The Sound of Silencepnnnno.
2. I've come to talk with you again
  • หน้าโรงภาพยนตร์ชั้นสอง ที่เดิม ผมไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นนานนัก เพราะไม่นานใครบางคนก็วิ่งกระหืดกระหอบมาข้างหลัง ผมได้ยินเสียงวิ่ง เสียงหายใจหอบ เสียงรองเท้าพื้นยางเสียดถนน  




    “เฮ้...”




    เมื่อหันหลังกลับไปมอง ผู้ชายคนเดิม คราวนี้ผมมองเห็นเขาเต็มตาด้วยแสงไฟที่สว่างกว่าเดิม เขายังคงคล้าย (คนที่เลียนแบบ) พอล แมคคาร์ทนีย์ อยู่ในเสื้อยืดแขนยาวสีดำ กางเกงยีนส์สีซีด (อันนี้เลียนแบบสตีฟ จอบส์) พร้อมด้วยรองเท้าผ้าใบที่กระทบพื้นแล้วดังเอี๊ยดอ๊าด




    “คิดๆ ดูแล้ว ...ฉันไม่เคยเห็นนายเลย คือ... มาเที่ยวเหรอ?”




    ผมพยักหน้าหงึกๆ เขายิ้มน้อยๆ ก่อนจะประกาศตัวว่าอยู่เมืองนี้มานานพอ แล้วเสนอตัวเป็นไกด์นำเที่ยวแบบไม่เอาเงินซักแดง ส่วนตัวแล้วผมไม่ชอบการคุยกับคนแปลกหน้า ไม่สิ ไม่ชอบการอยู่ร่วมกับคนอื่นมากกว่า โดยเฉพาะในสภาวะเช่นนี้ แต่ไม่มีทางเลือกมากนัก ถ้าไม่มีเขา ผมอาจจะอยู่ที่นี่ได้ไม่นานเท่าที่ใจอยาก ไม่รู้สิ ส่วนลึกบอกแบบนั้น อาจจะต้องกลับไปเรียนมหาลัยที่แค่คิดก็ขมในปาก ผมจึงตัดสินใจตกลง ด้วยการพยักหน้าแล้วยิ้มให้




    “หิวมั้ย?” ชายแปลกหน้าถาม ... 'เขา' นั่นแหละ แต่ผมขอมอบสถานะ ‘ชายแปลกหน้า’ ให้ก่อน 




    ผมพยักหน้าอีก และผมก็หิวจริงๆ เพียงแต่ ถ้าเขาไม่ชวน ผมคงไม่กินอะไร เพราะไม่รู้จะกินอะไร แล้วก็รู้สึกว่าคงไม่ตายเร็วๆ นี้หรอก ถ้าจะอดอาหารไปอีกซักมื้อสองมื้อ




    ชายแปลกหน้าจับข้อมือผม ...ผมไม่รังเกียจเขาขนาดที่อยากเอาแอลกอฮอล์ชุบสำลีเช็ดข้อมือ แต่มือหยาบกร้านข้างนั้นทำให้ผมสะดุ้งเล็กน้อย โดยเฉพาะปลายนิ้วแข็งๆ นั่น แต่ก็ปล่อยให้เขาจับลากไปตามใจ




    เขาพาผมไปร้านอาหารเล็กๆ (เล็กจริงๆ มันเป็นตึกที่แคบที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา) ตั้งอยู่ใกล้หัวมุม ไม่ไกลจากโรงภาพยนตร์ชั้นสองและโรงแรมนัก ยามวิกาลแบบนี้รอบๆ ไม่มีใคร ร้านรวงปิดทั้งหมด ยกเว้นร้านอาหารร้านนี้ (ที่เขียนว่ามีเบียร์) เขาพาไปนั่งที่เคาเตอร์บาร์ แล้วสั่ง fish and chips สองที่ ...ใช่ เขาไม่ถามผมว่าอยากกินอะไร เขาแค่สั่งมันมาดื้อๆ 




