once rememberedployapha.j
Grand Canyon | เหยียบแกรนด์แคนยอน


  • ตอนนั้น...จำได้ว่า...

    เป้าหมายจริงๆของการนั่งบัสข้ามรัฐมายังเนวาดา
    ไม่ใช่การมาเยี่ยมยืนเมืองคนบาป Las Vegas





    แต่เป็นการไปทิ้งรอยเท้าของพวกเราไว้ที่



    Grand Canyon National Park





    ครั้งหนึ่งในชีวิตกับการเดิน treking ที่ Grand Canyon South Rim
    ลัดเลาะไปตามเหลี่ยมเขา มองดูชั้นของหินที่ทับถมเรียงรายซ้อนกันหลายสีหลายล้านปี



    อาห์...
    ความงามของธรรมชาติที่มนุษย์อย่างเราสรรค์สร้างไม่ได้




    เกิดมาแล้วต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่า
    ไหนๆก็ข้ามน้ำข้ามทะเลมาทวีปอเมริกาเหนือแล้ว



    เราต้องได้ไปสัมผัสเว้ย!



    me/กำตังค์ไปจ่ายค่าทัวร์














  • รถบัสคันใหญ่บึ้มมารับเราตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น
    เราก้าวขาผ่านประตูที่เรียงรายไปด้วยขวดเหล้าเบียร์ของรูมเมทคนเหี้ย
    แบกกระเป๋า กรอกน้ำเปล่าใส่ขวด เตรียมแซนวิซไปกินระหว่างทาง




    เออ วันนี้เราสองคนใส่เสื้อคู่กันด้วยแหละ
    เขาใส่ลายหมาป่า ของเราเป็นหนูน้อยหมวกแดง


    ตลกดี มีความกุ๊กกิ๊กสูงจนเมื่อมองย้อนกลับไปแล้วก็ขำ
    นี่ก็ครั้งหนึ่งในชีวิตเหมือนกันที่ใส่เสื้อคู่กับใครซักคน


    ซึ่งก็ไม่น่าจะซื้ออะไรแบบนี้มาใส่กับใครที่ไหนแล้วแหละ









    รถบัสจะวนไปรับแขกคนอื่นที่โรงแรมอีกจนเต็มคันรถ
    มีมนุษย์หลากหลายเชื้อชาติมาก ไทย จีน เกาหลี ฝรั่ง วุ่นวายไปหมด
    ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังรัฐ Arizona โดยผ่าน Historic Route 66  (ไม่ใช่ผับดังย่านรัชดาแต่อย่างใดเด้อ) ซึ่งก็คือถนนสาย 66 เก่านั่นแหละ พอทางการยกเลิกแล้ว
    บางส่วนก็กลายมาเป็นถนนเส้นทางให้ชมวิว เรียนรู้ประวัติศาสตร์แทน



    ซึ่งเราก็ได้แวะลงไปถ่ายรูปมานิดๆหน่อยๆ

















    จุดที่สองที่เราแวะกันคือเขื่อน Hover Dam


    ซึ่งตั้งอยู่บริเวณแบล็กแคนยอนของแม่น้ำโคโลราโดบนชายแดนของรัฐแอริโซนาและรัฐเนวาดา
    เขื่อนนี้กักน้ำจากทะเลสาบมี้ด ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บน้ำที่มีปริมาตรมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา
    ตอนที่สร้างนี่คนตายเป็นร้อยยยยยยยยยยยยย
    คนขับเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ในขณะที่อาม่ากำลังเอากล้องถ่ายๆๆๆๆๆๆรูปจากบนบัส













    รถเยอะคนแยะพอสมควร
    คนขับให้เวลาถ่ายรูปกับป้ายชื่อเขื่อนประมาณสิบนาทีระหว่างที่แกจุดบุหรี่มาสูบ

    ทุกคนชุลมุนวุ่นวายถ่ายรูปกันใหญ่



    เราก็ได้รูปคู่มาหนึ่งแช๊ะ
    จากการช่วยเหลือของเพื่อนร่วมโฮสเทล
    (คนนี้คนดี เล่นพนันได้เงินมา 200 เหรียญเลยเอามาเที่ยวทริปนี้ ดวงคนเราแม่งเฮงงี้ก็ได้หรอวะ...)


    ซึ่งเราก็ถ่ายรูปเขาเยอะแยะเหมือนกัน
    เพราะกล้องของเขาเจ๊งหรืออะไรนี่แหละ สัญญาไว้ดิบดีว่าจะส่งรูปให้



    สี่ปีผ่านไปเกือบจะห้าปีแล้ว
    เราก็ยังไม่ได้ส่ง




    ขอโทษนะยูว์
    I'm so sorry



    เราไม่ได้เป็นคนเก็บอีเมลไว้นะ อีกคนเป็นคนจดไว้ต่างหาก...










