The Sound of Silenceploynno
1. hello darkness my only friend
  • 1.

    Hello darkness my only friend





    ผมตกอยู่ในสภาวะประหลาด





    ผมไม่ได้พูดกับคนใกล้ตัวมานานแล้ว มันเริ่มจากคนในครอบครัว เราไม่ได้ทะเลาะอะไรกัน ผมแค่รู้สึกเบื่อพวกเขาอย่างไม่มีสาเหตุ เริ่มจากไม่พูดกับพ่อ แล้วก็เลิกพูดกับแม่ รวมถึงเลิกให้อาหารเจ้าแมวตัวโปรดด้วย และมันสร้างความเดือดร้อนให้พ่อกับแม่ไม่น้อย ผมไม่ได้มีความสุขบนทุกข์ของพวกเขา เพียงแต่ผมไร้ความรู้สึก ไม่ได้ดีใจที่ทำลงไป แล้วก็ไม่ได้เสียใจอะไร





    เพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัยต่างพากันหาสาเหตุที่ผมไม่ยอมพูด พวกเขาคิดไปเองสารพัด ‘อกหัก’ บ้างละ ‘เกรดตก’ บ้างละ ...หนักเข้าก็จะลากไปหาหมอท่าเดียว สุดท้ายแล้ว ไม่มีเหตุผลของใครตอบตรงใจผม ผมก็ไม่รู้สาเหตุ และพวกเขาไม่ได้ช่วยให้หยั่งรู้ขึ้นมาเลย ผมเลยเลิกพูดกับพวกเขาไป 





    จุดแตกหักมันอยู่ตรงที่ วันก่อน ...ผมยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าชั้นเรียนในชั่วโมงพรีเซนท์งานกลุ่มแสนสำคัญ ผมเป็นคนเดียวในกลุ่มที่เตรียมพรีเซนท์มา ในตอนนั้น จู่ๆ ผมก็ไม่สามารถเปล่งเสียงออกจากลำคอได้ ภาพที่เพื่อนเห็นคือ ผมยืนอ้าปากหวอ ไร้ความพยายามที่จะขยับปาก ตาโตแทบถลนออกจากเบ้า ทุกคนทำหน้าเหมือนผมเป๊ะตอนที่ผมวิ่งออกจากคลาสเรียนกะทันหัน รวมทั้งอาจารย์ก็ด้วย 





    ผมเลิกพูดในทุกสถานการณ์ โดยไม่รู้สาเหตุ





    แรกๆ ทุกคนก็เป็นเดือดเป็นร้อนอยู่บ้างกับการ ‘ไม่พูด’ ของผม

    แต่หลังๆ ทุกคนก็เริ่มชิน และปล่อยให้ผมใช้ชีวิตตามต้องการ

    เมื่อเราไม่ได้พูดกัน ความสัมพันธ์ก็ค่อยๆ จางไป 





    จากวันนั้น ผมตัดสินใจแกล้งเป็นคนใบ้ แล้วจับรถไฟออกจากลอนดอน

    ไม่ได้ตั้งใจเลือกที่หมาย ไม่ได้วางแผน เพียงแต่อยากไปให้ไกลที่สุด 

    อย่างน้อยก็ในเมืองที่อาชญากรรมไม่มากจนน่าขนลุก





    ผมหยิบเงินเก็บตัวเองออกมา พร้อมบัตร ATM 

    เพื่อความมั่นใจที่จะไม่ตายกลางทาง ผมขโมยเงินจากที่ซ่อนของพ่อกับแม่มาจำนวนหนึ่ง

    ถ้าถามถึงความรู้สึกผิด ...ก็คงเหมือนเดิม ผมไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้นกับการกระทำนั้น

    ไม่ได้วางแผนว่านานแค่ไหน แต่ผมตั้งใจจะไม่สอบกลางภาค หรืออาจไม่กลับไปเรียนเลยก็ได้





    ระหว่างทาง สีหน้าและคำพูดของ ‘ทุกคน’ ตามหลอกหลอนอยู่หลังเปลือกตา แววตาเย็นชาของแม่วนเวียนอยู่ในหัวไม่ไปไหน ผมเกลียดเวลาที่ทุกคนไม่สนใจ พ่อกับแม่คงเหนื่อยที่ต้องใช้พลังงานมหาศาลโน้มน้าวให้ผมกลับมาพูด จึงเลือกที่จะเมินลูกชายตัวเองให้จบๆ ไป เพื่อนๆ ผมก็ด้วย ผมทำกลุ่มถูกหักคะแนนเละเทะ เพื่อนไม่มีเหตุผลที่จะให้อภัยผม ทุกคนจึงเลือกที่จะเมินผมเช่นกัน