    “ฟิชแอนด์ชิปส์ที่นี่อร่อยที่สุดเลย ฉันเคยไปหลายเมือง สั่งเมนูเดียวกัน ไม่มีที่ไหนอร่อยเท่าที่นี่” เขายิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟัน ฟันแบบคนบริทิชแท้ ที่ใครๆ ก็พูดถึง ผมไม่ได้คิดอะไร แต่รู้สึกว่ามันก็จริงใจดี




    อาหารเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว เพราะนอกจากเราสองคนก็ไม่มีลูกค้าแล้ว พ่อค้าร่างอ้วนดูเหมือนจะสนิทสนมกับพ่อคนแปลกหน้ามาก่อน เขาเลยแถมมิลค์เชคให้แก้วหนึ่งพร้อมกับหลอดขดยาวๆ สองอัน




    “โทษทีไอ้หนู ...วันนี้ไอศกรีมหมดแล้ว ทำได้แก้วเดียว”




    ไอ้หนู (เขาอีกนั่นแหละ) หัวเราะ ทำท่าทีไม่ยี่หระ ก่อนจะยื่นแก้วมิลค์เชคให้ผม ผมเกรงใจ โบกมือหยอยๆ เป็นสัญญาณว่าไม่เอา เขาไม่คะยั้นคะยอ นั่นทำให้ผมสบายใจโข 




    เขาพอใจกับการพูดคนเดียวไปเรื่อยๆ โดยไม่ขอร้องให้ผมพูด เขาไม่ตั้งคำถามว่าทำไมผมถึงไม่พูด และเขาก็ไม่หยุดพูดเลย ร้านเล็กๆ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเขา เคล้าไปกับเพลงป๊อปที่เคยฮิตติดบิลบอร์ดเมื่อสิบปีที่แล้ว ผมเผลอหัวเราะออกมาเป็นระยะ แต่ไร้เสียง มันไม่มีอะไรน่าขำ แค่รู้สึกว่าเขาเพี้ยนๆ ดี




    ลุงเอาเบียร์มาเปิดให้ เขานั่งดื่มด้วยนิดหน่อยก่อนจะหายไปหลังร้านอีกครั้ง ชายแปลกหน้าซดเบียร์โฮกๆ ไม่เกรงใจตับ ผมเลยลองจิบมันดูบ้าง และพบว่ารสชาติเบียร์ราคาถูกนั้นย่ำแย่ยิ่งกว่าอาหารโรงเรียนตอนประถมเสียอีก 




    “ฉันอยู่เมืองนี้มาได้... ปีนึงแล้ว ปีนึงแล้วเนอะลุง?” เขาตะโกนไปหลังร้าน ลุงเออ-ออ อย่างรำคาญ ก่อนที่เขาจะเริ่มพล่ามต่อ ทั้งที่มันฝรั่งทอดยังเต็มปาก




    “ปีก่อนฉันเป็นเด็กใหม่ในเมืองเล็กๆ แบบนี้ รู้สึกเหมือนใครๆ ก็จับตามองยังไงก็ไม่รู้ พวกเขาคิดอะไรอยู่ตอนที่มองฉัน? แต่ที่สำคัญ พวกเขามองมาจริงๆ รึเปล่านั่นแหละ...” เขาพูดไปจิบเบียร์แก้วโตในมือไป ผมวางมันไว้นิ่งๆ เพราะรสชาติมันไม่เอาไหนเลย




    “ลุงบอกฉันว่า ...คนเราชอบคิดไปเองว่าคนอื่นสนใจตัวเอง จริงๆ แล้วอาจจะไม่มีใครสนใจฉันเลยก็ได้ แวบแรกที่ฉันได้ยิน มันเจ็บปวดนะ พอคิดว่าไม่มีใครสนใจฉันซักคน แต่พอคิดแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็เริ่มชิน ...ก็อยู่ได้เอง” ชายแปลกหน้าเหม่อมองเลยไปข้างหลังแก้ว สายตาเลื่อนลอยว่างเปล่า ผมไม่สามารถจับความรู้สึกของเขาได้ "ถ้าเรามัวแต่ทำทุกอย่างแบบคิดไปเองว่าคนอื่นสนใจ คงอยู่ยากน่าดู จริงมั้ย?" 




