os,sf whatevergreenasavocado
YOUR DOG LOVES YOU
  •            คืนที่สามแล้วที่ไม่ได้ติดต่อกับแทยง จอห์นนี่ไม่ได้ตามหา แค่ยังเห็นว่ารถของแทยงหายไปแล้วกลับเข้ามาจอดตรงที่จอดประจำของตัวเองในทุกๆวันแค่นั้นก็ทำให้เขาสบายใจว่าอีกคนยังอยู่ดี

               แทยงหายออกไปนานเป็นพิเศษในคืนนี้ จอห์นนี่นั่งเล่นแล็ปท็อปไปเรื่อยๆพลางชะเง้อออกไปนอกหน้าต่างที่ถ้ามองไปด้านล่างจะเห็นทางเข้าลานจอดรถพอดี

               จอห์นนี่หวังว่าจะได้เห็นรถsuvขนาดกลางของแทยงเลี้ยวเข้าไปตรงที่จอดในเร็วๆนี้ เขาจะได้เข้านอนอย่างสงบเสียที

    สัญญาณน้องหมาที่บอกว่าจะภักดีเราจนวันสุดท้ายของชีวิต

               

               เพื่อนสักคนในคณะแชร์ลิ้งค์บทความ หรืออาจจะเปน clickbait แต่ถึงอย่างนั้น จอห์นนี่ก็กดเข้าไปอ่านอยู่ดี

                    ไม่ว่าใครก็คงอยากให้น้องหมาซื่อสัตย์ รักเรามาก ๆ กล้ากระโดดมาขวางอันตราย ขวางลูกกระสุน คอยเดินอารักขาอยู่ข้าง ๆ ไม่ห่างไปไหน เวลาเราป่วยก็คอยอยู่ดูแล ช่วยเหลือได้ตามคำสั่งหยิบของมาให้....แม้ที่บอกไปออกจะดูเป็นน้องหมาอุดมคติไปสักหน่อย แต่เชื่อเถอะค่ะ มีน้องหมาทำอย่างนั้นได้จริง ๆ เพียงแต่เราในฐานะเจ้าของจะต้องเป็นผู้สร้างความรัก ความซื่อสัตย์ ภักดีของน้องหมาจากการฝึกฝน ให้น้องหมาอยู่ในระเบียบวินัย และยอมรับว่าเราเป็นจ่าฝูงนั่นเอง


        มาดูกันค่ะว่า น้องหมาที่เราดูแล ฝึกฝนมาตลอดชีวิตของเขา มีสัญญาณอะไรบ่งชี้บ้างนะว่าจะอยู่กับเราไปจนชีวิตพวกเขาหมดลง...


    1.        เชื่อฟังคำสั่ง


            ‘จอห์น ปิ้งหมูให้หน่อย’

            ‘อือ’

            ‘ไปกดน้ำด้วย’

            ‘น้ำไร’

            ‘ชาเขียว ได้ไหม’

            ‘เออ’

            จอห์นนู่น จอห์นนั่น จอห์นนี่ จอห์นๆๆๆ จนตัวเองแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำนอกจากคีบเข้าปาก แต่ก็ยังดีที่ลีแทยงมีน้ำใจป้อนเขาบ้าง แต่ก็ครั้งสองครั้งเท่านั้นเอง


    2.        คอยตามเราไม่ห่าง


    จอห์นนี่ลุกออกจากห้องมาทันทีที่เห็นว่าแทยงนั่งก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์อยู่คนเดียวที่โต๊ะอ่านหนังสือหน้าห้องเรียน

    ‘เอ้า ไม่เรียนเหรอ’

    ‘เรียนดิ’

    ‘แล้วมานั่งทำบ้าอะไรอยู่กับกูตรงนี้’

    ‘ก็เห็นมึงนั่งคนเดียว’

    ‘กูชิว อยู่ได้’

    ‘’งั้นก็ถือว่ากูอู้ละกัน ขี้เกียจเรียนแล้ว’


          'ไปไหนอะ’

          ‘กินข้าว’

          ‘เดี๋ยวไปส่ง’

         

    ‘ไปไหนอะ’

         ‘ห้องน้ำ’

         ‘เดี๋ยวไปส่ง


    3.        เมื่อจ้องมองตาจะหลบสายตาเรา


    ‘อยู่นิ่งๆก่อนดิ ไม่งั้นเพื่อนกูวาดไม่ได้นะ’ จอห์นนี่ถูกขอให้ไปเป็นแบบวาดภาพให้เพื่อนของแทยงที่อยู่คณะศิลปะกรรม

    ‘แล้วมึงจะไปนั่งข้างเพื่อนมึงทำไม’

    ‘เอ้า กูก็อยากดูด้วยอะ’

    ‘ออกไปจากห้องเลยไป’ไม่งั้นเพื่อนของแทยงก็คงจะวาดรูปตาของจอห์นนี่ไม่ได้สักที


    4.        รับรู้อารมณ์ของเราที่เปลี่ยนแปลง


    ‘ช่วงนี้เป็นไร’

    ‘เปล่า’

    ‘มึงดูไม่แฮ้ปปี้เท่าที่ควร’

