MORE, babe, more. xBabeBunnag
005. second skin

  • เราดูรายการหนึ่งใน youtube ที่แชนแนลชื่อ StyleLikeU

    มันชื่อ “Second Skin” เป็นรายการที่จะให้คนที่แต่งตัวต่างกันคนละขั้วสองคน มาสลับเสื้อผ้ากันในหนึ่งวัน


    ซึ่งมันไม่ใช่อะไรง่ายๆแบบ แค่สาวหวานมาสลับกับสาวเท่ ทำสนุกๆ ลองเป็นคนอื่นขำๆ แต่มันสุดขั้วจริงๆ  มันไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่แต่งตัวต่างกัน แต่มันคือมนุษย์สองคนที่ชีวิตและความสนใจไปกันคนละทางเลย

    และวันที่ต้องสลับชุดกันก็คือต้องไปทำนู่นทำนี่ทำสำคัญ เช่น นักร้องคนหนึ่งที่ต้องไปอัดเพลงในวันนั้น หรือไอคอนที่ต้องไปแฟชั่นวีค ซึ่งมันเป็นจังหวะที่ต้องเน้นย้ำความเป็นตัวเองเข้าไปอีก แต่ในจังหวะนั้นเราต้องใส่เสื้อผ้าของคนอื่น ต้องสวมผิวหนังของคนอื่น

    มันทำให้เรา realize ความสำคัญของเสื้อผ้า ของสไตล์ของเราเอง

    มันคือ second skin จริงๆ ทุกอย่างบนตัวเรา เราอาจจะไม่รู้ตัว เราทำทุกอย่างโดยคิดว่านี่คือเรื่องธรรมชาติของเรา แต่พอเราแลกกับคนอื่นที่ตรงข้ามกับเราโดยสิ้นเชิงเราถึงได้เห็น

    เราเลือกใส่แหวนวงใหญ่ที่บางคนอาจจะใส่ไม่ได้เพราะจำเป็นต้องทำงานฝีมือ

    เราใส่ส้นสูงสุดชิคเดินสวยๆทั้งวันขณะที่อีกคนใส่แล้วเดินไม่ได้เพราะเขาไม่ได้มีรถ

    หรือกระเป๋าผ้าเยินๆเน่าๆที่เราแสนรัก มันอาจทำให้ผู้หญิงอีกคนเข้างานแฟชั่นวีคไม่ได้


    มันมีเรื่องที่เราทำได้ และทำไม่ได้จริงๆ เมื่อเราสวมใส่เสื้อผ้าบางสิ่งอยู่

    ไอ่ที่เรา curate ขึ้นมาบนตัวก็คือสิ่งที่สะท้อนความเป็นเราและสิ่งที่เราอยากเป็น

    มันดึงความสนใจบางอย่างจากคนอื่นมาสู่เรา ดึงพลังงานบางอย่างเข้ามา 

    และบางพลังงานเราก็ชอบ บางเราก็รับไม่ได้

    เช่นนักร้องที่ใส่เสื้อเสวตเตอร์ knit กับ jumpsuit ติดพู่แล้วทนรับสายตาที่มองอย่างแปลกๆของคนอื่นไม่ได้ และทำให้การอัดเสียงในห้องอัดไม่ราบรื่น เพราะเธอไม่สามารถสวมบทบาท persona ในฐานะนักดนตรีของเธอได้ขณะใส่เสื้อผ้าที่ไม่ใช่ตัวเอง

    แต่เจ้าของร้านนิตติ้งที่สลับชุดด้วยกลับบอกว่า สิ่งที่รับไม่ได้ที่สุดคือการที่มีผู้ชายมามองเธอด้วยสายตาสนใจ ยอมโดนมองว่ายัยนี่มันใส่บ้าอะไรยังจะดีซะกว่าโดนมองแบบ "อู้ววว"

    เมื่อสวมผิวหนังที่สองของคนอื่นก็ได้รับพลังงานที่คนอื่นได้รับไปด้วย และพลังงานนั้นก็ส่งผลต่างกันต่อแต่ละคน


