| ส อ ง พ า ย อ า ร์ |salillaaa
บั ง เ อิ ญ .






  • "เค้าว่าความบังเอิญถ้ามีเกิน 3 ครั้งให้เปลี่ยนเป็นใช้คำอื่นแทน"




    ท้องฟ้าในเย็นวันพฤหัสไม่ได้แตกต่างจากวันก่อนๆ ของคนอื่นเท่าไหร่ แต่สำหรับเราที่เพิ่งเรียนเสร็จหลังจากนั่งฟังอาจารย์สอนมาทั้งวันแล้ว...เย็นวันนี้สดชื่นที่สุด

    เราสูดอากาศพร้อมบิดขี้เกียจอยู่หน้าหอสมุดก่อนจะเงยหน้ามองบันได 36 ขั้นแล้วค่อยๆ ก้าวขาขึ้นไป ช่วงนี้เป็นช่วงสอบค่ะ นอกจากจะต้องเหนื่อยกับเรื่องเรียนแล้วการอ่านหนังสือสอบคงเป็นอีกเรื่องที่เราต้องนึกถึง

    ขาเราหยุดอยู่ตรงบันไดขั้นบนสุดก่อนจะเลี้ยวขวาเข้าร้านกาแฟที่มีคนไม่มากนัก เราเปิดประตูไปด้วยแรงที่ค่อนข้างเยอะเพราะประตูที่นี่หนืดพอสมควร พี่พนักงานสาวยิ้มให้เราอย่างเป็นกันเอง เราค่อนข้างสนิทกับพี่เค้าพอๆ กับร้านกาแฟแห่งนี้

    อ้อ! เราสนิทกับโกโก้ด้วย

    เพราะว่าโต๊ะประจำไม่ว่างเราจึงต้องเลื่อนสายตาหาที่นั่งหลังจากสั่งนมสดปั่นมาได้หนึ่งแก้ว อืม-ถึงเราจะบอกว่าสนิทกับโกโก้แต่บางทีเราก็อยากทำความรู้จักกับอย่างอื่นบ้าง นมสดปั่นเป็นตัวอย่างของวันนี้

    สุดท้ายเราก็เลือกนั่งโต๊ะใกล้ๆ ประตูเพียงลำพัง หยิบโน้ตบุ๊กมาเปิดเฟซบุ๊กเล่นซักพักก่อนจะหยิบชีทที่ต้องอ่านเพื่อสอบมาวางไว้ข้างๆ เรานั่งอ่านหนังสือสลับกับเล่นโน้ตบุ๊กไปเรื่อยๆ จนฟ้ามืดกว่าเมื่อครู่ คนในร้านเยอะขึ้นแล้วซึ่งเราก็ไม่แปลกใจนัก ช่วงสอบทีไร ม. เราก็เป็นแบบนี้แหละ นักศึกษาจะชอบหาที่อ่านหนังสือชิลด์ๆ มากกว่านอนง่วงอยู่ในห้อง เราก็คนหนึ่ง

    เราดูเวลาตรงมุมจอสี่เหลี่ยมผืนผ้าตรงหน้า

    3 ทุ่ม

    "ขอโทษนะครับ"

    หืม?

    เราถอดหูฟังก่อนจะเงยหน้าไปมองคนตรงหน้าที่ยืนยิ้มกว้างให้เราอยู่ เราไม่รู้จักเขา เขาไม่รู้จักเรา

    "ที่ตรงนี้มีคนนั่งมั้ยครับ?"

    คำพูดของเขาเรียกให้เราหันมองรอบๆ ร้านก่อนจะเห็นว่าโต๊ะอื่นแทบจะไม่มีที่ว่าง เราเข้าใจในทันทีจึงรีบพยักหน้ารับ

    "ว่างค่ะ"

    "ขอนั่งด้วยนะครับ"

    ...

    แล้วเขากับเพื่อนผู้หญิงอีก 2 คนก็นั่งร่วมโต๊ะกับเรา เขานั่งอยู่ข้างๆ เราตรงซ้ายมือเพื่ออ่านหนังสือไปเงียบๆ ขณะที่เพื่อนของเขานั่งเก้าอี้อีกฝั่งตรงข้ามเรา

    เพลง 9 นาฬิกา ของ SPF ดังขึ้นพอดี



    เป็นเพราะความบังเอิญหรือใครลิขิต

    ให้ชีวิตฉันได้พบกับเธอ

    ...