    ‘ดูออกเลยเหรอ’

    ‘เออ เป็นไร’

    ‘ปลาทองตาย’


    5.        ปกป้องเมื่อมีคนจะเข้ามาทำร้ายเรา


    ก็อาจจะเป็นตอนที่แทยงไปกวนตีนใครสักคนในผับเข้าจนโดนเอาเรื่อง แต่สุดท้ายแล้วจอห์นนี่ก็ซัดฝ่ายตรงข้ามจนไปหยอดน้ำข้าวต้มอยู่ที่โรงพยาบาล



    6.        มีภาษากายสื่อสารว่าสุขใจที่ได้อยู่ร่วมกัน


    ยิ้มกว้างๆแบบที่ปกติไม่เคยทำนี่นับมั้ยนะ



    แปลกดี พฤติกรรมที่จอห์นนี่เป็นอยู่มันคือหมาชัดๆเลย



    -your dog loves you-



               (อยู่ไหน)

               “ห้อง ว่าไง” เสียงแหบแห้งนั่นบอกกับปลายสายได้เป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายยังไม่ตื่นดี ก็แหงล่ะ ตีห้าของวันเสาร์ ใครจะอยากตื่นกัน

               (โทรไปปลุกเหรอ โทษที นอนต่อเหอะ) ถามจริง ลีแทยง

               จอห์นนี่กลอกตาขึ้นข้างบน สูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดแล้วพ่นออกมาแรงๆ “กูตื่นแล้ว ว่าไร”

               (โลกหมุน ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว)

               “ไปทำไรมา”

               (กินเหล้า)

               “รออยู่นั่นอะ คีย์การ์ดอยู่ที่เดิมเปล่า”

               “ไม่อยู่ เดี๋ยวปลดล็อคไว้ให้”

               “เดี๋ยวไปละ”

               “อือ”

               จริงๆแล้วถึงมีจอห์นนี่อยู่ด้วย ไอ้อาการโลกหมุนก็ไม่ได้หายไปหรอก เพียงแต่ว่าแทยงต้องการคนอยู่ด้วย แล้วก็ลูบหลังตอนอ้วกเป็นครั้งคราวเท่านั้นเอง

               จอห์นนี่คว้าที่คาดผมมาคาดเข้าที่หัวตัวเองเพราะผมหน้าทิ่มตาจนน่าหงุดหงิด คว้าโทรศัพท์กับคีย์การ์ดห้องตัวเองแล้วเดินไปที่ทางเชื่อมไปตึก B ของคอนโดโครงการเดียวกัน

               ปกติแล้วการเดินบนทางเชื่อมตึกในตอนมืดไม่ใช่วิสัยของคนตัวสูงเลยสักนิด ไม่รู้ว่าเงยหน้าไปจะเจออะไรบ้าง แล้วถ้ามองลงไปด้านล่างจะเจอใครแหงนหน้ามายิ้มให้หรือเปล่า มันสะดวกดีก็จริง แต่ถ้าไม่รีบจอห์นนี่ยอมเปลืองแรงในการลงลิฟท์ เดินไปอีกตึก แล้วขึ้นลิฟท์ไปที่ห้องแทยงแบบนั้นจะดีกว่า

               ตัวปัญหานอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นหน้าห้องน้ำดูทุเรศสิ้นดี และถึงแม้ว่าจะโดนผู้มาใหม่ใช้เท้าเขี่ยยังไงก็ไม่ยอมขยับตัวเลย

               

               “จอห์น มึงเหรอ”

               “เออ”

               “เงยหัวไม่ได้ ไม่งั้นอ้วกพุ่ง ต้องอยู่ท่านี้” แทยงพูดอธิบายด้วยเสียงอู้อี้

               “หมอนมั้ยล่ะงั้น”

               “ขอหมอนเน่า” หมอนข้างใบเล็กถูกโยนลงไปที่ข้างหัวแทยงแทบจะทันทีที่พูดจบ “ขอมึงด้วย มานั่งตรงนี้” นิ้วผอมจิ้มลงที่พื้นข้างๆหัวตัวเอง

               “...” และในเมื่อหลวมตัวมาแล้วจอห์นนี่จะพูดอะไรได้นอกจากทำตามที่คนเมาสั่ง

               มือแทยงขยับขึ้นอีกครั้ง ปัดป่ายไปทั่วบริเวณแล้วถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด

               “อะไร”

               “หามึงอะ ทำไมต้องนั่งไกล”

               “แล้วทำไมต้องนั่งใกล้”

               “เพราะกูอยากให้มึงอยู่ใกล้ๆไง โง่”



    -your dog loves you-



               เป็นครั้งที่ล้านแล้วที่แทยงมายืนเล่นโทรศัพท์โง่ๆอยู่ที่ข้างรถของจอห์นนี่อย่างไม่บอกกล่าว ซึ่งนั่นก็แปลว่า แทยงจะขอติดรถไปมหาลัยด้วย

               จอห์นนี่รู้จักแทยงก็ครั้งแรกที่มหาลัย ที่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็ขอไม่รู้จักจะดีกว่า ไม่ใช่เพราะจอห์นนี่เกลียด แต่จอห์นนี่ชอบแทยงมากเกินไปต่างหาก