    ‘คนเราชอบคิดไปเองว่าคนอื่นสนใจตัวเอง’ งั้นเหรอ ...




    ผมพยักหน้าเออ-ออเห็นด้วยกับหลายประโยคของเขา จากนั้น ชายแปลกหน้าก็พูดอยู่คนเดียวเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม ก่อนจะผล็อยหลับไปทั้งที่ยังพูดไม่จบ หลับตาแต่คำพูดยังคาในปาก ผมมหัศจรรย์ใจในความพูดเก่งของเขาแบบสุดๆ ทั้งที่คู่สนทนาไม่ตอบโต้สักคำ ก็ยังดึงดันพูดคนเดียวจนหมดแรง 




    แต่ใช่ว่าผมจะเบื่อ ...ไม่เลย 

    เป็นครั้งแรกที่ฟังคนอื่นแล้วไม่อึดอัด




    ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง จำไม่ได้ว่ามันคือเล่มไหน คงจะอยู่สักแห่งในห้องเก็บของส่วนตัว ...หนังสือเล่มนั้นบอกว่าคนเรามักเสียเวลาไปกับการพูดเรื่องตัวเอง (และแต่งเติมให้มันเป็นไปในทางที่เราอยากให้เป็น) ผมรู้สึกว่าเขาไม่ได้เป็นแบบนั้น การฟังเขาพูดเหมือนบาทหลวงที่กำลังฟังคนมา ‘สารภาพบาป’ มากกว่า 




    “อ้าว ...ไอ้หนู หลับไปแล้วเหรอ?” ลุงโผล่ออกมาจากหลังร้าน (หลังจากล้างจานชามหม้อไหกะทะตะหลิวมีดส้อมเพียงคนเดียว) ลุงเดินเข้ามาเขย่าเบาๆ ที่แขนชายแปลกหน้า เขาสะดุ้งตื่นขึ้น งัวเงียจนผมรู้สึกสงสาร 




    เขาควักเงินจ่ายลุงทั้งหมด ทั้งค่าอาหารของตัวเอง และค่าอาหารของผม เขาปฏิเสธการหารเงินกับผม แถมลุงยังปฏิเสธรับค่าเบียร์และค่ามิลค์เชคจากเขา เป็นการปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ พวกเขายืนเถียงกันยังกับใครบางคนโกงเงินไป เหตุการณ์นั้นทำให้ผมหลุดหัวเราะออกมาในลำคอ 




    “ยิ้มอะไรน่ะ?” คนง่วงถามอย่างงัวเงีย ผมเม้มปาก ทำเหมือนเมื่อกี้ไม่ได้หัวเราะ  




    เราออกมายืนสูดอากาศอยู่หน้าร้านอาหารร้านนั้น ...ชื่อร้านเป็นภาษาอะไรซักอย่างที่อ่านไม่ออก เขาเดินโซเซเล็กน้อยเพราะเมาทั้งเบียร์ทั้งขี้ตาตัวเอง 




    “พักอยู่ที่ไหน เดี๋ยวไปส่ง” 




    ผมคงทำตาโตมากไป ชายแปลกหน้าหลุดหัวเราะพรืดออกมา สำหรับเขามันแค่เรื่องเล็กล่ะมั้ง? แค่เดินไปส่ง ...ไม่ได้ยากอะไร แต่ผมตกใจซะดูเป็นเรื่องใหญ่ ผมไม่ปฏิเสธเขา จึงพิมชื่อโรงแรมลงในแอพ Note แล้วยื่นให้เขาอ่าน เขาพยักหน้าหงึกๆ แล้วนึกอยู่พักหนึ่งก่อนจะเดินไปด้วยกัน 




