บันทึกSUN
ในวันที่เรามองโลกเปลี่ยนไป...
  • เราเคยคิดว่า ถ้าเราไม่ตัดสินคนอื่น คนอื่นก็คงจะไม่ตัดสินเรา ถ้าเราไม่ทำร้ายคนอื่น คนอื่นก็คงจะไม่ทำร้ายเรา แต่โลกไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป... ต่อให้เราไม่ตัดสินคนอื่นหรือไม่ทำเรื่องเลวร้ายกับคนอื่น ก็ยังมีบางคนที่ตัดสินเราหรือทำสิ่งไม่ดีกับเราอยู่ดี

              เราเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบยุ่งเรื่องคนอื่น ไม่ชอบตัดสินว่าคนๆนั้นดีหรือไม่ดี เราว่าทุกคนมีเหตุผลของตัวเองกันทั้งนั้น จนกระทั่งวันที่เราเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมใหม่ หลังจากที่เราเรียนจบมหาวิทยาลัย เราสมัครเข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง ที่นั้นเป็นสังคมใหม่ที่เราไม่เคยเจอ อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่ได้เป็นคนที่อัธยาศัยดีมากนัก คนอื่นๆก็เลยตัดสินว่าเราหยิ่ง แต่จริงๆ เราไม่รู้ว่าจะเริ่มเข้าหาคนอื่นยังไงมากกว่า เราไม่ได้เป็นคนคุยเก่ง การเริ่มต้นบทสนทนากับคนอื่นจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากสำหรับเรา แต่เราก็พยายามปรับตัว จนผ่านมาสักพัก ก็เริ่มมีความสนิทสนมกับเพื่อนร่วมงานในระดับที่เราคิดว่าเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว แต่เราก็ไม่รู้ว่าคนอื่นๆเขาวางขอบเขตคำว่าสนิทสนมกันไว้ยังไง หลังจากที่เราทำงานอยู่ที่นั้นประมาณ 2-3 ปี เริ่มมีการพูดจาหยอกล้อกันมากขึ้น มีการวิพากษ์วิจารณ์รูปร่างหน้าตาเกิดขึ้น มีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของฐานะทางการเงิน มีการนินทากันเองเกิดขึ้น เราคิดว่าสำหรับตัวเราไม่เห็นมีความจำเป็นที่จะต้องพูดเรื่องรูปลักษณ์ของคนอื่นหรือจำเป็นที่จะต้องไปสนใจว่าใครรวยหรือไม่รวย ใครเงินเดือนเยอะกว่าใคร มีรถยนต์ขับหรือไม่มี เราไม่ได้ว่าตัวเราเป็นคนดีอะไร เพียงแต่เราไม่ชอบที่จะพูดคุยเรื่องพวกนี้ เราเป็นคนมีเพื่อนน้อย มีเพื่อนสนิทอยู่ไม่กี่คน แต่เรารู้สึกว่าสังคมที่เราเคยอยู่ตอนเรียนไม่ว่าจะเป็นมัธยมหรือมหาวิทยาลัย เราไม่เคยเจอสภาพแวดล้อมแบบนี้อาจจะเป็นเพราะว่าในโลกของการทำงาน มันมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
              มีเพื่อนร่วมงานคนนึง ชอบมาพูดคุยกับเราเรื่องเงินเดือนพนักงาน ว่าคนนั้นสมควรได้น้อย ตัวเขาสมควรได้มากกว่านี้ เพราะเขามองว่าเขาทำงานมากกว่าคนอื่น และเขาคือคนที่ทำผลประโยชน์ให้กับบริษัทมากกว่าใครๆ มันก็มีวูบนึง ที่เราก็เริ่มคิดเหมือนกับเขา จนเรากลายเป็นคนที่ตัดสินคนอื่นซะเอง เราจำได้ว่าตอนนั้นเราไม่มีความสุข มีแต่ความเครียด คิดแต่เรื่องที่เจ้านายไม่ยุติธรรม มอบหมายภาระหน้าที่ให้คนแต่ละคน ไม่เท่าเทียมกัน และทำงานด้วยความน้อยใจ เราอึดอัดมากและรู้สึกไม่ดีที่ตัวเรามีความคิดแบบนี้ จนเราพยายามที่จะเฟดตัวเองออกมาอยากเพื่อนร่วมงานคนนั้น เราคิดว่าถ้าเราอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ร้ายมากๆ เราจะกลายเป็นคนแบบนั้นไปด้วย หลังๆมาเราไม่ค่อยพูดคุยกับเขาสักเท่าไร หลังจากนั้นเขาก็ไม่พูดกับเราอีกเลย