               เป็นความชอบที่ถูกใช้ไปโดยสิ้นเปลืองโดยไม่ได้อะไรกลับมาซักนิด

               “แล้ววันนี้เลิกกี่โมง”

               “สองครึ่ง แต่ประชุมโปรเจ็กจบต่อ”

               “เออ”

               “มึงอะ”

               “พอกันอะ เลิกแล้วก็โทรมา”

               ซะเมื่อไหร่ จอห์นนี่มีเรียนแค่คาบเดียวในตอนเช้า เลิกเรียนตั้งแต่เก้าโมงครึ่งแล้วต่างหาก จอห์นนี่ไม่พูดเพราะไม่อยากให้แทยงมองว่ามันเป็นเรื่องลำบาก หรือมาเกรงใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ กับแทยง ไม่มีอะไรลำบากเลยซักนิดเดียว

    “จอห์น มึงว่าพี่คริสตัลนิเทศสวยมั้ย”

               “ห้ะ ใครนะ”

               “คริสตัล จองซูจองไง ที่เป็นดา..”

               “ถ้าสวยหรือไม่สวยแล้วจะทำไม” คนตัวสูงพูดตัดหน้าก่อนที่ลีแทยงจะพาออกนอกเรื่อง หยุดการเดินข้างๆกันมาเป็นเดินล้ำหน้าไปเล็กน้อยแล้วหันกลับมาเท้าสะเอวมองคนตรงหน้า

               “ทำไมต้องดุวะ”

               “มึงมีอะไรพูดมาตรงๆเลยดีกว่ามั้ง”

               “อือ ก็กูได้ไลน์มา.. ว่าจะจีบ.. มั้ง” ให้ตาย ซื้อหวยทำไมไม่ถูกแบบนี้บ้าง

               จอห์นนี่ตบเข้าที่หน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ ลูบหน้าแล้วเสยหน้าม้าขึ้นแรงๆ ถอนหายใจใส่คนตรงหน้าจนหน้าม้ากระพือแล้วเริ่มต้นพูด “จะพยายามหาแฟนเป็นผู้หญิงอีกกี่ครั้งลีแทยง”

               “อ้าว ก็เป็นผู้ชาย คบผู้หญิงมันเป็นเรื่องที่ต้องพยายามตรงไหน”

               “มึง.. นี่มึง.. เฮ้อ”

               “เป็นกำลังใจให้กูซี่.. พี่เค้าสวยมากเลย แค่นึกถึงใจกูก็เต้นแล้วเนี่ย”

               “มึงคิดอะไรอยู่ถึงมาเล่าเรื่องแบบนี้ให้กูฟัง”

               “ดึงหน้าทำไมเนี่ย กูจะมีแฟนนะ ไม่ตื่นเต้นกับกูเหรอ”

               “มึงก็รู้ดีว่าทำไม แทยง”

               “มึงแค่สับสน เชื่อกูดิ เดี๋ยวมีคนสวยๆตรงใจมึงเข้ามามึงก็เลิกคิดแบบนี้แล่ว”

               “จิ๊”

               ลีแทยงกล้าดียังไงถึงคิดแทนคนอื่นได้เป็นตุเป็นตะขนาดนี้ จอห์นนี่ไม่ใช่คนป๊อด และแน่นอนว่าคำว่า ชอบแทยง ถูกพูดออกไปร้อยล้านครั้ง แต่สุดท้ายคำตอบก็เหมือนเดิม ‘มึงกำลังสับสน’ ‘มึงเมาแล้ว’‘มึงควรออกไปเจอสาวๆบ้าง เพราะขลุกอยู่กับกูถึงได้คิดว่าตัวเองชอบกูแบบนี้’ ‘มึงลองไปคิดดูใหม่อีกสักทีนะว่าชอบกูแบบไหน’

            จอห์นนี่ล่ะอยากจะตะโกนจนสุดเสียง ว่าก็คิดจนไม่รู้จะคิดยังไงแล้วไหมวะ สุดท้ายคำตอบมันก็แบบเดิมเนี่ย คิดว่าอยากชอบนักหรือไง น่าเบื่อ


               ‘กูเลิกแล้ว กลับเองนะ’ และนี่ก็คงเป็นวิธีเอาคืนที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่จอห์นนี่พอจะทำได้แล้วล่ะมั้ง



    -your dog loves you-



              Rrr Rrrr

              ‘YUTA’

               

               “ไร”

               (มาดูเพื่อนมึงเร็ว)

               เสียงดังที่ลอดออกมาตามสายนั้นทำให้เดาได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน

               “มันทำไม”

               (เมาเละเป็นหมาเลย โอ้ย แทยง!มึงนั่งดีๆดิวะ)

               จอห์นนี่ถอนหายใจกลอกตามองบนด้วยอินเนอร์ที่แรงที่สุดในชีวิตอีกครั้ง ลีแทยงนี่ลีแทยงจริงๆ ทำไมถึงต้องทำตัวให้เป็นห่วงตลอดเวลาก็ไม่รู้

               “ที่ไหน”

               (90’s)

               “กระแดะไปไกลกันทำไมเนี่ย”