    เขาไม่ได้เดินนำหน้า ไม่ได้เดินตามหลัง แต่เดินอยู่ข้างๆ ตลอดทาง พยายามพูดเรื่อยเปื่อยให้ไม่เงียบเกินไป ผมขอบคุณตัวเองที่แค่แกล้งใบ้ ไม่ต้องแกล้งหูหนวก ผมชอบได้ยินเสียงคน ถึงจะชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ ก็เถอะ แต่ผมพยายามเปิดเพลงกรอกหูให้บรรยากาศมันไม่น่าเศร้าเกินไป 




    ผมเกลียดความเศร้า แต่ลึกๆ แล้วก็ยอมรับมัน




    ไม่กี่ก้าวก็ถึงที่หมาย แค่คิดว่าต้องจมอยู่ในห้องนั้นอีกพักใหญ่คนเดียวเงียบๆ ผมก็อยากจะพักอยู่เมืองข้างๆ ให้รู้แล้วรู้รอด ผมยังอยากได้ยินเสียงเขา หรือเสียงใครซักคนที่มีชีวิต หายใจอยู่ข้างผมจริงๆ ไม่ใช่แค่แผ่นเสียงม้วนเทป ...เขาหยุดเดิน ผมหยุดเดิน เขาเอื้อมมือมาจับแขนผมอีกครั้ง แล้วเริ่มพูด




    “ไม่รู้หรอกนะว่านายจะอยู่ถึงเมื่อไหร่ แต่ถ้าพรุ่งนี้นายยังต้องการใครซักคน หรืออยากได้ความช่วยเหลืออะไร ก็ควรเป็นฉัน เพราะฉันอยากช่วย” 




    ผมพยักหน้า คืนนี้ผมหมดไปกับการพยักหน้าจนเมื่อยคอ พระอาทิตย์กำลังจะขึ้น วันใหม่กำลังคืบคลาน อนาคตที่ไม่หยั่งรู้ของผมกำลังจะดำเนินต่อไป แต่ผมอาจจะไปได้ไม่ไกลพอ ถ้าไม่มีเขา ผมจึงยื่นโทรศัพท์ให้ชายแปลกหน้า โดยไม่บอกว่าเขาต้องทำอะไรกับมัน เขาคว้าไปกดเบอร์ตัวเองแล้วเมมชื่อเรียบร้อย




    ‘ M ’ 




    “เจอกัน ...เมื่อนายต้องการแล้วกัน ฝันดีนะ”




    ผมยิ้มให้




    “เอ้อ ...แล้วก็ ถ้าอยากคุยเมื่อไหร่ ก็มาคุยกัน โอเคมั้ย? เมื่อนายอยากนะ” 




    เขาเดินจากไปด้วยประโยคนั้น ราวกับรู้ว่าที่จริงผมไม่ได้เป็นใบ้ เขาหันกลับมาโบกมือบ๊ายบาย ผมโบกมือกลับ สีหน้าเกือบเรียบเฉย แต่ภายในมันสั่นระริก อะไรบางอย่างมันรังจะระเบิดออกมาตลอดเวลา อะไรบางอย่าง ...




    ‘อยากพูด ...’




    จำไม่ได้ว่าครั้งแรกในรอบกี่เดือน ...หรือกี่ปี ...หรือทั้งชีวิต

    ผมอยากเปล่งเสียงออกไป คำนั้น แต่ทำไม่ได้เลย พูดออกไปไม่ได้

    ครั้งนี้ผมไม่ได้บังคับตัวเองว่าห้ามพูด แต่ผมพูดออกไปไม่ได้ ปากมันปิดสนิท

    เพิ่งรู้ว่ามันหนักเหลือเกินก็นาทีนี้




    ‘ขอบคุณนะ’

    คำนี้ดังก้องอยู่ในใจ เหมือนกับเสียงออกจากลำคอ แล้วย้อนกลับไปในอก 




    สุดท้าย ผมก็ปล่อยให้เขาเดินจากไปจนลับตา โดยที่ไม่ได้พูดอะไรสักคำ 



    .

    .

    .


    ... t b c ...

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Apichaya Masari (@fb1479139878828)
ชอบจังค่ะ ขอบคุณค่ะ