              แล้วก็มีเพื่อนร่วมงานอีกกลุ่มนึง ชอบพูดจาหยอกล้อ เรื่องรูปร่างของเรา เรายอมรับว่าเราไม่ได้เป็นผู้หญิงที่สวยหรือรูปร่างดีตามแบบมาตรฐานที่คนทั่วไปชอบ พวกเขาพูดกันอย่างสนุกปาก เรารู้สึกว่าเรากลายเป็นตัวตลกของคนพวกนั้น เราไม่เคยตัดสินหรือให้ความสนใจกับเรื่องหน้าตารูปลักษณ์ของใคร เราว่ามันเป็นเรื่องของเขา แล้วเราก็ไม่มีสิทธิ์ไปพูดจาล้อเลียนใคร แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่าคือการที่คนส่วนใหญ่มองว่ามันเป็นแค่การหยอกล้อ แกล้งเล่นกันเท่านั้น แล้วทุกคนก็ทำเหมือนเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติ เรารู้สึกโกรธ รู้สึกแย่มาก
              หลังจากนั้นเราพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง เราควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย เราเริ่มใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น เรามีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น เราเป็นคนชอบวาดภาพมาก แต่ตั้งแต่เราเริ่มทำงาน เราก็ไม่เคยได้วาดภาพอีกเลย จนตอนนี้เรากลับมาทำในสิ่งที่เราชอบอีกครั้ง เราเรียนรู้ว่าพอเราออกมาจากตรงนั้น เรากลับรู้สึกดีมากขึ้น เรารู้สึกโล่ง และสบายใจอย่างบอกไม่ถูก เราไม่ค่อยยุ่งกับใครสักเท่าไร พูดคุยทักทายตามมารยาท และมีบทสนทนาเพียงแค่เรื่องงานเท่านั้น แต่ก็มีเพื่อนร่วมงานบางคนที่ดีกับเรา และเรายังคงพูดคุยแชร์เรื่องราวต่างๆกับเขาได้ เพียงแต่เราจะพยายามไม่เข้าไปใกล้พวกคนที่ทำให้เรารู้สึกแย่
              ตอนนี้เราก็ยังคงทำงานที่เดิม แต่เรามองโลกเปลี่ยนไปจากเดิม เราเรียนรู้ว่าต่อให้เราไม่ตัดสินใคร แต่ก็ยังคงมีคนที่ตัดสินเราอยู่ดี มันเหมือนกับที่เราขับรถบนถนน การที่เราขับรถอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะไม่ขับมาชนเรา เราคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องไปสนใจว่าใครมีหรือไม่มีอะไร มีมากหรือน้อยกว่าเรา เราไม่จำเป็นต้องให้ค่ากับคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ ถ้าเราพอใจกับตัวเอง มีความสุขกับสิ่งที่เราเป็นและไม่เอาตัวเราไปเทียบกับใคร เราว่า เราใชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลย คนอื่นว่าเราอ้วน แต่เรารู้ตัวว่าเราสุขภาพดี (แต่เราต้องมองตามความเป็นจริง ไม่หลอกตัวเองนะ) คนอื่นบอกว่าเราจน แต่เรารู้ว่าเราสามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ คำพูดนั้นก็ไม่สามารถทำร้ายเราได้
              เราอยากบันทึกเรื่องราวนี้ไว้ ในวันที่เราผ่านมันมาได้ เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นความทรงจำที่สอนอะไรหลายๆอย่างให้กับเรา คนส่วนใหญ่ก็พูดได้แหละว่าทำอย่างนั้นสิ ทำอย่างนี้สิ ถึงจะมีความสุข แต่คนที่ทำมันได้จริงๆ เราก็ไม่รู้ว่ามีสักกี่คนบนโลกใบนี้ แต่อย่างน้อยเราคิดว่าตอนนี้เรามีความสุขกับชีวิตของเรา เราพอใจกับสิ่งที่เราเป็น เราว่าความสุขคงไม่ได้เกิดจากการเป็นคนหน้าตาดีที่สุด เป็นคนที่เก่งที่สุด เป็นคนที่รวยที่สุด หรือเป็นคนที่มีเพื่อนมากที่สุด มันแล้วแต่ว่าคนๆนั้น พอใจกับตัวเองหรือเปล่า มีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ตอนนี้มั้ย สำหรับเราแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว :)

              

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
DectillJan (@DectillJan)
ดีใจด้วยนะคะ ที่ก้าวผ่านเรื่องราวพวกนี้มาได้ :)
เราเองก็เคยเจอเรื่องประมาณนี้มาเหมือนกัน เข้าใจเลย
SUN (@GivenSun)
@DectillJan ขอบคุณมากเลยนะคะ ที่เข้ามาอ่านเรื่องที่เราเขียน :)