               (เออน่า อย่าเพิ่งบ่น.. ให้ไวเลย! มันจะขึ้นโต๊ะแล้วโว้ย)

               “อือ”

               กระแทกเท้าไปแต่งตัวให้พอไม่น่าเกลียด คว้ากระเป๋าเงิน กุญแจรถ แล้วออกจากบ้านอย่างเร่งรีบ รับรู้ได้เลยว่าคิ้วที่ขมวดตลอดทางนี้จะกลายเป็นริ้วรอยที่มาถึงไวกว่ากำหนดในอนาคต

               การรักคนชื่อแทยงนี่นอกจากจะทำให้ถอนหายใจบ่อยจนอายุสั้นไปเป็นร้อยปีแล้วก็ยังทำให้ไม่หล่ออีกต่างหาก จอห์นนี่อยากจะวกรถไปฟ้องแม่จริงๆเลยว่าลูกชายคนเดียวของเธอใจพรุนไปหมดแล้ว โดยคนที่เธอเอ็นดูนักเอ็นดูหนาคนนั้น

               

               กว่าจะมาถึงแทยงก็หมดแรงสลบลงไปบนโซฟาตัวยาวแล้ว เสื้อผ้าเปียกเลอะไปหมด คงอ้วกจนต้องล้างตัวอีกแล้วแน่ๆ

    “ใครให้มันกินเยอะขนาดนี้” กวาดสายตาคาดโทษสมาชิกทุกคนบนโต๊ะ

               “เชี่ย ดุเหมือนหมา”

               “กูได้ยินนะ”

               “แงง กูผิดไปแล้ว ขอโทษจ้า”

               “แต่ไม่มีใครบังคับมันเลยนะ กระดกเอาๆอยู่คนเดียว พอกรึ่มแล้วถึงโทรชวนพวกกูมาเนี่ย” แปลว่ามานั่งคนเดียวงั้นเหรอ? ลีแทยงเนี่ยนะ

               “จริงๆนะมึง” โดยองเสริมขึ้น “พอกูมาถึงถามว่ามึงไปไหน ทำไมมาคนเดียว มันก็บอกว่ามึงเกลียดมันแล้วๆ มันเสียเพื่อนรักไปแล้ว อะไรก็ไม่รู้”

               “ถามจริงๆ พวกมึงทะเลาะอะไรกันอ่ะ”

               “เฮ้อ.. ไม่ได้ทะเลาะ”

               “แล้ว..”

               “กูแค่เซ็งๆมัน ก็เลยไม่อยากคุยด้วย”

               “มีอะไรไม่คุยกันดีๆวะ”

               “กูก็ดีทุกครั้งอ่ะ มีแต่มันนั่นแหละ”

               “อือ กูเข้าใจละ”

               เพื่อนทุกคนรู้ ไม่สิ แทบจะทุกคนในมหาลัยรู้ว่าจอห์นนี่รักลีแทยงแค่ไหน แล้วก็คงมีคนมองออกว่าแทยงก็ชอบจอห์นนี่ไม่ต่างกัน เพียงแต่แทยงควรกินน้ำมันตับปลาเยอะๆ

               “อือ”

               “จะพามันกลับเลยป่ะ”

               “ให้มันหลับไป กูจะแดกต่อ มาทำให้กูเสียใจดีนัก นอนให้ยุงหามไปเถอะมึง” พูดประชดประชันใส่ร่างไร้สติหัวสีชมพู เดินไปยกหัวอีกคนขึ้น สอดตัวเองลงไปนั่ง แล้วให้หัวกรังๆนั่นหนุนตักแทน

               “กูล่ะยอมใจในความรักของมึงเลยจอห์นนี่”

               “อือ มีแต่แม่งเนี่ยโง่อยู่คนเดียว”

               “เอาน่า มึงก็เข้าใจมันหน่อยละกัน ต้องมีสักวันแหละ”

               “อือ กูเข้าใจ ก็เข้าใจมาตลอด”



    -your dog loves you-



    เป็นอีกครั้งที่ลีแทยงปลุกผมขึ้นมาพร้อมมุมปากที่เบะลงไปจะถึงพื้น

               

               “ให้ตายเหอะ อะไรอีกล่ะคราวนี้”

               “ปวดหัว :-(”

               “ใครบอกให้มึงกินเหล้าเยอะขนาดนั้นล่ะ ไม่มีนี่”

               “มึงอย่าดุ..”

               “เฮ้อ”

               “จอห์นนี่ ถอนหายใจใส่กูอีกแล้ว”

               “มันน่ามั้ยล่ะ”

               “กูเป็นงี้เพราะมึงเลย มึงคนเดียว”

               “ทำไม กูทำไม”

               “ก็มึงโกรธกู..”