    ...
     
    หลงรักคนยืนข้างซ้าย ตรงที่เก้านาฬิกา


    ตลกล่ะ! เราไม่ได้หลงรักผู้ชายหน้าหวานคนนี้แน่ๆ ที่สำคัญคือเขานั่ง ไม่ได้ยืน

    นั่นเป็นการเจอกันครั้งแรกของเราสองคน แต่ก็ไม่แน่หรอก เราอาจจะมาร้านนี้บ่อยๆ ด้วยกันทั้งคู่ เราอาจจะสวนทางกันบ่อยๆ ที่โรงอาหาร เราอาจจะเคยผ่านเข้ามาในสายตาของกันและกันแล้วแต่จำกันไม่ได้

    แต่ครั้งนี้...เราเพิ่งรับรู้การมีตัวตนของผู้ชายที่ดื่มนมสดปั่นในคืนวันพฤหัสบดี



    เราเจอกันบ่อยขึ้นที่ร้านกาแฟร้านเดิม แต่ไม่ได้นั่งร่วมโต๊ะกันอีกแล้ว แทบจะทุกวันที่เราเจอเขาบ่อยๆ ที่โรงอาหาร เราเดินผ่านกันตอนเปลี่ยนคาบเรียน และบ่อยสุดตอนมานั่งอ่านหนังสือที่ร้านกาแฟทุกๆ เย็น

    ก่อนหน้านี้มันอาจจะเป็นแบบนี้อยู่แล้วก็ได้ แต่เราไม่เคยสังเกตต่างหาก

    กลายเป็นว่าหลังจากนั้นถ้าเราไปร้านกาแฟแล้วไม่เห็นเขา สายตาของเรามักจะมองหาคนๆ นั้นอยู่โดยไม่รู้ตัว แปลกนะคะ เราไม่เคยรู้จักกันเลยด้วยซ้ำ

    เค้าว่าความบังเอิญถ้ามีเกิน 3 ครั้งให้เปลี่ยนเป็นใช้คำอื่นแทน ใครบางคนบอกว่าอาจจะเป็นพรหมลิขิตหรืออะไรทำนองนั้น ครั้งที่หนึ่งของเราถูกใช้ไปในวันที่ร้านกาแฟไม่มีที่ว่างและเขา 'บังเอิญ' มานั่งข้างๆ เรา

    ส่วนครั้งที่สอง...

    ชายหนุ่มกำลังรื้อกระเป๋าเป้ของตัวเองอยู่ตรงคิวรถตู้ เราค่อนข้างแปลกใจที่เจอเขาแปลกที่ มหา'ลัยตั้งกว้าง คนตั้งเยอะ วันตั้งมากมาย คิวรถวันละหลายสิบเที่ยว แต่เราดันขึ้นรถตู้พร้อมกัน

    เขาหากุญแจห้องไม่เจอ เรารับรู้ได้เพราะเสียงนุ่มที่โทรศัพท์ไปบอกเพื่อนให้ช่วยหาของให้หน่อย ขณะที่เรากำลังซื้อตั๋วเขาก็ขึ้นรถไปก่อน

    เราขึ้นไปคนสุดท้าย จึงต้องนั่งที่ว่างหลังสุดติดหน้าต่างด้านซ้าย ... เบาะหลังเขา

    การเดินทางกว่าครึ่งชั่วโมงผ่านพ้นไปจนถึงที่หมาย เราเป็นคนสุดท้ายที่ลงรถเหมือนตอนขึ้นมา สายตาของเรากวาดไปเห็นเสื้อแขนยาวสีเทา-ดำวางอยู่อย่างโดดเดี่ยวทั้งๆ ที่เจ้าของลงจากรถตู้ไปแล้ว ไม่ใช่แค่เพราะเมื่อกี้เขานั่งข้างหน้าเราแต่เราจำได้ว่าเขาใส่เสื้อตัวนี้บ่อยมาก อืม-แทบจะทุกครั้งที่เจอกันเลยล่ะ