    ไม่แปลกใจว่าทำไมการสร้างเขื่อนนี้ถึงคร่าชีวิตคนงานนับร้อย

    มีแต่ทราย หิน และแดดร้อนระอุ














    เห็นน้ำกระจึ๋งนึง ก็ยังดีว้า













  • และแล้วก็มาถึงจุดที่เรารอคอย
    ในที่สุดบัสก็จอดที่ Grand Canyon South Rim



    ความรู้สึกแรกเมื่อก้าวลงจากรถบัสคือ







    อีเชี่ยยยยยยย

    คิวรอเข้าห้องน้ำยาวสาสสสสสสสสสสสสสสสสสสส






    ทั้งหัวดำหัวทองยืนต่อรอเข้าห้องน้ำกันยาวม๊าก
    จนเราชักถอดใจ กะว่าจะหลบมุมตรงสุมทุมพุ่มไม้ซักที่
    แต่เมื่อมองไปรอบๆก็พบกับพุ่มไม้หงิกๆ กองหิน และทรายหวีดหวิว




    ไม่เวิร์คว่ะ
    รอต่อแถวก็ได้


    (ใครมาเที่ยวควรพกทิชชู่เปียกมาด้วยนะจ๊ะ ด้วยรักและหวังดี)



    ระหว่างที่รอเข้าห้องน้ำนั้น
    ลุงคนขับก็มานัดแนะเวลาว่าตอนนี้ๆจะต้องเดินกลับมารวมกันที่นี่นะ
    จากนั้นก็แยกย้ายกันได้








    บางคนเลือกเดินไปแค่จุดชมวิวเฉยๆแล้วเดินกลับมาที่บัส

    แต่สำหรับเราสองคนแล้ว ไหนๆก็มาถึงแล้วอะ
    ก็เลือกที่เจอเดิน treking แบบยาว คือเดินมันไปจนสุดทางนั่นแหละ เดินไปเรื่อยๆ
    และนัดเวลากับคนขับรถไว้ว่าให้ไปรอรับที่จุดสิ้นสุดของเส้นทางเดิน





    เอาล่ะ พร้อมแล้ว


    ไปค่ะ














    แก๊!!! ชั้นมาถึงแล้วว้อยยยยยยยยยยย
    ได้มาประทับรอยเท้าทิ้งไว้ที่นี่แล้วเว้ย




    โอ๊ยยยย
    แว้บแรกที่เดินขึ้นเนินไปแล้วเจอกับภาพเขาสลับซับซ้อนไปมาแล้วหัวใจแทบหยุดเต้น




    หันไปยิ้มให้คนข้างๆที่เดินมาด้วยกันด้วยความตื้นตัน
    นึกขอบคุณอยู่ในใจเขาที่บ้าบอตามมาด้วยกัน









    โปรดสังเกตหมู่มนุษย์ที่จุดชมวิว
    นี่คือสาเหตุว่าทำไมเราถึงเลือกเดิน


    คนเยอะแยะเป็นมดเลยวู้ย














    เห็นสีของหินที่เป็นชั้นๆนั่นไหม
    ของจริงสวยมาก ยิ่งใหญ่มากจริงๆ


    อยากให้ไปเห็นของจริงเลยล่ะ
    เพราะดูจากภาพถ่ายแล้วมันเทียบกันไม่ติดเลย














    มองดีๆตรงซอกเขาจะเห็นแม่น้ำด้วยแหละ ซูมๆรูปดูเอาเด้อ

















    รู้สึกว่าตัวเองเล็กลงมากๆเลยล่ะ เทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติเบื้องหน้า




    มนุษย์เรานอกจากจะตัวเล็กแล้ว
    ยังมีอีโก้และความทะนงตนว่ายิ่งใหญ่เหลือเกินด้วยนะ

    พวกเราสร้างปัญหาต่างๆมากมายมาทำร้ายโลกของเราเยอะแยะ
    จนบางทีก็คิดว่าอยากให้เผ่าพันธุ์ของเราสูญสิ้นไปให้หมดเลยก็ดี
    เอาวิธีแบบในหนังสือ Inferno ของ Dan Brown ก็ได้ ไม่โหดร้ายเท่าไร แต่ก็ได้ผลดี













    ตัดภาพมาที่เขา ผู้ลากแตะฮิปโปตลอดเวลา เฮ้อ...























































    ก็เป็นทางแบบนี้ไปเรื่อยๆนั่นแหละ
    มีคนเดินสวนไปสวนมาเกือบตลอดเวลา





    เราเดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ
    กระโดดบ้าง เก็กท่านี่นั่นนู่นสนุกดี



    ซึ่งก็ไม่เอามาลงให้ดูหรอก ว้ายยยย












    และก็เดินไปที่จุดนัดพบ ซื้อไอติมกินแก้ร้อน
    ก่อนที่จะหลับยาวมาบนบัสจนกลับมาที่เวกัส
    จากนั้นก็กินอาหารจีนที่ให้อารมณ์แบบในหนังของหว่องกาไวในตอนที่แล้ว
    เก็บของใส่กระเป๋าพร้อมเดินทางต่อ



    ตอนเช้าก็รีบนั่งบัสมาที่ท่าอากาศยานนานาชาติแมคคาร์แรน
    เช็คอิน โหลดกระเป๋า และมุ่งหน้าไปยังจุดหมายต่อไป



    ซึ่งเราสองคนจะเป็นที่ไหนเดี๋ยวจะมาเล่าต่อนะ




    : )













    อ้อ...


    แกรนด์แคนยอนเปลี่ยนไปเราอย่างนึงแหละ
    พอเราได้ไปเห็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแบบนี้แล้ว


    เราตั้งปณิธานเงียบๆอยู่ในใจว่า




    จากนี้ไปเราจะใช้ชีวิตเพื่อที่จะได้เห็นอะไรแบบนี้อีก

    เกิดมาแล้วต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่า





    และความตั้งใจดังกล่าวก็เป็นแรงผลักดันให้เราเป็นตัวของเราในทุกวันนี้นี่แหละ



    ด้วยรัก...จาก...

    เฮ้ย ผิดเรื่อง!







Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in