               จอห์นนี่อยากจะตะโกนออกไปจริงๆเลยว่าถ้าโกรธลงป่านนี้ก็ไม่มานั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้หรอกโว้ย แทยงนี่มันแทยงจริงๆ ตีความอะไรผิดเพี้ยนไปหมด ไม่รู้ว่าโง่หรือไม่อยากยอมรับความจริงกันแน่

               “เฮ้อ เฮ้อ เฮ้อออออออออออ”

               “ง่ะ แต่กูปวดหัวจริงๆนะ” คิดว่าเอามือจับหัวประกอบคำอธิบายแล้วน่ารักมากมั้ง เออ ก็น่ารักไง จอห์นนี่ไม่อยากจะยอมรับเลย แต่ตอนนี้เขาตาพร่าไปหมดแล้ว

               “ลุก จะพาไปหาอะไรกิน”

               “ฮื่อ จอห์นนี่ มึงไม่เหมือนเดิม”

               “...”

               “ทำไมไม่ปลอบกูอ่ะ กูปวดหัว..ฮึก.. ปวด..จริงๆนะ” ไม่รู้ว่าแทยงร้องไห้เพราะปวดหัวหรือน้อยใจกันแน่ แต่ที่รู้คือจอห์นนี่พุ่งตัวลงไปกอดปลอบคนบนเตียงด้วยความเร็วมากที่สุดเท่าที่คนเพิ่งสร่างเมาจะทำได้

               “ไหนๆ แทยงเป็นอะไร”

               “ไม่ต้องเลย!” ถึงปากจะพูดขัดขืนแต่แขนกลับโอบรัดรอบเอวของคนตัวใหญ่ไว้แน่นไม่ต่างกัน บอกแล้วว่าลีแทยงรักจอห์นนี่จะตายไป

               “ใครมันทำแทยงร้องไห้ เดี๋ยวจอห์นนี่ไปตีๆให้เลยดีมั้ย”

               “มึง! ฮึก มึงตีตัวเองเลย” ถ้าเป็นแทยงพูด จะให้ทำอะไรก็แค่บอก ยอมทั้งนั้นแหละ “ไม่ ไม่เอาแล้ว เดี๋ยวมึงเจ็บ”



    -your dog loves you-



               ลีแทยง(เหมือนจะ)จีบพี่คริสตัลติด จากที่เคยเดินด้วยกัน ข้างๆเจ้าตัวก็กลายเป็นพี่คริสตัลแทน ส่วนเกินอย่างจอห์นนี่ก็ต้องเดินรั้งท้าย ถ้าถามว่าเจ็บมั้ย ก็นิดหน่อยค่อนไปทางชินแล้วมากกว่า

               คำถามถัดมาคือแล้วทำไมไม่ตัดใจ ทั้งเพื่อนที่ถามจอห์นนี่ จนบางทีเขาก็ต้องลองถามตัวเองบ้างเหมือนกัน แต่มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น มันไม่ใช่ความรักที่แบบจีบไม่ติดไปจีบคนใหม่ดีกว่า แต่มันต้องเป็นลีแทยง  ลีแทยงเท่านั้น

               

               “เราอยากกินร้านนี้”

               “อ้อ ได้ครับ”

               “แล้วจอห์นนี่..”

               “จอห์นโอเคอยู่แล้วครับ เนอะมึง” จอห์นนี่พยักหน้าตอบกลับไปอย่างเอือมๆ ก็ถ้าเป็นแทยงแล้วเขาจะพูดอะไรได้ ก็เหมือนเกิดมาเพื่อเอาใจแทยงอยู่แล้วนี่

               “อือ”

               “แล้วกับพี่ซึลกิเป็นไงบ้างมึงอ่ะ” จอห์นนี่ยอมมีแม้กระทั่งมีใครสักคนเพื่อให้แทยงไม่อึดอัดเวลาที่อยู่กันสามคน อย่างน้อยก็ให้แทยงเข้าใจไปคนเดียวว่าจอห์นนี่มีคนอื่นที่ชอบแล้ว

               “ก็ดี”

               “หูย เห็นเพื่อนมีความรักกูก็แฮ้ปปี้” ปี้พ่อง

               “ฮ่ะๆ”

               “แทยง เพื่อนเขินหมดแล้ว” โห มองมุมไหนว่าเขินเนี่ย เขาอยากกลอกตามองบนจะแย่


               แล้วก็ได้ทำสมใจ จอหน์นนี่ถึงกับขอมาเข้าห้องน้ำเพื่อกลอกตา ถอนหายใจแล้วขมุบขมิบปากล้อเลียนพี่คนสวยของแทยงอยู่คนเดียวหน้ากระจกในห้องน้ำเลย ทนไม่ได้จริงๆ เก็บสีหน้าต่อไปไม่ไหวแล้ว

               การกลับมาพร้อมกับเห็นภาพทั้งสองคนตักนู่นตักนี่ใส่จานให้กันไม่ได้ทำให้สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ยักไหล่เบาๆแล้วกลับไปนั่งที่เดิมก่อนที่จะมีพิซซ่าชิ้นใหญ่มาวางไว้บนจานด้านหน้าตัวเอง นี่ไงจอหน์นนี่ถึงไม่รู้สึกอะไร แทยงทำแบบนี้กับทุกคน แต่ชิ้นที่มีหน้าเยอะ หรือใหญ่กว่าชิ้นอื่น มักจะเป็นของจอห์นนี่เสมอ แทยงทำแบบนี้มาโดยตลอด มองลงมาจากดาวพลูโตยังรู้เลยว่าแทยงน่ะชอบจอห์นนี่แค่ไหน แคร์กันแค่ไหน(ยกเว้นแคร์ใจกัน) มันคงเป็นปกติเกินไปจนมองข้ามความรู้สึกตรงนี้ไปเลย