    รู้สึกตัวเองคล้ายอากาศ

    ต่างกันที่ไม่มีใครต้องการ





    ย้อนไปก่อนหน้า ผมไม่เคยร้องไห้ ตั้งแต่อายุผ่านเลยสิบขวบมา คนรอบตัวนิยามผมว่า 'คนแสดงอารมณ์ไม่เป็น' คงใช่ ไม่ได้ยิ้มสุดๆ หัวเราะสุดๆ หรือร้องไห้มานานพอควร ลืมความรู้สึกพวกนั้นไปหมดแล้ว ผมไม่ได้ใส่ใจเรื่องอารมณ์พวกนั้น ใช้ชีวิตเพียงทำทุกอย่างตามปัจจัยสี่ กินเท่าที่ร่างกายต้องใช้ นอนเจ็ดชั่วโมง ใส่เสื้อผ้าไม่ให้อนาจาร และ พูดเท่าที่จำเป็น 





    ที่สำคัญ ไม่มีความสัมพันธ์ผูกมัดกับใคร





    สุดท้าย ผมเลือกตัดความสัมพันธ์ทั้งหมดและการพูดทิ้งไป เพราะมองว่ามันก็ ‘ไม่ได้จำเป็น’ ขนาดนั้น ความสัมพันธ์รังแต่จะพาความผิดหวังและทำลายสุขภาพจิตคนเรา ถ้าพูดตามหลักการ เพียงแค่ physiological needs กับ safety needs ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับผม มากกว่านั้นเป็นเพียงส่วนขยายตอบสนองความต้องการที่ฉาบฉวยและทำลายชีวิตซะมากกว่า





    .

    .

    .





    รถไฟจอดที่สถานีสุดท้ายเวลาห้าทุ่มครึ่ง





    ผมจองโรงแรม (สภาพไร้ดาว โรงแรมจิ้งหรีด) ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เพราะราคาถูกโคตร และมันอยู่ใกล้สถานีรถไฟ ย่านบาร์ รวมถึงโรงภาพยนตร์ชั้นสอง ในห้องแคบเล็กมีเตียงเดี่ยววางชิดผนัง โต๊ะข้างเตียง โคมไฟขาดๆ ชุดโต๊ะเก้าอี้ และกระจกร้าว พิจารณาสภาพโง่ๆ ของห้อง อย่างน้อยมันก็ไม่โง่ไปกว่าผม วางกระเป๋าเป้ใบโตไว้บนเตียงก่อนจะออกสำรวจเมืองเพียงลำพังในยามวิกาล โดยมีกระป๋องแก๊สน้ำตาซุกไว้ในเสื้อโค้ต





    ไฟถนนติดๆ ดับๆ ผู้คนเบาบางในเวลานี้  บ้านเมืองเป็นตึกก่ออิฐเก่าๆ สีน้ำตาลแดงย้อมแสงจันทร์ยามค่ำ กลิ่นอากาศมันทำให้สบายใจอย่างบอกไม่ถูก ไฟถนนสีนวล ทุกอย่างยอดเยี่ยมมากพอให้ผมอยากอยู่ต่อ เพื่อรอดูว่าวันรุ่งขึ้นเมืองนี้จะเป็นอย่างไร 





    ที่โรงภาพยนตร์ชั้นสอง เครื่องฉายทำงานวนเวียนตลอดทั้งคือ แผง Showtime เป็นแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดสีซีด แปะชื่อหนัง และรอบหนังด้วยแผ่นกระดาษ กาวน้ำราคาถูกทำให้กระดาษพวกนั้นยับย่นน่าเกลียด แต่หนังก็ยังเป็นหนัง มันดึงดูดใจผมวันยังค่ำ ผมเลือกที่จะดู ‘The Great Escape’





    ในโรงฉาย มีผมกับคู่รักชายหญิงนั่งจู๋จี๋อี๋อ๋อกัน ผมไม่ได้รังเกียจอะไร เพียงแต่พยายามหาที่นั่งที่ห่างไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ 





    สายตาจับจ้องไปที่จอภาพ จำได้ทุกฉาก ทุกช็อต ทุกบทสนทนา ผมคงขอให้คนฉายปิดเสียงแล้วพากย์แทนถ้าผมยังพูดได้เหมือนแต่ก่อน ...ล้อเล่นน่ะ ไม่ทำแบบนั้นหรอก แค่อยากยืนยันว่า ‘จำได้จริงๆ’ 





    หนังดำเนินไปค่อนเรื่อง ถึงฉากที่ฮิลท์ขี่มอเตอร์ไซค์ล่อทหารเยอรมันบนทุ่งหญ้ากว้าง เนินเขาเขียวๆ นั่นชวนให้ผมนึกถึงเทเลทับบี้ นั่งดูไปก็อยากให้ทิงกี้วิงกี้ ดิปซี่ ลาล่า โพ โผล่ออกมาแทนทหารพวกนั้น ความตึงเครียดของหนังคงลดลงมากโข รวมทั้งชีวิตมืดมนของผมคงสว่างไสวกว่าเดิม 





    “ที่นี่ฉายหนังดีเนอะ” 





