My Short Ficginger juicez
It's not Perfect but It's
  • "กลับมาแล้ว"


             เขาเอ่ยทักทายทันทีที่เปิดประตูย้ายตัวเองเข้ามาในห้องพักสี่เหลี่ยมขนาดกะทัดรัด มันเป็นเพียงห้องสตูดิโอเล็กๆ ที่พอจะพักอยู่ได้ไม่เกินสองคน ภายในห้องถูกจัดไว้อย่างเรียบง่าย เน้นการใช้งาน มากกว่าความหรูหรา เรียกได้ว่าแตกต่างกับห้องอพาร์ตเมนต์ของเขาเมื่อสมัยยังเป็นศัลยแพทย์ และต่างจากแซงทัมที่มีสภาพเหมือนพิพัธภัณฑ์ลิบลับ

             สามเดือนก่อน ดร.สตีเฟ่น วินเซ็นต์ สเตรนจ์ ยังเป็นนักเวทย์ที่ตัดขาดจากโลกภายนอกเกือบจะโดยสิ้นเชิงอยู่เลย ถึงก่อนหน้านั้นไม่ถึงปีเขาจะเคยเป็นหมอและใช้ชีิวิตเหมือนคนธรรมดาทั่วไปก็เถอะ แต่ตัวเขาเองที่ได้เห็นโลกอีกด้านมาถึงขนาดนั้นก็ได้ตัดสินใจเด็ดขาดไปแล้วว่าคงไม่คิดจะกลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาอีก จนกระทั่ง...
            

    "ผมก็นึกว่าวันนี้คุณจะไม่มา"


             จนกระทั่ง... เขาได้เจอกับ ทิม เดรก 

             สามเดือนหลังจากนกโรบินตัวไม่น้อยสีแดงตัวนี้ตกจากดาดฟ้าตึกลงมาตรงหน้าเขา ถ้าไม่ได้เขาวาดวงแหวนเวทย์ช่วยรับเอาไว้และพากลับแซงทัมเพื่อรักษา เด็กคนนี้ก็คงจะตายไปแล้ว แม้ว่าหลังจากนั้นเขาจะโดนหว่องสวดยับด้วยน้ำเสียงโทนเดียวในที่เรื่องพาคนนอกเข้ามาก็ตามที แต่ด้วยจรรยาบรรณของแพทย์ที่ยังคงมีอยู่ในใจมันไม่ได้หายไปไหน การจะทิ้งให้คนตายต่อหน้านั้นก็เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้จริงๆ และดูจากชุดเต็มยศกับอาวุธไฮเทครอบเอว ไหนจะผ้าคลุมสีแดงสดที่แรงไม่แพ้ผ้าคลุมของเขานี่ก็พอจะเดาได้ว่าเด็กคนนี้ไปโรงพยาบาลในสภาพนี้โดยที่ไม่มีคนแตกตื่นไม่ได้แน่ๆ 

             หลังนั้นทิมตื่นขึ้นด้วยสภาพที่ตกใจอยู่ไม่น้อย ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะไม่ค่อยไว้ใจใคร สเตรนจ์ต้องใช้เวลาอธิบายอยู่เกือบหลายสิบนาทีเพื่อยืนยันว่าเขาไม่ใช่คนร้าย ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขารู้จักกัน 


    "ฉันสลับเวรกับหว่องแล้ว"


             เด็กหนุ่มยังคงจ้องมองมา สายตากำลังสอดส่องราวกับว่าตัวเขามีบางอย่างผิดแปลก


    "เธอหาอะไร?"

    "เปล่าครับ"


             ทิมตอบปฏิเสธและไปสนใจกับหน้าจอแล็ปท็อปบนตักต่อ แต่สเตรนจ์เองก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังมองหาอะไร


    "ฉันไม่ได้เอามันมาด้วย ไม่ต้องกังวลหรอกนะ"

    "เดี๋ยวนี้มันก็ไม่ได้ก่อกวนอะไรผมเท่าไหร่แล้วล่ะ"


             พวกเขากำลังพูดพาดพิงถึงผ้าคลุมของสเตรนจ์ ผ้าคลุมมหัศจรรย์สีแดงที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ปกติแล้วมันแทบจะตามติดเขาไปในทุกที แม้ว่าจะรู้สึกเอ็นดูมันอยู่ไม่น้อย แต่วันนี้สเตรนจ์ตัดสินใจไม่หอบหิ้วสิ่งที่เหมือนมารความสุขกลับมาห้องด้วย 