    คนตัวสูงไม่ได้มีปัญหากับพี่คริสตัลมาก่อน เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปขัดขวางหรือเกลียดกัน แต่หมั่นไส้ก็มีบ้างแบบเมื่อกี้เป็นต้น เอาเหอะ เขาหวังว่าแทยงจะรู้ตัวสักทีว่าตัวเองรู้สึกอะไรยังไงกับใครแบบไหนกันแน่ ลำพังจอห์นนี่เองน่ะไม่เท่าไหร่หรอก รอได้ ก็รอมาตลอด สงสารก็แต่คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแทยงแต่สุดท้ายไม่สมหวังนี่สิ



    -your dog loves you-



               แล้วก็เป็นอย่างที่พูดไว้ไม่มีผิด แทยงเลิกคุยกับพี่คริสตัลไปแล้วด้วยเหตุผลที่ว่า‘พี่เค้าไม่ใช่สำหรับกู’ก็แน่ล่ะ คนที่ใช่น่ะมันเขาคนนี้ต่างหาก อยากจะไปเขย่าตัวมันแรงๆให้สมองเข้าที่เข้าทางสักทีนึง

               ในเมื่อแทยงไม่มีใคร ก็ไม่มีเหตุผลที่จอห์นนี่จะต้องคุยกับพี่ซึลกิอีกต่อไป

    ทั้งๆดีลแรกมันก็คือให้จอหน์นี่ไปเป็นไม้กั้นหมาให้พี่ซึลกิ แต่บังเอิญว่าซึลกิดันคิดจริงขึ้นมาก็เลยลำบากนิดหน่อย­­­­­­­­­­­ -ไม่หน่อยหรอก มากเลยแหละ เพราะพี่ซึลกิไปขอร้องให้แทยงช่วยยังไงล่ะ

               “พี่เค้าก็ดีไม่ใช่เหรอมึง กลับไปคุยก็ไม่เสียหายอะไรป่ะว้า”

               “ก็พี่เค้าไม่ใช่สำหรับกูไง เหมือนมึงกับพี่คริสตัลอ่ะ”

               “เอ๊า ย้อนกูเฉย”

               “...”

               “แต่พี่คนนี้กูชอบ ให้ผ่านเลย ถ้าจะคบกันกูเชียร์”

               “เฮ้อ” จอห์นนี่กลอกตาแล้วถอนหายใจแรงใส่แทยงอีกแล้ว “เลิกยัดเยียดกูให้คนอื่นสักที”

               “อ้าว..”

               “กูรู้ว่าถ้าเริ่มประเด็นนี้ขึ้นมาเมื่อไหร่เราจะทะเลาะกัน”

               “...”

               “แต่ขอโทษนะ ที่กูก็ยังเป็นเหมือนเดิม ก็ยังเป็นจอห์นนี่คนเดิมที่ชอบแค่มึงอยู่ดี”



    -your dog loves you-



               เหมือนความสัมพันธ์ของจอห์นนี่กับแทยงจะพังลงด้วยตัวของจอห์นนี่เอง ด้วยคำพูดในวันนั้น หลังจากเดินหันหลังออกมาก็ไม่ได้ติดต่ออะไรกันอีกเลย จากที่แทบจะไม่มีเวลาไหนที่ห่างกัน แต่ตอนนี้จะโทรหาก็ยังไม่กล้าเลย

               จอห์นนี่รู้สึกได้เองด้วยซ้ำว่าความรู้สึกของตัวเองมันมากขึ้น อาจจะมากไปจนทำให้แทยงเริ่มอึดอัดขึ้นมาจริงๆ แต่มันก็ทำให้เขามั่นใจว่านี่มันไม่ใช่ความรักแบบเด็กๆอีกต่อไปแล้ว น่ากลัวจริงๆที่รู้ทั้งรู้ว่ามันอาจจะไม่สมหวังแต่ก็ไม่เผื่อใจไว้เลยสักนิด


               “มันเป็นไงบ้าง”

               “ไม่ได้คุยกันเลยเหรอวะ”

               “เออ จะคุยยังไงอ่ะ เจอหน้ามันกูก็จะพูดเรื่องนั้นอีกอ่ะ”

               “เวรกรรม”

               “เออ ก็เวรกรรมอ่ะดิ กูกลับไปมองมันเป็นเพื่อนไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ”

               “...”

               “หรือกูไม่เคยมองมันเป็นเพื่อนอยู่แล้ววะ โว้ย แม่งเอ้ย”

               “...”