    เสียงชายแปลกหน้าสำเนียง scouse (ของแท้นำเข้าจากลิเวอร์พูล) ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ แบบไม่ขออนุญาต ผมไม่ได้หันไปมอง แต่พยักหน้าเห็นด้วย และการพยักหน้านั่นหมายถึงเห็นด้วยจริงๆ ไม่ใช่แค่พยักหน้าส่งเดชแบบที่คนสมัยนี้เค้าทำกัน 





    “ฉันชอบหนังเรื่องนี้นะ ...ดูแล้วคิดถึงพ่อเลย” 





    ประโยคนั้นของชายแปลกหน้า ทำให้ผมต้องเหลือบตามองเขา ชายวัยรุ่น อายุน่าจะพอๆ กับผม (21 ปีจะเห็นได้) ไว้ผมทรงเดอะบีทเทิลส์สมัยปี 1964 เหมือนเป๊ะทั้งฝีกรรไกรและสีผม รวมทั้งสำเนียงอีกต่างหาก ตากลมโตจับจ้องที่จอภาพยนตร์ ทั้งผมทรงเห็ด ทั้งชั้นตาหนาๆ ...ผมนึกถึงพอล แมคคาร์ทนีย์สมัยหนุ่ม และ...จมูกของเขาสวยดี มันดีกว่าจมูกโตๆ ของผม เขาสวมเสื้อยืดแขนยาวสีดำ ดูผอมแห้ง ขาวซีด แต่ใจดี ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ผมไม่ได้คิดจะโต้ตอบอะไร เพราะผมกำลังแกล้งเป็นใบ้อยู่ 





    เหมือนรู้ตัว เขาหันมายิ้มให้ผม 

    รอยยิ้มนั้นอธิบายยาก ผมไม่ได้ยิ้มตอบ 

    เขาหันกลับไปสนใจภาพยนตร์อย่างรวดเร็ว

     




    หนังดำเนินไปเรื่อยๆ จนถึงฉากจบ หนังเรื่องเดิม จบเหมือนเดิม ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่าครั้งแรก ไม่ว่าจะดูกี่ครั้งก็ยังคงจบแบบนั้น และตบท้ายด้วย End Credit ไหลเลื่อนด้วยควมเร็วเท่าเดิม เครื่องฉายหนังทำงานไปเรื่อยๆ โรงภาพยนตร์ชั้นสองที่เปิด End Credit จนจบโดยไม่ไล่คนดูออกจากโรงนั้นมีเสน่ห์ และจริงใจ ผมนั่งดูเครดิตจนจบ ปล่อยความคิดไหลรวมตัวอักษรที่เลื่อนหายไปเรื่อยๆ 




    ...รู้ตัวอีกทีคนแปลกหน้าก็หายไปเสียแล้ว




    ผมมองซ้ายมองขวา ทั้งโรงภาพยนตร์ไม่เหลือใคร จอดับหลังสิ้นสุด End Credit ไฟเปิดสว่าง นำทางออกจากโรงภาพยนตร์ ไม่มีใครมาเชิญผมออก ไร้ผู้คน ไร้เสียง มันรู้สึกอ้างว้างอย่างอธิบายไม่ได้ อย่างน้อยคนๆ นั้นก็น่าจะบอกก่อนว่าเขาจะออกไป ...




    'นี่เรากำลังคาดหวังอะไรจากคนแปลกหน้างั้นเหรอ?'




    ผมเดินเศร้าๆ ออกมายืนเตะก้อนหินอยู่หน้าโรงภาพยนตร์ หรือเพราะเราไม่พูด เขาเลยออกจากตรงนั้นไปดื้อๆ เพราะต่อให้เขาบอกผม ผมก็ไม่ตอบรับอะไรอยู่ดี ...แล้วทำไมผมต้องรู้สึกผิดกับเหตุการณ์ที่ผมไม่ผิดด้วยล่ะเนี่ย ? 




    ก้มมองโทรศัพท์ที่เปิดโหมดเครื่องบินไว้ 24 ชั่วโมงต่อวัน ตีสามแล้ว แต่ยังไม่ง่วงซักนิด และคงนอนไม่หลับถ้ากลับไปนอนตอนนี้ นึกถึงกองหนังสือในกระเป๋าที่ทิ้งไว้ในห้อง ...อยากอ่านหนังสือ มันอาจจะทำให้ผมลืมเหตุการณ์เมื่อกี้ไปได้ เพราะผมรู้สึกสับสนวุ่นวายใจ และมันน่าหงุดหงิดเหลือเกินที่เราไม่สามารถสั่งสมองให้หยุดคิดได้ 




    ผมคิดว่าทำไมผมถึงรู้สึกคล้ายโดดเดี่ยว

    และในขณะเดียวกัน ผมก็คิดว่าทำไมผมอยากอยู่คนเดียวเหลือเกิน




    .

    .

    .




    ... t b c ...







Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Apichaya Masari (@fb1479139878828)
รู้สึกดี ขอบคุณค่ะ