    เราส่ายหน้าเดินลงจากรถไปเพราะไม่รู้จะหยิบเอาไปให้เขาในฐานะอะไร เสื้อของเขา เขาลืมไว้ เราไม่เกี่ยวอะไรด้วย มันอาจจะเป็นแบบนั้นถ้าเราไม่ข้ามถนนกลับมายังรถตู้คันเดิมพร้อมสะกิดบอกลุงคนขับรถที่กำลังปิดประตูรถว่า

    "หนูลืมเสื้อไว้บนรถค่ะ"

    สุดท้ายเราก็ยืนถือเสื้อแขนยาวตัวนั้นอยู่ในมือ ไม่รู้เพราะอะไร...แต่เราทิ้งมันไม่ลง

    เราข้ามถนนอีกครั้งเห็นเขานั่งอยู่ที่พักผู้โดยสาร รู้ตัวหรือเปล่าว่าลืมของไว้บนรถน่ะ เราเดินเข้าไปหาเขาก่อนจะยื่นเสื้อแขนยาวตัวนั้นไปให้

    "นี่เสื้อของคุณรึเปล่า"

    เขาดูไม่ตกใจเลยซึ่งเราเดาว่าน่าจะเป็นคนตั้งสติได้ดีขณะยื่นมือมารับเสื้อตัวนั้นไว้

    "ครับ"

    "คุณลืมไว้บนรถ ลุงเค้าฝากมาให้อ่ะ" เราโกหกนิดหน่อยพร้อมโยนความดีความชอบให้คุณลุงก่อนจะเดินไปซื้อตั๋วของเรา

    เราไม่รู้ว่าเขาจะต่อรถไปไหนในช่วงปิดเทอม แต่เรากลับบ้าน



    ระยะหลังเราเจอกันน้อยลงที่ร้านกาแฟแต่เจอกันบ่อยขึ้นที่โรงอาหาร เรายังคงสถานะความไม่รู้จักกันไว้ได้อย่างมั่นคง ไม่เคยทักกัน ไม่เคยคุยกันอีกแม้กระทั่งเรื่องเสื้อ จนเราแอบคิดว่าเขาจำได้รึเปล่าว่าเราเป็นคนที่เก็บเสื้อไปให้น่ะ

    เราไม่รู้ชื่อเขาเลยด้วยซ้ำแต่กลับไม่ได้อยากรู้จักไปมากกว่านี้ เรารู้แค่ว่าเขาเรียนเภสัชฯ ปีเดียวกันกับเรา เขาชอบนั่งกินข้าวคนเดียวขณะที่เรากินข้าวกับเพื่อนในกลุ่มทุกครั้ง เราเห็นเขาไม่เคยสั่งนมสดปั่นอีกเลยขณะที่เรากลับมากินโกโก้เหมือนเดิม เรื่องเหล่านี้ไม่รู้เรียกว่าเป็นความบังเอิญได้หรือเปล่าแต่เราขอปฏิเสธ เพราะความบังเอิญครั้งที่สามเราจะใช้หลังจากนี้...

    ม. เราปิดสงกรานต์ทั้งอาทิตย์ เราเลือกที่จะกลับบ้านในเช้าวันเสาร์หลังจากที่เพื่อนในกลุ่มทยอยกลับกันก่อนแล้ว ไม่รู้ต้องโทษพี่เทคที่นัดกับเราว่าจะไปส่งแต่ตื่นสาย ไม่รู้ต้องโทษเราที่มัวแต่เอาขยะไปทิ้ง ไม่รู้ต้องโทษอากาศในฤดูร้อนที่ทำให้เราต้องขึ้นห้องที่อยู่ชั้นสองไปหยิบเสื้อแขนยาวมากันแดด

    หรืออาจจะเป็นทุกอย่างที่ทำให้เราขึ้นรถตู้เที่ยวเดียวกับเขา...อีกครั้ง

    ครั้งนี้เราค่อนข้างตกใจกว่าครั้งแรกเพราะช่วงเทศกาลคนจะกลับบ้านเยอะมาก คิวรถตู้จึงมีแทบจะทุก 20 นาที แค่วันนี้วันเดียวตั้งแต่คิวเปิดเราไม่รู้ว่ามี 20 นาทีมากี่ครั้งแล้ว