               “หรือว่ามันก็ตั้งใจจะสื่อว่าไม่เอากูตั้งแต่แรกวะ ที่บอกว่าให้ไปคิดดูก่อนนั่นแค่รักษาน้ำใจป่ะ”

               “จอห์นนี่ มึงอย่าคิดไปเองดิ๊ ฟังละปวดหัว” โดยองหน้าเบ้ตอนฟังเพื่อนตัวสูงบ่นยาวเหยียดจบ

               เหมือนตอนนี้กลุ่มเพื่อนต้องแบ่งเป็นสองฝั่งคือจอห์นนี่กับโดยอง แล้วก็แทยงกับจองอู มันไม่สนุกเลยที่ต้องแยกกันแบบนี้ แต่ก็อย่างว่าแหละ ถ้าให้เผชิญหน้าก็คงไม่ดีอีกเหมือนกัน


               Rrrr Rrrr


               เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์แผดเสียงขึ้น ไม่ใช่ของจอห์นนี่หรอก ตั้งแต่ไม่ได้ติดต่อกับแทยง ตัวเขาเองก็แทบไม่พกเครื่องมือสื่อสารติดตัวเลย เหมือนกับว่าถ้าไม่ใช่แทยงก็ไม่อยากคุยกับใครทั้งนั้น


               “ฮัลโหล..” โดยองกดรับสายบนโทรศัพท์ของตัวเองแล้วกรอกเสียงลงไปอย่างหน่ายๆ

               “อือ เหรอวะ.. จะทำไงได้..เออเดี๋ยวไป”

               โดยองหันมามองจอห์นนี่นิดหน่อยก่อนจะพูดขึ้น“มึง วันนี้โดดไม่ได้ว่ะ มีงานกลุ่ม”

               “เออ แล้วใครโทรมาบอก”

               “จองอูอ่ะ บอกว่าให้รีบไป ก่อนอาจารย์ป้าจะแดกหัว”

               ไม่บอกก็รู้ว่าจอห์นนี่ถูกจับเข้ากลุ่มกับใคร คนที่ไม่มีคนคบมากมายนอกจากเพื่อนจำนวนนี้แบบเขามีทางเลือกเหรอ ทนหน่อยนะแทยง จบวิชานี้แล้วเดี๋ยวรีบไปให้พ้นๆหน้าเลย

               “จอห์นนี่ มึงทำพาร์ทนี้”

    คนตัวสูงรับงานจากจองอูโดยที่ไม่ได้ท้วงอะไรจนมารู้ทีหลังว่าต้องช่วยกันกับแทยง สีหน้าลำบากใจของอีกคนทำให้รู้ตัวว่าไม่ควรมาให้เจอหน้าจริงๆด้วย

               “เดี๋ยวกูไปขอแลกกับโดยองก็ได้ถ้ามึงไม่อ..”

               “เฮ้ย อยากดิ” แทยงคว้าแขนคนตรงหน้าไว้แล้วพูดต่อ “คู่กับมึงอ่ะดีที่สุดแล้ว”

               “ฮ่ะๆ ไม่โกรธกูแล้วเหรอ”

               “บ้า ใครโกรธ กูดิกลัวมึงโกรธ ขอโทษนะจอห์นนี่”

               “อือ กูเข้าใจมึง กูเยอะมากเองอ่ะ”

               “กูไม่ชอบเวลาเราไม่คุยกันเลย ไม่เป็นแบบนี้แล้วได้มั้ยวะ”

               “อือ”

               “แงง คิดตึ๋ง” แทยงคว้าตัวจอห์นนี่เข้าไปกอดแล้วถูหน้าเข้ากับหน้าอกจนเสื้อยับไปหมด

               “เอ้าๆ ผัวเมียคู่นั้นจะสวีทกันอีกนานแมะ งานส่งคาบนี้นะโว้ย”

               “ผัวเมียเหี้ยไร เพื่อนกันโว้ย”         

               แต่ลีแทยงก็คือลีแทยง


    -your dog loves you-



                พอดีกันแล้วอะไรก็ดีไปหมด แถมไม่มีผู้หญิงคนไหนมาเป็นก้างขวางคอให้รำคาญใจ จอห์นนี่ถือโอกาสชวนอีกคนมานั่งโง่ๆที่ดาดฟ้าของโรงแรมในเครือคอนโดที่แปรสภาพเป็นร้านเหล้าในตอนกลางคืน


               “ไม่ได้มากับมึงนานมากอะ”

               “เออเพื่อนใหม่เยอะไงมึง”

               “ก็ใครใช้ให้มึงอยู่คนละเมเจอร์เล่า กูก็ต้องหาเพื่อนทำโปรเจ็คไหม”

               “กูเข้าใจ”

               “ตัวใหญ่ไม่ใจน้อยได้รึเปล่า”

               “ไม่เคยเลย มึงอย่ามาเพ้อเจ้อ”

               “แล้วแต๊”


               แทยงยกหูโทรศัพท์กับพิมพ์ยิกๆสลับกันอยู่ตลอดเวลาจนจอห์นนี่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม

               “มีไรปะ”

               “หือ เปล่า ก็ชวนเพื่อนๆเราอะ แต่ไม่มีใครตอบเลย”

               “อ่อ”

               “ไม่เป็นไร กับมึงสองคนก็ได้”

               “ไม่อึดอัดเหรอ”

               “อึกอัดทำไมอะ ไม่นี่”

               “กูหมายถึง..”