    "ตอนแรกก็คิดว่ามันน่าจะชอบเธอมากกว่าคนอื่นซะอีก"


             สเตรนจ์พูดขณะที่เดินเข้าหาคู่สนทนา ทิมขยับตัวนิดหน่อยเพื่อให้มีที่มากพอที่เขาจะหย่อนตัวนั่งลงข้างขอบเตียงได้ 


    "มันอิจฉาทุกคนที่เข้าใกล้คุณทั้งนั้นแหละนะผมว่า"


             ก็ถูกของทิม มันไม่ค่อยถูกใจใครนักหรอก ไม่ชอบแม้กระทั่งผ้าคลุมของทิมที่ไม่มีชีวิตด้วยซ้ำ


    "ไม่กลับบ้านบ้างจะดีเหรอ?"

    "ผมก็กลับมาแล้วนี่ไง"

    "เธอก็รู้ว่าฉันพูดถึงเรื่องอะไร"


             ประโยคสนทนาถูกแทนที่ด้วยความเงียบ แค่ครู่หนึ่งแต่กลับรู้สึกว่ายาวนานเกือบนาที ทิมขยับตัวขึ้นนั่งเล็กน้อย ปิดจอแล็ปท็อปและย้ายมันลงจากตัก


    "ไม่หรอกครับ อยู่ที่นี่ดีกว่า อีกอย่างบ้านนั้นเวลาคนเยอะก็วุ่นวายด้วย ไม่มีสมาธิทำอะไรเลย"


             ทิมไม่ชอบกลับบ้าน และสเตรนจ์ก็ไม่เคยถามถึงเหตุผลที่แท้จริง แต่เขาดูออกว่ามันมีมากกว่าแค่ 'คนเยอะเลยวุ่นวาย' เด็กหนุ่มเลือกที่จะออกมาเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่คนเดียวก่อนที่พวกเขาจะเจอกันเสียอีก


    "ได้แผลมาเพิ่มอีกแล้วนะ"


             เขาขยับเข้าไปใกล้เด็กหนุ่มอีกเล็กน้อย ในขณะที่อีกฝ่ายก็ขยับตัวเข้าใกล้เขาเช่นกัน หลังของทิมไม่ได้ติดเตียงอีกต่อไป


    "เจ็บหรือเปล่า?"


             มือหยาบกร้านแตะเบาๆ ลงไปบนหน้าแข้งที่ปกปิดไปด้วยผ้าพันแผล สายตาของคนเคยเป็นหมอทำให้อดที่จะวิเคราะห์ไม่ได้ ดูจากลักษณะการพันแผลคงจะใหญ่ไม่น้อยเลยทีเดียว บางทีอาจจะเป็นรอยมีดอีกแล้ว 


    "ไม่เท่าไหร่หรอกครับ"


             รอยยิ้มจางปรากฏขึ้นบนใบหน้าอ่อนเยาว์ เด็กหนุ่มยกขาขึ้นนั่งในท่าขัดสมาธิ สเตรนจ์ไม่แน่ใจว่าที่ทำนั่นเพื่อเป็นสัญญาณบอกว่าเจ้าตัวยังใช้ขาได้ดีอยู่หรือเปล่า

             แผลวันนี้ก็ไม่ได้น้อยลงไปกว่าวันอื่นๆ ต้นแขนด้านขวาก็ถูกพันไว้เช่นกัน ส่วนที่แก้มซ้ายมีพลาสเตอร์ยาแปะอยู่ รวมถึง...


    "แล้วตรงนี้ล่ะ?"


             นิ้วเรียวยาวขยับไล้สัมผัสที่รอบลำคอที่ปกปิดไปด้วยผ้าพันแผลเช่นเดียวกัน เขามองเห็นเลือดซึมออกมาเป็นแนวยาว


    "นิดหน่อย"


             ทิมยังคงยิ้ม เช่นเดียวกันกับทุกวันที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเจ็บตัวแค่ไหนก็ยังคงยิ้ม มันไม่ใช่อะไรที่เขาชอบเลยสักนิด ทุกครั้งที่เด็กคนนี้ยิ้มทั้งๆ ที่เป็นแผลมาเกือบทั้งตัว มันสร้างความหวาดหวั่นในใจของเขาตลอดเวลา