    บางครั้งเราไม่รู้ตัวเลยว่าเสื้อผ้าเป็นสิ่งที่สำคัญกับเราแค่ไหน ปากเราบอกว่าไม่สนเรื่องภายนอกแต่ถ้ามีใครมาให้สวมใส่อะไรที่เราไม่รู้สึกสบายใจเราก็ปฏิเสธมันอยู่ดี 

    นั่นก็เพราะว่าเสื้อผ้าสำคัญไง เพราะว่าภาพภายนอกแน่นอนว่าย่อมสะท้อนถึงภายใน ที่ปฏิเสธการแต่งตัวโป๊หรือที่ไม่ยอมสวมเสื้อผ้าที่เรามองว่าเชยเป็นป้าก็เพราะภายในเราปฏิเสธการเป็นสิ่งนั้น การที่เราไม่สามารถทรงตัวบนส้นสูงได้หรือการที่เรารู้สึกว่ารองเท้าผ้าใบสกปรกเป็นเรื่องน่าเกลียด ทั้งรูปทรงและรายละเอียดทั้งหมดบนร่างกายเรา นั่นคือแฟชั่น และนั่นคือภาพสะท้อนของภายในตัวเราเช่นกัน

    ทำให้นึกย้อนไปถึงการสวมชุดยูนิฟอร์ม ซึ่งก็มีหลายคนที่พร้อมจะปฏิเสธความถูกระเบียบ และใส่สไตล์ที่เป็นตัวเองเข้าไป ซึ่งก็เป็นหนึ่งในทอปิกที่คู่ควรแก่การพูดคุยและทดลองในหลายๆแบบเช่นกัน

    แต่ในขณะดูรายการนี้เราก็ได้เจอคนหลายคนที่พร้อมจะ embrace สไตล์ของคนอื่นอย่างมั่นใจ คนที่สวมผิวหนังของคนอื่นแต่ก็ดูไม่ทุกข์ร้อนหรือกระดาก ตะขิดตะขวงใจ ซึ่งเป็นภาพที่สง่างามมาก เช่น ดีไซเนอร์เครื่องประดับสุดชิคในมาดคูลๆที่ทั้งตู้คือเสื้อผ้าสีดำสุดจะสลีคและเซ็กซี่ มาสลับชุดกับสาวน้อยวัยใสหัวใจสีเรนโบว์ที่ทำงานเป็นครูสอนศิลปะที่มีแต่ความคัลเลอร์ฟูลในชีวิต 

    แต่สีสันและความเซ็กซี่ก็ไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกไม่สบายใจ ทั้งสองคนเปิดใจรับสไตล์ที่ต่างกันและพยายามทำความเข้าใจอีกฝ่ายที่เป็นเจ้าของชุด มองเห็นถึงความมั่นใจในตัวเองที่มันแข็งแกร่งยิ่งกว่าชุดที่สวมใส่อยู่ภายนอก ซึ่งทำให้เห็นความแตกต่างระหว่าง attitude ของคน เอาจริงๆ แค่การเปลี่ยนเสื้อผ้าเพียงวันเดียว มันแสดงให้เห็นว่าตัวตนของเราอาจจะเปราะบางมาก จนความต่างเพียงวันเดียวเราก็เอาไม่อยู่แล้ว?

    มันคือ social experiment ที่ใช้เวลาหนึ่งวัน แต่ผลตอบรับต่างกันไป บางคนปฏิเสธโดยสิ้นเชิงเมื่อเห็นเสื้อผ้าที่ทีมงานเอามาให้ บางคนก็สวมใส่ด้วยความกระดากอาย และบางคนก็สนุกไปกับมัน สายตาของคนรอบข้างเองก็ต่างกันไป เพื่อนๆหลายคนก็แบบ​"นี่หล่อนแดกยาอะไรเข้าไป???" ช็อคที่เห็นเพื่อนตัวเองเปลี่ยนไป แต่บางคนก็ให้กำลังใจอย่างดี

    ความประทับใจของเราคือการได้เห็นคนไม่ใช่แค่เดินออกมาจาก comfort zone แต่เอาสิ่งที่ตรงข้ามกับความสบายใจมาห่อหุ้มร่างกาย และได้เห็นรีแอคชั่นต่างๆที่คนคนนั้นทำ ไม่ว่าจะเป็นการรับเอา experience ของคนอื่นมาทำความเข้าใจ หรือการปฏิเสธก็ตาม

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in