    แต่เราสองคนได้อยู่ใน 20 นาทีเดียวกัน

    เขานั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนเก้าอี้ใกล้จุดขายตั๋วระหว่างรอรถออก เราซื้อตั๋วเสร็จก็ไปนั่งบนเก้าอี้พลาสติกใกล้ๆ กับคนอื่นอีกหลายคน เราเห็นเสื้อแขนยาวตัวนั้นวางอยู่บนกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ของเขา ชายหนุ่มนั่งกินขนมปังเงียบๆ และเขาคงจำเราได้เพราะหันมามองเราอยู่หลายครั้ง

    เมื่อได้เวลารถออกเราก็ต่อแถวตามคนอื่นขึ้นไป จำได้ว่ามีคนทำมือถือหล่นตรงประตูเราจึงเก็บไปให้โชคดีที่ครั้งนี้ไม่ใช่เขาอีกนะ เพราะเรากลัวจะใช้คำว่าบังเอิญมากเกินไป

    เขาต้องเอากระเป๋าไปไว้หลังรถจึงขึ้นมาคนสุดท้าย เราที่ขึ้นมาก่อนนั่งที่เดิมกับที่เคยนั่งรอบที่แล้วอย่างไม่ตั้งใจ แต่ที่เดิมของเขาถูกจับจองไปแล้ว เขาหันมองไปรอบๆ ก่อนจะหันมาสบตากับเรา มันเหมือนเป็นคนไม่รู้จักที่คุ้นเคยกันไปแล้ว เขาเดินมานั่งแถวเดียวกับเรา มีที่ว่างขั้นไว้อีก 2 ที่ ระหว่างที่คนยังไม่เต็มนั้นรถก็เคลื่อนออกไปรับคนที่คิวอื่น เราทั้งคู่ต่างทอดสายตามองนอกหน้าต่างคนละฝั่ง

    น่าแปลกที่เรารู้สึกสบายใจ

    เราไม่รู้จักคนบนรถเลยซักคน เขาก็เป็นหนึ่งในนั้นแต่เพราะเราเจอหน้ากันบ่อยเกินไปการมีเขานั่งอยู่ข้างๆ เลยเหมือนเป็นคนๆ เดียวที่เราวางใจได้ในตอนนี้...ตอนที่รอบตัวของพวกเรามีแต่คนแปลกหน้า

    มันไม่ใช่ความรู้สึกเก้อเขินเหมือนตอนอยู่กับคนที่ชอบ กับเขามันไม่ใช่สถานะนั้น เป็นความสัมพันธ์ที่อธิบายยากเหมือนกัน

    รถจอดรับผู้หญิงอีกสองคนมานั่งขั้นเราเอาไว้และเธอสองคนก็ลงก่อนพวกเราในทีหลัง ตอนที่ผู้หญิงสองคนนั้นลุกขึ้นเรากับเขาก็ทำเหมือนกันคือขยับเขยื่อนตัวเพราะตลอดระยะทางที่ต้องนั่งเบียดกันสี่คนค่อนข้างทำให้เมื่อย

    เราหันไปหาเขาจนเห็นว่าอีกฝ่ายขยับเข้ามาพร้อมนั่งด้วยท่าที่สบายมากขึ้น เรายิ้มน้อยๆ ก่อนจะหันกลับมามองหน้าต่างฝั่งของเราอีกครั้ง

    รถจอดแล้ว เราไม่มีโอกาสได้ดูว่าเขาลืมเสื้อตัวเดิมไว้หรือเปล่าเพราะที่ๆ เรานั่งลุกขึ้นง่ายกว่าเราจึงต้องลงรถไปก่อน ระหว่างกำลังรอข้ามถนนก็เห็นเขายืนรอกระเป๋าอยู่หลังรถ พวกเรามองส่งกันอีกครั้งทางสายตา ราวกับจะอวยพรให้มีความสุขในวันสงกรานต์นี้

    และไว้เจอกันใหม่

    เผื่อความบังเอิญครั้งหน้าจะเกิดขึ้นอีก...

    แต่นี่มันเป็นความบังเอิญครั้งที่สามแล้วนะ ว่าแต่...เราจะเปลี่ยนมาเรียกมันว่าอะไรดี?





    เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากเรื่องจริงของเรากับเขาคนนั้น...คนที่เราไม่รู้จัก
                                                            
    : )
    12.04.16





เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in