 และ การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ปี 2553 ประวัติศาสตร์เหล่านี้กำลังบอกอะไรกันหรือ สำหรับผม การต่อสู้จากรุ่นสู่รุ่นเป็นเครื่องยืนยันและย้ำเตือนว่าพวกเราไม่เคยหยุดฝันถึงสังคมที่มีอิสรภาพ มีความเสมอภาค และยุติธรรม ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร การมาถึงของคณะประชาชนปลดแอกและการลุกฮือของประชาชนในยุคปัจจุบันคือการสืบต่อเจตนารมณ์และความฝันของคนในรุ่นก่อนหน้าอันเป็นผลพวงทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่บรรพชนรุ่นก่อนเป็นผู้สร้าง จึงเป็นหน้าที่ของคนยุคเราที่จะต้องไปต่อ และทำความฝันนี้ให้สำเร็จให้ได้ 



    We’ll carry on , we’ll carry on

    And though you’re dead and gone, believe me

    your memory will carry on




    ONE OK ROCK - We Are





    ‘Anything they say will never break our hearts of gold’



    การเคลื่อนทางการเมืองโดยภาคประชาชนในครั้งนี้มีคนรุ่นใหม่เป็นกำลังหลักและศูนย์กลางโดยผ่านการคิดตริตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วจึงตัดสินใจลงถนน ที่ผู้เขียนใช้คำว่าตริตรองอย่างถี่ถ้วนนั้นหมายถึง คนเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ เป็น นักเรียน นิสิต นักศึกษา มองไม่เห็นทางเลือกอื่นที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อไปสู่อนาคตที่ดีได้ แต่ทำไมคนเหล่านี้มองไม่มีทางอื่นแล้วล่ะ เพราะพวกเขาลองกันมาทุกทางแล้ว พวกเขาเคย ‘อดทน’ ใครบางกลุ่มที่ปากพร่ำบอกแต่ว่าจะทำ ‘ตามสัญญา’ สัญญาว่าจะยืนเคียงหยัดเคียงข้างประชาชนแต่กลับถูกทำให้รู้สึก ‘โดดเดี่ยว’ พวกเขาเคยต่อสู้ด้วยวิธีในระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างไม่ยุติธรรมและผลลัพธ์คือ การที่รัฐโยนตัวแทนที่ถูกเลือกโดยพวกเขาออกจากสภาผู้แทนราษฏรผ่านสิ่งที่เรียกว่า ‘ระบบ’ ความอดทนของพวกเขาจึงถึงจุดสิ้นสุด การลงถนยคือหนทางสุดท้ายแล้วจริงๆ สำหรับคนที่ไม่เชื่อว่าบ้านเมืองนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ ไม่เป็นไร สำหรับคนที่ยังเชื่อ ผู้เขียนอยากใช้พื้นที่ตรงนี้ขอร้องให้คุณก้าวเท้าออกจากบ้านและเป็นส่วนหนึ่งที่จะนำแสงสว่างกลับมาที่ประเทศแห่งนี้อีกครั้ง คนรุ่นใหม่คืออนาคตของพวกเราทุกคน



    We are the colors in the dark. 




    _____________________________________________________________________________________________________






    เรามาตามสัญญา ขอนแก่นมาแล้ววว

    จัดม็อบไล่ แม่งเลย!!

    20 สิงหาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 17:00 น.เป็นต้นไป

    ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (ศาลหลักเมือง) จ.ขอนแก่น

    ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ

    เราจัดหนัก จัดใหญ่ จัดไปแบบ เบิ้ม เบิ้ม !!!


    #ขอนแก่นพอกันที

    #ให้มันจบในรุ่นเรา


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in