               “เฮ้ย โต๊ะนี้เลยนี่หว่า” แทยงพูดแทรกจนคนตัวสูงต้องชะงักคำพูด

               “โต๊ะนี้ทำไมวะ”

               “เรานั่งกันตรงนี้ ตอนที่มึงต่อยไอ้พี่เซฮุนให้กูอะ”

               “อ่อ”

               “จริงๆกูอยากสารภาพว่ากูไปยุ่งกับแฟนมันเองแหละ แหะ”

               “สัด

               “นึกๆดูแล้วกูก็ผ่านอะไรมากับมึงเยอะเหมือนกันเนอะ”

               “สมัยนั้นโคตรก๋ากั่น”

               “เพราะกูรู้ว่ามึงจะช่วยกูไง”

               “วันหลังจะปล่อยให้โดนซ้อมให้ตาย”

               “โห่ ไรวะ คำว่าเพื่อนอ่ะจอห์น”

               “เหอะ คำว่าเพื่อน”

               “มึง ไม่เอา อย่าผีเข้าแล้วได้มั้ย”

               “เออ”

               “คือมึงอะเป็นพาร์ทสำคัญในชีวิตกูจริงๆนะเว่ยจอห์น”

               “...”

               “กูหมายถึงชีวิตที่มีมึงอะเป็นชีวิตที่ดีจริงๆ”

               “...”

               “แต่คือ มึงแน่ใจแล้วเหรอวะที่พูดกรอกหูกูบ่อยๆ”

               “แน่”

               “...ช่วยอยู่แบบนี้ก่อนได้มั้ยอะ กูยังไม่แน่ใจอะไรเลย เมื่อก่อนกูตัดสินใจอะไรไวมาก แล้วมันก็ผิดไปหมด”

               “กูจะไปมีปัญหาอะไรได้อะ”

               “นี่กูซีเรียส”

               “กูก็ซีเรียส”

               “แต่คือกูไม่รับประกันนะ เพราะว่ากูเหี้ยอะ”

               “ก็รู้”

               “เอ่า”

               “จริงๆที่กูเป็นอยู่ทั้งหมดก็ไม่ใช่เพราะคำพูดมึงวันนี้หรอกรึเปล่า มันก็เป็นเพราะตัวของกูเองที่เสือกไปไหนไม่ได้เลย”

               “ก็ไม่ต้องไป ถ้ามึงจะไปกูก็จะขอให้อยู่อยู่ดี ชีวิตกูต้องมีมึงนะ”


               งั้นก็ยอมรับสักทีว่ารักกัน!!!!จอห์นนี่อาละวาดอยู่ในใจ


               “ไม่ว่าจะยังไง กูต้องมีมึงอยู่นะ”



    -your dog loves you-



    “ไงวะแทยง เมื่อวานที่บริหารกูเห็นนะ”

               “มึงอย่าพูดมาก”

               วันนี้บรรยากาศแปลกไป แทยงโดนยิ้มล้อมาตลอดทาง ส่วนเจ้าตัวก็ทำเป็นโมโหกลบเกลื่อนอะไรสักอย่างเหมือนกัน

               “อะไรวะมึง”

               “เปล่าา ไม่มีอะไร ไอ้ลูคัสมันก็พูดไปเรื่อย”

               “อ่า เหรอวะ”

    จอห์นนี่ไม่เชื่อ แต่ก็ไม่คิดจะเค้นเอาความจริงอะไรทั้งนั้น ขี้เกียจแล้ว จะรู้เท่าที่อยากให้รู้ แล้วก็รักเท่าที่อยากให้รักละกัน

               “จอห์นนี่” จองอูที่ได้พักจากการเล่นบอลพร้อมกับผมยื่นโทรศัพท์มาตรงหน้าก่อนที่จะพยักพเยิดให้ดู

               “เออ ทำไม”

               “มึงเห็นนี่ยัง”

               “อะไรของมึงอีก

               ในจอปรากฏภาพจากเพจอะไรสักอย่างของมหาลัย ภาพของลีแทยงเขาที่คุ้นเคยเป็นอย่างดีที่มือถูกจับจูงโดยผู้ชายตัวสูงกว่าอีกคนนึง โดยแคปชั่นสื่อไปทางแซวๆว่าเป็นแฟนกัน

               “กูนึกว่ามึงเป็นแฟนกันซะอีก”

               “เหอะ ไม่ได้เป็น แล้วก็คงไม่มีวันได้เป็น”

               “อ้าว ดราม่าเลย”

               “ขนาดมันอนุญาตให้ตัวเองเปิดใจชอบผู้ชายได้แล้ว คนนั้นแม่งยังไม่ใช่กูเลย”

               “...”

               “กูมันเกิดมาเพื่อเป็นหมาของลีแทยงจริงๆ”


               ถ้าเสียใจวันไหนก็กลับมาแล้วกัน อยู่ตรงนี้แหละ ไม่ไปไหนหรอก


               จอห์นนี่ก็เพิ่งนึกได้ ว่าหมาน่ะ มันรักกับเจ้าของไม่ได้หรอกนะ แต่อย่างน้อย มันก็ทำให้เจ้าของมีความสุขได้ในเวลาที่ต้องการล่ะมั้ง





    -your dog loves you-


    #dogjy
    โฮ่งๆ
    จอนยงเรื่องแรกเลยอะ เขินจัง
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in