    "มันคงจะดีกว่านี้ถ้าฉันยังเป็นหมออยู่"


             สเตรนจ์พูดขึ้นน้ำเสียงแหบแห้งผ่านลำคอ ความหนักอึ้งยามเมื่อนึกถึงอดีตที่ผิดพลั้งยังคงกัดกร่อนกินจิตใจอยู่ไม่น้อยทุกครั้งที่เห็นอีกฝ่ายเจ็บตัว


    "ตอนนี้คุณก็ยังเป็นหมออยู่นี่ครับ ความรู้ของคุณก็ไม่ได้หายไปไหน"

    "มันก็ใช่ แต่อย่างน้อยก็จะได้ดูแลเธอด้วยมือคู่นี้"


             ใช่... ถ้าเขายังเป็นหมอจริงๆ อยู่


    "ที่ผ่านมาคุณก็ทำมากพอแล้วครับ ขอบคุณ"


             เขาเลื่อนมือขึ้นสัมผัสใบหน้าของอีกฝ่าย มันไม่เคยพอ เขาไม่เคยได้ทำอะไรให้เด็กคนนี้อย่างจริงจังเลยสักครั้ง เขาทำได้แค่เพียงหยิบยื่นความความเหลือเล็กๆ น้อยๆ ตอนที่ลาดตระเวนในยามดึก หรือถือวิสาสะเปิดประตูมิติพาเด็กหนุ่มไปปารีสในเช้าวันเสาร์เพื่อกินครัวซองต์

             เขายังเป็น 'คนรัก' ที่ดีพอไม่ได้

             'ฉันไม่ได้ห้ามนายมีความรัก แต่นายรู้ใช่ไหมว่าเราเข้าไปก้าวก่ายเรื่องข้างนอกนั่นไม่ได้' 

             คำพูดของหว่องยังคงชัดเจนอยู่ในหัวของสเตรนจ์ เขาแอบโมโหเล็กๆ ที่โดนหว่องพูดใส่แบบนั้น เพราะตัวเขาเองนั่นแหละที่รู้ดีว่าอะไรควรไม่ควร และอะไรคือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา


    "เมื่อก่อนฉันเคยคิดนะว่าตัวเองเพอร์เฟ็คท์แล้ว ทำทุกอย่างได้เพอร์เฟ็คท์ มีชีวิตที่เพอร์เฟ็คท์ จนตอนที่รู้ว่าต้องเสียมือ ถึงได้รู้ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แท้ จนถึงตอนนี้ก็ไม่เคยคิดว่าจะตัวเพอร์เฟ็คท์อีกเลย"


             เหมือนกับว่าเขากำลังพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับอีกฝ่าย 


    "ตอนนี้คุณเองก็ไม่ใช่พวกแสวงหาอะไรแบบนั้นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ?" 


             เด็กคนนี้ดูออกหมดจริงๆ


    "ไม่มีใครเพอร์เฟ็คท์หรอก คุณ ผม... หรือแม้แต่ พะ— บรูซ เอง"


             มือข้างหนึ่งของเด็กหนุ่มยกขึ้นสอดประสานทับมือของเขาเอาไว้ แม้ทิมจะอายุน้อย แต่บางครั้งก็ทำให้สเตรนจ์รู้สึกว่าเจ้าตัวเป็นผู้ใหญ่กว่าวัย มือที่กำลังกุมมือของเขา มือข้างนั้นที่เคยจับอาวุธช่างกว้างขวาง อบอุ่น และยิ่งใหญ่เหมือนกับหัวใจของอีกฝ่าย


    "แต่อย่างน้อยๆ ตอนที่อยู่ด้วยกันพวกเราก็เพอร์เฟ็คท์"


             ทิมยิ้มอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่สว่างสดใสแบบที่เจ้าตัวชอบทำอยู่บ่อยๆ


    "แค่นั้นมันก็พอแล้วครับ"


              ไม่รู้สิ บางทีตอนนี้เขาก็อาจจะกำลังยิ้มอยู่เหมือนกัน


              ใช่... บางทีแค่นั้นมันอาจจะพอแล้วจริงๆ





    -----------------------------------

    Talk. ไม่คิดว่าจะได้เขียนยาวขนาดนี้โจทย์ยากมาก ไม่รู้ว่าคาร์หลุดไปเท่าไหร่แล้ว #ร้องไห้ หวังว่าทุกคนจะเอนจอยนะคะ 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in